-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ราตรีที่ 2 แก้ไขคำผิด

ชื่อตอน : ราตรีที่ 2 แก้ไขคำผิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 33.2k

ความคิดเห็น : 83

ปรับปรุงล่าสุด : 28 เม.ย. 2560 21:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 2 แก้ไขคำผิด
แบบอักษร

2

ในคืนเฉลิมฉลอง ราตรีที่เจ็ด

แคว้นฉีถูกรุกรานจากต่างดินแดน เกาอีเฟยผู้เป็นฮ่องเต้และฮุ้ยหวงผู้เป็นฮองเฮาอยู่ในภวังค์ บนบัลลังก์ที่น่าจะเป็นของเจ้าแคว้น แต่กลับตกเป็นของผู้รุกราน ใบหน้าหล่อเหลาแสยะยิ้มร้ายกาจ ผิดกับรูปลักษณ์ภายนอก น้ำเสียงที่ทรงพลัง อำนาจที่น่าเกรงขามจนไม่มีผู้ใดเลยที่จะกล้าย่างกายเข้าหาเรื่อง

ภายด้านนอกบ้านเมืองกำลังระส่ำระสาย ไฟสงครามลุกโหมกระหน่ำ ชาวบ้านต่างกรีดร้องวิ่งหนีจ้าละหวั่น ร้องขอความช่วยเหลือจากทหารที่กำลังเมามาย

อนิจจัง...แทบไม่มีผู้ใดเลยที่จะลุกขึ้นมาสู้รบได้

เหล่าทหารผู้รับใช้ราชสำนักบ้านเมืองต่างไร้แรงต่อสู้โดยสิ้นเชิง หลังจากที่รบชนะแคว้นฉินก็จัดงานฉลองในชัย ไม่มีผู้ใดที่ไม่มีความสุขในงานรื่นเริงแห่งนี้

ต้าฉีถูกจุดไฟเผาจนมอดไหม้ ทั่วทั้งหย่อมหญ้าเป็นถุยถ่าน คนที่กล้าต่อกรมีแรงหลงเหลืออยู่บ้างก็ถูกทหารแคว้นฉินฆ่าโดยไร้ความปรานี มันช่างทารุณและเหี้ยมโหด

“แคว้นฉีจงพินาศ แคว้นฉินเจริญรุ่งเรือง”

“ฆ่าพวกมันที่ต่อต้านให้หมด!”

เสียงกู่ร้องก้องทั่วทั้งดินแดน

ต้าฉีปราชัยโดยสิ้นเชิง

เสียงหัวเราะขบขันในท้องพระโรง ดูราวกับว่ามันเป็นเรื่องเล่าที่น่าตลก ผู้ชนะศึกในการรบคือซ่งจินเหลียงผู้ชาญฉลาด

เมื่อห้าปีก่อน ต้าฉีเป็นแค่แคว้นเล็กๆ ที่มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีฮ่องเต้ที่สำมะเลเทเมา ไม่เอาการเอางาน มันไม่ได้เป็นที่ต้องตาต้องใจเหมือนอย่างแคว้นใหญ่ ซ่งจินเหลียงคิดกำจัดทีละแคว้นอย่างไม่เร่งรีบ จนกระทั่งเมื่อสามปีก่อนจู่ๆ ทางแคว้นฉีก็กลับแข็งแกร่งขึ้นมาผิดหูผิดตา ซ่งจินเหลียงที่เป็นฮ่องเต้ในสมัยนั้น ยังคงดูการรบอย่างเงียบๆ ศึกษาเรื่องการรบของอีกฝ่าย

เกาอีเฟยที่เพิ่งขึ้นเป็นองค์ฮ่องเต้หมาดๆ ย่อมยังคงใหม่ในสมรภูมิบ้านเมือง และเมื่ออีกฝ่ายมีชัยเหนือกว่าแคว้นอื่นย่อมเป็นที่ลำพองตน และถ้าหากชนะแคว้นฉินได้ ก็ยิ่งต้องทระนงตนว่าเก่งกล้า มันเป็นดั่งที่ซ่งจินเหลียงคิด เกาอีเฟยไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าตนเองนั้นได้ตกอยู่ในหมากเกมสงครามของแคว้นฉินโดยที่ยังไม่เริ่ม ซ่งจินเหลียงส่งทหารแค่เพียงหยิบมือเพื่อประลองชัยในสนามสงคราม คำสั่งเด็ดขาดคือ ‘ห้ามชนะ’

