akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 32 ฉันไม่ยอม

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 32 ฉันไม่ยอม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 33.6k

ความคิดเห็น : 76

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ม.ค. 2560 17:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 32 ฉันไม่ยอม
แบบอักษร

32

ฉันไม่ยอม

 

                “นายกลับไปซะ”

                ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เขากับพอลเพิ่งจะจูบกันไป แต่ตอนนี้ชายหนุ่มกลับพูดถ้อยคำที่แสนเย็นชา วิรุจน์ร้องเหอะอย่างคนถูกขัดใจ

                “อะไรของนาย นายไม่ใช่จ้าวชีวิตฉันสักหน่อย”

                “ฉันเป็นจ้าวชีวิตของนาย ชีวิตของนายเป็นของฉัน ถ้าความจำนายมันแย่นัก จะให้ฉันทบทวนให้ก็ได้”

                “ไม่ต้องเลย”

                วิรุจน์รีบยกมือโบกไปมา เป็นเชิงให้พอลหยุดความคิดที่จะทบทวนให้เขา ชายหนุ่มหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วตวัดสายตามองพอล

                “นายคงรู้ใช่ไหม ว่าฉันมาที่นี่ทำไม”

                “ถ้านายไม่บอก ฉันจะรู้ได้ยังไง”

                พอลเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา สายตาคมทอดมองวิรุจน์ วิรุจน์รู้ดีว่าพอลน่าจะรู้ แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้เสียมากกว่า

                “นายรู้แต่แกล้งไม่รู้”

                “ฉันไม่อยากเถียงกับนาย กลับไปได้แล้ว ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่นายควรอยู่”

                “อะไรกัน ฉันเพิ่งมาถึง ยังไม่ได้นอนพักให้หายเหนื่อยเลย เที่ยวก็ยังไม่ได้เที่ยว นายไม่คิดจะให้ฉันพักผ่อนหน่อยหรือไง อีกอย่างนะ ฉันไม่ทำตามที่นายบอกหรอก”

                “อย่าให้ฉันต้องโมโห”

                คราวนี้ น้ำเสียงของพอลเริ่มดุดัน วิรุจน์เม้มปากแน่น คิดไม่ตก ถ้าเขากลัวพอล แล้วทำตามที่พอลต้องการ เรื่องทุกอย่างมันก็จะจบลง เขาไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นแน่

                “เอาเถอะน่าคุณชาย นายอย่ามาสนใจฉันเลย ฉันจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับนายหรอกนะ”

                “หึ”

                เสียงหงุดหงิดในลำคอของพอลบ่งบอกอารมณ์ได้อย่างดี แต่วิรุจน์ก็ไม่อาจจะทำให้พอลเปลี่ยนความคิดของตัวเองได้

                “ฉันสั่งให้นายกลับ นายก็ต้องกลับ”

                “เอ๊ะ นายนี่ยังไง ฉันบอกว่าไม่กลับก็คือไม่กลับสิ อย่ามาทำนิสัยเสียไปหน่อยนักเลยน่า ฉันมาเที่ยว”

                “นายคิดว่าฉันโง่ ที่จะเชื่อว่านายมาเที่ยว นายมาที่นี่ก็เพราะไอรีน”

                ไม่รู้ว่าทำไม วิรุจน์ถึงรู้สึกได้ว่าพอลกำลังหงุดหงิด เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพอลกำลังหงุดหงิดเรื่องอะไรกันแน่ หงุดหงิดเพราะเห็นเขา หรือเพราะเขาไปยุ่งวุ่นวายเรื่องไอรีน

                “ไอรีนก็เหมือนน้องสาวฉัน จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง ที่สำคัญ ตอนนี้นายก็กำลังตกอยู่ในอันตราย”

                เขาเผลอพูดออกไปจนได้ ชั่วครู่หนึ่งนัยน์ตาคมนั้นสั่นไหว แต่วิรุจน์ไม่ได้จับสังเกต พอลหันมามอง

                “เรื่องนี้เป็นปัญหาของฉัน นายไม่ต้องเข้ามายุ่ง”

                “แล้วนายตามตัวไอรีนเจอหรือยังล่ะ”

                “ฉันส่งคนไปหาแทบจะพลิกประเทศไทย แต่ก็ไม่เจอ”

