Finland (ช้อย)

อัพทุกวันตอนเช้า ๆ เหมือนเดิมจ้า.....!!! กราบขอบพระคุณที่กรุณาติดตามมาตลอด ช่วยเป็นกำลังใจให้ช้อยด้วยนะคะ ^^

Chapter 18 : สิ่งที่ผมกลัวมาตลอด

ชื่อตอน : Chapter 18 : สิ่งที่ผมกลัวมาตลอด

คำค้น : ดอกหญ้าที่ปลายฟ้า,คนคุก,เด็กแว้นที่รัก,รักร้าย ๆ สไตล์ลูกทุ่ง,กุมหัวใจมังกร,แสงสว่างแห่งรัก,ไอ้พี่เขยจอมหื่น,เด็กขายน้ำกับชายขี้เหงา,finland,ช้อย,

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 53.5k

ความคิดเห็น : 302

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ม.ค. 2560 06:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 600
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 18 : สิ่งที่ผมกลัวมาตลอด
แบบอักษร

 

ปลื้ม..................

 

ในสลัมแห่งนี้หลายคนคงรู้ดีว่ามีทั้งยาเสพติด อาชญากรรม สิ่งแวดล้อมค่อยจะไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ด้วยแล้ว น้องผมเป็นผู้หญิงทั้งคู่ผมเลยอดเป็นห่วงน้องไม่ได้ ตอนนี้แม่ก็ยังอยู่โรงพยาบาลแต่อาการก็ดีขึ้นมากแล้วไม่นานคงกลับบ้านได้ ผมเลยต้องฝากน้องให้ป้าข้างบ้านช่วยเลี้ยง ถ้าแม่กลับบ้านผมก็คงหายห่วงขึ้นมาหน่อย

 

วันนี้ผมเลิกเรียนค่ำเพราะติดสอบ กว่าจะเลิกเรียนก็เกือบหกโมงเย็น ผมรีบกลับบ้านเพราะเป็นห่วงน้องไม่รู้ว่าไอ้เปรมจะกลับถึงบ้านแล้วหรือยัง พอผมเดินเข้ามาที่หน้าปากซอยเห็นไอ้เปรมยืนซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่

 

“มึงไปรับน้องมารึยังวะ...?”  ผมถามมันไป

 

“รับมาแล้ว อยู่ที่บ้าน”  มันบอกกับผม

 

“แล้วมึงก็ปล่อยให้น้องอยู่กันตามลำพังเนี่ยนะ...?”  ผมถามมันไป

 

“เอ๊า.. ก็น้องมันหิวกูก็เลยออกมาซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งให้มันเนี่ย แป๊บเดียวกูก็จะกลับแล้ว”  มันบอกกับผม  ผมรีบสาวเท้าเดินกลับบ้าน ไอ้เปรมซื้อของเสร็จมันก็รีบตามหลังผมมา พอมาถึงหน้าบ้านผมเห็นปูนยืนร้องไห้อยู่ ผมรีบเข้าไปหาคงคิดว่าไม่ทะเลาะกับเพื่อนข้างบ้านก็คงจะทะเลาะกับปานอีกตามเคย

 

“เป็นอะไรไปอีก...?”  ผมรีบเข้าไปอุ้มน้อง

 

“ฮือออออ พี่ปาน พี่ปาน ฮือออออออ”  ปูนตัวสั่นเอาแต่ร้องไห้กอดผมเอาไว้แน่น

 

“พี่ปานเป็นอะไร...?”  ผมรีบถาม

 

“ใครไม่รู้อยู่ในบ้าน ฮืออออออ หนูกลัว หนูกลัว”  ปูนร้องไห้กอดผมไม่ยอมปล่อย

 

“ชิบหายแล้ว มึงอุ้มน้องดิ”  ผมรีบส่งปูนให้กับไอ้เปรม

 

