-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ราตรีที่ 3 แก้ไขคำผิด

ชื่อตอน : ราตรีที่ 3 แก้ไขคำผิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 32k

ความคิดเห็น : 57

ปรับปรุงล่าสุด : 28 เม.ย. 2560 21:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 3 แก้ไขคำผิด
แบบอักษร

3

ณ ดินแดนจี้หนาน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของต้าฉี

ประเทศทางใต้เริ่มลุกเป็นไฟ หนิงลี่ที่ยังคงถูกพาหนีได้สะบัดมือออกจากเพื่อนทหารหนุ่ม ดวงหน้าฉลาดแสดงถึงความสงสัยเสียเต็มประดา

“แต่ที่นี่ต้าฉี สงครามกำลังเกิด ข้าไม่ทิ้งแผ่นดินต้าฉีไปแน่”

“ข้ารู้ ข้าไม่มีเวลาอธิบาย ตอนนี้หนีก่อน”

“ข้าไม่หนี”

“แต่เจ้าต้องตาย”

ทำไมถึงได้หัวดื้อแบบนี้นะ...จิ่นสือคิด

“ข้าเป็นทหาร ตายในสนามรบย่อมมีเกียรติ” หนิ่งลี่แข็งขันในคำตอบ

“โธ่เอ๊ย อาลี่...เจ้านี่มัน” จิ่นสือดูไม่ชอบใจนัก ดวงตาเรียวตวัดมองก่อนเปลี่ยนคำถามใคร่อยากรู้ “นี่เจ้าไปทำอะไรใครไว้จนไม่พอใจรึไม่”

“ข้าเปล่า”

ชายหนุ่มปฏิเสธ ตลอดชีวิตที่เติบโตมานี้ เขาไม่เคยทำอะไรหรือทำให้ใครเดือดร้อนเสียหน่อย ใยจิ่นสือถึงได้พูดราวกับว่าตัวเขานั้นได้ไปทำอะไรไว้จนเป็นเหตุให้บ้านเมืองต้องระส่ำระสาย

ยังไม่ทันที่สองสหายจะสนทนาไปมากกว่านี้ เสียงทหารกลุ่มหนึ่งก็ไล่หลัง ความกลัวที่จะถูกเพื่อนจับได้ จิ่นสือจึงได้คว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้แน่นอีกครา สองขายาวเหยียบย่ำลงไปบนผืนหญ้า วิ่งตรงไปเบื้องหน้าอย่างไม่คิดชีวิต สำหรับจิ่งสือแล้วหนิงลี่เปรียบเสมือนเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่บนโลก รักใคร่มากกว่าพี่น้อง ครอบครัวของจิ่นสือได้สิ้นลมหายใจไปจากโลกนี้ พ่อของเขาเคยเป็นทหารแต่ก็ต้องมาเสียชีวิตลงเพราะสงคราม ส่วนแม่นั้นก็มาเสียชีวิตด้วยโรคร้าย ความจนมันเป็นเหตุให้ไม่มีเงินรักษา ส่วนญาติคนอื่นๆ ก็รังเกียจเดียดฉันท์

ชั่วชีวิตจิ่นสือมีแต่หนิงลี่

ไม่มีใครสำคัญเท่ากับหนิงลี่

"ฝ่าบาท หนิงลี่หนีไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

ทหารแคว้นฉินยกมือคารวะ ก้มหน้าเอ่ยรายงานให้ผู้เป็นองค์ฮ่องเต้

ซ่งจินเหลียงยังคงเท้าคางนิ่ง ใบหน้าหล่อกระตุกยิ้มมุมปาก นึกแล้วไม่ผิดว่าจะต้องจับตัวมาไม่ได้ง่ายๆ ถ้าอย่างนั้นฆ่าคนแคว้นฉีสักคนจะเป็นไรไป

กระบี่ด้ามยาวถูกควักจากบั้นเอว ใช้ลมปราณในการปล่อยพลัง ส่งกระบี่ยาวไปยังเบื้องหน้าจนไปโดนทหารนายหนึ่งของต้าฉี สิ้นใจในทันควัน

จักรพรรดิวิปลาส ไม่เคยปล่อยให้ผู้ใดรอดไปได้

"เราจะไปตามเอง"