                วิรุจน์รับรู้ได้ว่า แท้จริงแล้ว พอลเองก็เป็นห่วงน้องสาว เขาระบายยิ้มออกมาจางๆ

                “นายอย่าคิดมากเลยนะ ฉันว่าอีกไม่นาน เราก็ต้องเจอไอรีน”

                “บางทีตอนนี้ พวกมันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ไทยแล้วก็ได้”
                “นายหมายความว่ายังไง”

                วิรุจน์ค่อนข้างมั่นใจว่าไอรีนอยู่ที่ไทย เพราะตอนนี้นาคินทร์ก็อยู่ไทย เพื่อนของเขาคงไม่ใจร้ายจนถึงขั้นทำร้ายผู้หญิง แต่ถ้าทำร้ายพอล เรื่องนั้นก็ไม่แน่เสมอไป

                “ฉันจะกลับแล้ว นายก็ควรจะกลับไปเหมือนกัน”

                “ฉันไม่กลับ”

                เท้าที่ก้าวต้องหยุดชะงัก เขาหันมามองวิรุจน์ด้วยสายตาที่น่ากลัว

                “ถ้านายไม่อยากเดือดร้อน ก็กลับไปซะ”

                “พอดีว่าฉันไม่กลัวเดือดร้อนซะด้วยสิ”

                เขาตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม ยกมือกอดอก เอนไหล่ข้างหนึ่งพิงกับผนังห้อง แล้วไหวไหล่เพียงเล็กน้อย

                พอลมองเขาด้วยสายตาที่เรียบเฉย แต่วิรุจน์ก็ดูออกว่าพอลไม่พอใจ แต่เรื่องอะไรเขาจะต้องไปสนใจ

                ประตูห้องปิดลงแล้ว นั่นทำให้วิรุจน์ต้องพรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า อุตส่าห์คิดว่าจะได้นอนพักให้สบายใจ ตอนนี้กลับมานั่งเครียดเสียยิ่งกว่าเดิม

                “คินถ้าฉันมีหลักฐานว่านายเป็นคนทำ นายจะยอมรับไหม”

                เขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขากำลังต้องการอะไรอยู่กันแน่ ต้องการให้นาคินทร์รับความผิด แล้วเลิกแล้วต่อกัน เพื่อจะได้กลับมาเป็นเพื่อนกันอีกครั้งใช่หรือเปล่า

                “เฮ้อ”

                สุดท้าย เขาก็ทำได้แค่ถอนหายใจ ยกมือขยี้ผมนิ่มของตัวเอง เพราะไม่รู้จะหาทางแก้ปัญหาอย่างไรดี เรื่องพันธะวิญญาณกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อเขาคิดถึงเรื่องความปลอดภัยของไอรีนและพอล

                “คินฉันขอร้อง นายอย่าทำอะไรพวกเขาเลย”

                วิรุจน์พร่ำบอกกับตัวเอง หวังว่าเพื่อนรักเขาคงจะได้ยินบ้าง เพราะเขาปักใจเชื่อว่านาคินทร์เป็นคนทำ

                “ฉันต้องหยุดนายให้ได้”

                ตอนนี้เขากับพี่ชายก็ระดมคนช่วยกันตามหาและสืบหาไอรีน วิรุจน์เชื่อว่าถ้านาคินทร์ต้องการใช้ไอรีนเป็นเครื่องมือ อีกไม่นาน พวกเขาจะต้องรู้ที่อยู่ของไอรีนแน่

วิรุจน์ก็แค่ต้องรอเวลา และในช่วงนี้ก็ต้องระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับพอล อย่างน้อย ถ้าเกิดอะไรขึ้น พันธะวิญญาณที่เขาทำไว้ ก็อาจจะช่วยให้พอลดีขึ้นได้

               

-------+++++-------

 

                ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าตอนนี้วิรุจน์ทำตัวไม่ต่างกับสโตกเกอร์ แอบตามดูพอลแทบจะทุกฝีก้าวตั้งแต่เริ่มออกจากบ้าน

                ชักเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นโรคจิตเข้าไปทุกที

                ทันทีที่พอลหันมาทางเขา วิรุจน์ก็หลบกายไปที่มุมกำแพง เพื่อไม่ให้พอลได้เห็น ชายหนุ่มยกมือทาบอกอย่างโล่งใจ เพราะดูเหมือนพอลจะไม่ได้เดินตามมา เขาเห็นพอลขึ้นรถยนต์แล้ว เขาจึงรีบเดินไปขึ้นรถยนต์ของตัวเองบ้าง