“พี่ปลื้มช่วยหนูด้วย...!! ฮืออออ พี่ปลื้ม พี่ปลื้ม ฮือออออ”  แล้วเสียงของปานก็ดังขึ้น ผมรีบวิ่งกระโดดขึ้นบ้าน เปิดประตูห้องเข้าไป เห็นไอ้ขี้ยากำลังคร่อมตัวปานอยู่ผมโกรธเลือดขึ้นหน้าปรี่เข้าไปหามันทันที

 

“ไอ้เหี้ย....!! กูจะฆ่ามึง”  อั๊ก...!!  ผมกระโดดถีบไอ้เหี้ยนั่นจนตัวลอยไปนอนกลิ้งเกลือกอยู่ที่พื้นบ้าน

 

“พี่ปลื้ม หนูกลัว ฮือออออ หนูกลัว  ช่วยหนูด้วย”  ปานเข้ามากอดผมเอาไว้แน่น ปานร้องไห้น้ำตานองหน้าตัวสั่นเทา

 

“มึงทำอะไรน้องกูห๊ะ ไอ้สัส..!!”   อั๊ก...!! ผมเข้าไปกระทืบเข้าที่ท้องมันอย่างจัง

 

“ฮือออออออ พี่เปรมช่วยหนูด้วย”   ไอ้เปรมอุ้มปูนตามผมเข้ามาในห้อง

 

“มึงรีบพาน้องออกไปก่อน”  ผมหันไปบอกกับไอ้เปรม ไอ้เปรมรีบพาปานกับปูนออกจากห้องไป

 

“ไอ้ขี้ยากล้ามากนะมึง” ผมเข้าไปคร่อมตัวมันเอาไว้

 

ผั๊วะ...!! ผั๊วะ...!! ผั๊วะ...!! แล้วรัวหมัดใส่หน้ามันไม่ยั้ง มันไม่ได้ตอบโต้อะไร ได้แต่กุมหัวตัวเองป้องกันหมัดจากผมมันเป็นขี้ยาตัวผอมเหลือแต่ก้างสู้ผมไม่ได้หรอก ยิ่งกำลังเมายาอยู่ด้วยตาแม่งสะลึมสะลือ

 

“สัส...!! กูจะฆ่ามึง”  ภาพที่มันกำลังคร่อมตัวปานอยู่ยังติดตาผมไม่หาย ผมโมโหหนักเข้าไปอีกยากที่อดกลั้น ผมจิกหัวมันขึ้นมา ผั๊วะ...!! ผั๊วะ..!! แล้วรัวหมัดเข้าหน้ามันอย่างจัง จนเลือดมันกบปากไหลเป็นทางยาว

 

“ไอ้ปลื้มพอแล้วเดี๋ยวมันก็ตายหรอก”  ไอ้เปรมรีบเข้ามาดึงห้ามผมเอาไว้

 

“มึงปล่อยกู กูจะฆ่ามัน”  อั๊ก.. อั๊ก...!! ผมยังไม่ยอมเตะเข้าที่ชายโครงมันอีกสองครั้งจนมันนอนตัวงอเป็นกุ้งครางเหมือนหมา ตอนนี้มีคนมามุงอยู่ที่หน้าบ้านผมกันหมด

 

“สิน สิน อย่าทำมันเลย อย่าทำไอ้สินเลย”  แล้วก็มีป้าแก่ ๆ ตัวผอมโซเรี่ยวแรงแทบไม่มี วิ่งเข้ามาในห้องแล้วรีบเข้าไปบังตัวไอ้เหี้ยนั่นไว้

 

“อย่าไปทำมันเลยนะพ่อหนุ่ม ป้าขอล่ะ ฮืออออออ”  ป้าร้องไห้อ้อนวอนบอกกับผม ผมโกรธหน้าดำหน้าแดง กำหมัดแน่น ตอนนี้ผมไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น คิดอย่างเดียวอยากจะฆ่าให้เหี้ยนั่นให้ตายคามือ

