akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 33 ปกป้อง

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 33 ปกป้อง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 33.5k

ความคิดเห็น : 80

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ม.ค. 2560 19:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 33 ปกป้อง
แบบอักษร

33

ปกป้อง

 

                “ดีจริงๆ ที่ฉันกับนายมาเที่ยวที่นี่น่ะ”

                “อ่านั่นสินะ ว่าแต่นายเถอะ อยากได้อะไรอีกไหม”

                วันนี้ราชิดพาริทมาซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ริทเดินดูของอยู่พักใหญ่ ก็ยังไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่มจากเดิมมากนัก

                “เดี๋ยวฉันไปดูตรงนู้นก่อนแล้วกัน”

                เขาเดินเลี่ยงไปยังโซนรองเท้าผ้าใบ ริทเดินดูอย่างช้าๆ จนกระทั่งสายตาไปปะทะกับใครบางคนที่กำลังเดินอยู่ในร้านขายเสื้อผ้า

                “พี่คิน”

                ริทจะเดินออกจากร้าน แต่ทว่าเสียงของราชิดก็เรียกเขาเอาไว้ ชายหนุ่มจำต้องหันมาหาเพื่อนรัก

                “จะไปไหนน่ะ ได้ของถูกใจหรือยัง”

                “อ่า ยังเลย”

                เขาหันไปมองทางร้านขายเสื้อผ้าชายอีกครั้ง แต่ทว่ากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของใครสักคน จนชายหนุ่มต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

                “มองอะไรของนาย มีอะไรหรือเปล่า”

                เพื่อนตัวสูงถามอย่างแปลกใจ เพราะริทมองไปที่ร้านเสื้อผ้าแล้วทำหน้าเครียดเสียอย่างนั้น

                “สงสัยฉันจะตาฝาด”

                “ห๊ะ”

                ราชิดสงสัยจนต้องเลิกคิ้วขึ้น แต่ริทก็โบกไม้โบกมือเป็นเชิงบอกว่าอย่าใส่ใจ

                “ไม่มีอะไรหรอก เดินดูขอต่อเถอะ เดี๋ยวคุณอาก็จะมารับแล้ว”

                “โอเค”

 

-------+++++-------

 

                วิรุจน์ลอบถอนหายใจ เพราะเขาไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาเดินตามพอลแบบนี้ ทั้งที่ตัวเองก็เอารถยนต์มา แล้วทำไมเขาจะต้องมาขึ้นรถของพอล เพื่อไปทานมื้อเที่ยงด้วยกัน

                “คุณรุจน์ไม่สบายหรือเปล่าครับ”

                ริวอิจิถามอย่างเป็นห่วง อาจเป็นเพราะสีหน้าของเขาก็ไม่ได้ปลอดโปร่งหรือรู้สึกดีสักเท่าไหร่นัก ราวกับเป็นคนที่กำลังเจอความทุกข์มาพอสมควรแต่ก็พยายามปั้นหน้ายิ้มเพื่อไม่ให้ริวอิจิรู้สึกอึดอัด

                “เปล่าครับ ผมไม่ได้เป็นอะไร คงจะหิวมากไปหน่อยน่ะครับ”

                ทั้งที่ตอนนี้รู้สึกใจคอไม่ค่อยจะดีนัก เพราะไม่รู้ว่าพอลกำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้นั่งนิ่ง ไม่พูดไม่จา

                หรือว่าพอลจะไม่ได้คิดว่าเขาแอบตามมาคุ้มกัน แต่มาเที่ยวเรื่อยเปื่อย ถ้าหากพอลคิดอย่างนั้น ก็คงจะดีไม่ใช่น้อย

                “เอ่อ ที่จริงนายไม่ต้องพาฉันมาด้วยก็ได้นะ ฉันเกรงใจ”

                เพียงแค่ปรายตามอง วิรุจน์ก็เข้าใจว่าพอลคงไม่ยอมให้เขากลับง่ายๆ ทั้งที่แอร์ในรถนั้นเย็นฉ่ำ แต่เขากลับเริ่มเหงื่อตก เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง

                “เดี๋ยวผมลงแล้วนะครับ แล้วเจอกันนะครับ”

                จู่ๆสหายเพียงคนเดียวที่ดูเป็นมิตรในรถก็ได้ลงกลางทาง วิรุจน์หันขวับไปมอง แต่ก็พบว่าริวอิจิ เดินลงจากรถไปแล้ว ประตูรถปิดลง เหลือเพียงความอึดอัดที่เกิดขึ้น เขาหัวเราะเบาๆ

                “เอ่อ ทำไมถึงให้คุณริวอิจิลงไปแบบนั้นล่ะ”

                “เจ้านั่นเองก็มีธุระ ฉันก็มีธุระกับนายเหมือนกัน”

                “ฉันไม่เข้าใจ นายหมายถึงอะไร”

                ตอนนี้ในรถเหลือแค่พวกเขาสองคน ไม่รู้ว่าทำไมวิรุจน์ถึงได้รู้สึกว่าระยะห่างระหว่างเขาทั้งสองมันช่างน้อยนิด พอลไม่ได้เข้ามาใกล้ แต่ใช้ความเงียบกดดัน

                “ฉันขอโทษที่ไปโวยวายใส่คนของนายก็แล้วกัน ก็ฉันไม่รู้นี่ ว่าคนพวกนั้นเป็นคนของนายน่ะ”

                วิรุจน์ยกมือกอดอก พลางเหล่ตามองท่าทีของพอล แต่พอลก็ยังนิ่งเฉยมองตรงไปข้างหน้า จนเขาไม่รู้ว่านั่นเป็นคนหรือหุ่นกันแน่       

                “นี่ ถ้านายไม่พอใจอะไร นายก็พูดมาตรงๆแมนๆไปเลย ทำแบบนี้ฉันอึดอัดนะ”

                คำพูดของวิรุจน์ทำให้พอลหันมามองก่อนจะแสยะยิ้ม

                “ดีจะได้สำนึก”

                ตอนก็หวังให้บรรยากาศมันเปลี่ยนไปอยู่หรอก แต่เปลี่ยนแบบนี้ เขาก็เริ่มจะไม่โอเคสักเท่าไหร่แล้ว ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะต้องมาทนอยู่กับคนกวนประสาทแบบพอล กลายเป็นว่าตอนนี้เขาเริ่มหงุดหงิดแทนที่จะอึดอัด

                “ไม่อยากคุยดีๆก็ไม่ต้องคุย ฉันก็ไม่อยากคุยกับนายเหมือนกัน”

                ไม่ใช่แค่เพราะหงุดหงิดด้วยคำพูดของพอล แต่เจ้าตัวก็เริ่มโมโหหิวด้วยเช่นกัน พอลส่ายหน้าไปมาน้อยๆอย่างเอือมระอา แต่วิรุจน์ไม่คิดจะสนใจ เขาทำไปก็เพราะหวังดี แต่ยังจะต้องมาปะทะคารมกับพอลอีก แบบนี้มันน่าปวดหัวจริงๆ

                พอลพาวิรุจน์มาทานอาหารฝรั่งเศสในโรงแรมหรูหรา วิรุจน์คิดว่ามันก็ช่างเข้ากับบุคลิกของพอลเสียจริง ชายหนุ่มเปิดเมนูอาหารแล้วสั่งกับพนักงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกที

                “นายไม่มีอะไรจะพูดใช่ไหม ถ้าไม่มี ฉันก็ไม่ว่าหรอกแต่ทำไมต้องมาพาฉันมาด้วย รถฉันก็จอดอยู่หน้าบริษัทนาย”

                “ฉันจะให้คนขับไปไว้ที่บ้าน”

                “ห๊ะ บ้าน”

                วิรุจน์เลิกคิ้วทันที เพราะเขาไม่ได้มีบ้านอยู่ที่นิวยอร์ก ไม่เข้าใจว่าพอลหมายถึงอะไร

                “บ้านฉัน”

                ชายหนุ่มแถลงไขความจริงให้ได้รับรู้ แต่นั่นก็ทำให้วิรุจน์งงหนัก ไม่เข้าใจอยู่ดี

                “ทำไมต้องเป็นบ้านนาย”

                “ฉันให้คนไปขนของนายออกจากโรงแรมแล้ว”

                “ห๊ะ!