คงได้มีสั่งสอน

ฝ่าเท้าหนักทว่าเบาทุกย่างก้าวกลับเบาจนเหมือนล่องลอยในอากาศ เส้นผมยาวสีดำสลวยพลิ้วไหวอ่อนราวกับว่ามันมีชีวิต...ฮ่องเต้แคว้นฉินผู้องอาจและสง่างามประดุจดั่งเทพเซียน หางตายาวเรียวหันมองไปยังด้านขวา เขาเห็นชายผู้หนึ่งซึ่งยังตกเป็นตัวประกัน

ซูลี่...ชายผู้ซึ่งมีใบหน้าดั่งเทพบุตร

ทว่าความงดงามนั้นมันช่างไม่น่าพึงใจ

‘ไอ้เจ้าขอทานชั้นต่ำ ข้าอุตส่าห์ไว้ชีวิตเพราะความเวทนา นี่เจ้ายังกล้ามาร้องขอ’

ครั้งหนึ่ง...ก่อนที่ขบวนทหารจะกลับมายังเมืองหลวง ซ่งจินเหลียงที่ได้รับข่าวลือว่าแม่ทัพซูลี่นั้นเป็นที่เลื่องลือด้านความงามเป็นที่หนึ่ง ไม่น้อยหน้ากว่าสาวงามของเสียนหยาง ด้วยความใคร่รู้อยากเห็นหน้าคร่าตา ซ่งจินเหลียงจึงคิดกลอุบายก่อนออกศึกว่าอยากเห็นหน้าแม่ทัพผู้ลือชื่อสักครา

มันเป็นดั่งที่เห็น...ซูลี่งดงามเกินกว่าที่จะมาเดินบนผิวดินเฉกเช่นมนุษย์ น่าจะไปอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าในดาวดึงส์ที่เต็มไปด้วยความสวยงามของกลีบบุปผชาติ

ความประทับใจแรกคือความงาม

ความประทับใจครั้งที่สองคือน้ำใจ

ซ่งจินเหลียงเป็นบุรุษที่ชอบทดสอบจิตใจคนในหลายๆ ด้าน รอบข้างนอกเสียจากคนสนิทข้างกายก็แทบไม่เคยไว้ใจใครทั้งนั้น ด้วยอำนาจและชื่อเสียงบวกกับความเหี้ยมโหดจึงทำให้ผู้คนทั่วแคว้นต่างยอมสิโรราบแต่โดยดี สวมหน้ากากเข้าหาเพื่อปกป้องชีวิต

ยกเว้นเสียแต่...หนิงลี่

ชายอัปลักษณ์ผู้นั้นไม่เหมือนกับคนอื่น

‘ข้าชื่อหนิงลี่’

ไม่ว่ายังไงเสียก็ต้องตามตัวกลับมา

สาวเท้าเดินไปยังทางประตูเบื้องหน้า ปลายขาดีดพาตัวเองให้ลอยคว้างอยู่ในอากาศ สร้างความตกตะลึงให้ไม่น้อย ซ่งจินเหลียงนอกจากจะเป็นฮ่องเต้แล้วยังมีวิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศ ฝีมือในการต่อสู้ก็ไม่เป็นสองรองใคร ถ้าหากว่าเจ้าตัวเป็นคนลงมือเองแล้ว มีหรือที่จะทำงานผิดพลาด น่าเป็นห่วงก็แต่หนิงลี่ที่กำลังตามตัว ถ้าถูกจับได้มีหวังไม่ตายก็คงจะพิการ

ซ่งจินเหลียงกระโดดขึ้นไปบนหลังคาของบ้านหลังหนึ่ง ดวงตาเรียวหันมองรอบกายเพื่อใช้ความคิด รอบด้านร้อนระอุไปด้วยไฟสงคราม เหล่าทหารกำลังแคว้นฉินกำลังคอยควบคุมความเรียบร้อย ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ได้ยินแต่เสียงกรีดร้องกับเสียงร่ำไห้อย่างน่าสมเวช

ถ้าเช่นนั้นก็คงในป่า...

ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มเหี้ยม

“มีรึที่เจ้าจะหนีข้าพ้น”

หนิงลี่ที่ยังคงไม่รู้ชะตากรรมตนเอง ได้แต่วิ่งตามจิ่นสือที่เอาแต่หนี พวกทหารที่ไล่หลังเมื่อสักครู่หายลับสุดสายตา เหลือแต่เพียงความเงียบและลมหายใจเหนื่อยหอบ สองขายังคงย้ำเท้าวิ่งด้วยความเร็วที่เริ่มตก ใบไม้ ต้นหญ้า แมกไม้ในยามค่ำคืนที่ประดับประดาไปด้วยเพลิงสีแดงฉานสะท้อนจากอีกมุมหนึ่ง สงครามไม่เคยทำให้ผู้ใดมีความสุข ตลอดเวลาเกือบสามปีที่เป็นข้ารับใช้แผ่นดิน หนิงลี่เห็นคนตายในสนามรบเหมือนผักปลา ยามที่ได้ออกศึกภาพเหล่านั้นเป็นเปรียบเสมือนภาพความฝันที่ย้อนกลับ

กลิ่นเลือดและความน่าสะอิดสะเอียน

บางครั้งหนิงลี่ก็ร้องไห้ให้กับบรรดาคนตายเหล่านั้นที่ไม่ได้กลับบ้านเกิดเมืองนอน ขนาดคนเป็นยังอยากกลับบ้านหลังสงครามจบ แล้วคนตายเล่าทำไมไม่อยากกลับไปยังที่ที่ตัวเองอยู่

ยิ่งคิดถึงเรื่องไม่น่าชวนฝัน หนิงลี่ใจเบาหวิวเต้นไม่เป็นระส่ำ หากชีวิตนี้ต้องจบสิ้นในสงครามมันก็คงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

เมื่อคร่าชีวิตผู้อื่นก็ย่อมต้องเตรียมใจที่จะถูกคร่าชีวิตด้วยเช่นกัน

นึกห่วงก็เสียแต่คนทางบ้าน ที่ป่านนี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีเช่นไร นึกห่วงน้องๆ ทั้งสองที่ยังเล็กนัก และนึกถึงบิดามารดาที่คงเอาแต่ร่ำไห้ด้วยความเศร้าสลด

"อาสือ? "

วิ่งมาได้ครู่หนึ่ง จิ่นสือก็หยุดฝีเท้าลง หนิงลี่ทอดสายตามองไปเบื้องหน้า

ตรงหน้า...

ผ่านตัวจิ่นสือ...

ตรงต้นไม้ปรากฏกายของนางไม้ในคราบบุรุษ อาภรณ์สีสะอาดพลิ้วไหวไปตามกระแสลม รอยยิ้มพิมพ์ใจฉายชัดบนใบหน้าราวอิสตรี ดวงตาเรียวสีนิลเข้ากับผมที่ดำขลับ แต่ตัดกับผิวกายที่ผุดผ่อง ประหนึ่งเซียนที่แปลงกายมายังโลกมนุษย์

"พวกเจ้าจะไปไหนกันรึ"

บุรุษนั้นเอ่ยถาม น้ำเสียงที่เรียบนิ่งเสมอทว่าทรงพลังจนรู้สึกได้

"ข้ากับเพื่อนกำลังไปทางเหนือ" จิ่นสือเป็นฝ่ายตอบ

"งั้นรึ"

ซ่งจินเหลียงเผยยิ้มร้ายซ่อนภายใต้ใบหน้างดงาม...ชายด้านหลังคือบุคคลที่เขาตามหา ส่วนคนด้านหน้าเป็นแค่ส่วนเกินที่ต้องกำจัด มันง่ายมาก แค่เพียงฝ่ามือเดียวก็คงสิ้นใจ ซ่งจินเหลียงกำลังประเมินสถานการณ์ หนิงลี่ผู้นี้จำเขาไม่ได้...ไม่มีทางจำได้

ซ่งจินเหลียงไม่ใช่ขอทานที่ร้องขอความเมตตา เขาเป็นถึงจักรพรรดิ เป็นถึงเจ้าแผ่นดินที่ปกครองราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่

อีกแค่ประมาณ 2 เค่อ**[4] ก็จะถึงยามอิ๋น[5]** ยังมีเวลาอยู่มาก ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อน ซ่งจินเหลียงยังคงครุ่นคิดวิธีการที่จะเอาตัวหนิงลี่ไปอย่างประนีประนอม ถ้าไม่จำเป็นก็ยังไม่อยากที่จะใช้กำลัง