 

“ไอ้เหี้ยเนี่ยมันจะทำน้องผม ป้าจะให้ผมนิ่งเฉยได้อย่างนั้นเหรอห๊ะ...!!”  ผมโมโหตะคอกถามกับป้าไป

 

“ป้าขอล่ะพ่อหนุ่ม ฮือออออ ไอ้สินมันติดยาจนสติสตังมันไม่ดี อย่าไปทำมันเลย”  ป้าเอาแต่กอดร่างของไอ้เหี้ยนั่นร้องไห้ฟูมฟาย

 

“ไอ้ปลื้มพอเหอะ ปานก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ปล่อยมันไปเหอะ”  ไอ้เปรมมันมาจับแขนบอกกับผม

 

“แล้วมึงจะรอให้มันทำน้องเราจนอิ่มหนำใจก่อนเหรอวะ...? กูไม่ยอมหรอกโว้ย”  ผมบอกกับไอ้เปรมไป

 

“พ่อหนุ่ม ป้าขอล่ะพรุ่งนี้ป้าจะพามันกลับบ้านนอกไม่ให้มันอยู่แถวนี้อีก ฮืออออ ถือว่าสงเคราะห์มันซักครั้งเถอะนะ”  ป้าร้องไห้บอกกับผม

 

แม่งเอ้ย...!! ผมหัวเสียเดินตึง ๆ ออกจากห้องมา

 

“ป้ารีบพามันไปซะ ก่อนที่พี่ผมจะฆ่ามันทิ้ง”  ผมได้ยินไอ้เปรมมันบอกกับป้า ไม่นานนักป้าก็พยุงร่างไอ้เหี้ยนั่นเดินออกจากห้องมา

 

“ขอบใจมากพ่อหนุ่ม ถือว่าทำบุญให้มันนะ” 

 

“มึงจำใส่หัวมึงไว้เลยนะ มึงจะไปอยู่ที่ไหนก็ตามถ้าขืนมึงยังทำตัวเหี้ยแบบนี้อีกมึงไม่ได้ตายดีแน่”  ผมชี้หน้าด่ามันไป รู้ว่ามันคงไม่รู้สึกรู้สาอะไรเพราะยาไปทำลายสมองมันหมดแล้ว พอมันจากไปผมก็รีบเข้าไปหาปาน

 

“ปานเป็นยังไงบ้าง...?”  ผมรีบถามกับน้อง น้องไม่ตอบเอาแต่ก้มหน้านิ่งน้ำตาไหลพราก ผมดึงตัวน้องเข้ามากอด ปานยังคงกลัวตัวสั่นไม่หาย ส่วนไอ้เปรมก็อุ้มปูนปลอบน้องอยู่เหมือนกัน

 

แล้วสิ่งที่ผมกลัวมาตลอดมันก็ได้เกิดขึ้นจริง ๆ น้องผมเป็นผู้หญิงทั้งคู่ถึงแม้จะเป็นเด็กก็ตาม แต่ไอ้พวกขี้ยาพอมันหน้ามืดขึ้นมามันก็ทำได้หมด ผมจะทำยังไงดีผมอดเป็นห่วงน้องไม่ได้แม่ก็ยังไม่ออกจากโรงพยาบาล

 

ไอ้เหี้ยนั่นแม่มันพาไปตั้งนานแล้ว ปานก็ยังเอาแต่ซึมไม่ยอมพูดยอมจา ปูนก็เข้าไปหยอกล้อเล่นกับพี่แต่ปานก็ไม่สนใจ

 

“กูสงสารน้องว่ะ เราจะทำยังไงกันดีวะน้องก็โตขึ้นทุกวัน...?”  ไอ้เปรมมันบอกกับผม ผมก็กำลังหนักใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

 

