Thichadad3938

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่สนับสนุนนะคะ หากนิยายมีคำผิด หรือ ข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยที่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่านค่ะ (Puingfungfing.)

บัวหลงจันทร์ ๐๓

ชื่อตอน : บัวหลงจันทร์ ๐๓

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.5k

ความคิดเห็น : 67

ปรับปรุงล่าสุด : 18 เม.ย. 2561 09:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บัวหลงจันทร์ ๐๓
แบบอักษร

image

บัวหลงจันทร์ ๐๓

หลังจากที่เจ้าน้อยบัวงามได้เลือกองค์จันทร์แห่งศศิมณฑลเป็นคู่ครองแล้ว เจ็ดวันให้หลังจึงเป็นเพลาที่เจ้าน้อยจักต้องเสด็จไปที่ศศิมณฑล เพื่อเข้าพิธีหมั้นหมาย แลอภิเษกสมรสกับองค์จันทร์ แม้นการเสด็จศศิมณฑลครานี้จักมีพ่อ แม่ แลพี่ชายไปด้วย แต่เจ้าบัวงามก็ยังมิใคร่อยากจักไป รู้ดีว่าหากไปแล้วคงมิได้กลับภุมริกากับครอบครัวเป็นแน่ ร่างน้อยทรงประทับอยู่ที่ศาลาริมสระหลวง มีพระพี่เลี้ยงแลข้าหลวงคอยถวายการรับใช้อยู่ห่างๆ ด้วยรู้ว่าในเพลานี้เจ้าน้อยคงประสงค์จักอยู่องค์เดียวชายผ้าแถบคาดอกสีเลื่อมประภัสสรปลิวพลิ้วตามแรงลม หากแต่เจ้าของคนงามหาได้สนใจไม่ มือเล็กกอบกุมกันบนหน้าขา ข้างพระวรกายนั้นมีแมวสาวสีขาวปลอดท้องโตนอนเฝ้า

“นั่งตากลมเช่นนี้ ประเดี๋ยวก็ประชวรดอกเจ้าน้อย”พระสุระเสียงทุ้มต่ำเรียกให้นัยน์ตากวางช้อนมองผู้มาใหม่

“ฝ่าบาท...ถวายพระพรพระเจ้าค่ะ”ลุกขึ้นหมอบกราบว่าที่พระภัสดา

“ข้าเห็นเจ้านั่งเหม่อลอยนานแล้ว..มีกระไรในใจดอกหรือ”

“มิได้พระเจ้าค่ะ...หม่อมฉัน”ก้มพระพักตร์งามให้พ้นสายพระเนตรดุ

“หากมีกระไรในใจก็บอกข้ามาเถิด..หรือเจ้าน้อยกังวลเรื่องอภิเษกของเราสองคน หืม”ประคองร่างเล็กที่หมอบแทบพระบาทให้ลุกขึ้นประทับข้างพระวรกายกำยำ พระหัตถ์อุ่นเชยคางมนให้สบพระเนตร

“..หม่อมฉัน...หม่อมฉันเพียงแค่กังวลเรื่องที่จักไปศศิมณฑลเล็กน้อยพระเจ้าค่ะ มิมีอันใดให้พระองค์ใส่พระทัยเลย”

“จักให้ข้ามิใส่ใจมิได้ดอกหนา เจ้าจักต้องไปศศิมณฑลในฐานะชายาของข้า หากเจ้ากังวลเยี่ยงนี้ข้าจักละเลยได้อย่างไร”

“..ฝ่าบาท”

“ไหนว่ามาเถิดว่ากังวลเรื่องใด”ทรงเผลอไผลลูบปลายผมยาวนุ่มที่ระเอวบางเล่น ขณะที่ทรงตั้งใจฟังความกังวลใจจากว่าที่ชายา

“หม่อมฉันมิเคยห่างอกพ่ออกแม่ แลพี่ชาย...ไปอยู่ที่ศศิมณฑลผู้เดียว”

“ใครว่าเจ้าจักอยู่ที่ศศิมณฑลผู้เดียว ข้าแลเสด็จแม่ก็คือครอบครัวของเจ้า เจ้าน้อย”

“....”

“อย่าได้กังวลไปเลยหนา...ข้าเชื่อว่าทุกคนที่ศศิมณฑลจักเอ็นดูเจ้า”

“..หม่อมฉัน ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ”พนมมือกราบ

“มิเป็นไร”

“ฝ่าบาท..”