มันเป็นแค่เพียงแผนการเพื่อหลอกล่อให้อีกฝ่ายตายใจก่อนที่จะเริ่มตลบหลัง เกาอีเฟยฉลองชัยในแคว้นโดยลืมคิดถึงความปลอดภัย เขาให้ทหารกินเหล้าเมาสุราเต็มที่ เขาหละหลามในการปกครองเสียจนน่าขัน มันจะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองออกคำสั่งผิดพลาด

ซ่งจินเหลียงไม่เคยปล่อยให้แคว้นที่หมายตาต้องลอยนวลอยู่นาน เริ่มแรกจะใช้วิธีประนีประนอม แต่ถ้าอีกฝ่ายขัดขืนเมื่อไหร่ ชีวิตพวกมันก็จะสิ้นทันที

“เจ้าว่าอะไรนะ หนิงลี่? ใครคือหนิงลี่?”

เกาอีเฟยย่อมไม่รู้จัก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่รุกรานตามหาเป็นใคร และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชายตรงหน้าเป็นใคร ดูจากผิวพรรณ รูปร่างหน้าตาก็ยังหนุ่มแน่น คงไม่ใช่พวกโจรป่าที่บังอาจลักลอบเข้ามาภายในพระราชวังแห่งนี้

“เจ้าต้องการเงินทองหรือของมีค่าอันใด เจ้าหารู้ไม่ว่ากำลังรนหาที่ตาย ทหารของข้าจักจัดการเจ้า!” ประโยคหลังขู่รอดเสียงไรฟัน

“บังอาจ!”

ทหารนายหนึ่งตะโกนร้อง เกาอี้เฟยผู้นี้ช่างไร้มารยาทนัก กลับไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ทหารหนุ่มจะทำการสำเร็จโทษแต่กลับถูกห้ามเอาไว้เสียก่อน

“หยุด อย่าไร้มารยาทกับฮ่องเต้”

ซ่งจินเหลียงยังคงท่าทีสง่างาม เขาไม่ถือสาให้กับความไม่รู้ความอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก ไม่แปลกใจที่เกาอีเฟยจะไม่รู้จักตน ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ หลังจากที่เขาขึ้นครองราชย์ก็เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ไม่ค่อยเปิดเผยหน้าตา คอยออกคำสั่งกับทหารและแม่ทัพ บางครั้งก็เป็นผู้นำการรบโดยที่ฝ่ายศัตรูไม่ล่วงรู้

“ข้ามีนามว่า...ซ่งจินเหลียง”

ฮ่องเต้หนุ่มแนะนำตัว ท่ามกลางความตื่นตะลึงกับผู้คนที่ได้ยิน

ชายผู้นี้คือซ่งจินเหลียง

ชายผู้นี้คือผู้ที่ถูกขนานนามว่าจักรพรรดิวิลาส

เกาอี้เฟยแพ้แล้ว...เขาย่อมรู้ตัวเองดีว่าเป็นฝ่ายปราชัย ร่างใหญ่ทรุดฮวบลงกับพื้น ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเช่นนี้ การรบที่ตัวเองนั้นคิดว่าชนะ แท้จริงแล้วกลับแพ้ไม่เป็นท่า มันช่างน่าอนาถที่คิดว่าตนเองนั้นมีชัยเหนือกว่าแคว้นใหญ่ ทว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่เกาอีเฟยยังคงแคลงใจ

ซ่งจินเหลียงต้องการตัวหนิงลี่มากกว่าการยึดแคว้น

“เหตุใดเจ้าจึงต้องการตัวหนิงลี่”

ซ่งจินเหลียงหัวเราะแผ่ว เขาเข้าใจความหมายของผู้ถาม

“ฮ่องเต้ แคว้นของเจ้าเป็นของข้าแล้ว ใยข้าจะต้องกล่าวให้มากความ”

มันเป็นเช่นนั้น...ซ่งจินเหลียงไม่ต้องการพูดอะไรซ้ำซ้อน การที่เขาเลือกที่จะมานั่งบนบัลลังก์อีกแคว้นนั่นก็หมายความว่าต้าฉีถูกยึดไปจนหมด