“มึงพาน้องไปอาบน้ำก่อนเหอะ เดี๋ยวค่อยมาคิดกันอีกที”  ผมบอกกับไอ้เปรมไป มันก็ลุกขึ้นพาน้อง ๆ ไปอาบน้ำ  ผมล้มตัวลงนอนเอามือก่ายหน้าผาก นึกถึงเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นถ้าหากผมกับไอ้เปรมมาไม่ทันน้องผมจะเป็นยังไง พอคิดขึ้นมาใจก็หายวาบทุกที

 

“ปลื้ม.....”  แล้วก็มีเสียงเรียกผมดังขึ้น ผมรีบลุกแล้วเดินออกไปดู  ไอ้ติณมันหน้าตื่นเดินเข้ามาหาผม

 

“เป็นยังไงบ้างวะ...? โทษทีรถติดกูเลยนั่งมอไซค์มาเนี่ย”  มันบอกกับผม

 

“มึงรู้เรื่องได้ยังไง...?”  ผมถามมันไป

 

“กูโทรหามึงแต่เปรมมันรับบอกว่ามีคนเข้ามาทำมิดีมิร้ายปาน กูเลยรีบมา”   คงเป็นตอนที่ผมกำลังเอาตีนให้ไอ้เหี้ยนั่นแดกอยู่

 

“แล้วปานเป็นยังไงบ้างวะ...?”   มันรีบถาม

 

“ดีที่กูมาเจอเข้าซะก่อน”  ผมก้มหน้าเศร้าบอกกับมันไป

 

หมับ...!! มันรีบเข้ามากอดผมเอาไว้

 

“ดีแล้วที่น้องไม่เป็นไร”  มันตบหลังปลอบผมเบา ๆ

 

“ถ้ากูมาไม่ทันน้องกูจะเป็นยังไง”  คิดแล้วก็ปวดใจขึ้นมาทุกที  มันได้แต่นิ่งเงียบกอดผมเอาไว้แน่

 

ไม่นานปานกับปูนก็เดินเข้ามาในห้อง มันรีบเข้าไปกอดปานกับปูนเอาไว้

 

“ฮืออออออ หนูกลัวค่ะ”  แล้วปานก็ร้องไห้ออกมาอีก

 

“ไม่เป็นไรอาอยู่นี่แล้ว ไม่เป็นไรนะ ขวัญเอยขวัญมา”  ผมเห็นมันปลอบปานไม่หยุด คืนนั้นมันอยู่เป็นเพื่อนผมกับน้อง ๆ จนถึงเช้า ปานนอนกอดมันทั้งคืน

 

หลายวันต่อมาหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นผมก็ยังไม่ได้ไปหาไอ้บ้าติณมันเลย ผมกลัวเหตุการณ์จะซ้ำรอยขึ้นมาอีก ในสลัมแห่งนี้มีแต่ขี้ยาทั้งนั้น ไอ้บ้าติณมันก็เข้าใจดี และคงอยากให้ผมอยู่กับน้องๆ จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งมันก็มาหาผมที่บ้าน

 

“ออกไปข้างนอกกับกูหน่อยดิ ไปกันหมดนี่แหล่ะ”  แล้วมันก็บอกกับผม ผมได้แต่ทำหน้าหมางง

 

“ไปเหอะน่า หน้ามุ่ยเป็นตูดลิงไปได้”  มันเข้ามาผลักหัวหยอกผมเบา ๆ

 

“ปานปูนไปข้างนอกกับอากัน”  แล้วมันก็หันไปบอกกับน้อง ๆ ปูนวิ่งเข้าไปหามันรีบอุ้มปูนขึ้น ปานก็เดินตามน้องเข้าไปหามันเช่นกัน

 

“ป่ะ..ไปกันเถอะ” มันชวนผมอีกครั้ง ผมได้แต่หันไปมองหน้าไอ้เปรม แล้วก็เดินตามมันออกจากซอยมา

 

