Finland (ช้อย)

อัพทุกวันตอนเช้า ๆ เหมือนเดิมจ้า.....!!! กราบขอบพระคุณที่กรุณาติดตามมาตลอด ช่วยเป็นกำลังใจให้ช้อยด้วยนะคะ ^^

Chapter 13 : ไอ้ลูกหมาตัวแสบ (ป๊านิว-ม๊าดล) ดิว-เปรม

ชื่อตอน : Chapter 13 : ไอ้ลูกหมาตัวแสบ (ป๊านิว-ม๊าดล) ดิว-เปรม

คำค้น : ดอกหญ้าที่ปลายฟ้า,คนคุก,เด็กแว้นที่รัก,รักร้าย ๆ สไตล์ลูกทุ่ง,กุมหัวใจมังกร,แสงสว่างแห่งรัก,ไอ้พี่เขยจอมหื่น,เด็กขายน้ำกับชายขี้เหงา,finland,ช้อย,

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 62.6k

ความคิดเห็น : 205

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ม.ค. 2560 06:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 13 : ไอ้ลูกหมาตัวแสบ (ป๊านิว-ม๊าดล) ดิว-เปรม
แบบอักษร

 

ดิว....................

 

ผมชื่อ ดิว อายุ 16 ปีเพิ่งสอบเข้า ม.4โรงเรียนดังได้ ครอบครัวผมไม่เหมือนกับครอบครัวคนอื่น ผมมีพ่อสองคน ผมจะเรียกป๊ากับม๊ามาตั้งแต่เด็ก ถึงแม้ครอบครัวผมจะไม่เหมือนคนอื่นแต่ผมก็มีความสุข ความอบอุ่นที่ได้รับไม่ได้น้อยกว่าครอบครัวคนอื่นเลย ไม่พอคุณปู่กับคุณย่ายังรักผมมากอีกด้วย อยากได้อะไรท่านก็ซื้อให้ทุกอย่าง

 

วันนี้ผมกะเอาไว้ว่าจะขอของขวัญจากป๊าในฐานะที่ผมสอบเข้าโรงเรียนดังได้

 

“ป๊าผมสอบติดโรงเรียนxxxได้ ป๊าไม่ให้ของขวัญอะไรผมเลยเหรอครับ มีเด็กอยากเข้าเรียนที่นี่ตั้งเยอะแต่ก็รับไม่กี่ร้อย ผมเป็นหนึ่งในนั้นนะครับ”  ผมเข้าไปขอกับป๊าขณะที่ป๊าเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ

 

“แล้วแกอยากได้อะไรวะไอ้ลูกหมา...? ทุกวันนี้ป๊าก็เห็นแกมีทุกอย่างแล้วนี่”  ป๊าถามกับผม

 

“ผมอยากได้รถขับซักคัน ป๊าซื้อให้หน่อยนะครับ ถือเป็นของขวัญที่ผมสอบติด นะครับป๊า”  ผมเข้าไปอ้อนกับป๊าก่อนเพราะป๊าจะตามใจผมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

 

“โน่นไปถามม๊าแกโน่น ป๊ายังไงก็ได้”  ป๊าบอกกับผม ผมยิ้มแป้นรีบเข้าไปหาม๊าขณะกำลังทำความสะอาดครัวอยู่

 

“ม๊าค้าบคือว่า...........” ผมยังไม่ทันได้พูดอะไร

 

“จะมาอ้อนขออะไรอีกล่ะไอ้ลูกหมา...? แกนี่”  แล้วม๊าก็เดาถูกอีกเหมือนเคย

 

“ผมสอบเข้าโรงเรียนท็อปของประเทศได้ ม๊าซื้อรถให้ผมขับซักคันนะครับ ผมสัญญาจะขับระวัง ๆ”  ผมรีบบอกกับม๊าไป ชักช้าเสียเวลา

 

