Redvalya

...

ตอนที่ 004 จุดเริ่มต้นของความอลหม่าน

ชื่อตอน : ตอนที่ 004 จุดเริ่มต้นของความอลหม่าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2561 23:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,000
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 004 จุดเริ่มต้นของความอลหม่าน
แบบอักษร

ตอนที่ 004 จุดเริ่มต้นของความอลหม่าน


หลังจากที่ผมกับลินดาอาบน้ำและรับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงช่วยกันล้างจานในครัว ก่อนที่จะย้อนกลับไปยังห้องนอนชั้นสองอีกครั้งและนั่งอยู่บนเตียงด้วยความประหม่าโดยที่ไม่พูดไม่จาใด ๆ คงเป็นเพราะเราทั้งคู่ได้ทำเรื่องน่าอายลงไปในช่วงหัวค่ำ แถมยังทำกันบนเตียงตัวนี้อีกด้วย ถ้าจะไม่ให้เรารู้สึกรู้สาอะไรเลยมันก็หน้าด้านเกินไปหน่อยล่ะ

ขณะนี้เป็นเวลาสองทุ่ม ฝนที่กำลังตกโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าเริ่มซาลง โดยที่แสงไฟในห้องนอนของผมยังคงสว่างไสว ยกเว้นชั้นล่างเท่านั้นที่มืดสนิทและวังเวง ดูแล้วช่างเป็นบรรยากาศที่เงียบเหงาเสียเหลือเกิน... แต่ก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะตอนนี้ผมกำลังใกล้ชิดอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่งตามลำพังสองต่อสอง แถมยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกตื่นเต้นที่กำลังถาโถมเข้ามาอีกด้วย

ผมแอบชำเลืองมองดูลินดาที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายมือด้วยความหลงใหลเพื่อรับชมความงดงามของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า จนกระทั่งเกิดความคิดชั่ววูบขึ้นมาแว้บหนึ่งว่า ‘มันคงจะดีนะถ้าเราได้เธอมาเป็นแฟน’ ...แหงล่ะ ในเมื่อคนโสดอย่างเราเจอกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เข้าไปจัง ๆ แล้ว มีเหรอที่เราจะไม่คิดไปไกลเช่นนั้น

แต่เดี๋ยวเถอะ นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะมานั่งคิดฟุ้งซ่านนะเฟ้ย ก่อนอื่นต้องหาห้องนอนให้เธอก่อน

“อัคคี”

“อ-อะไรเหรอ!?” ผมสะดุ้งตกใจเล็กน้อยพร้อมกับชำเลืองสายตามองไปทางอื่นหลังจากที่ลินดาเอ่ยขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้

“ปกติอยู่บ้านคนเดียวเหรอคะ?”

“ก็ไม่เชิงว่าอยู่คนเดียวหรอก ความจริงพ่อกับแม่เองก็อาศัยอยู่ในบ้านนี้ด้วยเหมือนกัน แต่ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ทั้งคู่จะต้องไปทำงานที่บริษัทและนอนค้างคืนที่นั่น ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์จะกลับมาพักผ่อนอยู่ที่นี่... คนที่เป็นถึงเจ้าของบริษัทก็แบบนี้แหละ ให้ความสำคัญกับงานเต็มที่จนแทบจะไม่มีเวลาได้อยู่ร่วมกัน แถมยังไหว้วานให้ลูกชายตัวเองช่วยเหลืองานจุกจิกและพยายามดันให้เราเป็นผู้สืบทอดหัวหน้าบริษัทคนต่อไปอีก เฮ้อ... คิดแล้วมันก็น่าเหนื่อยใจเหมือนกันนะ”

“ถ้างั้นครอบครัวของอัคคีคงต้องร่ำรวยมาก ว่าแต่ทำไมถึงยังอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแบบนี้อีก? ไม่คิดที่จะซื้อบ้านหลังใหญ่กับพื้นที่ส่วนตัวสักหน่อยเหรอคะ?”

“ฮะฮะฮะ พ่อแม่ฉันน่ะขี้งกจะตายไป กว่าจะมีบ้านส่วนตัวหลังใหญ่ ๆ ไว้พักอาศัยก็คงอีกนานเลยล่ะ”

“อยู่บ้านคนเดียวแบบนี้คงจะเหงาน่าดูเลยสินะคะ...” ลินดากล่าวพลางเผยรอยยิ้มเศร้า ๆ

“เฮ้ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ จริงอยู่ที่ฉันอาจจะรู้สึกเหงาในบางเวลา แต่อย่างน้อยฉันก็มีเพื่อนที่โรงเรียนคอยพูดคุยด้วย เพราะงั้นอย่าได้กังวลแทนฉันเลย”

“ถ้างั้นนับจากวันนี้เป็นต้นไปฉันจะคอยอยู่เคียงข้างคุณเอง จะได้ไม่ต้องรู้สึกเหงายังไงล่ะคะ” ลินดาพูดและส่งยิ้มให้ ซึ่งรอยยิ้มของเธอในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นได้อย่างชัดเจน เล่นทำเอาผมรู้สึกเขินขึ้นมาโดยทันที