“ลาภปากกูอีกแล้ว อิอิอิ”  แล้วไอ้เปรมมันก็พูดขึ้น มันคิดว่าไอ้บ้าติณคงจะพาไปทานข้าวเหมือนอย่างเคย แต่แล้วมันไม่ได้พาผมไปขึ้นรถแต่อย่างใด มันกลับพาพวกผมเดินเข้ามาในย่านตลาด ซึ่งก็เป็นที่คุ้นเคยของผมกับน้อง ๆ อยู่แล้ว

 

ไม่นานนักมันก็พาพวกผมมาหยุดอยู่ที่ทาวเฮ้าส์สามชั้นหลังหนึ่ง เป็นทาวน์เฮ้าส์ก็ไม่ได้ใหม่อะไร ผมก็เดินผ่านออกบ่อย ๆ เพราะเป็นย่านชุมชนในตลาดใหญ่ แต่ดูเหมือนกำลังเพิ่งจะปรับปรุงตกแต่งทาสีเสร็จ มีช่างอยู่ข้างในสามสี่คนกำลังเก็บรายละเอียดอยู่

 

“บ้านใหม่มึงไง”  แล้วมันก็หันมาบอกกับผม ผมยิ่งงงหนักขึ้นไปอีก ไอ้เปรมถึงกับอ้าปากค้าง

 

“บ้านใครเหรอคะพี่ปลื้ม...?”  แล้วปานก็ถามผมขึ้น

 

“บ้านปานกับปูนไงลูก ต่อไปพวกเราก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่กันแล้วนะ” มันก้มลงไปบอกกับปานแล้วลูบหัวน้องเบา ๆ

 

“จริงเหรอคะ บ้านของหนูเหรอคะ...?”  ปานแทบไม่เชื่อหูตัวเอง แม้กระทั่งผมก็ยังอึ้งพูดอะไรไม่ออก

 

“หนูอยากเข้าไปดูข้างในได้มั้ยคะ...? หนูด้วยค่า”  ปานกับปูนเอ่ยถามมันขึ้น

 

“ได้อยู่แล้ว” มันยิ้มบอกกับน้องๆไป ไอ้เปรมยิ้มแก้มแทบแตกรีบพาน้องเข้าไปในบ้าน น้องผมหัวเราะยิ้มร่าดีใจกันใหญ่

 

“ขอโทษที่มันไม่ได้ใหญ่โตอะไร ที่กูซื้อที่นี่ก็เพื่อเอาไว้ให้มึงกับน้อง ๆ ได้มาอยู่ ปานกับปูนก็โตขึ้นทุกวันอยู่ในที่แบบนั้นไม่ได้หรอก ไม่พอแม่มึงก็จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว คนเป็นโรคปอดกลับไปอยู่ในที่แออัดแบบนั้นเดี๋ยวก็จะได้ล้มป่วยขึ้นมาอีก กูเลยกะว่าชั้นล่างจะเปิดเป็นร้านขายของชำให้เพราะเป็นแหล่งชุมชนใกล้กับตลาดใหญ่ คนเดินพลุกพล่าน ไม่ต้องให้แม่มึงได้ไปเข็นผักที่ตลาดอีก”   มันบอกกับผม ผมได้แต่ยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออกแล้วน้ำตามันก็ไหลออกมา

 

“สัส...!! ดีใจชิบหาย”  ผมรีบปาดน้ำตาออกมันตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ผมเครียดมาตลอดหลายวันว่าจะทำยังไงกับน้อง ๆดี จะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกตังค์ก็ไม่มี แต่แล้วมันกลับมาทำแบบนี้ให้

 

“แค่นี้ก็ดีที่สุดในชีวิตกูแล้ว กูไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำ”  ผมบอกกับมันไป

 

“ขี้แยไปได้มึงนี่”  มันโยกหัวผมไปมาเบา ๆ

 

“ขอบคุณนะ”  ผมบอกมันไป

 

“ไม่เป็นไร เพื่อมึงกูทำให้ได้อยู่แล้ว”   มันยิ้มบอกกับผม

 