“อะไรวะ...!! แกเพิ่ง 16 เองนะจะขับรถได้ยังไง ไม่ได้ๆๆ”   แล้วม๊าก็บอกกับผม

 

“โธ่ม๊า 16 ก็ขับรถได้แล้วนะครับ แต่ผมไม่ได้เอาออกไปขับหรอก รอให้เข้ามหาลัยก่อน ตอนนี้ซื้อเก็บเอาไว้เฉย ๆ”  ผมรีบแก้ต่างบอกกับม๊าไป

 

“แกจะมาไม้ไหนอีกไอ้ลูกหมา....?”  ม๊าเหล่ตามองผม

 

“มึงก็ซื้อให้ลูกซักคันดิวะ ลูกมันอุตส่าห์สอบเข้าโรงเรียนดังได้”  ป๊าเดินเข้ามาหาแล้วพูดเสริมขึ้น

 

“ไอ้นิวมึงก็ตามใจลูกจนเคยตัว ไอ้ลูกหมามันแค่ 16 เองนะเว้ย ใบขับขี่ก็ยังไม่มี”  ม๊ายังไม่ยอม

 

“ก็ซื้อเก็บไว้ก่อนอย่างที่ลูกมันบอกก็ได้นี่ พอมันเข้ามหาลัยก็ไม่ต้องซื้อให้มันอีก มึงก็งกไปได้”  ป๊าบอกกับม๊าไป  ผมได้แต่ทำหน้าละห้อยอ้อนกับม๊า

 

“กูไม่ได้งก มึงจะตามใจลูกไปถึงไหนวะ...? กูเป็นห่วงไอ้ลูกหมามันนะโว้ย เป็นเพราะมึงไม่ใช่หรือไงสอนมันขับรถตั้งแต่อยู่ ม.2 แล้วเป็นไงล่ะตอนนี้มันก็มาขอเป็นของขวัญซะเลย”  ม๊าพูดเหมือนกับประชดป๊า

 

“โธ่ไอ้ดล ถึงเราจะไม่ซื้อให้ลูก เดี๋ยวมันไปขอปู่ขอย่ามันก็ได้อยู่ดี”  แล้วป๊าก็บอกกับม๊าไป ผมได้แต่แอบยิ้มกริ่มในใจ

 

เฮ้อออออออออ “กูหนอกู”  ม๊าถอนหายใจยาวมองผมอย่างระอา

 

แหะ แหะ แหะ ผมได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ไป

 

“ตกลงกันก่อนว่าจะซื้อเก็บไว้เฉย ๆ  รอให้เข้ามหาลัยได้ถึงจะเอาออกไปขับ”  ม๊าทำข้อตกลงกับผม

 

“โอเคครับม๊า”  ผมยืดตัวตรงทำท่าตะเบ๊ะรับ

 

อิอิอิ ขอให้ได้มาก่อนเถอะแล้วค่อยว่ากัน ผมได้แต่ยิ้มกระหยิ่มคิดของผมคนเดียว

 

สรุปป๊ากับม๊าก็ซื้อรถมินิคูเปอร์คันหรูให้เป็นของขวัญในฐานะที่ผมสอบเข้าโรงเรียนดังได้ ผมดีใจมากขลุกอยู่แต่กับรถทั้งวัน

 

“นั่นแกจะไปไหนอีกห๊ะไอ้ลูกหมา...?”  ม๊าเอ่ยถามผมขึ้น

 

“ผมจะลงไปดูรถครับ”  ผมยิ้มบอกม๊าไปแล้วก็ลงลิฟท์มาที่ลานจอดรถ ช่วงนี้ยังปิดเทอมอยู่ผมขึ้นลงห้องกับลานจอดรถเป็นว่าเล่น

 

“กูปวดหัวกับไอ้ลูกคนนี้ซะจริง ๆ”  ม๊ามองผมอย่างระอา

 