แต่สำหรับหนิงลี่แล้ว เขายังคงแคลงใจในบุรุษผู้นี้นัก ในขณะนี้กำลังมีสงครามคงไม่มีจอมยุทธที่ไหนเดินออกมาเพ่นพ่านในป่า ใต้หล้ามียอดฝีมืออยู่มาก ถึงหนิงลี่จะไม่เป็นวรยุทธก็ยังคงพอเดาได้ว่าชายผู้นี้คงเก่งพอตัว ถ้าเกิดว่าตัวเขาหรือจิ่นสือต่อสู้ด้วยจริงๆ คงต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

“ท่านจอมยุทธเล่า จะไปแห่งหนใด” จิ่นสือยังคงใคร่รู้

เคลื่อนกายเอนไหวไปยังด้านหน้าสองฝ่าเท้า “ข้าเองก็หนีสงครามเฉดเช่นเดียวกับพวกท่านทั้งสอง พอดีมาหลงป่าซะก่อน ไม่ทราบว่าพวกท่านพอจะให้ข้าเดินร่วมทางได้หรือไม่”

มันเป็นคำขอที่พึงประสงค์ร้าย ผู้รู้มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้น

“อาสือ วิ่ง” น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยขัดบทสนทนา หนิงลี่รีบคว้ากระบี่ที่คาดเอว สองมือกำมั่นพร้อมสู้รบ “อาสือ หนีไปซะ!”

เป็นจิ่นสือที่แคลงใจ ใยหนิงลี่ถึงได้หวาดระแวง

“อาลี่?”

“คนผู้นี้ไว้ใจไม่ได้” หนิงลี่อธิบาย

บุรุษปริศนาหนีสงครามมันเป็นเรื่องที่ไว้ใจไม่ได้ แคว้นต้าฉีในยามสงบใช่ว่าจะมีแต่มิตร ในยามสงครามก็ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีผู้ใดน่าไว้ใจ ชายผู้นี้ผิดแผกไปจากจอมยุทธคนอื่น ไม่มีคนเก่งกล้าที่ไหนจะหลงทางในผืนไพร

ซ่งจินเหลียงหัวเราะให้กับความฉลาดของพลทหารผู้น้อย คำแก้ตัวที่โง่เง่ามันใช้ไม่ได้ผล ซ่งจินเหลียงดูถูกหนิงลี่เกินไปจนไม่ทันระวังตัว

“ถ้าเช่นนั้น...ข้าคงหมดหนทางเลือก”

ซ่งจินเหลียงไม่เหลือหนทางให้ตั้งแต่ต้น

เดิมทีซ่งจินเหลียงอยู่ทางด้านหน้า ห่างจากนายทหารทั้งสองพอประมาณ ทว่าเพียงพริบตาเดียวที่เคลื่อนเท้าอีกครา ยังไม่ทันที่จิ่นสือจะพ่นลมหายใจเข้าออก ก็ถูกบุรุษไร้นามประชิดตัว เสมือนว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อม

จิ่นสือเบิกตาโผลงกว้าง คว้ากระบี่ที่อยู่คาดเอวหมายจะปกป้องหนิงลี่ มันไม่ทันเสียแล้ว เมื่อกระบี่คู่ใจกลับถูกอีกฝ่ายยื้อแย่งไปในชั่วพริบตา....หนิงลี่ที่ยังพอมีสติ คว้าข้อมือจิ่นสือไว้แน่น ฟาดฟันไปยังคนอ้างตัวที่กำลังเผยธาตุแท้โดยการสังหารเพื่อนสนิท คมกระบี่ปกป้องจิ่นสือได้อย่างฉิวเฉียด ถ้าเกิดว่าช้าไปกว่านี้อีกก้าวคงได้รับบาดเจ็บ ไม่ก็คงสิ้นหายใจไปจากโลกนี้

สู้ไม่ได้!