“หืม”

“หากหม่อมฉันใคร่อยากจักขอประทานราชานุญาติสักเรื่องจักได้หรือไม่พระเจ้าค่ะ”

“เรื่องกระไรหรือ”

“หม่อมฉันใคร่อยากพายี่หุบไปที่ศศิมณฑลด้วยพระเจ้าค่ะ..หากมียี่หุบหม่อมฉันคงจักคลายเหงา”

“ได้สิ ข้าอนุญาต..เยี่ยงนั้นข้าจักให้เจ้าเหมจัดการให้หนา”

“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ”

“มิเป็นไร”ลูบไหล่เปลือยเบาๆ

“ทูลฝ่าบาท..องค์ภุมรินมีรับสั่งให้เจ้าน้อยหาเพคะ”ข้าหลวงสาวหมอบคลานมาทูลความ เมื่อเงยพระพักตร์ขึ้นก็ทอดพระเนตรเห็นว่าที่พระสัสสุระทรงยืนพระพักตร์เรียบตึงอยู่ไกลออกไป

“เยี่ยงนั้นหม่อมฉันทูลลาพระเจ้าค่ะ”

“เชิญเถิด”พยักพระพักตร์แล้วทอดพระเนตรตามแผ่นหลังบางที่ค่อยๆห่างออกไป องค์ภุมรินเมื่อลูกมาถึงตัวก็จับจูงออกไปให้พ้นสายพระเนตรเจ้าหลวงศศิมณฑลทันที

หากยังมิได้แต่งงานแต่งการเป็นเรืองเป็นราว ข้าก็มิยอมให้องค์จันทร์เข้าใกล้เจ้าบัวงามได้ดอก รอไปก่อนเถิด...

.

.

.

วันนี้แล้วที่นายเหนือหัวทั้งสี่แห่งภุมริกาจักต้องเสด็จศศิมณฑล พร้อมด้วยเจ้าตัวหน้าขนสีขาวปลอด  องค์ภุมริน แลเจ้าชมนาดทรงขึ้นเกี้ยวตัวแรก ตามด้วยองค์จันทร์ รัชทายาทภุชงค์ แลเจ้าน้อยบัวงาม

เมี๊ยววว

เจ้ายี่หุบนอนเหยียดกายอยู่บนพระเพลาของเจ้าน้อยขณะที่เกี้ยวเสด็จโยกไปมาเบาๆ

“หืม...ยี่หุบนอนเถิดกำลังท้องกำลังไส้”ตรัสพลางใช้พระดรรชนีเกาที่คางเล็กเบาๆจนเจ้าหน้าขนเคลิ้ม

หงิงๆๆ

“ฮะฮะฮะ นอนหนาประเดี๋ยวบัวจักกล่อมเอง”ลูบหัวลูบหางพลางกระชับพระกรโอบร่างนุ่มนิ่มของแมวท้องไว้

เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ขบวนเสด็จก็มาถึงวังหลวงของศศิมณฑล พระมารดาศศิธรทรงเสด็จมารับด้วยองค์เอง

“ยินดีต้อนรับสู่ศศิมณฑลพระเจ้าค่ะฝ่าบาท พระชายา”

“ศศิมณฑลอากาศดีทีเดียวหนาพระเจ้าค่ะ”เจ้าชมนาดว่า

“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ เสด็จมาเหนื่อยๆทรงพักผ่อนที่ตำหนักรับรองก่อนเถิดพระเจ้าค่ะ”

“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะพระมารดา”

“มิได้พระเจ้าค่ะองค์ภุมริน”

“ถวายพระพรพะย่ะค่ะเสด็จแม่”เมื่อส่งอาคันตุกะเข้าตำหนักพักผ่อนแล้วองค์จันทร์จึงเข้าเฝ้ามารดา

“หึหึหึ เป็นเยี่ยงไรบ้างลูก”กอดพระวรกายใหญ่ของโอรส

“ลูกสบายดีพะย่ะค่ะ แลเสด็จแม่เป็นอย่างไรบ้างพะย่ะค่ะ”

“แม่สบายดี แลงานอภิเษกก็เตรียมไปแล้วกว่าครึ่ง”

“.....”

“เจ้ามาเหนื่อยๆก็ไปพักก่อนเถิดลูก ประเดี๋ยววันพรุ่งค่อยพูดคุยกันใหม่”

“พะย่ะค่ะ...ลูกทูลลา”

“จ้ะ”

.

.

.

รุ่งเช้าเจ้าบัวงามตื่นตั้งแต่ฟ้ายังมิสาง ด้วยมิชินที่จึงทำให้เจ้าน้อยคนงามบรรทมมิค่อยจักหลับ เมื่อแสงแรกของวันสาดส่องจึงเสด็จออกเดินเล่นพร้อมพระพี่เลี้ยงคนสนิท ในอ้อมพระกรมียี่หุบตัวอวบอ้วนท้องโตนอนอยู่ นัยน์ตากวางกวาดมองรอบๆอย่างสนใจ ที่วังหลวงศศิมณฑลแห่งนี้มิได้ต่างกับวังหลวงภุมริกามากนัก เพียงแต่ที่วังหลวงภุมริกาจักมีต้นไม้มากกว่าวังหลวงศศิมณฑล เนื่องจากพระชายาชมนาดนั้นทรงโปรดความร่มรื่น แต่วังหลวงศศิมณฑลจักมีตำหนักมากกว่าภุมริกา ได้ยินว่าเจ้าหลวงองค์ก่อนหน้า พระปัยกาขององค์จันทร์ทรงมีสนมหลายนางจึงโปรดให้สร้างตำหนักสำหรับนางสนมของพระองค์