และแล้วก็ถึงวันเปิดเทอม ผมปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ได้ไม่ยาก ผมมันรูปหล่อพ่อรวยใครก็อยากจะเข้ามาคุยด้วย นักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นลูกคนมีตังค์ทั้งนั้นหลายคนใช้แต่ของแพง ๆ ทั้งกระเป๋า มือถือต่างก็เอามาอวดกัน แต่มีอยู่คนหนึ่งที่ผมหมั่นไส้มาหลายวัน ไอ้นี่มันไม่มีเพื่อนนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะแถวหลังสุด ทำเป็นเก๊กคิดว่าตัวเองหล่อนักหรือไงวะ ผมเห็นแล้วแม่งไม่ถูกชะตา โคตรหยิ่งสมแล้วที่ไม่มีเพื่อน

 

“เฮ้ยไอ้เฟรม ไอ้เหี้ยนั่นมันชื่ออะไรวะ...? แม่งกวนส้นตีนกูจัง จะเก๊กหาเหี้ยอะไรนักหนาวะ”  ผมหันไปถามไอ้เฟรมเพื่อนใหม่ผมที่ตอนนี้เริ่มสนิทกัน

 

“เอ๊า...ก็ไอ้เปรมไง มึงไปอยู่ไหนมาถึงไม่รู้จัก แม่งสอบได้อันดับหนึ่งเลยนะโว้ย”  ไอ้เฟรมมันกระซิบบอกผม

 

“อ่อ.. ถึงว่าแม่งยืดซะ ไม่ถูกชะตากับกูจริง ๆ เลยว่ะ”  ผมเหลือบไปมองมันบ่อย ๆ จนมันรู้สึกว่าผมมอง มันเลยหันมาสบตากับผม แล้วมันก็ชักสีหน้าใส่ผมทันที

 

“สัส...!! อย่ากวนส้นตีนให้มาก”  ผมอ้าปากบอกกับมันไป พูดดังไม่ได้กำลังเรียนอยู่ มันเหมือนไม่สนใจคำพูดของผม มองผมด้วยหางตาแล้วก็ก้มหน้าก้มตาเรียนต่อ

 

“ไอ้เหี้ย.. ระวังจะโดนตีนไม่รู้ตัว”  ผมได้แต่กัดฟันกรอด ๆ 

 

ผมสังเกตไอ้คนที่ชื่อเปรมอะไรนั่นมันไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับใคร ชอบนั่งอยู่คนเดียว กินข้าวมันก็กินคนเดียว กลับบ้านมันก็กลับคนเดียว ผมมาเรียนที่นี่ได้เกือบสองอาทิตย์แล้วผมยังไม่เห็นมันมีเพื่อนเลยซักคน ช่างแม่งเหอะสนใจมันทำไม

 

“เฮ้ยไอ้เฟรมไอ้เก๋าวันนี้กูเอารถมาเลิกเรียนไปเที่ยวกัน”  ผมบอกกับเพื่อนไป

 

“โห ไอ้ดิวมึงนี่แม่งรวยจริง ๆ เลยว่ะ มีรถขับด้วย”  ไอ้เฟรมมันทำตาโตถามกับผม

 

“เออ.. ป๊ากูซื้อให้” ผมยักคิ้วยิ้มกริ่มบอกกับมันไปวันนี้ผมเลิกครึ่งวันเลยแอบเอารถมาโรงเรียนป๊ากับม๊าไม่รู้ แต่ผมต้องกลับถึงคอนโดก่อนที่ป๊ากับม๊าจะกลับจากที่ทำงาน เหลือเวลาอีกตั้งหลายชั่วโมง ผมกับเพื่อนไปเดินเที่ยวห้างหลีสาวได้สบาย

 

พอโรงเรียนเลิก ผมเห็นไอ้เปรมมันหน้าตั้งรีบจ้ำอ้าวออกจากโรงเรียนทันที มันจะเป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว

 

“มึงรู้จักบ้านไอ้เปรมมันมั้ยวะ...?”  ผมหันไปถามไอ้เฟรมกับไอ้เก๋าขณะเดินไปที่โรงจอดรถของโรงเรียน