                เขางงหนักและตกใจเข้าไปอีก แต่พอลยังพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาปกติ

                “นี่นายพูดบ้าอะไรเนี่ย”

                “ฉันจะให้นายอยู่ที่บ้านฉัน จนกว่าจะกลับไทย”

                พอลยกแก้วน้ำขึ้นจิบ  พนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟให้กับทั้งสองคน วิรุจน์อ้าปากจะถามต่อ แต่ทว่าพอลก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

                “กินให้เสร็จแล้วค่อยคุย”

                นี่คงไม่ใช่แค่มารยาทบนโต๊ะอาหาร แต่วิรุจน์แน่ใจว่าพอลกำลังแกล้งเขาให้อึดอัดจนทนไม่ไหวกับเรื่องที่สงสัย วิรุจน์กำส้อมในมือแน่น อยากจะเอากระแทกปากของพอลให้เลือดออกเสียจริง สุดท้ายเขาก็ได้แต่พยายามหายใจเข้า หายใจออกให้สม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องหงุดหงิดไปมากกว่านี้

                อย่างไรเสีย พอท้องอิ่ม อารมณ์ก็คงจะดีขึ้น เขาเลือกที่จะไประบายอารมณ์กับอาหารตรงหน้า พอลลอบสังเกตท่าทางที่หงุดหงิดของวิรุจน์แล้วลอบยิ้มจางๆ

                การทานอาหารอย่างรวดเร็วของวิรุจน์เพราะความหงุดหงิด ทำให้เจ้าตัวรู้สึกจุกขึ้นมา จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะว่าทำตัวเองแท้ๆ

                “ฉันอิ่มแล้ว”

                ไม่ใช่แค่อิ่ม แต่รู้สึกจุกจนไม่อยากจะลุกเลยสักนิด พอลหยิบผ้าเช็ดปากแล้วมองตรงหน้า

                “แต่ฉันยังไม่อิ่ม”

                “นายจะกินอะไรนักหนา ชักช้าจริง”

                “ฉันไม่ได้ตายอดตายอยากเหมือนนาย”

                เขาไม่วายแขวะ วิรุจน์กำมือแน่น ทั้งที่คิดว่าทานมื้อเที่ยงเสร็จแล้วจะอารมณ์ดีขึ้น แต่กลับหงุดหงิดกว่าเดิมเสียอย่างนั้น

                “ฉันจะกลับแล้ว”

                ชายหนุ่มยันกายลุกขึ้น แล้วก็ต้องเบ้ปาก หรี่ตาลงเล็กน้อย เพราะรู้สึกทรมาน แต่ก็พยายามฝืนตัวเองให้ยืนหลังตรง

                “นั่งลง”

                “ฉันจะกลับ

                วิรุจน์กัดฟันตอบ พอลยังคงก้มหน้าทานอาหาร

                “จะให้ฉันลงโทษนายงั้นสิ”

                คำพูดของพอล ทำให้คนที่ยืนอยู่ต้องชะงัก แล้วมองซ้ายมองขวา ที่นี่มีคนมาทานอาหารจำนวนมาก ถึงเขาจะคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนหน้าบาง แต่ก็คงไม่ได้หนาจนให้คนมากมายมาเห็นความน่าอายของเขาได้อยู่ดี

                “หยุดความคิดบ้าๆของนายเอาไว้เลย”

                “งั้นก็นั่งลงซะ”

                พอลสั่งเสียงเรียบ วิรุจน์ไม่ได้คิดจะทำตามคำสั่ง แต่เขาก็ไม่บ้าพอที่จะยืนเด่นต่อไป ชายหนุ่มยกมือกอดอกตัวเอง แล้วหรี่ตามองพอล

                “อิ่มแล้วใช่ไหม”