                “ทำไมฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยวะ”

                ถามตัวเองแล้วก็ได้แต่หงุดหงิด เขากำลังขับรถตามพอล รถยนต์เคลื่อนที่ตรงไปยังบริษัท วิรุจน์จึงชะลอรถหยุดจอด

                “มาถึงบริษัทแล้ว คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง”

                เขาปรับเบาะรถให้เอนหลัง เพื่อนจะงีบหลับพักสายตาสักครู่ กว่าพอลจะกลับออกมา ถ้าไม่เป็นช่วงพักเที่ยง ก็คงจะเป็นตอนบ่าย

                แม้มันจะน่าเบื่อไปสักนิด แต่วิรุจน์ก็ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เขาไม่ได้เดินทางมาแต่ตัว แต่พกอุปกรณ์ที่จะช่วยทำงานแม้จะอยู่ในเวลาที่ต้องทำอย่างอื่น

                “ครับ มีเอกสารอะไร ก็ส่งเข้าเมลล์มาเลยครับ”

                เขาคอลคุยกับเลขานุการของตัวเอง ไล่เปิดเช็คเมลล์ เพื่อตรวจสอบสิ่งต่างๆ พี่ชายเขาก็คงจะไม่ชอบใจนัก ถ้าเขาจะทำตัวเถลไถลแบบนี้

                วิรุจน์มีความเชื่อที่ว่า ไม่เกินเจ็ดวัน นาคินทร์จะต้องเปิดเผยที่อยู่ของไอรีนเพื่อต่อรองอย่างแน่นอน

                “คุณรุจน์!

                เสียงทุ้มที่เหมือนเคยได้ยินที่ไหนสักแห่ง ทำให้เขาต้องละสายตาจากหน้าจอขนาดใหญ่ แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง

                “มาคัส!

                เขาได้แต่ยิ้มเจื่อน รีบมองซ้ายมองขวา เพื่อสำรวจว่ามีใครมากับชายหนุ่มบ้าง แต่ดูเหมือนจะมีมาคัสแค่คนเดียว

                “มาคนเดียวเหรอครับ”

                “ครับ ผมมาคนเดียว แล้วทำไมมาจอดรถเอาไว้ตรงนี้ล่ะครับ”

                เพราะวิรุจน์ไม่ได้เข้าไปจอดในสถานที่จัดเตรียมไว้ด้านในสำหรับบุคลากร แต่จอดไว้ยังจอดที่บุคคลทั่วไปสามารถจอดได้

                “ก็ผมมาเที่ยวน่ะครับ ผ่านมาแถวนี้พอดี”

                “จริงเหรอ ดีจังเลยนะครับ ที่ผมได้มาเจอคุณด้วย”

                คนเด็กกว่าส่งยิ้มให้ วิรุจน์ระบายยิ้มตอบ แล้วมองรอบตัวมาคัสอีกครั้ง

                “อ่า แล้วรถคุณล่ะครับ”

                “ผมมาแท็กซี่น่ะครับ”

                วิรุจน์ขมวดคิ้วฉับ ค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมมาคัสถึงได้มารถแท็กซี่ ทั้งที่จริงแล้ว เจ้าตัวน่าจะมีรถประจำตัวมาส่ง

                “ทำไมล่ะครับ”

                “ไม่มีอะไรหรอกครับ”

                เขาไม่กล้าจะบอกวิรุจน์ ว่าจริงๆแล้วเขามารถคันเดียวกับลีโอ แต่ทว่าเขาโดนไล่ให้ลงจากรถเสียก่อน

                “เหมือนจะมีเรื่องไม่สบายใจสินะครับ”

                เพราะเห็นใบหน้าที่ดูไม่ค่อยสดใสนัก ทำให้วิรุจน์ถามออกไปด้วยความเป็นห่วง มาคัสส่ายหน้าน้อยๆ

                “เปล่าหรอกครับ อ่า นี่ก็จะได้เวลาแล้ว”

                มาคัสมองเวลาจากนาฬิกาข้อมือ วันนี้เขาได้เป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นครอบครัวเขา เพื่อมาเข้าประชุมที่นี่