 

“หึ ไม่รู้จักและไม่อยากจะรู้ด้วย คนอะไรแม่งไม่มีมนุษยสัมพันธ์”  ไอ้เฟรมมันบอกกับผม มันก็จริงอย่างที่ไอ้เฟรมมันบอก พอมาถึงโรงรถ

 

“โอ้โหไอ้ดิว....!! แม่งรถยี่ห้อหรูด้วยว่ะ คงจะแพงน่าดู”  ไอ้เก๋ากับไอ้เฟรมมันรีบเข้าไปลูบๆคลำๆลูกชายผม

 

“ไอ้เหี้ย... อย่าจับแรงนะโว้ยเดี๋ยวเป็นรอย”  ผมรีบห้ามพวกมันเอาไว้ จากนั้นพวกผมก็พากันไปหาของอร่อย ๆ ทานที่ห้างกัน

 

“เดี๋ยวขากลับมึงไปส่งพวกกูด้วยนะโว้ย แม่งได้นั่งรถราคาแพงจะได้เอาไปอวดสาว ๆ”  ไอ้เฟรมมันบอกกับผม

 

“สัส...บ้านพวกมึงอยู่ตั้งไกลกูไม่ไปหรอก”  ผมบอกปัดพวกมันไป เพราะผมต้องรีบกลับถึงห้องก่อนที่ป๊ากับม๊าจะเลิกงาน

 

“จะกินอะไรกันดีวะ...?” ผมหันไปถามพวกมัน

 

“สุกี้มั้ยวะ...?”  ไอ้เก๋ามันเสนอ 

 

“แล้วแต่กูแดกได้หมด”  ไอ้เฟรมมันยักไหล่บอก  สุดท้ายพวกผมก็พากันเข้าไปในร้านสุกี้ พอหาที่นั่งได้แล้วพวกผมก็ก้มหน้าก้มตาดูเมนู

 

“จะรับอะไรดีครับ”  แล้วก็มีเสียงพนักงานพูดขึ้น ผมเงยหน้าขึ้นมอง

 

“หืมมมมม ไอ้เปรมนี่หว่า”   พอมันเห็นพวกผมมันทำหน้าตกใจยิ่งกว่าเห็นผีซะอีก อ่อ.. ผมรู้แล้วหลังจากเลิกเรียนที่มันรีบเพราะมันมาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟนี่เอง เข้าทางผมหล่ะ

 

“แม่งกระจอกว่ะ”  ผมแสยะยิ้มพูดขึ้นมาลอย  ๆไอ้เฟรมกับไอ้เก๋าก็หัวเราะกันคิก ๆ เมื่อเห็นมันสวมชุดพนักงานของร้าน ผมเห็นมันยืนนิ่งกำหมัดแน่น สะใจชิบหาย

 

“เฮ้ยพวกมึง จะกินอะไรก็รีบ ๆ สั่งเข้าดิวะ เดี๋ยวจะมีพนักงานอกแตกตายซะก่อน”  ผมพูดแขวะมันไป

 

“เอาอะไรก็ได้ที่แพงที่สุดอร่อยที่สุดมาก็แล้วกัน”  ผมเงยหน้ายักคิ้วบอกกับมันไป 

 

“ครับ”  ผมรู้ว่ามันฝืนพูดมันพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด พอมันเดินออกไปแล้ว

 

“แม่งไอ้เราก็คิดว่าบ้านมันคงรวยโคตรถึงได้เชิดหน้าไม่ยอมคบกับใคร ที่ไหนได้ก็เป็นแค่เด็กเสิร์ฟ” ไอ้เฟรมมันพูดขึ้น  ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ  แล้วพวกผมก็ขำก๊ากออกมาไม่นานนักมันก็นำอาหารมาเสิร์ฟ มันยังปั้นหน้านิ่งทำตัวให้เป็นปกติเหมือนเดิม ไอ้เฟรมเอาขามาสะกิดผม