ทั้งบ้านเมืองและผู้คน

จวบจนกระทั่งผู้ที่เขาตามหาด้วยเช่นกัน

“ฮ่องเต้ ท่านอย่าขัดใจข้าเลย ถ้าท่านยังอยากมีชีวิตที่ยืนยาว” มันเป็นอีกคราที่จักรพรรดิวิปลาสเอ่ยเชิงข่มขู่ “ข้ามาเจรจากับท่านดีๆ แต่ถ้าท่านขัดขืนเมื่อไหร่ หัวของท่านคงได้หลุดออกจากบ่า”

ซ่งจินเหลียงไม่ได้ขู่ เขาพึงกระทำอย่างแท้จริง ฉายาจักรพรรดิวิปลาสไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ครั้งก่อนขึ้นเป็นฮ่องเต้ เขาเป็นเพียงแค่องค์ชายธรรมดาที่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ท้ายๆ ด้วยความอยากกระหายในอำนาจจึงได้ลงมือสังหารผู้เป็นพี่ชายทั้งหมดภายในคืนเดียว ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางและอำมาตย์ในราชสำนัก หากผู้ใดขัดขืนหรือต่อต้าน มันผู้นนั้นจักต้องกลายเป็นร่างที่ไร้วิญญาณอยู่แทบเท้าหรือไม่ก็ถูกทัณฑ์ทรมานจนกว่าจะยอมสวามิภักดิ์

กระบี่มังกรคู่ใจอาบไปด้วยสายโลหิตแดงฉาน พื้นเจิ่งนองเหม็นคาวคละคลุ้ง เนื้อตัวก็เต็มไปหยาดเลือด

มือคู่นี้ที่ฆ่าพี่น้องเพื่อแย่งราชบัลลังก์

เกาอีเฟยกำมือแน่นด้วยโทสะ นึกแค้นใจนักที่ตนเองนั้นประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้บ้านเมืองระส่ำระสาย ตลอดมาเขาใฝ่ฝันที่จะเป็นฮ่องเต้ที่ดี เป็นที่รักของประชาชน บัดนี้...ความฝันนั้นช่างดูเลือนราง

"ข้าจะฆ่าเจ้า! "

เกาอีเฟยที่ฝึกฝนทางการทหาร ย่อมมีฝีมือการต่อสู้พอสมควร เมื่อร่างกายเริ่มพักฟื้นได้พอประมาณ จึงลงมือแย่งกระบี่จากฝ่ายศัตรู กวัดแกว่งแทงพรวดไปจนโดนท่อนแขนอีกฝ่ายก่อนคมกระบี่แปรเปลี่ยนที่ลำคอ นายทหารผู้โชคร้าย สิ้นใจในทันควัน

ปลายกระบี่แหลมพุ่งตรงไปยังศัตรูคู่อาฆาต แค่เพียงสังหารบุคคลผู้ที่เป็นอันตรายต่อแผ่นดิน เรื่องทั้งหมดก็คงจะดีขึ้น

ทว่าคนโง่งมเป็นคนโง่

การรนหาที่ตายย่อมมีทุกที่ เกาอีเฟยคิดบ้าบิ่น คิดต่อกรกับชายผู้รุกราน เสียงร้องตะโกนดังลั่นท้องพระโรงเพื่อแสดงความฮึกเหิม

ซ่งจินเหลียงไม่คิดจะหวั่นเกรง เขาไม่เคยกลัวฮ่องเต้ผู้อ่อนด้วยผู้นี้ จักรพรรดิวิปลาสตวัดดาบยาว กวัดแกว่งท่ามกลางสายตาผู้คนนับสิบ หนึ่งกระบวนท่า...ไม่สิ ยังไม่ถึงหนึ่งกระบวนท่าด้วยซ้ำ เขาแค่นั่งอยู่ในบัลลังก์ทอง รอคอยอีกฝ่ายให้เป็นฝ่ายเข้ามาเสียเอง เพื่อรอรับการลงทัณฑ์

ซ่งจินเหลียงใช้ตัวเอียงหลบไปด้านข้าง จับดาบกระชับแน่นแล้วตวัดปลายดาบขึ้นไปด้านบน คมของดาบบวกกับแรงที่มีมาก เกาอีเฟยสูญเสียแขนขวาไปโดยง่ายดาย

“อ๊าก!!”