“พ... พูดยังกับว่าเธอจะอยู่กับฉันตลอดไปอย่างงั้นแหละ”

“แหะแหะ ก็ไม่แน่นะคะ”

“จริงสิ ระหว่างที่พ่อกับแม่ไม่อยู่ เตียงที่อยู่ในห้องนอนข้าง ๆ นั่นน่ะใช้นอนได้ตามสะดวกเลยนะ คืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ”

“เอ๊ะ? ต-แต่ว่า...” ลินดาเผยท่าทีลังเลใจออกมาเล็กน้อย

“ไม่เป็นไรหรอกน่าอย่าได้เกรงใจเลย เตียงในห้องนั้นน่ะทั้งผ้าปู ผ้าห่มและปลอกหมอนยังใหม่เอี่ยมอยู่ อีกอย่างคนที่ซักก็คือฉันด้วย ถ้ายังรู้สึกประหม่าหรือยังไม่ชินกับบ้านนี้เดี๋ยวฉันจะเป็นคนพาเธอไปที่ห้องเอง”

“ฉ-ฉันไม่ได้กังวลถึงเรื่องนั้นหรอกค่ะ ฉันก็แค่... อยากจะนอนกับอัคคีน่ะ...”

“หือ!?”

ลินดาจะนอนกับเราด้วยงั้นเหรอเนี่ย? มันก็น่าดีใจอยู่หรอก เพราะปกติเราเองก็นอนคนเดียวมาโดยตลอด แต่ถ้าจะให้เธอมานอนเป็นเพื่อนด้วยสงสัยงานนี้นกเขาคงได้ขันแทบทุกคืนแน่ ๆ

“...ไม่ได้เหรอคะ?” หญิงสาวส่งสายตาออดอ้อน

“ม... มันก็ได้อยู่หรอก”

ผมตอบกลับพลางใช้นิ้วชี้ขวาเกาแก้มเบา ๆ แก้เขิน ส่วนลินดาเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความดีใจและพุ่งเข้ากอดผมอย่างแนบแน่นจนหน้าอกอันแสนนุ่มนวลคู่นั้นเบียดชิดเข้าที่บริเวณลิ้นปี่ของผม ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยเสียงที่อ่อนโยน

“ขอบคุณนะคะ”

“ให้ตายเถอะ ทำไมฉันต้องมาพ่ายแพ้ให้กับลูกอ้อนแบบนี้ด้วยนะ”

“แต่ก็ชอบใช่ไหมล่ะคะ?” หญิงสาวแลบลิ้นออกมาเล็กน้อยด้วยความทะเล้นแต่ก็แฝงไปด้วยความน่ารักน่าชัง ส่วนผมไม่ได้ให้คำตอบกลับไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะปฏิเสธในสิ่งที่เธอกล่าวมา

“ถ้างั้นนอนกันเถอะ พรุ่งนี้ฉันต้องรีบตื่นไปโรงเรียนแต่เช้า”

“นอนเร็วจังเลย นี่เพิ่งจะสองทุ่มเองนะคะ”

“เมื่อคืนฉันนอนดึกน่ะ คืนนี้กะว่าจะนอนให้เต็มอิ่มสักหน่อย... เดี๋ยวฉันขอลุกขึ้นไปปิดไฟก่อนนะ”

พูดจบผมจึงลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปกดปุ่มสวิตซ์ที่อยู่ข้างประตูเพื่อดับไฟ ทำให้ภายในห้องมืดสลัวเหลือเพียงแค่แสงไฟจากริมถนนเท่านั้นที่ยังคงสาดส่องเข้ามาผ่านบานหน้าต่าง จากนั้นจึงย้อนกลับมานั่งที่เตียงอีกครั้งด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

ลินดาขยับตัวไปทางด้านขวามือของผม ถอดกำไลรัดผมสีเงินออกทั้งสองข้างแล้ววางไว้บนหัวเตียงก่อนที่จะสยายผมออกเล็กน้อย... ผมยาวสีชมพูนุ่มสลวยพลิ้วไสวซึ่งส่องประกายสะท้อนแสง ชวนดึงดูดสายตา กับเรือนร่างที่ขาวนวลผุดผ่องน่าสัมผัสของเธอนั้นคือสิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดในเวลานี้ แม้จะเป็นยามค่ำคืนที่มืดสลัว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามที่มีอยู่ของหญิงสาวต้องด้อยค่าหรือด่างพร้อยลงเลยแม้แต่น้อย

ผมตกตะลึงไปสักพักก่อนที่จะรีบตั้งสติและเอนตัวนอนลงเพื่อให้ศีรษะหนุนหมอน ส่วนลินดาดึงผ้าผืนสีขาวที่พับวางอยู่บนเตียงขึ้นมาห่มด้วยกันแล้วเอนตัวนอนลงตาม โชคดีที่มีหมอนอยู่สองใบกับผ้าห่มผืนใหญ่อีกหนึ่งผืน แถมเตียงก็กว้างพอที่จะนอนด้วยกันสองคนได้จึงไม่มีปัญหา