“ตื่นเช้าจริงเจ้าน้อย”บังเอิญหรือกระไรถึงได้มาเจอองค์จันทร์เข้าระหว่างทาง

“ฝ่าบาท”ตั้งท่าจักหมอบกราบ

“มิต้องๆ มิเป็นไร”รั้งต้นแขนนุ่มไว้

“พระองค์ก็ทรงตื่นบรรทมเช้าเหมือนกันหนาพระเจ้าค่ะ”ว่าพลางส่งยี่หุบให้พระพี่เลี้ยงอุ้มต่อ

“หึหึหึ ปกติข้าก็ตื่นเช้าเช่นนี้แล”

“พระเจ้าค่ะ”

“อากาศที่ศศิมณฑลในตอนเช้าก็เย็นกว่าที่ภุมริกานัก ใยจึงมีหาผ้ามาคลุมไหล่เล่าเจ้าน้อย”

“อ่า...หม่อมฉันมิทันคิดพระเจ้าค่ะ แต่มิเป็นไรพระเจ้าค่ะ”

“ประเดี๋ยวก็ประชวรดอก”ตรัสพลางถอดฉลองพระองค์คลุมตัวนอกออกจนเหลือเพียงฉลองพระองค์แขนยาวตัวบาง ทรงสะบัดฉลองพระองค์คลุมไหล่เปลือยพลางกระชับสาบเสื้อให้มิดชิด

“ฝ่าบาท...”

“ใส่ไว้เถิดตัวเจ้าเย็นหมดแล้ว”

“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ”

“มิเป็นไร...ข้าคงต้องขอตัวก่อน เจ้าน้อยก็อย่าตากลมนานนักล่ะประเดี๋ยวจักประชวรเอาได้”

“พระเจ้าค่ะ”ตอบก่อนจักค้อมกายลงเล็กน้อย นัยน์ตากวางกลมโตทอดมองพระขนองกว้างไปจนลับตา มือเล็กกระชับสาบฉลองพระองค์ให้มิดชิด ก่อนจักหันไปตรัสกับพระพี่เลี้ยง

“กลับกันเถิด”

“เพคะ”

เมื่อกลับถึงตำหนักรับรองเจ้าน้อยก็หาได้ถอดฉลองพระองค์ขององค์จันทร์ออกไม่ ใบหน้างามก้มลงจรดจมูกโด่งรั้นบนผ้าเนื้อดี กลิ่นอายบุรุษเพศทำเอาปรางใสขึ้นสีเลือด รู้สึกพระทัยเต้นแรงราวกับถูกองค์จันทร์กอดด้วยพระกรแข็งแกร่ง

“นี่หม่อมฉันเป็นกระไรไปหนาพระเจ้าค่ะ เหตุใดหายใจเข้า หายใจออกก็นึกคิดถึงแต่พระพักตร์พระองค์...หรือหม่อมฉันจักรักใคร่พระองค์เข้าให้แล้ว แย่ล่ะ ใยจึงใจง่ายเช่นนี้หนาบัว”ตรัสรำพึงรำพันพระองค์เดียว จมอยู่กับความสับสนได้มินานก็ต้องหลุดจากภวังค์เมื่อข้าหลวงสาวกราบทูลเชิญให้ร่วมเสวยพระกายาหารเช้า

.

.

.

“เป็นเยี่ยงไรบ้างเจ้าน้อย กับข้าวกับปลาที่ศศิมณฑลถูกปากหรือไม่”พระมารดาทรงตรัสถามว่าที่พระสุณิสา

“กับข้าวที่ศศิมณฑลอร่อยแลถูกปากหม่อมฉันนักพระเจ้าค่ะ”

“ดีแล้ว ได้ยินเช่นนี้ข้าก็ชื่นใจ”

“พระเจ้าค่ะ”

“เจ้าจันทร์”

“พะย่ะค่ะเสด็จแม่”

“หากมื้อเช้าแล้วแล้วก็พาเจ้าน้อยเดินย่อยเสียหน่อยหนาลูก”

“พะย่ะค่ะ”

สองพระองค์เสด็จเคียงข้างกันชมรอบวังหลวงศศิมณฑล เจ้าบัวงามเดินเยื้องหลังองค์จันทร์ไปสามก้าว มิให้ล้ำพระพักตร์ นัยน์ตากวางทอดพระเนตรพระขนองกว้าง แลปรางร้อนผ่าวจนต้องก้มหน้างุด

“อ๊ะ...ขอประทานอภัยพระเจ้าค่ะ”ก้มเสียจนพระหนุชิดพระอุระบาง จึงมิทันได้ทอดพระเนตรว่าทรงหยุด ร่างบอบบางชนเข้ากับพระวรกายกำยำเข้าเต็มรัก