ฮ่องเต้ไร้ซึ่งแขนเพียงชั่วพริบตา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งท่ามกลางความตื่นตะลึงของผู้ที่อยู่รายรอบ

ซ่งจินเหลียงยังคงทำสีหน้าเรียบเฉยแต่กลับรู้สึกขบขันให้กับความโง่เง่า สาวท้าเดินไปยังคนนอนเจ็บ เส้นผมสีนิลที่ยาวสวยตรงเหยียดปรกลงใบหน้าของศัตรู

“ท่านช่างโง่ดีจริง”

ปลายกระบี่แหลมถูกยกลอยสูง แทงพรวดเข้าไปยังลำตัว ฮ่องเต้ผู้ปราชัยร้องโหยหวน ดังเช็งแซ่ไปกับเสียงกรีดร้องของฮองเฮา

“ฮ่องเต้ ท่านเลือกที่จะเป็นปรปักกับข้าเองนะ”

“ฆ่าข้า!ฆ่าข้าซะ!”

ชายชาติทหารย่อมไม่ยอมแพ้ เกาอีเฟยร้องขอความตายมากกว่าที่จะขอให้ซ่งจินเหลียงไว้ชีวิต บ้านเมืองของเขา ประชาชนของเขา ไม่อาจปกป้องได้ด้วยน้ำมือคู่นี้

“อย่านะเพคะฝ่าบาท ฮึก ฮือ ฮือ” ฮุ่ยหวงร่ำไห้ ใจของเธอเหมือนจะขาดเสียให้ได้ สวามีของเธอกำลังเป็นลูกไก่ในกำมือโจรผู้มียศศักดิ์

“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะให้โอกาส คุกเข่าแทบเท้าของข้า แล้วท่านจะปลอดภัย”

ซ่งจินเหลียงยื่นข้อเสนอ มันช่างเป็นข้อเสนอที่ช่าง...ไม่เป็นธรรม

ฮ่องเต้เปรียบเหมือนโอรสสวรรค์ การกระทำเช่นนี้เป็นเหมือนการหยามเกีรยติ เกาอีเฟยขบฟันแน่นมองไปยังฮุ่ยหวงที่ถูกจับเป็นตัวประกัน

“ข้า...ขอโทษ”

ไร้หนทางเลือก ไร้ทางหลีกหนี

เกาอีเฟยที่จะจบชีวิตตัวเอง มือข้างซ้ายที่ยังคงอยู่หยิบกระบี่ที่อยู่ข้างกาย ตวัดไปที่ลำคอบางซึ่งเป็นจุดอ่อน แค่ครั้งเดียวที่คมกระบี่บาดเข้าผิวเนื้อก็ได้กลิ่นเลือด ทว่ายังไม่ทันที่จะสิ้นใจซ่งจินเหลียงก็หยุดการกระทำโง่ๆ นั่น เขาแย่งดาบจากมืออีกฝ่ายพลางตบเบ้าหูอย่างจัง

“ข้ายังไม่อนุญาต เจ้าก็ห้ามตาย”

ดวงตาเบิกโผลง สีหน้าเย็นชาราวกับปีศาจร้ายในคราบมนุษย์ ซ่งจินเหลียงใช้กระบี่แทงไปยังดวงตาด้านซ้ายก่อนควักมันออกมา เกาอีเฟยร้องโหยหวนเหมือนใจจะขาดรอนๆ เสียตา เสียแขน เสียเกีรติยศ

ไม่มีใครกล้าต่อต้าน ไม่มีใครกล้าช่วยเหลือ

บุรุษผู้นี้ช่างอันตราย

ซูลี่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาผ่านสงครามมามาก เห็นคนตายก็นับต่อนัก ทั้งหมดนั้นมันเป็นสงคราม แต่ไม่เคยเห็นผู้ใดเลยที่จะน่ากลัวเช่นนี้

“พวกเจ้าจงฟัง นับแต่บัดนี้ ข้า...ซ่งจินเหลียง คือเจ้าชีวิตของพวกเจ้า ใครบังอาจขัดคำสั่ง มันผู้นั้นจะต้องตายอย่างทรมาน!”