คำประมาณตนทันทีที่ได้ประมือหนึ่งครั้ง กระบี่ในมือสั่นสะท้านจนเกือบเป็นเหน็บชา แต่อีกฝ่ายกลับมีท่าทีนิ่งสบายราวกับไม่รู้สึกทุกข์ร้อน

หนทางที่จะชนะผู้นี้ไม่มี หนิงลี่จึงเลือกที่จะก้าวถอยหลังหนีพาจิ่นสือหนีความตายที่รออยู่ตรงหน้า ชีวิตตัวเองไม่เท่าไหร่ ขอแค่จิ่นสือปลอดภัย

ซ่งจินเหลียงไม่เคยให้ผู้ใดหนีรอด ดวงตารีมองสองทหารที่วิ่งหนี องค์จักรพรรดิไม่จำเป็นที่ต้องรีบร้อน แต่ซ่งจินเหลียงก็ไม่ค่อยชอบวิธีวิ่งจับหนูเท่าไหร่ กระบี่มังกรพุ่งตรงไปยังเป้าหมาย แทงทะลุหน้าอกจนเป็นรูโหว๋ จนผู้ไม่ต้องการล้มลงไปกับพื้นเบื้องล่าง เพียงแค่พริบตาซ่งจินเหลียงก็ปรากฏกายข้างจิ่นสืออีกครั้ง กระบี่มังกรถูกดึงออกทั้งที่ยังมีลมหายใจ จนเลือดสีเข้มไหลทะลักจากร่าง

ซ่งจินเหลียงไม่รอโอกาส เขารียคว้าตัวคนที่ต้องการโดยไม่ฟังเสียงร่ำไห้

“อาลี่ หนีไป”

จิ่นสือที่บาดเจ็บยังคงห่วงหนิงลี่ กระเสือกกระสนปัดป้องไม่ให้ซ่งจินเหลียงเข้าใกล้

มันไม่ทันแล้ว...เขาไม่สามารถช่วยหนิงลี่ได้

ชายผู้นั้นพาตัวหนิงลี่ไปต่อหน้าต่อตา

จิ่นสือเหมือนถูกควักหัวใจด้วยเช่นกัน สิ่งสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงเรียกของเพื่อนรักที่เริ่มห่างพร้อมกับดวงตาที่เริ่มปิดลง

“อาสือ!”

TAKE

ชายซ่งของเราเป็นคนชอบทดสอบคน พอนางเห็นหนิงลี่ไม่เหมือนคนอื่นก็เลยเกิดแบบว่า...เฮ้ย คนนี้ไม่เหมือนคนอื่น ไรเงี่ย ตอนแรกชายซ่งตั้งใจจะไปทดสอบซูลี่ แต่แบบว่าซูลี่ไม่ได้น่าประทับใจเท่าไหร่ ผิดกับหนิงลี่ แม้นางจะโหดแต่นางน่ารักนะ

ชายซ่งนั้นจึงอยากเห็นว่าหนิงลี่ต่างกับคนอื่นยังไง ไรทำนองเนี่ย บวกกับเป็นคนของแคว้นฉี ก็เอาไปเป็นเฉลยด้วย แต่จริงๆ เอาตัวซูลี่ไปน่าจะมีผลมากกว่า หนิงลี่ก็แค่คนธรรมดา ไม่มียศ ไม่มีตำแหน่งเนอะ ส่วนซูลี่น้านนน ช่วงนี้จะยังไม่มีบท แต่บทนางจะมาแน่

ส่วนเรื่องความไวของการเขียนนั้น เนื่องด้วยจากว่าเทคต้องแต่งเรื่องอื่นไปด้วย อาจจะมาสั้นๆ ราวๆ 2-3หน้าเอสี่ต่อครั้ง ซึ่งปกติเทคจะแต่งราวๆ 5-6 หน้ากระดาษเอสี่ เทคเป็นคนแต่งนิยายไม่ยาว อันนี้บอกไว้เลย แฮะๆ

ปล.ขอบคุณสำหรับคำผิดนะคะ ช่วยเทคได้มากเลย บางทีเทคก็อึนๆ เขียนผิดขียนถูก แล้วก็ขอบคุณนะคะสำหรับกำลังใจ เก็บเอาไว้เต็มเปี่ยมเลยยย ฮึบๆ

ปล2.บอกรักเทคสิ เพื่อจะใจอ่อนลัดคิวแต่งเรื่องอื่นมาแต่งต่อให้ อิอิ //อินี่ขาดความอบอุ่น ><

**[4]** เค่อ หมายถึง 1 เค่อจะมีประมาณ 15 นาที ในหนึ่งวันจะมี 100 เค่อ

**[5]** ยามอิ๋น หมายถึงเวลาในจีน 03.00 – 04.59 นาฬิกา

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น