                พอเห็นว่าพอลยกน้ำเปล่าขึ้นดื่มเป็นการปิดท้าย วิรุจน์ก็รีบถามทันที พอลปรับระดับสายตาให้มองวิรุจน์ เขาพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ

                “มีอะไร”

                “ฉันจะไม่ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านนาย”

                “ถ้าอย่างนั้น นายก็กลับไทยไปซะ”

                “ฉันไม่กลับ”

                “งั้นนายก็ไม่มีทางเลือก ฉันรับปากคุณลุงเอาไว้แล้วว่าจะพานายมาอยู่ด้วย จนกว่านายจะกลับไทย”

                พอลเรียกพนักงานมาเช็คบิล ชายหนุ่มยื่นบัตรเครดิตให้ วิรุจน์พรูลมหายใจอย่างไม่พอใจ แต่พอลก็ทำเหมือนไม่สนใจเลยสักนิด เขารับบัตรเครดิตคืนหลังจากที่ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

                “กลับกันได้แล้ว”

                “ทำไมฉันต้องทำตามที่นายสั่งด้วย”

                วิรุจน์ตวัดสายตามองพอลอย่างไม่พอใจ ที่เขามาที่นี่ก็เพื่อมาช่วยอีกฝ่าย แล้วดูที่อีกฝ่ายทำกับเขาสิ จะพูดจาดีๆบ้างไม่ได้หรือไงกัน

                “ลุก”

                “ไม่!

                ได้แต่บอกเสียงแข็ง พอลหรี่ตาลง มองหน้าวิรุจน์

                “หรือว่าต้องให้อุ้ม”

                “นายไม่กล้าหรอก”

                แต่ดูเหมือนวิรุจน์จะคาดเดาผิด เพราะพอลตรงมาหาเขาแล้วจะช้อนตัวเขาอุ้มขึ้น ชายหนุ่มถอยหนี จนแทบจะล้มจากเก้าอี้

                “รู้แล้ว กลับก็กลับ”

                ไม่คิดจะรอให้พอลพูดอีกครั้ง แค่นี้เขาก็รู้สึกอายมากพอแล้ว ใครจะไปคิดว่าพอลจะบ้า กล้าเข้ามาอุ้มเขาแบบนี้

 

-------+++++-------

 

                วิรุจน์ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพอล เขาไม่ได้ปรับตัวยากมากนัก เพราะเขาก็เคยอยู่มาแล้ว เขาเห็นพอลกำลังจะออกไปทำงาน รุจน์จึงขอตามไปด้วย แต่พอลปฏิเสธ

                “นายจะให้ฉันอยู่เฉยๆ มันน่าเบื่อนะ ให้ฉันตามนายไปด้วยไม่ได้หรือไง”

                “เพื่ออะไร”

                ที่จริง วิรุจน์ก็ไม่ได้อยากจะเข้ามาวุ่นวายกับพอลมากนัก แต่เขาอุตส่าห์มาที่นี่ก็เพราะเป็นห่วงชายหนุ่ม วิรุจน์ไม่คิดจะอยู่รอที่บ้านเฉยๆ ถ้ารออยู่เฉยๆ เขาจะมาทำไม

                “เอาน่า นายให้ฉันไปด้วยเถอะ”

                เพราะเขาเชื่อว่า ถ้าตัวเองตัวติดพอล นาคินทร์ก็ไม่น่าจะทำร้ายพอลได้ วิรุจน์เชื่อว่านาคินทร์คงไม่อยากให้เขาโดนลูกหลงไปด้วย

                “น้าๆ คุณชายพอล”

                เขาเข้าไปกอดแขนพอล พร้อมคลี่ยิ้มร่า พอลหันหน้าหนีทันที

                “น่ารำคาญ”

                “รำคาญจริงเร้อ ถ้ารำคาญก็ให้ฉันไปด้วยสิ ฉันอยู่บ้านคนเดียว มันน่าเบื่อจะตายนี่นา”

                วิรุจน์ทำตาปริบๆ เขาได้ยินเสียงพ่นลมหายใจที่เหมือนคนหงุดหงิด เพียงครู่ วิรุจน์ก็ต้องคลี่ยิ้มกว้างเมื่อเห็นเผลอพยักหน้าส่งๆไป ชายหนุ่มยืดตัวไปหอมแก้มพอล ทำให้คนตัวสูงแสดงท่าทางเหมือนตกใจ

                “นี่นาย!