“เป็นกระไรหรือไม่เจ้าน้อย เจ็บที่ใดหรือเปล่า”

“มิได้พระเจ้าค่ะ หม่อมฉันซุ่มซ่ามขอประทานอภัยพระเจ้าค่ะ”

“มิเป็นไร แต่ใจลอยไปถึงไหนกัน หืม”

“อ่า...มิได้พระเจ้าค่ะ”ตรัสตอบพระสุระเสียงแผ่ว

“เอาเถิดมาเดินข้างข้านี่ จักได้มิชนกันอีก”จูงมือบางให้มายืนเคียงพระวรกาย ทรงกุมมือน้องน้อยไว้ แลก้าวเดินไปพร้อมกันเจ้าน้อยก้มพระพักตร์ด้วยความเขินอาย

“สายหยุด”พระสุระเสียงทุ้มขององค์จันทร์เรียกให้เจ้าบัวงามเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตร ร่างบางตรงหน้า ใบหน้าเรียวเกลี้ยงเกลา ดวงตาเรียวหวาน แลริมฝีปากเป็นกระจับ งามนัก ผู้ใดกัน

“ฝ่าบาท ถวายพระพรพระเจ้าค่ะ”หมอบกราบ

“เป็นเยี่ยงไรบ้าง ข้าเพิ่งจักกลับถึงวังหลวงมิได้ไปเยี่ยมเยียนเจ้าเลย”ทรงลืมสายหยุดไปเสียเลย ตลอดเวลาที่อยู่ภุมริกา เพิ่งจักนึกได้ก็ตอนที่ได้เห็นหน้า

“มิได้พระเจ้าค่ะ”

“แลเข้าวังหลวงมามีกระไรหรือ”ทรงปล่อยมือนุ่มของเจ้าน้อย แลเสด็จไปประคองสายหยุดให้ลุกขึ้น เจ้าบัวทอดพระเนตรมือตนที่ถูกปล่อยทิ้ง ก่อนจักทอดพระเนตรองค์จันทร์ แลร่างบางตรงหน้าด้วยความรู้สึกหน่วงในอก

“หม่อมฉันมาหาพี่เหมพระเจ้าค่ะ”

“มาหาเจ้าเหมแต่มิมาหาข้าหรือ”

“หม่อมฉันขอประทานอภัยพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันคิดว่าไปหาพี่เหมแล้วจึงจักเข้าเฝ้าพระองค์พระเจ้าค่ะ”

“หึหึหึ...มิเป็นไร เยี่ยงนั้นก็ไปหาเจ้าเหมด้วยกันนี่แล”

“เอ่อ..”เหลือบมองร่างบางของเจ้าบัว ใบหน้าหวานงดงามราวนางอัปสร นัยน์ตากลมโตราวนัยน์ตากวางสุกใส จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากบางแดงระเรื่อ ผิวกายขาวนวลเนียนราวน้ำนม

“อ่อ...นี่เจ้าบัวงาม เจ้าน้อยแห่งภุมริกา เจ้าน้อยนี่สายหยุด เป็นสหายสนิทของข้า แลเจ้าเหม”

“ถวายพระพรเจ้าน้อยพระเจ้าค่ะ”

“มิเป็นไรจ้ะ ดูแล้วสายหยุดคงจักแก่กว่าบัวใช่หรือไม่”

“สายหยุดแก่กว่าเจ้าน้อยราวสามปีได้”องค์จันทร์ทรงตรัส

“เยี่ยงนั้นให้บัวเรียกพี่หนาจ๊ะ พี่สายหยุด”

“มิบังอาจพระเจ้าค่ะ”

“มิเป็นไรดอก ให้บัวเรียกพี่หนาจ๊ะ”

“เอ่อ...”

“ตามใจเจ้าน้อยหน่อยเถิดสายหยุด”

“เอ่อ..พระเจ้าค่ะ”

“ขอบใจจ้ะพี่สายหยุด”

“มิได้พระเจ้าค่ะ”

“ทำความรู้จักกันแล้วก็ไปหาเจ้าเหมกันเถิด..เจ้าน้อยก็ไปด้วยกันหนา ประเดี๋ยวข้าจักพาชมคอกม้า”

“พระเจ้าค่ะ หม่อมฉันใคร่เห็นคอกม้า ตอนอยู่ที่ภุมริกาเสด็จพ่อ แลภุชงค์มิอนุญาตให้บัวเข้าใกล้คอกม้าเสียเลย”ตรัสพร้อมยิ้มเสียจนเห็นพระทนต์ขาวสะอาด

“หึหึหึ วันนี้ข้าจักพาชมเอง”ตรัสอย่างเอ็นดูพลางจูงมือน้อยให้เดินตาม มีสายหยุดเดินเยื้องด้านหลังอย่างนอบน้อม