 

“เฮ้ยพวกมึงจะไปรู้อะไร เค้าอาจจะเป็นคุณหนูที่แอบหนีหญิงแม่มาเป็นเด็กเสิร์ฟก็ได้นะโว้ย”  ผมหันไปบอกกับพวกมัน ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ  แล้วพวกมันก็หัวเราะชอบใจ

 

ปึก...!! ไอ้เปรมมันวางแก้วน้ำกระแทกโต๊ะใส่ผม

 

“มีปัญหาเหรอวะไอ้เด็กเสิร์ฟ...?”  ผมยักคิ้วถามกับมันไป ผมเห็นมันได้แต่กัดฟันกรอด ๆ ไม่ยอมตอบอะไร

 

“ไม่แน่จริงนี่หว่า”  ผมแสยะยิ้มให้กับมันไป 

 

พอทานกันเสร็จผมก็เรียกเช็คบิล

 

“อ่ะ ไม่ต้องทอนที่เหลือกูให้ทิปมึงเป็นค่ารถกลับบ้าน”  ผมแสยะยิ้มบอกกับมันไป ผมเห็นมันได้แต่กำหมัดเอาไว้แน่น

 

“มีปัญหามาหากูได้ทุกเมื่อ กูพร้อมเสมอ”  ผมยักคิ้วกวนส้นตีนบอกกับมันแล้วก็เดินผ่านมันไป

 

หลายวันต่อมา เช้านี้ผมแอบเอารถขับมาโรงเรียนอีกตามเคย เห็นไอ้เปรมกำลังเดินดุ่ม ๆคนเดียวอยู่ข้างหน้า ผมขับเข้าไปใกล้ๆมัน แล้วเลื่อนกระจกลง

 

“จะไปด้วยกันมั้ยล่ะ...? ที่ยังว่าง”  ผมเข้าไปตอแยมันก่อน มันไม่สนใจเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาเดินของมัน ผมก็ค่อยๆ ขับตีคู่ไปกับมัน

 

“กูเห็นว่าเป็นเพื่อนร่วมห้องนะเนี่ย ถึงได้ชวน”  ผมยังไม่เลิกตอแยมัน

 

“กูไม่มีเพื่อนอย่างมึง..!!”  แล้วมันก็หันมาบอกกับผม

 

“กูก็ไม่อยากเป็นเพื่อนกับมึงนักหรอก ไอ้กระจอกเอ้ย...!!”  ผมเลื่อนกระจกขึ้นแล้วรีบบึ่งขับออกไป

 

“แม่งกระจอกแล้วยังจะเก๊กอีก กูต้องรู้ให้ได้ว่าบ้านมึงอยู่ไหน” 

 

วันต่อมาผมนั่งแท็กซี่มาเรียนกะว่าวันนี้จะแอบตามไอ้เปรมไปที่บ้านของมัน อยากรู้ว่าบ้านมันอยู่ที่ไหน แม่งไม่ยอมคบกับใครทำอย่างกับตัวเองสูงส่งนักหนา

 

พอหลังจากเลิกเรียน ผมเห็นมันกำลังขึ้นรถเมล์คิดว่ามันจะไปทำงาน ผมเลยเรียกแท็กซี่แล้วให้ขับตามรถเมล์ไป  ไม่นานนักมันก็ลงป้ายที่หน้าตลาดใหญ่แถวท่าเรือ ผมก็ลงจากแท็กซี่เหมือนกันวันนี้มันคงไม่ได้ไปทำงานเพราะห้างอยู่คนละเส้นทางกัน

 

“บ้านมันอยู่แถวนี้เหรอวะ..?” ผมได้แต่คิดในใจ แล้วแอบเดินตามมันไปห่าง ๆ มันก็ไม่หยุดที่ไหนซักทีจนกระทั่งผมเห็นมันเดินเข้าไปในซอยย่านสลัม  ผมก็รีบเดินตามมันเข้าไป