                “อะไรกัน ก็ขอบคุณไง ฮ่าๆ”

                เหมือนว่าเขาจะแกล้งพอลได้เป็นสำเร็จ เขาไม่เจอกับพอลตั้งนาน เจ้าตัวคงไม่ชอบให้เข้าไปประชิดตัวสักเท่าไหร่นัก วิรุจน์อารมณ์ดี ก้าวเดินเพื่อไปขึ้นรถ  แต่ทว่าก็ต้องถูกมือหนากระชากตัวเข้ามาใกล้ก่อนที่จะบดขยี้ริมฝีปากร้อนลงไปอย่างรุนแรง ลิ้นร้อนแทรกเข้าไปในโพรงปากอุ่น วิรุจน์อึ้งไปชั่วขณะ ตัวแข็งทื่อ ก่อนที่ปากสวยจะถูกขบเม้มเบาๆอย่างอ้อยอิ่งราวกับเสียดายที่จะต้องผละออก

                “หึ”

                ได้ยินแต่เสียงหัวเราะเหมือนคนอารมณ์ดี วิรุจน์มองตามพอลที่เดินจากไป เขากัดปากตัวเองอย่างเซ็งจัด เพราะตอนนี้เขาไม่ได้เหนือกว่าพอลเสียแล้ว

                “รอด้วยสิ”

                สุดท้ายวิรุจน์ก็ได้ตามพอลมาที่ทำงาน เขารู้กาลเทศะมากพอที่จะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายถึงการทำงานของอีกฝ่าย ในขณะที่พอลอยู่ในห้องทำงาน วิรุจน์ก็นั่งอยู่ในบริเวณที่จัดไว้ให้แขกได้นั่ง เขาแอบมองพอลเป็นระยะ ล่วงเลยจนถึงเวลาทานมื้อเที่ยง พอลเลือกที่จะสั่งอาหารมาทานในห้อง ทั้งสองทานกันเงียบๆไม่ได้มีบทสนนาอะไร พอผ่านมื้อเที่ยง พอลก็กลับไปทำงานของตัวเองเหมือนเดิม ในขณะที่วิรุจน์ไม่มีอะไรทำสักเท่าไหร่นัก

                อยู่ในห้องแบบนี้ ไม่น่าจะมีอันตรายอะไร

                เขาเชื่อในสิ่งที่เขาคิด มองพอลทำงานไปสักพัก เปลือกตาของเขามันก็หนักอึ้ง อาจจะเพราะมานั่งเบื่อไม่มีอะไรทำหรืออาจจะเพราะทานอิ่ม หนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน แถมเครื่องปรับอากาศในห้องก็ยังทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้บรรยากาศช่างดีเสียเหลือเกิน

                พอลก้มหน้าอ่านเอกสารเหมือนคนตั้งใจ แต่แท้จริงแล้ว เขาก็ลอบมองวิรุจน์เป็นระยะ เพื่อดูท่าทางของอีกฝ่าย พอเห็นว่าวิรุจน์เริ่มอ้าปากหาว แล้วยกมือปิดปาก เขาก็ก้มหน้าต่ำลง กระตุกยิ้มที่มุมปากเหมือนว่าเอ็นดู

                พอเงยหน้ามองอีกที ร่างสูงโปร่งก็เอนตัวนอนอย่างไม่เกรงใจเสียแล้ว ทำไมพอลจะไม่รู้ว่าวิรุจน์มาเพื่อเฝ้าเขา ถึงจะไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง แต่พอลก็คิดเข้าข้างตัวเองไปเสียแล้วว่าเพราะวิรุจน์เป็นห่วงเขา อีกฝ่ายถึงได้ลงทุนมาหาเขาถึงที่นี่ ไม่รู้ว่าทำไมยิ่งคิดแล้วพอลถึงได้ยิ่งอารมณ์ดีซะเหลือเกิน