“เจ้าเหม”ทรงตรัสเรียกองครักษ์คนสนิทที่กำลังคุมทหารที่กำลังฝึกซ้อมอย่างเคร่งครัด

“ฝ่าบาท เจ้าน้อย...สายหยุด”ทรุดกายคุกเข่าเคารพนายเหนือหัว ก่อนจะเหลือบไปพบร่างบางในดวงใจของตน

“ข้าเจอสายหยุดระหว่างทางเห็นว่าจักมาหาเจ้าก็เลยมาด้วยกันเสีย”

“เอ่อ พะย่ะค่ะ”เมื่ออยู่ต่อหน้านายเหนือหัวก็มิกล้าพูดคุย แม้แต่ส่งสายตาหากันก็มิกล้า ด้วยรู้ว่าองค์จันทร์นั้นก็ต้องใจสายหยุดเช่นกัน

เมื่อได้พบหน้ากัน องค์จันทร์ก็ทรงลืมเสียสนิทว่าจักพาเจ้าบัวงามไปชมคอกม้าของศศิมณฑล แลเมื่อได้มานั่งจับกลุ่มคุยกันเช่นนี้เจ้าน้อยแห่งภุมริกาก็เหมือนส่วนเกิน เนื่องจากมิรู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขา ทรงนั่งเงียบ ยิ้มบางๆเป็นบางครั้งบางคราวที่คนอื่นหัวเราะ ใบหน้างามก้มนิ่ง นัยน์ตากวางทอดพระเนตรมือบางของตนที่บีบกันบนพระเพลาพระสุระเสียงอ่อนโยนที่เอ่ยกับพี่สายหยุด แลแย้มพระโอษฐ์อย่างพระทัยดีนั้นอีก

“ทูลฝ่าบาท องค์ภุมรินทรงเรียกหาเจ้าน้อยเพคะ”ข้าหลวงสาวคลานเข่าเข้ามาหมอบกราบทูลความ ทำให้องค์จันทร์นึกขึ้นได้ว่าจักต้องพาน้องน้อยไปชมคอกม้า

“จ้ะ...หม่อมฉันขอตัวหนาพระเจ้าค่ะ”หมอบกราบ แลทูลพร้อมรอยยิ้มบางๆ

“เอ่อ..เจ้าน้อย”ทรงตรัสเรียกไว้แต่คงจักมิทัน ร่างแน่งน้อยเสด็จตามข้าหลวงสาวไปโดยมิหันกลับมามองข้างหลังอีก

“.....”เจ้าน้อยคนงามก้มหน้างุด ซ่อนความน้อยพระทัยที่ฉายออกมาทางนัยน์ตากวางไว้ มือเล็กยกทาบอกขยุ้มเบาๆราวกับมันจักช่วยบรรเทาความเจ็บหน่วงที่เป็นอยู่ได้

“เป็นกระไรไปเจ้าบัว”

“อ๊ะ...ภุชงค์ มาตั้งแต่เมื่อใดกัน มิให้ซุ้มให้เสียง”

“พี่เรียกเจ้าตั้งหลายครั้งแล้วหนาน้อง เจ้าต่างหากใจลอยไปถึงไหน”

“อ่า..งั้นหรือพระเจ้าค่ะ บัวมิเป็นไรพระเจ้าค่ะ อากาศคงจักร้อนเกินไปกระมัง”

“อากาศร้อนเยี่ยงนั้นหรือ”

“พระเจ้าค่ะ”

“คงไม่กระมัง...ที่ศศิมณฑลนี่อากาศเย็นกว่าภุมริกาเป็นไหนๆ”

“เอ่อ..”

“มิกระไรงั้นหรือ...เห็นเสด็จแม่ท่านว่าเจ้าไปเดินชมวังกับองค์จันทร์มิใช่หรือ”

“พระเจ้าค่ะ”

“แลมีกระไรเยี่ยงนั้นรึ เหตุใดจึงได้ใจลอยกลับมาเยี่ยงนี้”

“มิมีกระไรดอกพระเจ้าค่ะ”

“ตะ...”

“เสด็จพ่อเรียกบัวเข้าเฝ้า ไปด้วยกันหนาพระเจ้าค่ะ”ตรัสขัด ก่อนจักยิ้มกว้างจนนัยน์ตากวางปิดให้พระเชษฐา พระกรเรียวเกาะกอดพระกรกำยำ

“จ้ะ”ตรัสพลางวางพระหัตถ์ลูบกลุ่มผมนุ่มของพระอนุชา

“ไปเดินชมรอบๆวังหลวงศศิมณฑลกับองค์จันทร์เป็นอย่างไรบ้างเจ้าบัว”

“วังหลวงศศิมณฑลงดงามมากพระเจ้าค่ะเสด็จแม่”

“เยี่ยงนั้นหรือ..อืม แลเจ้าชอบหรือไม่ลูก”

“พระเจ้าค่ะ?..”

“วังหลวงศศิมณฑลน่ะ ลูกชอบหรือไม่”

“เอ่อ..พระเจ้าค่ะเสด็จแม่”

“ดีแล้วจ้ะ ประเดี๋ยวอภิเษกสมรสกับองค์จันทร์แล้วที่นี่ก็จักกลายเป็นบ้านของเจ้า”

“.....”