ระหว่างนั้นหญิงสาวได้พลิกตัวหันมาหาผมพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้ ผมจึงหันหน้าไปมองเธอก่อนที่จะสะดุ้งตกใจเล็กน้อยเนื่องจากเราสองคนกำลังนอนใกล้ชิดจนแทบจะถูกเนื้อต้องตัว โชคดีที่กลิ่นแชมพูและกลิ่นตัวอันหอมหวานของเธอช่วยลดอาการตื่นตระหนกและทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลง แต่ถึงกระนั้นหัวใจของผมก็ยังคงเต้นตึกตักไม่เลิก... แต่ก็ยังดีกว่าต้องตกตะลึงจนหัวใจหยุดเต้นก็แล้วกัน

“พรุ่งนี้อัคคีต้องเดินทางไปโรงเรียนแต่เช้าใช่ไหมคะ? ถ้างั้นฉันขอไปด้วยได้ไหม?” ลินดาเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงที่แผ่วเบาและนุ่มนวล ในขณะที่สายตาทั้งสองยังคงจับจ้องมองมาที่ผมด้วยแววตาอันสดใส

“ไม่ได้หรอก ถ้าเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนมายืนยันหรือไม่มีกิจธุระสำคัญอะไรก็เข้าไปในนั้นไม่ได้ อีกอย่างเธอเป็นคนจากต่างโลก เพราะงั้นจึงมีสถานะไม่ต่างจากคนไร้สัญชาติ เว้นเสียแต่ว่าเธอจะต้องเดินทางไปที่สำนักงานเขตเพื่อขอสัญชาติน่ะ”

“ถ้างั้นภายในอาทิตย์นี้ฉันจะรีบไปขอสัญชาติแล้วทำบัตรประชาชนให้เร็วที่สุดเลยค่ะ จะได้ไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง”

“อย่าบอกนะว่าเธอจะใช้เวทมนตร์ช่วยจัดการน่ะ?” ผมกระซิบกระซาบ

“แน่นอนค่ะ” ลินดาเองก็ให้คำตอบกลับมาด้วยเสียงที่แผ่วเบาเช่นกัน

“ย... ยัยบ๊อง ขืนทำแบบนี้เดี๋ยวก็ความแตกกันพอดี”

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าความแตกขึ้นมาล่ะก็เดี๋ยวฉันจะใช้แท่งฉายแสงลบความทรงจำของบุรุษชุดดำจัดการแก้ปัญหาให้เอง”

“เดี๋ยวเถอะ เล่นมุขสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้เดี๋ยวก็โดนคนพวกนั้นจับตัวไปหรอก” ผมพูดพร้อมกับหลุดขำออกมา ส่วนลินดาหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่จะกล่าวอีกครั้งด้วยท่าทีจริงจัง

“ฉันอยากจะสมัครสอบเข้าที่โรงเรียนของอัคคีค่ะ”

“เอ๊ะ? ทำไมล่ะ?”

“จะได้ดูแลและปกป้องคุณจากภัยอันตรายได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นยังไงล่ะคะ”

“ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้นี่นา”

“ไม่ได้หรอกค่ะ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของอัคคี เพราะถ้าหากมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น ถึงตอนนั้นฉันก็จะได้...”

“ร... เรื่องเลวร้าย? หมายความว่ายังไงกัน?” ผมรีบซักถามด้วยความสงสัย

“ม-ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เอาเป็นว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเดี๋ยวฉันจะเป็นคนปกป้องและดูแลคุณเอง” ลินดาพูดด้วยท่าทีลนลานเล็กน้อย

“เธอมีเรื่องอะไรปิดบังฉันอยู่รึเปล่า?”

“......” ลินดานิ่งเงียบไปสักพัก จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทีสลด “...ต้องขอโทษด้วยนะคะ ถ้าหากว่าช่วงนี้ยังไม่มีเรื่องร้ายแรงหรือปัญหาอะไรเกิดขึ้น ไว้ถึงตอนนั้นฉันจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้อัคคีฟังเอง เพราะงั้นได้โปรดช่วยอดทนรออีกสักหน่อยนะคะ”

“ไม่เป็นไรฉันเข้าใจ แต่ถ้ามีก็บอกมาได้ทุกเมื่อเลยนะ ฉันสัญญาว่าจะไม่โกรธหรือเกลียดเธอไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม... ขอเพียงแค่เธออย่าหักหลังหรือทำร้ายความเชื่อใจของฉันก็พอ สัญญากับฉันได้ไหม?”

“ฉันขอสัญญาค่ะ” ลินดาพยักหน้าและจ้องมองตาผมด้วยความแน่วแน่ “ตอนนี้ชีวิตฉันเป็นของคุณไปแล้ว เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ทำร้ายหรือทรยศคุณเป็นอันขาด”

“ขอบใจนะลินดา”

“ฉันสิคะที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณ ขอบคุณมากเลยนะคะ... อัคคี”

เราสองคนส่งยิ้มให้กัน ระหว่างนั้นความคิดชั่ววูบก็ได้แว้บเข้ามาในหัวของผม... ใช่แล้ว ผมอยากจะได้ลินดามาเป็นแฟน ไม่ใช่เพราะผมติดใจในท่วงท่าลีลารักหรือความน่ารักและทรงเสน่ห์ของเธอหรอกนะ ไม่สิ มันอาจจะมีส่วนอยู่บ้าง แต่ผมแค่ไม่อยากให้เธอต้องถูกพวกคนไม่ดีล่อลวงหรือชักจูงไปทำเรื่องเลวร้าย เพราะถ้าลินดาเจอกับผู้ชายคนอื่นแล้วล่ะก็คงอาจจะไม่ได้โชคดีเท่านี้

...ต้องพูดออกไปงั้นสินะ

“ลินดา”

“คะ?”