                “ผมต้องขอตัวก่อนนะครับ หวังว่าเราจะได้พบกันอีก”

                “ครับ โชคดีครับ”

                วิรุจน์ได้แต่บอกลา เริ่มใจคอไม่ดี เพราะมาคัสเห็นเขาแล้ว แต่เรื่องอะไรที่เขาจะต้องหนี ในเมื่อเขาตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะมาคุ้มกันพอลให้ปลอดภัย จนกว่าจะเคลียร์เรื่องทุกอย่างจบลงได้

                ทางด้านมาคัส เขามุ่งตรงไปยังห้องประชุม ชายหนุ่มยิ้มทักทายพอลตามมารยาท

                “มาเช้าจังเลยนะครับ”

                “ฉันก็แค่มาให้ทันเวลาก็เท่านั้น”

                พอลไม่คิดจะคุยให้ยาวไปมากกว่านี้ แต่ทว่าเสียงของมาคัสก็ทำให้ปลายเท้าของเขาต้องหยุดชะงัก

                “จริงสิครับ ผมเห็นคุณรุจน์อยู่ข้างล่าง คุณพอลทราบหรือเปล่าครับ”

                เพราะคิดว่าพอลกับวิรุจน์คงจะสนิทกันมาก ถ้าพอลรู้ว่าวิรุจน์อยู่ใกล้ๆก็คงจะดีใจ แต่ทว่าสิ่งที่เห็นเหมือนจะเป็นใบหน้าที่บึ้งตึง

                “เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ”

                แม้จะไม่อยากถามซ้ำ แต่ก็ดูเหมือนว่า เขาถามมันไปอีกจนได้ มาคัสบอกตามที่เห็น

                “ผมเห็นนั่งอยู่ในรถครับ แต่ว่ารถจอดตรงข้างนอก ไม่ได้เข้ามาจอดข้างใน มีอะไรหรือเปล่าครับ”
                “ไม่มีอะไร”

                พอลพูดเสียงราบเรียบ แล้วก้าวเดินต่อ ก่อนจะหยุดเดินแล้วปรายตามองมาคัส

                “รีบเข้าประชุมกันได้แล้ว”

               

-------+++++-------

 

                “โอยเมื่อยชะมัดเลย”

                วิรุจน์นั่งบิดไปบิดมา การนั่งจมอยู่ในรถยนต์เป็นเวลานาน พร้อมกับทำงานไปด้วย ไม่ใช่พฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพสักเท่าไหร่นัก ชายหนุ่มเปิดประตู แล้วลงจากรถยนต์ ขยับกายบิดซ้ายบิดขวา

                ท้องของเขาเริ่มประท้วงบอกให้เติมเต็มความหิวโหย ชายหนุ่มลูบท้องตัวเองเบาๆ หลังจากทานมื้อเช้าไป เขาก็ลืมที่จะเตรียมมื้อกลางวันเสียด้วย

                “แล้วเจ้านั่นล่ะ”

                เขากำลังคิดว่าพอลจะออกมาทานข้างนอกหรือว่าจะอยู่ภายในบริษัท วิรุจน์ไม่อาจจะขับรถกลับไปได้ เขาตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเข้าเว็บไซต์เพื่อสั่งอาหารให้มาส่งถึงที่ แต่ทว่าดวงตาคมกริบก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นบางสิ่งที่น่าสงสัย

                กลุ่มชายชุดดำ ขับรถมาหยุดอยู่ไม่ห่างจากเขาสักเท่าไหร่นัก วิรุจน์รู้สึกไม่ค่อยจะไว้ใจ เขารีบเข้าไปในรถยนต์เพื่อไม่ให้กลุ่มคนเหล่านั้นผิดสังเกต

                “ปืน”

                พลันสายตาก็มองไปเห็นปืนที่เหน็บไว้ที่ข้างลำตัว เพราะเป็นจังหวะที่ชายคนนั้นยกมือเท้าเอวสอดเข้าไปใต้เสื้ออย่างพอดิบพอดี

                “แย่แล้ว หรือว่าคนพวกนี้จะเป็นคนที่คินส่งมา”