“เป็นกระไรไปหรือเจ้าบัว เหตุใดจึงทำสีหน้าราวกับมีเรื่องมิสบายใจ”คนเป็นพอตรัสถาม

“มิได้พระเจ้าค่ะ”

“องค์จันทร์ทรงทำกระไรเจ้าหรือ”

“หามิได้พระเจ้าค่ะ”

“หากทรงทำให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจเมื่อใดให้บอกพ่อเถิด พ่อจักยกเลิกพิธีสมรสของเจ้าทันที แลเราจักกลับภุมริกากัน”

“เสด็จพี่”

“มิมีกระไรพระเจ้าค่ะ มิมีกระไรจริงๆ”

“....หากลูกว่ามิมีกระไรก็คงมิมีกระไรดอกพระเจ้าค่ะ เสด็จอย่าทรงคาดคั้นลูกเลยหนาพระเจ้าค่ะ”เจ้าชมนาดเอ่ยขัดขึ้นเมื่อพระภัสดาตั้งท่าจะตรัส

“ก็ได้ๆ”ยอมลงให้เมีย

.

.

.

หลังจากเข้าเฝ้าบิดา มารดาพร้อมพี่ชายแล้ว เจ้าน้อยบัวงามก็กลับมาประทับที่ตำหนักรับรอง ทรงมีรับสั่งว่าใคร่อยากอยู่ผู้เดียว โปรดให้ข้าหลวง แลพระพี่เลี้ยงคนสนิทออกจากห้องบรรทม เหลือเพียงยี่หุบตัวน้อยที่เข้าเฝ้า

“ทูลเจ้าน้อย..องค์จันทร์เสด็จมาหาเพคะ”เสียงพระพี่เลี้ยงกราบทูลอยู่นอกพระทวาร

“..องค์จันทร์”ตรัสพึมพำกับตัว

“เจ้าน้อยให้ข้าเข้าพบได้หรือไม่”ครานี้เป็นพระสุระเสียงทุ้มขององค์จันทร์

“อ๊ะ...พระเจ้าค่ะ”ตรัสพลางลุกขึ้นไปดึงสลักพระทวารออกให้ชายสูงศักดิ์ก้าวเข้ามาในห้องบรรทม หมอบกราบแทบพระบาท

“ลุกเถิด”ประคองน้องลุก

“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ...แลฝ่าบาทมาหาหม่อมฉันถึงตำหนักทรงมีเรื่องอันใดเร่งด่วนหรือพระเจ้าค่ะ”

“มิมีกระไรดอก...ข้ามิมีเรื่องเร่งด่วนอันใด มาหาเจ้ามิได้หรือ”

“หามิได้พระเจ้าค่ะ”ก้มหน้างุด

“ข้ามาขอโทษเรื่องเมื่อเช้าที่ผิดสัญญาว่าจักพาเจ้าไปชมคอกม้า”ตรัสพลางเชยคางมนขึ้น ทอดพระเนตรดวงหน้าหวาน แลนัยน์ตากวางดึงดูด

“มิได้พระเจ้าค่ะ..หม่อมฉันมิได้โกรธเคืองพระองค์เลยพระเจ้าค่ะ”เจ้าบัวตรัสพลางมอบรอยยิ้มบางๆให้องค์จันทร์

“ถึงกระนั้นข้าก็ผิดอยู่ดีที่ผิดสัญญากับเจ้า”

“มิเป็นไรดอกพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันเข้าใจ ทรงจากบ้านไปเสียนานคงจักคิดถึง..พี่สายหยุด”พระสุระเสียงแผ่วเมื่อตรัสชื่อใครอีกคน

“ข้า เจ้าเหม แลสายหยุดเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้ จึงคิดถึงเมื่อจากไกลเป็นเรื่องธรรมดา”

“หม่อมฉันเข้าใจพระเจ้าค่ะ”...แลก็เข้าใจว่าพระองค์ทรงมีใจให้พี่สายหยุดเช่นกัน คิดในพระทัยก่อนจักก้มหน้าลงซ่อนสายตาผิดหวัง

“เหตุใดจึงชอบก้มหน้านักนะเจ้าน้อย”

“ขอประทานอภัยพระเจ้าค่ะ”

“เงยหน้าสบตาข้าเถิด กลัวกระไรหรือ”เชยคางมนขึ้นอีกครา

“มิได้พระเจ้าค่ะ”

“หากมิกลัวก็สบตาข้าสิ”ตรัสพลางพระอังคุฐไล้ริมฝีปากบางระเรื่อของเจ้าบัวอย่างลืมองค์

“.....”นัยน์ตากวางสบประสานเข้ากับพระเนตรเฉี่ยวคม

“.....”ทั้งสองพระองค์นิ่งเงียบราวกับเพลาหยุดหมุน ลืมสิ่งรอบข้าง แม้กระทั่งยี่หุบที่นอนเลียมือ ตีหางใส่พระยี่ภู่