 

“แม่งสกปรกชิบหาย”  ผมพยายามเดินเลี่ยงน้ำที่เจิ่งนองตามตรอกซอกซอย มีทั้งขยะตกเกลื่อนส่งกลิ่นเหม็น ผมเดินตามมันเข้ามาได้ไม่นานก็เห็นมันเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง จะเรียกว่าบ้านก็คงไม่ได้เป็นแค่เพิงมุงด้วยสังกะสีเก่า ๆ จะพังแหล่มิพังแหล่ ทุกหลังจะเป็นเหมือนกันหมดปลูกติดกันอย่างแออัดสภาพไม่น่าอยู่เอาซะเลย

 

“หรือว่าที่มันไม่ยอมคบกับใครเพราะมันอายที่บ้านมันจนวะ”  ผมได้แต่คิดของผมคนเดียว ตอนมันทานข้าวผมก็เคยเห็นมันสั่งกับข้าวแค่อย่างเดียว พวกแป๊บซี่น้ำหวานผมไม่เคยเห็นมันซื้อ มันจะกินแต่น้ำเปล่าตลอด ผมเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ  ในขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นั้น

 

“ไอ้เหี้ย จะยุ่งวุ่นวายกับกูไปถึงไหนห๊ะ...!!”  แล้วเสียงไอ้เปรมก็ดังขึ้น มันปรี่เข้ามาหาผม

 

“เฮ้ย....อย่านะโว้ยกูสู้คนนะบอกก่อน”  ผมรีบตั้งการ์ดขึ้นมาเผื่อมันลงไม้ลงมือ

 

“ตามกูมาทำไม...?”  มันถามกับผมสีหน้าไม่พอใจ

 

“ใครบอกว่ากูตามมึงมา ที่ผืนนี้เป็นของมึงรึไงห๊ะ กูเข้ามาเดินเล่นมีอะไรมั้ยวะ...?”  ผมแก้เกี้ยวบอกกับมันไป

 

“สัส... กวนส้นตีน” 

 

ตั้งแต่เรียนห้องเดียวกับมันมาจะร่วมเดือนผมได้คุยกับมันจริง ๆ จัง ๆ ก็วันนี้นี่แหล่ะ

 

“พี่เปรม เมื่อไหร่พี่ปลื้มจะกลับมาซักที...? หนูอยากกินไก่ทอด”  แล้วก็มีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ สองคนเข้ามากอดแล้วถามมันขึ้น ถ้าเดาไม่ผิดก็คงจะเป็นน้องของมัน

 

“เอ่อ.. คือ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”  มันบอกกับเด็กผู้หญิงไป

 

“พี่เป็นเพื่อนกับพี่เปรมเหรอคะ...?”  เด็กหญิงตัวมอมแมมเอ่ยถามผมขึ้น ผมได้แต่พยักหน้ารับ

 

“ใครบอก ไม่ใช่เพื่อนพี่ซักหน่อย”  แล้วไอ้เหี้ยเปรมมันก็พูดขึ้น ผมจี๊ดขึ้นมาทันที

 

“ไม่ใช่เพื่อนกันแล้วทำไมยืนคุยกันตั้งนานล่ะคะ...?”  เด็กน้อยยังถามไม่เลิก

 

“อย่าถามมากเลย ป่ะเข้าไปอาบน้ำได้แล้ว”  แล้วมันก็จูงมือเด็กน้อยทั้งสองเข้าไปในบ้านผมได้แต่มองตามหลังมันไป

 

“หึหึหึ น่าสนุกแฮะ”  

 

 

 

................................................................

To be continue...............

...............................................................

 

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป โปรดคอยติดตามนะคะ

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่กรุณาติดตามมาตลอด

1 เม้น = 1 กำลังใจ

ขอบพระคุณค่า

 

finland (ช้อย)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}