“เราสองคนลองมาคบกันดูไหม?”

“อ-เอ๊ะ!?” หญิงสาวหน้าแดงก่ำ “ล... ลองคบกัน? หมายถึงคบกันเป็นแฟนงั้นเหรอคะ?”

“ฮื่อ ตามนั้นแหละ แล้วเธอล่ะคิดว่ายังไง?”

“ค-คือเรื่องนั้น...”

“เธอไม่ชอบฉันงั้นเหรอ?”

“ไม่ใช่นะ!” ลินดารีบตอบกลับก่อนที่จะแผ่วเสียงลง “...ฉันไม่ได้เกลียดอัคคีหรอกค่ะ ว่าแต่จะดีเหรอคะ? ฉันน่ะเป็นซัคคิวบัสที่มาจากต่างโลกนะ สักวันหนึ่งฉันอาจจะนำพาความเดือดร้อนมาให้คุณก็เป็นได้”

“ไว้ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยหาทางแก้ไขแล้วฝ่าฟันมันไปด้วยกันก็ได้นี่ ถ้าต่างคนต่างไม่ทิ้งกันน่ะนะ” ผมพูดพลางยกมือซ้ายขึ้นมาลูบศีรษะของลินดาด้วยความเอ็นดู ส่วนเธอยิ้มตอบผมด้วยความปลื้มปิติ

“ถ้าอย่างนั้นฝากตัวด้วยนะคะ อัคคี”

“ทางนี้เองก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยเช่นกัน ลินดา ...จริงสิ เลิกพูดจาสุภาพกับฉันได้แล้วนะ”

“อ-เอ๊ะ ทำไมล่ะคะ?”

“ฉันก็แค่อยากจะสนิทกับเธอให้มากกว่านี้น่ะ”

“ถ... ถ้างั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ อัคคี”

ลินดากล่าวพร้อมกับยื่นแขนเข้ามาทั้งสองข้างเพื่อโอบกอดคอของผมแน่น รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าใบหน้าของผมได้ซุกเข้ากับหน้าอกอันแสนนุ่มของเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“อุ๊บ!? ทำอะไรน่ะ?”

“แหะแหะ สกินชิพไงล่ะ ทำแบบนี้แล้วจะช่วยให้นอนหลับฝันดีได้นะ”

“ฉันคิดว่ามันน่าจะทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นซะมากกว่า” ผมพึมพำ

“ถ้าอยากทำอีกล่ะก็บอกฉันได้ทุกเมื่อเลย ฉันไม่ว่าอะไรหรอก”

“ย-อย่าเลย เอาไว้ทำกันวันอื่นเถอะ ไม่งั้นคืนนี้ไม่ต้องหลับต้องนอนกันพอดี”

“คิก... ถ้างั้นคืนนี้ราตรีสวัสดิ์จ้ะ”

“ฮื่อ ราตรีสวัสดิ์”

ผมตอบกลับพร้อมกับนำมือซ้ายโอบกอดเอวของลินดาเพื่อให้เราได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น เมื่อสิ้นเสียงบทสนทนา เราสองคนต่างก็หลับตาลงเพื่อนอนหลับพักผ่อนท่ามกลางไออุ่นของกันและกัน แม้ว่าสายฝนในค่ำคืนนี้จะทำให้อากาศที่อยู่รอบ ๆ เย็นลงก็ตาม

ในที่สุดความเหงาของผมที่เคยมีอยู่ทั้งหมดก็ได้อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น


-----


“พ่อคะ แม่คะ!”

ฉันส่งเสียงเรียกพร้อมกับหันซ้ายหันขวาไปมาท่ามกลางความมืดมิดที่ทั้งเงียบสงบและไร้ซึ่งทิศทางใด ๆ ก่อนที่จะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ว่า พ่อกับแม่ได้จากฉันไปแล้ว

“...นั่นสินะ ทั้งคู่ไม่อยู่แล้วนี่นา”

ฉันทรุดเข่าลงและกอดตัวเองเอาไว้ด้วยความรู้สึกโศกเศร้าทั้งน้ำตา ถึงแม้ว่าเรื่องราวจะผ่านพ้นไปแล้วถึงครึ่งปี แต่สำหรับฉันนั้นถือว่าเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน การที่เราต้องมาสูญเสียทั้งพ่อกับแม่ พวกพ้องและหมู่บ้านที่เคยอาศัยอยู่ถือเป็นเรื่องที่ฉุกละหุกมากและยากที่จะทำใจได้ภายในเวลาอันสั้น แต่ถึงอย่างนั้นฉันยังคงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปตามคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายของแม่