“ฝ่าบาท...”เจ้าบัวตรัสเสียงแผ่วเครือเมื่อพระพักตร์งามเคลื่อนเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงพระปัสสาสะ ปลายพระนาสิกสัมผัสกันไล้เบาๆจนเจ้าน้อยสะดุ้งราวกับต้องไฟ แต่องค์จันทร์หาได้หยุดไม่ พระหัตถ์ยึดคางมนไว้พระโอษฐ์อุ่นแนบเบาๆบนกลีบปากบางสีแดงระเรื่อ

“อึก..อือ”เจ้าบัวสะดุ้งส่งพระสุระเสียงในลำคอขาว องค์จันทร์บังคับเชยคางน้องให้แหงนหน้ารับพระโอษฐ์

“อืม”คำรามในพระศออย่างพอพระทัย ขยับพระโอษฐ์เคล้าคลึงเหย้าแหย่ริมฝีปากบาง พระทนต์ขบเบาที่ขอบปากเจ้าน้อย เม้มเบาๆ กดจูบย้ำๆ ดูดดึงกลีบปากน้องจนเจ่อบวม

“ฝะ ฝ่าบา...อื้อ”เจ้าบัวยกพระหัตถ์ขึ้นดันพระอุระกว้าง ส่งเสียงเรียกร้องให้องค์จันทร์หยุดการกระทำ หากแต่กลายเป็นว่าเปิดทางให้พระชิวหาสอดเข้าเย้าหยอก ร่างอรชรเกร็งเขม็งเมื่อพระชิวหานุ่มสอดเข้าคลุกเคล้าในปากตัว มือน้อยจิกพระอังสะ

“อืม..อือ”ทรงเอียงพระพักตร์ให้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น พระกรโอบตวัดรอบเอวเล็กดึงให้แนบชิดพระวรกายกำยำ ส่วนพระหัตถ์อีกข้างก็ประคองบังคับท้ายทอยเจ้าบัวให้แหงนหน้ารับความวาบวามจากพระองค์ ทรงบดพระโอษฐ์จูบน้องนานจนเจ้าบัวต้องทุบพระอุระกว้างให้ปล่อย

“เฮือก..แฮ่กๆ”เมื่อทรงถอนพระโอษฐ์ออก สายพระเขฬะก็ยืดเชื่อมพระโอษฐ์ของสองพระองค์ไว้จนเจ้าบัวหน้าม้าน เจ้าน้อยหอบหายพระทัย ปรางใสแดงก่ำราวลูกตำลึง นัยน์ตากวางทอดมองพระพักตร์งามอย่างมึนงง

“อื้ม”แลก็ต้องสะดุ้งอีกครา เมื่อพระโอษฐ์ร้ายแนบทาบลงมาอีกครั้ง มือเล็กขยุ้มฉลองพระองค์ตรงพระอุระจนแทบขาดติดมือ นัยน์ตากวางหลับแน่นยามโดนรังแก องค์จันทร์จูบน้องราวกับห้ามพระทัยมิได้ จูบเนิ่นนานจนพอพระทัย จูบเสียจนริมฝีปากบางของเจ้าบัวบวมเจ่อ จูบจนเจ้ายี่หุบที่นอนอยู่บนพระยี่ภู่ลุกหนีออกไป

“ฝะ ฝ่าบาท”เสียงหวานกระท่อนกระแท่น

“จูบนี้ให้คิดเสียว่า...”

“.....”

“.....ข้าจูบรับขวัญเมียก็แล้วกันหนา”ตรัสพลางใช้พระนาสิกไล้ปรางอิ่ม กดจูบที่แก้มน้องก่อนจักผละออก

“ฝะ ฝะ ฝ่าบาท”

“ข้าไปล่ะ เจ้าก็พักผ่อนเสียหนา ประเดี๋ยวแดดร่มลมตกข้าจักพาไปชมสวนพฤกษาแก้ตัวเรื่องเมื่อเช้า”ตรัสก่อนจักเสด็จออกไป ทิ้งให้เจ้าบัวหน้าแดงใจเต้นราวกับจะทะลุออกมานอกอกอยู่ผู้เดียวมือเล็กจับริมฝีปากบวมเจ่อของตนไม่ปล่อย ลมหายใจร้อนเสียจนลวกผิวความเขินอายประเดประดังเข้ามาจนคิดอยากจะแทรกแผ่นดินหนี

.

.

.