                นาฬิกาบอกเวลาว่าเดินไปไม่หยุดหย่อน เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน คนที่สู่ห้วงนิทราก็ยังไม่คิดจะลืมตาเสียที

                “จะนอนไปถึงเมื่อไหร่”

                พอลเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าวิรุจน์ ชายหนุ่มก้มลงเล็กน้อย มือปัดปรอยผมที่ตกลงมาปิดบังใบหน้าที่งดงาม

                “ฉันเริ่มรำคาญแล้วนะ”

                ทั้งที่บอกแบบนั้น แต่ดวงตาคมที่ทอดมองกลับดูอ่อนโยน แต่คนที่หลับตาอยู่นั้นไม่มีวันรู้

                “ถ้ายังไม่ตื่น ฉันจะไปแล้วนะ”

                จมูกโด่งแตะเฉียดกับแก้มขาว วิรุจน์เริ่มรู้สึกตัว เพราะมีลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดที่แก้มของเขา ไม่นานเขาก็ลืมตาขึ้น แล้วก็พบว่าใบหน้าของพอลอยู่ใกล้จนแทบริมฝีปากจะแตะกัน

                “เฮ้ย!

                วิรุจน์ออกแรงผลักพอลให้ออกห่าง จนชายหนุ่มแทบจะเซล้ม พอลหันไปมองวิรุจน์ด้วยความไม่พอใจ

                “ทำบ้าอะไรของนาย”

                “แล้วใครให้นายยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆกันเล่า ฉันก็ตกใจหมดน่ะสิ”

                “อ๋อ เหรอ ตกใจเหรอคนอย่างนายเนี่ยนะจะตกใจง่ายขนาดนั้น”

                พอลหรี่ตามองอย่างคนสงสัย วิรุจน์กลืนน้ำลายลงคือฝืดๆ เขาจะไปกล้าบอกได้ยังไง ว่ารู้สึกแปลกๆที่ลืมตาขึ้นมา แล้วพบว่าตัวเองแทบจะจูบกับพอลแบบนั้น

                “เอาเถอะ แล้วมีอะไรล่ะ”

                “นี่มันกี่โมงแล้ว ฉันจะกลับแล้ว แถมนายนี่น่ารังเกียจจริงๆ นอนน้ำลายยืด”

                วิรุจน์เด้งตัวลุกนั่ง รีบเช็ดปากตัวเอง ในขณะที่พอลส่ายหน้าเหมือนเอือมระอา

                “นายโกหก ฉันไม่ได้นอนน้ำลายยืดสักหน่อย”

                พอลไม่ตอบ เขาหัวเราะเบาๆในลำคอ แล้วหมุนกายจะเดินออกจากห้อง วิรุจน์รีบลุกขึ้น  รีบเดินตามพอล

                “นายจะทำยังไงต่อไปเรื่องไอรีน”

                “ก็ไม่ทำอะไร”

                คำตอบที่เหมือนไม่ใส่ใจอะไรเลย ทำให้วิรุจน์มองพอลอย่างไม่พอใจนัก แต่ดูเหมือนว่าพอลไม่ได้รู้สึกผิด เขาไม่เห็นแววตาที่สั่นไหวของพอลเพียงชั่วครู่หนึ่ง

                ถึงจะไร้หัวใจยังไง แต่คนที่กำลังอยู่ในอันตรายก็คือสายเลือดเดียวกันกับเขาอยู่ดี

                “จะกลับบ้านเลยหรือเปล่า”

                “แล้วนายล่ะ”

                คราวนี้พอลขอความคิดเห็นจากวิรุจน์ ชายหนุ่มนึกอยากทานอาหารนอกบ้านจึงบอกพอลไปตามตรง

                ถึงยังไง พอลก็ไม่ได้เป็นคนใจร้ายใจดำจนไม่ฟังที่วิรุจน์บอก ท้ายที่สุด ชายหนุ่มก็ได้มานั่งทานอาหารที่ภัตตาคารชั้นเยี่ยม เขาเหลือบมองเป็นระยะ ในใจก็วิตกกังวลว่าเมื่อไหร่ พวกเขาสองคนถึงจะได้ข่าวของไอรีนเสียที