“ป่ะ.. เข้าไปดูข้างในกัน”  มันชวนผม  ผมเดินเข้ามาข้างในบ้านมองสำรวจไปทั่ว

 

“ที่นี่หน่ะเหรอบ้านใหม่ผม...? ผมจะได้มาอยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอ...?”  ผมแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง คิดว่าฝันไปซะอีก ถึงแม้มันจะไม่ได้ใหญ่โตหรูหราอะไรแต่เทียบกับบ้านในสลัมแล้วราวฟ้ากับเหว แค่นี้ก็ดีมากสำหรับครอบครัวผมแล้ว ผมไม่ต้องการอะไรอีก

 

“ข้างบนมีห้องนอนสี่ห้อง กูกำลังให้ช่างตกแต่งเอาพวกเตียงตู้มาลง อีกสองสามวันก็ย้ายเข้ามาอยู่ได้เลย”   มันบอกกับผม

 

“ทำไมมึงถึงทำเพื่อครอบครัวกูขนาดนี้”  ผมหันไปถามมัน

 

“กูรักมึงไงปลื้ม”  มันตอบโดยแทบไม่ต้องใช้ความคิดอะไรเลย  ผมได้แต่ยืนมองมันน้ำตาคลอ

 

“กูก็รักมึงนะ”   นี่เป็นครั้งแรกที่ผมบอกรักมันไปอย่างเต็มปากและเต็มใจ มันเป็นผู้ชายคนแรกและคงเป็นคนสุดท้ายที่ผมจะบอก

 

“ขอบใจนะที่รักกู”  มันยิ้มบอกกับผม  เรายืนอยู่ด้วยกันนานสองนานไม่มีใครพูดอะไรอีกเลยเพราะเราต่างก็รู้ใจกันและกันดี

 

หลังจากที่มันกลับไปแล้ว ผมก็ชวนน้อง ๆ กลับบ้านที่สลัม เพราะต้องรออีกสองสามวันถึงจะย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านใหม่ได้ ปานกับปูนดีใจกันยกใหญ่เที่ยวเอาไปบอกกับเพื่อน ๆ หรือใครต่อใครว่าจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกกันแล้ว

 

“ได้ผัวรวย แม่กับน้อง ๆ ก็พลอยได้สบายไปด้วย”  แล้วไอ้เปรมมันพูดขึ้น

 

“ไอ้น้องเหี้ย...!! แซวกู”  ผมด่ามันไปอย่างอาย ๆ  มันได้แต่ยิ้มกริ่ม

 

ที่ไอ้บ้าติณมันหายไปหลายวันคงเป็นเพราะมันไปจัดการเรื่องบ้านให้พวกผมนี่เอง ผมคิดไม่ถึงเลยว่ามันจะเอาใจใส่ผมกับครอบครัวมากขนาดนี้ ทั้งที่งานมันก็รัดตัวแทบขยับไปไหนไม่ได้ แต่มันก็ยังสละเวลาทำเพื่อครอบครัวผม ที่มันซื้อทาวน์เฮ้าส์ย่านตลาดให้ก็เพราะเป็นแหล่งชุมชน มันอยากให้แม่กับครอบครัวผมได้มีอาชีพไม่ต้องออกไปทำงานที่ไหน และที่สำคัญน้องผมก็จะได้ปลอดภัยจากพวกไอ้ขี้ยาในสลัมพวกนั้นแค่นี้ก็ดีที่สุดในชีวิตและครอบครัวผมแล้ว

 

“ขอบคุณมึงจริง ๆ เลยว่ะ ขอบคุณ”   ผมได้แต่นึกขอบคุณมัน

 

 

 

........................................................................

To be continue...................

........................................................................

 

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่กรุณาติดตามมาตลอด

1 เม้น = 1 กำลังใจ

ขอบพระคุณค่า

 

finland (ช้อย)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}