                แม้จะไม่อยากเชื่อ แต่สมองของเขาก็เริ่มคิดไปเองแล้วว่า คนพวกนี้เป็นคนของนาคินทร์ แต่เขาจำได้ว่าเพื่อนของเขาเคยบอกว่าจะไม่ทำร้ายร่างกายของพอล หรือว่าจะแค่ส่งคนมาขู่เท่านั้น แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นจริงๆ วิรุจน์ก็ไม่รู้สึกว่ามันจะยอมรับได้เลย เขาไม่ชอบวิธีการแบบนี้ ถึงพอลจะเคยใช้วิธีนี้กับภรรยาของพี่ชายเขาก็ตาม

                ถ้าหากคิดว่าเป็นเวรกรรมที่พอลเคยทำไว้กับพี่ใหญ่ของเขา เขาก็ไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง แต่ถ้าไม่ยุ่ง ก็มีคนเดือดร้อนกันเต็มไปหมด นอกจากพอลแล้ว เขาเองก็เป็นห่วง

ไอรีนเป็นที่สุด เพราะเธอเป็นเพียงหญิงสาวเท่านั้น ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่วิรุจน์ก็เชื่อว่านาคินทร์ไม่น่าจะทำร้ายเธอ

                “ออกมาแล้ว”

                เสียงชายชุดดำดังขึ้น วิรุจน์รีบยันกายออกมาจากรถยนต์ จุดบริเวณที่คนเหล่านี้อยู่ อยู่ในบริเวณอับสายตาจากจุดที่พอลกำลังเดินมา วิรุจน์เริ่มใจคอไม่ดี

                “หยุดนะ!

                เขาตะโกนเสียงดังลั่น เพราะกลัวว่าเจ้าคนพวกนี้จะเล็งปืนใส่พอล คนเหล่านั้นหันขวับมามองวิรุจน์เป็นตาเดียว เขาชะงักไป เพราะการกระทำที่บ้าบิ่น ห่วงพอลจนเกินเหตุแท้ๆ ทำให้ทุกอย่างมันแย่ไปหมด แล้วกระบอกปืนมีไม่รู้เท่าไหร่ หากคิดเล่นๆ ไม่รู้ว่าร่างกายของเขาจะรับกระสุนได้ครบทุกลูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ยิ่งคิดก็ยิ่งตลกตัวเอง เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ยังจะมามีอารมณ์ขันไปได้

                “เอาสิ ฉันไม่กลัวพวกแกหรอก ยังไงฉันก็ไม่ยอมให้พวกแกยิงเขา”

                วิรุจน์ฝืนสุดชีวิต เขายกมือทำท่าจะต่อยคนพวกนั้น อย่างน้อยก็แค่โดนยิงจนพรุน ศพคงไม่เละมาก ไม่ก็เขาอาจจะวิ่งหลบกระสุน ไม่เจ็บมากก็เป็นได้ นี่เขาคงบ้าไปแล้วที่คิดอะไรแบบนี้ได้

                “เฮ้ย อย่าเข้ามานะเว้ย!

                เขาถอยหลังกรูด ถึงจะมีสายเลือดของเสือแต่ปืนก็เป็นอาวุธที่ร้ายกาจ

                “ทำบ้าอะไรกัน!

                น้ำเสียงดุดันดังขึ้นราวกับฟ้าผ่าลงมาให้ทุกคนตกใจ วิรุจน์เองก็เสียวสันหลังวาบ เมื่อเห็นสายตาของพอลที่มองมา

                “นาย

                มีเพียงคำสั้นๆที่ออกมาจากปากของพอล แต่มันก็ดังมากพอที่จะทำให้วิรุจน์ต้องเผลอกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ

                หวังว่าคงไม่ถูกจับได้หรอกนะ ว่าสะกดรอยตามมา

                พอลละสายตาจากวิรุจน์ไปมองกลุ่มคนชุดดำแทน

                “มากันแล้วเหรอ”

                “ครับ คุณพอล”

                วิรุจน์เบิกตากว้างแทบจะทันที เมื่อกลุ่มคนเหล่านั้น ก้มหัวเล็กน้อย เหมือนเป็นการทำความเคารพ ชายหนุ่มกระพริบตาปริบๆ

                “นี่มันอะไรกัน”

                “เอ่อคุณรุจน์สินะครับ”

                ริวอิจิเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นผู้ชายตัวสูงโปร่งหน้าตาดีที่อยู่ไม่ห่าง และมีทีท่าที่จะต่อสู้กับกลุ่มชายชุดดำ