                “นายจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปหรือไง ไอรีนเป็นน้องนายนะ”

                “เมื่อถึงเวลา ฉันจะจัดการเอง”

                วิรุจน์อยากจะบอกพอลไปเลยว่า เขารู้ว่าใครเป็นคนลักพาตัวไอรีนไป แต่อีกใจเขาก็กลัวว่าพอลอาจจะไปทำร้ายนาคินทร์ แม้สิ่งที่นาคินทร์ทำไม่ถูก แต่พอลก็มีโอกาสฆ่านาคินทร์ได้ ถึงจะบอกไปว่านาคินทร์กับเขาไม่ใช่เพื่อนกันอีกแล้ว แต่ในทางความรู้สึก นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

                “ถ้าเกิด เอ่อฉันรู้ว่าไอรีนอยู่ไหน”

                เพียงเท่านั้น พอลก็ตวัดสายตามองวิรุจน์อย่างน่ากลัว จนชายหนุ่มต้องกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ  มองพอลวางส้อมในมือ ยกน้ำดื่มเหมือนคนใจเย็น แต่วิรุจน์ก็สัมผัสได้ถึงความน่ากลัวนั้น

                “คิดจะพูดอะไร”

                พอเห็นท่าทางของพอลแล้ว สิ่งที่คิดจะพูด ก็ถูกกลืนหายไปในลำคอจนแทบจะหมดสิ้น เขาส่ายหน้าไปมารัวๆ เขาได้ภาวนาว่านาคินทร์จะรีบคืนตัวไอรีนให้กับพอล

                “ถ้าอิ่มแล้วก็กลับกัน”

                เวลาผ่านไปพักใหญ่ ทั้งสองจึงเดินออกจากภัตตาคาร พอลไม่ได้บอกให้บอดีการ์ดเดินตาม เขาขึ้นมาทานอาหารอย่างเป็นการส่วนตัว จะให้คนตามตลอดเวลา มันสร้างความรำคาญมากจนเกินไป

                “ขอโทษครับ ขอโทษครับ”

                จู่ๆก็มีคนวิ่งเข้ามาชนพอลในขณะที่กำลังก้าวเดินมายังลานจอดรถ วิรุจน์หันไปมองพอลที่เซไปเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตามองไปทางด้านข้าง แล้วเขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นบางสิ่งกำลังจ่อมาทางพวกเขาสองคน

                “พอล!

                ไวกว่าความคิด ร่างกายของวิรุจน์ตอบสนองรวดเร็ว เขาผลักพอลจนล้มไปกับพื้น

                ปัง!

                กระสุนวิ่งเฉียดผ่านแขนของวิรุจน์ไป ชายหนุ่มยืนมึนงงพักหนึ่ง บอดีการ์ดของพอลวิ่งตามไล่คนร้ายไป

                “พอลนายเป็นยังไงบ้าง”

                “ฉันไม่เป็นไร แล้วนาย

                พอลลุกขึ้นยืนเต็มตัว เขามองชายหนุ่ม วิรุจน์ไม่รู้ว่าตัวเองถูกยิง พอเห็นแผลที่แขนก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ มิน่าถึงได้รู้สึกเจ็บที่แขน

                “ฉันจะพาไปหมอ รีบไปขึ้นรถเถอะ”

                น้ำเสียงของพอลไม่ได้ราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความกังวล อีกทั้งใบหน้าหล่อยังแสดงให้เห็นถึงความเครียด

                เขาโดนพอลโอบประคองเอาไว้ วิรุจน์เหลือบตามองพอลเพียงเล็กน้อย บทจะใจดีขึ้นมา ก็ตามแทบไม่ทัน

                พอได้ขึ้นรถ พอลก็สั่งให้คนขับนั้นออกรถทันที ก่อนจะหันมาหาวิรุจน์

                “เป็นอะไรมากหรือเปล่า”