จักรพรรดิยิ้มเหยียด

“ไปตามตัวหนิงลี่มาให้ข้า!ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าพวกแคว้นฉีทีละคน!”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

ภายในผืนป่า สองร่างกำลังวิ่งหนีความตายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม จิ่นสือกอบกุมแขนหนิงลี่ไว้แน่น สองขายาวของนายทหารก้าววิ่งไปด้านหน้าอย่างเร่งรีบ นับเป็นความโชคดีที่เขาเดินออกจากตรงหน้าประตูวังเสียก่อนจะเกิดเหตุสงครามขึ้น ความบังเอิญทำให้ไปได้ยินว่าผู้รุกรานคือจักรพรรดิผู้เลื่องลือ คนผู้นั้นนอกจากจะนำพาสงครามมาสู่ต้าฉีแล้วแต่ยังจะต้องการตัวหนิงลี่

สงครามเกิดขึ้นในคืนที่ทุกคนไม่ได้ตั้งตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แคว้นถูกล้อมรอบไปด้วยทหารจากแคว้นฉิน นายทหารที่ถูกฝึกมาอย่างเอาเป็นเอาตาย ผ่านสงครามมาหลายสนามรบกลับสิ้นลมหายใจอย่างง่ายๆ ด้วยสุราน้ำเมา จิ่นสือเป็นชายชาติทหาร เขาย่อมต้องการที่จะสู้รบเพื่อปกป้องดินแดนแผ่นดินเกิด ทว่าด้วยกำลังที่น้อยกว่าก็ไม่อาจต้านทานคนที่มากกว่าได้ จิ่นสือจึงได้ต้องหนี ส่วนทหารอีกคนที่อยู่ด้วยกันกับเขา ได้ตายไปแล้ว ไม่มีใครสามารถหยุดสงครามนี้ได้

บ้านเมืองกำลังลุกเป็นไฟ

“จิ่นสือ เจ้า...จะพาข้าไปไหน”

หนิ่งลี่ที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราว ยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกตามล่า หอบหายใจโยนด้วยความเหนื่อยอ่อน

หนิงลี่เองก็เป็นทหารคนหนึ่ง เขามีหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองจากคนคิดร้าย

“ไปจากที่นี่”

“ไปไหน?” เอ่ยถามอย่างสงสัย

จิ่นสือมองสบตาอีกฝ่าย “ไปให้ไกลจากพวกคนชั่ว”



----------

TAKE

คือ...เทคไม่มั่นใจอ่ะ ว่าแต่งตอนนี้โอเคไหม ไม่เคยแต่งนิยายจีนอ่ะ ก็เลยกลัวว่าภาษาหรือการบรรยายไม่โอเคเท่าไหร่ จะพยายามศึกษาหรืออ่านนิยายจีนและค้นหาข้อมูลเยอะๆ นะ ถ้าทำให้ผิดหวังก็ขอโทษด้วยนะคะ

กดดัน + กลัว แต่ก็จะพยายามทำออกมาให้ดีที่สุด ส่วนบทที่แล้ว ที่นักอ่านแนะนำมา เทคก็เอาไปปรับแล้วนะคะ อย่างเช่นจากขนมปังเป็นหมั่นโถว ขอบคุณมากๆ เลยที่ให้คำแนะนำ เทคจะได้เอาไปปรับใช้เพื่อทำให้ดีขึ้น

เทคศึกษาจากการอ่านนิยายแต่งบ้าง แปลบ้าง ไม่มีคนให้คำแนะนำ ในเรื่องต่างๆ ถ้าผิดพลาดต้องขออภัยด้วยนะคะ

ปล.ใจเย็นๆ กันน้าาา อีกไม่นานเกินรอก็จะได้เจอกันแล้ว อีกไม่นานหนิงลี่ก็ต้องมาอยู่ในกำมือมาร เอ้ย ฮ่องเต้

ขอบคุณทุกเม้น ขอบคุณที่ให้คำแนะนำ ขอบคุณที่ติดตาม ความกดดันก็ยังคงมีอยู่ แต่มันก็ยังจะยังมีต่อไป เอ๊ะ? เอาเป็นว่า เทคจะพยายามค่ะ ฮึ๊บๆ สู้ตายยย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น