“เข้าใจแล้วค่ะแม่ หนูจะฮึดสู้เพื่อมีชีวิตรอดเป็นอิสระต่อไป ถึงพ่อกับแม่จะไม่อยู่แล้วก็ตาม”

“แหม ๆ ฝันหวานเสียเหลือเกินนะ”

น้ำเสียงที่คุ้นของชายคนหนึ่งดังขึ้น ฉันจึงสะดุ้งเฮือกและรีบเงยหน้าขึ้นเพื่อมองดูอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ ชายหนุ่มผมสั้นสีบลอนด์ทองอายุประมาณ 20 ต้น ๆ อยู่ในชุดสูทสีดำได้ปรากฏอยู่ตรงเบื้องหน้าพร้อมกับส่งสายตาแทะโลมมาทางนี้จนฉันเริ่มรู้สึกหวาดกลัว ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะมีใบหน้าที่งดงามแต่ภายในจิตใจนั้นกลับตรงกันข้าม เพราะชายผู้นี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อแม่ต้องตายและทำให้คนในหมู่บ้านฉันต้องทุกข์ทรมานราวกับตกนรกทั้งเป็นนั่นเอง

“เลวี่ ดาร์วิน!?”

“ฉันมารับเธอแล้วนะ ว่าที่เจ้าสาวของฉัน”

“คนหลอกลวง! อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ! ถ้าไม่มีคุณสักคนเรื่องทุกอย่างก็คงไม่ต้องมาลงเอยแบบนี้หรอก!”

“อ้าว ๆ ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะเธอเองหรอกเหรอลินดา? ถ้าเธอยอมหมั้นกับฉันเสียตั้งแต่แรก ทั้งพ่อแม่และพรรคพวกของเธอก็คงไม่ต้องมาพบจุดจบแบบนั้นหรอก”

“!?”

ฉันไม่สามารถสวนกลับอีกฝ่ายด้วยคำพูดได้ เพราะสิ่งที่เลวี่กล่าวมามันก็มีส่วนถูก แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็จะไม่ยอมรับหมั้นหรือแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักฉันด้วยใจจริงอย่างเด็ดขาด

สาเหตุที่เลวี่อยากจะหมั้นกับฉันนั่นเป็นเพราะว่าเขาอยากได้ตัวเรามาสนองความใคร่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นไม่ใช่เพราะหลงรัก เมื่อพ่อกับแม่รู้ความจริงจึงรีบยกเลิกงานหมั้นโดยทันที เลยทำให้เลวี่รู้สึกโกรธแค้นเป็นอย่างมากพร้อมกับส่งพรรคพวกและมอนสเตอร์มาโจมตีคนในหมู่บ้านของพวกเราอย่างไร้ความปราณี... ดังนั้นถ้าพูดให้ถูกก็คือ ทั้งฉันและเลวี่คือต้นเหตุของเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ใช่เพราะใครคนใดคนหนึ่ง

แต่ถึงกระนั้นฉันก็ต้องหนีให้พ้นจากเขา

“อย่าเข้ามานะ!”

ฉันส่งเสียงอีกครั้งและรีบลุกขึ้นเพื่อวิ่งหนี แต่เลวี่กลับร่ายเวทมนตร์ตรึงกายเอาไว้ส่งผลทำให้ฉันไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ ก่อนที่ร่างของเขาจะปรากฏขึ้นตรงเบื้องหน้าอีกครั้งพร้อมกับหมอกควันสีม่วงแกมเทา

“มาเป็นของฉันซะ ลินดา”

เลวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก โดยที่ร่างของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นหมอกควันและค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเพื่อกลืนกินร่างกายของฉัน ส่วนฉันที่ขยับตัวไปไหนไม่ได้จึงทำได้แค่เพียงหลับตาแน่นและกรีดร้องออกมาอย่างสุดกำลัง

“อย่านะะะะะะะ!!!”

“...!?”

ฉันรีบลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดวิตกก่อนที่จะตั้งสติให้มั่น พบว่าตอนนี้เรากำลังนอนอยู่บนเตียงอันแสนนุ่มโดยที่มีอัคคีนอนอยู่เคียงข้าง ก่อนที่จะค่อย ๆ ประคองตัวลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งเพื่อมองดูสิ่งของภายในห้องซึ่งมีเพียงแค่ชุดโต๊ะทำงาน โคมไฟกับคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ โทรทัศน์ ชั้นวางหนังสือ ตู้เสื้อผ้าและนาฬิกาที่แขวนติดกับฝาผนังเท่านั้น

จริงสิ ตอนนี้เราอยู่ที่โลก... ที่บ้านของอัคคีนี่นา ถ้างั้นภาพที่ฉันเห็นเมื่อสักครู่นี้ก็เป็นเพียงแค่ความฝันงั้นสินะ ช่างเป็นฝันร้ายที่แย่ที่สุดในรอบหลายปีเลย