                “เหมือนจะแค่ถากๆนะ”

                “ทำยังไง ถึงได้โดนยิงได้”

                “อ้าวคุณชายพูดงี้เดี๋ยวก็สวยหรอก ฉันน่ะ อุตส่าห์ทุ่มทุน ไปช่วยนายเชียวนะ แล้วยังจะมาปากเสียอีก เจ้าบ้านี่ รู้งี้ปล่อยให้ถูกยิงตายไปซะก็ดี”

                วิรุจน์บ่นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เขาหันหน้าหนี

                “ไหนขอฉันดูแผลหน่อย”

                “ไปให้หมอดูทีเดียวก็ได้”

                สายตาคมกริบจ้องมองอย่างดูๆ วิรุจน์ทำท่าจะถกแขนเสื้อ แต่ก็ช่างยากลำบาก เพราะเขาใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาว

                “ถอดออก”

                “รู้แล้ว!

                เขาไม่ใช่เด็กที่จะต้องมาให้ออกคำสั่ง แต่ปลดกระดุม ถอดเสื้อ ทำไมจะไม่เข้าใจ แต่ที่ขัดใจ ก็เพราะสายตาของพอลที่จ้องเขาอย่างไม่ยอมละสายตานี่ต่างหาก

                “คุณพอลครับ”

                หนึ่งในคนดูแลที่นั่งอยู่ข้างๆคนขับ หันมาคุยกับเจ้านาย หลังจากที่ตนวางสายโทรศัพท์แล้ว

                “มีอะไร”

 

                “รู้ที่อยู่ของคุณไอรีนแล้วครับ”

 

100%

 

นิยายอัพทุกวันเสาร์ ถ้าบทความเด้งก่อนวันเสาร์ คือเข้ามาอัพเดทรายชื่อผู้ซื้อค่ะ 

________________________________________________________________

ตัวอย่างตอนพิเศษ (ที่แถมเฉพาะในเล่มฟิค ไม่มีลงเน็ตค่ะ)

"เฮ้ย คุณชาย ทำอะไรน่ะ จะระเบิดครัวทิ้งเหรอ!"


"มันเรื่องของฉัน"


ว่าพลางหันหน้าหนี ใบหน้าหล่อมีริ้วแห่งความอายปนอยู่กับความไม่พอใจ ในขณะที่่วิรุจน์กวาดสายตามองสภาพของห้องครัวที่ไม่ต่างกับผ่านสมรภูมิรบ ชายหนุ่มได้แต่ขมวดคิ้ว ก่อนจะเหลือบตามองพอล เขาขยับกายเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่


"เอ...หรือว่ามีคนคิดจะทำอะไรให้ฉันกินหรือเปล่าน้า"


ประโยคเดียว แต่ก็ทำให้พอลชะงักไป วิรุจน์คลี่ยิ้ม แล้วโอบชายหนุ่มจากด้านหลัง พลางชะเง้อหน้าไปดูใบหน้าหล่อ วิรุจน์หัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี


"นายนี่เหมือนกับสาวน้อยเลยนะ"


สิ้นเสียง ใบหน้าหล่อก็หันขวับมามองทันที วิรุจน์รู้สึกขนลุกขึ้นมา เพราะอยู่ๆ พอลก็กระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์


"จะพิสูจน์ไหมล่ะ...ว่าฉันเป็นสาวน้อยจริงหรือเปล่า"

 

 

#ตอนพิเศษ รักจะยืนยาว ต้องมั่นเอาใจ
#แถมเฉพาะในเล่ม ไม่มีลงเน็ตจ้า
Royal Tiger ภาค 2 
#พอลรุจน์
ปล. ตอนพิเศษที่แถมเฉพาะในเล่ม(ไม่ลงเน็ต) มี ทั้งหมด 7 ตอน

               

แจ้งการเปิดพรี  11 ม.ค. - 3 มี.ค. 60

เปิดพรีออเดอร์ Royal Tiger ภาค 2
รายละเอียด : https://goo.gl/epg3j9

 

 

 

               

               

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}