                “ครับ เอ่อ คุณ”

                เขาได้แต่ตอบกลับไปด้วยความงุนงง ที่งงที่สุด คือทำไมกลุ่มชายชุดดำ ถึงได้ไม่พุ่งเข้ามาทำร้ายเขาและพอล

                “ผมชื่อริวอิจินะครับ เป็นพนักงานที่นี่ คุณรุจน์ไม่ต้องตกใจหรอกนะครับ คนพวกนี้เป็นคนของคุณพอลครับ”

                “ห๊ะ!อะไรนะ”

                วิรุจน์รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกระจกแตกดังเพล้งไม่หยุดในหัว หรือเรียกง่ายๆว่าเขาหน้าแตกจนหมอคงไม่อยากจะรับเย็บกันเลยทีเดียว ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ เงยหน้ามองหน้าพอลแล้วหัวเราะเบาๆ

                “อ่อๆๆ งั้นเหรอ เอ้อ งั้นฉันไปก่อนนะพอล”

                พอรู้ว่าเริ่มสถานการณ์ไม่ดี วิรุจน์ก็รีบหมุนกายจะเดินไปขึ้นรถ เขาไม่อาจจะทนอยู่ไปนานกว่านี้ได้แล้ว แต่ทว่าร่างกายเขาก็ต้องหยุดชะงัก เพราะว่ามีร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาใกล้จากด้านหลัง

                ลมหายใจแทบเป่ารดต้นคอจนวิรุจน์ขนลุก น้ำเสียงของพอลเย็นยะเยือกเหมือนธารน้ำเย็นเฉียบที่ดึงร่างของเขาถ่วงลงไปให้มิด

                “จะรีบไปไหนไปกินข้าวด้วยกันก่อนสิจะได้มีเวลาคุยกันยาวๆ”

 

 

 

 

               100%

ตอนต่อไป เจอกันวันเสาร์ค่ะ ถ้าบทความเด้งก่อนวันเสาร์ คือเข้ามาอัพรายชื่อผู้ซื้อ

________________________________________________________________

ตัวอย่างตอนพิเศษ (ที่แถมเฉพาะในเล่มฟิค ไม่มีลงเน็ตค่ะ)

"เฮ้ย คุณชาย ทำอะไรน่ะ จะระเบิดครัวทิ้งเหรอ!"


"มันเรื่องของฉัน"


ว่าพลางหันหน้าหนี ใบหน้าหล่อมีริ้วแห่งความอายปนอยู่กับความไม่พอใจ ในขณะที่่วิรุจน์กวาดสายตามองสภาพของห้องครัวที่ไม่ต่างกับผ่านสมรภูมิรบ ชายหนุ่มได้แต่ขมวดคิ้ว ก่อนจะเหลือบตามองพอล เขาขยับกายเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่


"เอ...หรือว่ามีคนคิดจะทำอะไรให้ฉันกินหรือเปล่าน้า"


ประโยคเดียว แต่ก็ทำให้พอลชะงักไป วิรุจน์คลี่ยิ้ม แล้วโอบชายหนุ่มจากด้านหลัง พลางชะเง้อหน้าไปดูใบหน้าหล่อ วิรุจน์หัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี


"นายนี่เหมือนกับสาวน้อยเลยนะ"


สิ้นเสียง ใบหน้าหล่อก็หันขวับมามองทันที วิรุจน์รู้สึกขนลุกขึ้นมา เพราะอยู่ๆ พอลก็กระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์


"จะพิสูจน์ไหมล่ะ...ว่าฉันเป็นสาวน้อยจริงหรือเปล่า"

 

 

#ตอนพิเศษ รักจะยืนยาว ต้องมั่นเอาใจ
#แถมเฉพาะในเล่ม ไม่มีลงเน็ตจ้า
Royal Tiger ภาค 2 
#พอลรุจน์
ปล. ตอนพิเศษที่แถมเฉพาะในเล่ม(ไม่ลงเน็ต) มี ทั้งหมด 7 ตอน

               

แจ้งการเปิดพรี  11 ม.ค. - 3 มี.ค. 60

เปิดพรีออเดอร์ Royal Tiger ภาค 2
รายละเอียด : https://goo.gl/epg3j9

 

 

 

               

               

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}