ตอนนี้เป็นเวลาตี 5 ครึ่ง ท้องฟ้าที่มืดมิดเริ่มสว่างขึ้นมาบ้างแล้ว

ฉันหันไปมองดูใบหน้าของอัคคีซึ่งกำลังนอนหลับสนิทอยู่และนำมือซ้ายขึ้นมาลูบศีรษะของเขาด้วยความเอ็นดูพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมา... ถึงแม้ว่าพวกเราจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ฉันกลับรู้สึกชอบเขาตั้งแต่แรกเห็น ไม่ใช่เพราะฉันเป็นคนใจง่ายแต่เนื่องจากว่าฉันมีเซ้นส์ที่สามารถมองนิสัยของผู้คนออก ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในความสามารถพื้นฐานที่ซัคคิวบัสควรจะมีนั่นเอง

และเขาก็ไม่ใช่คนที่มีนิสัยเลวร้ายอะไร กลับตรงกันข้ามเลยเสียด้วยซ้ำ

“อรุณสวัสดิ์ค่ะอัคคี... อ๊ะ เผลอพูดค่ะออกมาจนได้” ฉันเอ่ยด้วยเสียงที่แผ่วเบา ก่อนที่จะโน้มหน้าเข้าใกล้ชายหนุ่มด้วยความนุ่มนวลและกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง “อรุณสวัสดิ์จ้ะ”

ฉันประทับรอยจูบเข้าที่กลางหน้าผากของอัคคี จากนั้นจึงถอยออกห่างแล้วลุกขึ้นลงจากเตียงเพื่อเตรียมอาบน้ำ เพราะฉันมีแผนจะเซอร์ไพรส์เขาด้วยการทำอาหารเช้าให้ หลังจากที่เมื่อคืนวานนี้ฉันได้ลองทานอาหารฝีมือของอัคคีแล้วก็เลยคิดอยากจะตอบแทนเขาสักหน่อย

จะตั้งใจทำมันออกมาอย่างสุดฝีมือเลย หวังว่ารสชาติคงจะอร่อยถูกปากอัคคีเขานะ


-----


เวลา 16 นาฬิกา ที่โรงเรียนเกษมสุขธานี หลังจากที่ผมและเพื่อนร่วมทีมฝึกซ้อมฟุตบอลในสนามกีฬาเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณครูสมชายซึ่งเป็นผู้จัดการทีมจึงอนุญาตให้พวกเราแยกย้ายกันกลับบ้านได้ และในระหว่างที่ทุกคนกำลังมุ่งหน้าไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้านักกีฬาชายที่อยู่ข้างสนาม ชาตรีก็ได้ส่งเสียงเรียกพร้อมกับวิ่งตามหลังผมมาด้วยท่าทีที่เหน็ดเหนื่อย โดยที่เขาและผมอยู่ในชุดนักกีฬาฟุตบอลสีเหลืองตัดสีกรมท่าซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนของเรา

“ไงอัคคี วันนี้ท็อปฟอร์มเชียวนะ ไปโด๊ปยามาจากไหนเนี่ย? อ๊ะ... หรือว่าเมื่อวานนี้แกไม่ได้ขัดจรวด?”

“จะบ้าเหรอ ฉันนอนแต่หัวค่ำต่างหาก” ผมพูดพลางเอาศอกขวากระทุ้งอีกฝ่ายเบา ๆ ขัดจรวดที่ชาตรีพูดมาเมื่อครู่นี้หมายถึง ‘ช่วยตัวเอง’ นั่นเอง

“แต่วันนี้แกดูไม่ค่อยเหนื่อยเลยนะ ดูพวกฉันสิ โดนคุณครูสั่งให้วิ่งรอบสนามหลายรอบจนขาแทบลากพื้น แต่แกกลับมีท่าทีสบาย ๆ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย เกิดอะไรขึ้นกับแกฟะ?”

“ไม่ใช่ว่านายอ่อนซ้อมลงหรอกเหรอ?” กมลรัตน์ส่งเสียงพร้อมกับมุ่งหน้าเดินมาทางนี้โดยที่มือทั้งสองถือเครื่องดื่มเกลือแร่ข้างละขวด จากนั้นจึงยื่นส่งให้พวกเราแล้วกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง “ฉันซื้อมาให้น่ะ รับไปสิ”

“โอ้ ขอบคุณนะ” ผมพูดพลางรับเครื่องดื่มจากเธอ จากนั้นจึงเปิดขวดและดื่มเพื่อดับกระหาย

“Thank you นะกมล” ชาตรีเอ่ยพร้อมกับรับเครื่องดื่มเอาไว้ “มีว่าที่ภรรยาดี ๆ คอยเทคแคร์ให้แบบนี้ แกนี่มันน่าอิจฉาเสียจริงเจ้าอัคคีเอ๋ย”

“พ-พูดเรื่องอะไรน่ะ!?” กมลรัตน์หน้าแดงก่ำ

“นี่ถ้าฉันกับกมลไม่เห็นว่าแกกำลังเหนื่อยหอบอยู่ล่ะก็ งานนี้แกไม่รอดแน่ชาตรี”

“ฮะฮะฮะ ขอโทษทีพวก” ชาตรีหัวเราะ “เอาเป็นว่าพวกเรารีบเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนดีกว่า ป่านนี้เจ้าพวกปราโมทย์คงรอเก้อแล้วล่ะ... จริงสิอัคคี เย็นนี้พวกเราจะไปร้องเพลงคาราโอเกะที่ห้างกันน่ะ แกจะไปด้วยไหม?”

“โทษทีนะ วันนี้ฉันต้องรีบกลับไปทำงานที่บ้านน่ะ”

“มีงานเร่งด่วนงั้นเหรอ?” กมลรัตน์ซักถามด้วยสีหน้าที่ผิดหวังเล็กน้อย ก่อนที่จะส่งยิ้มให้ผมและพูดอีกครั้งเพื่อให้กำลังใจ “ถ้าอย่างนั้นพยายามเข้านะ แล้วก็อย่าหักโหมจนเกินไปล่ะ”

“ขอบใจนะ ถ้าวันไหนว่าง ๆ เดี๋ยวฉันจะไปเป็นเพื่อนด้วย”

ระหว่างนั้นเสียงแซวของชาตรีก็ได้ดังแว่วขึ้น

“ฮิ้ว ฮิ้ว ฮิ้ว”

“อยากตายรึไงฟะ/ยะ!?”

ผมกับกมลรัตน์เอ็ดพร้อมกัน ชาตรีถึงกับสะดุ้งโหยงพร้อมกับรีบเอามือปิดปากทันที

เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมจึงร่ำลาชาตรีกับกมลรัตน์ก่อนที่จะเดินแยกจากกันแล้วมุ่งหน้ากลับไปยังหมู่บ้านผ่านเส้นทางที่เปลี่ยวตามเดิมท่ามกลางท้องฟ้าในยามเย็นและสายลมที่พัดผ่านไปมา ระหว่างนั้นผมก็ได้ฮัมเพลงพร้อมกับเดินมองดูทิวทัศน์ด้วยท่าทีสบาย ๆ ไม่รีบร้อนตามปรกติ

ความจริงเรื่องที่กมลรัตน์กำลังแอบชอบผมอยู่นั้นผมรู้มาตั้งนานแล้ว แต่ผมเลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพราะไม่อยากจะทำร้ายจิตใจของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง... ใช่แล้ว ชาตรีแอบชอบกมลรัตน์ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยบอกให้ผมรู้เลยก็เถอะ ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องรักษาระยะห่างกับกมลรัตน์เอาไว้เพื่อไม่ให้ความเป็นเพื่อนต้องพังทลายลง ไม่เช่นนั้นพวกเราสามคนคงมองหน้ากันไม่ติดแน่ ๆ

อีกอย่างตอนนี้ผมเองก็มีลินดาอยู่แล้วด้วย ถึงจะพูดออกมาไม่ได้เต็มปากว่าผมรู้สึกยังไงกับเธอ แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้เกลียดชังอะไร ในระหว่างนี้ผมจำเป็นต้องทบทวนและตั้งคำถามให้กับตัวเองเพื่อความแน่ใจก่อนว่า ความรู้สึกที่ผมมีให้กับลินดานั้นเป็นเพียงแค่ความหลงใหลหรือความรักแบบฉันชู้สาว

แต่ทุกครั้งที่อยู่ใกล้ลินดา ผมกลับรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก แบบนี้เรียกว่าชอบรึเปล่านะ?

จ๊อก...

ระหว่างนั้นเสียงท้องร้องก็ได้ดังขึ้นมา แย่เลยแฮะ ฝึกซ้อมฟุตบอลเสร็จก็หิวซะแล้วเหรอ? กลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่จะกินให้พุงกางไปเลย... จะว่าไปอาหารที่ลินดาทำให้เมื่อเช้านี้อร่อยดีแฮะ ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเธอจะทำกับข้าวได้เก่งถึงขนาดนี้ เห็นทีคงต้องไหว้วานเธอสักหน่อยแล้วล่ะ

ฟิ้ว...

สายลมเริ่มรุนแรงขึ้นจนต้นไม้เริ่มสั่นไหวไปมา ทำให้ใบไม้พัดปลิวไปตามแรงลม ทันใดนั้นท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มลงและแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนผิดสังเกต ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะนิ่งสงบราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้

“ก... เกิดอะไรขึ้น?”

เปรี้ยง!!

เสียงกัมปนาทชวนแสบหูดังขึ้นพร้อมกับมีอะไรบางอย่างกระแทกลงมาที่กลางถนน ทำให้เกิดแรงลมชุดใหญ่พร้อมกับปะทะเข้าที่ลำตัวของผมจนรู้สึกได้ว่าขาทั้งสองกำลังลอยเหนือพื้น ก่อนที่จะกระเด็นล้มลงเข้ากับพื้นหญ้าซึ่งอยู่ข้างริมถนนอย่างไม่เป็นท่า

แซ่กแซ่ก!

“อ... อูย”

เมื่อตั้งสติได้แล้วจึงรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับสำรวจดูว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกรึเปล่า... ให้ตายเถอะ เจ็บเจียนตายถึงขนาดนี้แต่กลับไม่มีบาดแผลหรือรอยเลือดให้เห็นเลยสักนิด นี่มันเรื่องอะไรกัน?

แต่ประเด็นหลักสำคัญนั่นก็คือ สิ่งที่ตกลงมาจากฟากฟ้านั่นมันคืออะไรกันแน่? เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงรีบเงยหน้ามองดูจุดที่เกิดเหตุทันที

เมื่อฝุ่นควันเริ่มจางลงก็พบว่าพื้นถนนตรงจุดที่กระแทกลงมานั้นร้าวและยุบลงไปประมาณครึ่งเมตร ที่สำคัญมันไม่ใช่ยานอวกาศหรืออุกกาบาต แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ซึ่งดูท่าทางกำยำและแข็งแรงมาก ยกเว้นส่วนหัวเท่านั้นที่เป็นศีรษะของกระทิง

เขาที่อยู่ข้างศีรษะทั้งสองด้านเป็นเหล็กกล้าสีนิลมันเงา ส่วนร่างกายทั้งตัวมีสีน้ำตาลแดง ความใหญ่โตที่สูงเกือบ 3 เมตรนั้นเมื่อเทียบกับผมแล้วก็ถือว่ายากเกินกว่าที่ตัวเองจะสามารถต่อกรได้ ถึงแม้ว่าเราจะเคยชกต่อยกับพวกอันธพาลมาก่อน แต่พอเจอแบบนี้เข้าแล้วไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกขนพองสยองเกล้ากันบ้างล่ะ

“โฮกกกกก!!”

มันส่งเสียงคำรามออกมาอย่างกึกก้องจนพื้นดินสั่นสะเทือน ก่อนที่จะสงบลงแล้วจ้องเขม็งหันมาทางผมด้วยสายตาดุร้าย ส่วนผมตั้งท่าและยืนนิ่งเพื่อดูชั้นเชิงของอีกฝ่าย เพราะถ้าขืนวิ่งหนีสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วล่ะก็คนในหมู่บ้านคงต้องพลอยโดนลูกหลงตามไปด้วย

“เจ้าเป็นใคร ทำไมข้าถึงสัมผัสตัวตนของซัคคิวบัสที่เบาบางจากเจ้าได้?”

มนุษย์กระทิงซักถาม และนั่นก็ทำให้ผมนึกถึงลินดาขึ้นมา... หรือว่าเจ้าสัตว์ประหลาดนี่กำลังตามล่าหาตัวเธออยู่?

“จะบ้าเหรอ ฉันไม่ใช่ซัคคิวบัสนะเฟ้ย...” ผมตอบกลับอีกฝ่าย “แต่ถ้าพูดถึงหญิงสาวซัคคิวบัสที่หนีลงมายังโลกแล้วล่ะก็ฉันเคยเจออยู่นะ”

“ถ้างั้นก็รีบบอกข้ามา แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป แต่ถ้าคิดจะหนีล่ะก็เลิกฝันไปได้เลย เพราะข้าได้กางเขตแดนลวงตาและหยุดเวลาเอาไว้แล้ว”

“เห? สรุปก็คือคนที่อยู่ภายนอกจะไม่รู้สึกถึงตัวตนของพวกเราและมองไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในนี้ แต่คนที่ติดอยู่ในอาคมนี่จะไม่สามารถหลบหนีออกไปไหนได้งั้นสินะ?”

“ฉลาดนี่เจ้ามนุษย์ เลิกเล่นลิ้นได้แล้ว รีบบอกข้ามาซะว่ายัยซัคคิวบัสนั่นอยู่ที่ไหน!?”

มนุษย์กระทิงข่มขู่ใส่... เหอะ เรื่องอะไรจะยอมปล่อยให้แกชิงตัวลินดาไปล่ะ ในเมื่อพวกเราสัญญากันเอาไว้แล้วว่าจะไม่ทิ้งหรือทรยศต่อกัน แล้วอีกอย่าง เธอคนนั้นน่ะเป็นของฉันนะเฟ้ย!

ผมแสยะยิ้มออกมาทั้งที่ตัวเองยังคงรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนที่จะสวนคำพูดกลับไปเพื่อยั่วยุอีกฝ่ายด้วยท่าทีใจสู้ ผมรู้ว่านี่เป็นการกระทำที่สิ้นคิดมาก แต่ถ้าปล่อยให้เจ้าสัตว์ประหลาดนี่ชิงตัวลินดาไปต่อหน้าต่อตาแล้วล่ะก็ สู้ให้ผมถ่วงเวลาปั่นหัวมันเล่นยังจะดีเสียกว่า

“ถ้าจะชิงตัวแฟนฉันไปล่ะก็ ข้ามศพฉันให้ได้ก่อนเถอะ”


To be continued


-----

จากผู้เขียน

สวัสดีค่า เรดวาเลียคนเดิม เพิ่มเติมมาพร้อมกับความดราม่าค่ะ ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่อ่านผลงานชิ้นนี้ด้วยนะคะ ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย และแล้วตอนนี้ก็เข้าสู่ช่วงเนื้อเรื่องสำคัญในพาร์ทแรกนะคะ หลังจากจบฉากดราม่าฟัดเหวี่ยงแล้วจะต่อด้วย NC 18+ แน่นอนค่ะ แฮ่ก---//วอนผู้อ่านใจดีบริจาคเหรียญ ดาวหรือกุญแจสักจึ้กเพื่อเป็นกำลังใจในการเขียนนิยายต่อไปนะคะ ขอบคุณค่า~!

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น