ทางด้านองค์จันทร์ที่เสด็จออกจากตำหนักรับรองของเจ้าน้อยภุมริกา ว่าที่พระชายาของพระองค์ก็ระบายยิ้มเต็มพระพักตร์ รสหวานซ่านทรวงยังติดอยู่ที่ปลายพระชิวหา เจ้าน้อยบัวงามช่างหวานนัก มิใช่รสชาติหวานแหลมราวน้ำตาล แต่กลับหวานละมุนราวน้ำผึ้งเดือนห้า  อย่าได้คิดว่าพระองค์ทรงคิดมิดีกับเจ้าน้อยถึงได้บุกไปปล้นจูบถึงตำหนักรับรอง พระทัยจริงแล้วใคร่อยากไปขออภัยที่ผิดสัญญา แต่เมื่อได้ชิดใกล้ แลได้กลิ่นหอมหวานจากร่างแน่งน้อยแล้วก็อดพระทัยไม่ไหว ลิ้มลองรสหวานลิ้นเสียจนพระทัยแกว่ง แลคำพูดห่ามๆนั่นอีก

****จูบนี้ให้คิดเสียว่า...”

“.....”

**“.....**ข้าจูบรับขวัญเมียก็แล้วกันหนา”**

ทรงพูดออกไปราวกับชายหนุ่มมากเล่ห์ มากกล ทำไปได้อย่างไรหนา อ่า...ตั้งแต่ได้พบ ได้รู้จักกับเจ้าน้อยองค์จันทร์ก็ทรงทำกระไรออกไปโดยไม่รู้ตัวตั้งหลายครั้งหลายครา แลทรงกระทำเรื่องที่มิเคยทำมาอย่างการพูดจาห่ามๆใส่เจ้าน้อยนั่นอีก หากองค์ภุมรินทรงทราบเข้า เจ้าหลวงศศิมณฑลจักเป็นเช่นไรหนอ.....

“ฝ่าบาททรงเป็นเยี่ยงไรบ้างพะย่ะค่ะ...เจ้าน้อยว่าเยี่ยงไรบ้าง”

“...เจ้าน้อยมิได้ถือโทษโกรธเคืองดอก แต่เย็นนี้ข้าจักพาเจ้าน้อยชมสวนพฤกษาทดแทน”

“เยี่ยงนั้นหม่อมฉันจักเตรียมการให้พะย่ะค่ะ”

“ขอบใจ...แลสายหยุดเล่า เจ้าไปส่งแล้วใช่หรือไม่”

“พะย่ะค่ะ..หม่อมฉันไปส่งสายหยุดที่บ้านเรียบร้อยพะย่ะค่ะ”

“อืม..ดี”

.

.

.

หลังจากที่องค์จันทร์ทรงเสด็จไปหาเจ้าน้อยที่ตำหนัก เหมจึงออกมาส่งสายหยุดคนงามที่บ้าน

“เจ้าน้อยบัวทรงงามเหลือเกินหนาจ๊ะพี่เหม เกิดมาข้ามิเคยพบเจอใครงามเยี่ยงนี้มาก่อน”สายหยุดว่าขณะที่เดินเคียงข้างร่างสูงใหญ่ขององครักษ์คนสนิทของเจ้าหลวง

“ใช่ ทรงงามราวนางอัปสร...เหมาะสมกับองค์จันทร์ที่รูปงามราวรุขเทวดา”

“หืม...”

“เจ้าน้อยท่านจักมาเป็นพระชายาขององค์จันทร์ เจ้ามิรู้หรือ”ผินหน้ามาถามร่างบางข้างกาย

“ไม่จ้ะ สายหยุดรู้เพียงว่าในวังหลวงมีงานใหญ่แต่มิรู้ว่าเป็นงานพิธีอภิเษกของฝ่าบาท”

“...แลเจ้ารู้สึกเยี่ยงไรสายหยุด”

“หืม..รู้สึกกระไรจ้ะพี่เหม”

“ก็รู้สึกเยี่ยงไรที่ฝ่าบาทจักทรงอภิเษกกับเจ้าน้อย”

“ดีใจจ้ะ...สายหยุดดีใจที่ฝ่าบาทจักได้มีคู่ครองที่งดงาม แลพระทัยดีเช่นเจ้าน้อย”

“เจ้ามิเสียใจหรือ..”

“เสียใจเรื่องใดกันจ๊ะ เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ พี่เหมจักพูดกระไรหรือ”

“.....แลหากข้าจักต้องแต่งงานเล่า เจ้าจักรู้สึกเช่นไร”

“...พี่เหมจักแต่งงานหรือจ๊ะ”ใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อครู่สลดลงพลางเอ่ยเสียงแผ่ว

“สายหยุด”

“หากพี่เหมแต่งงานสายหยุดคงเสียใจกระมังจ๊ะ...แต่ในความเสียใจนั้นสายหยุดคงดีใจที่พี่เหมจักได้มีคู่ครองที่ดี...อ่า พี่เหมส่งสายหยุดแค่นี้ก็พอจ้ะ ประเดี๋ยวสายหยุดกลับเอง”พูดจบก็ยิ้มให้ แลเดินออกไป

“สายหยุด”ดึงร่างบางเข้ามากอดจากด้านหลัง

“ฮึก...พี่เหม”

“พี่ขอโทษ พี่แค่ถามเท่านั้น มิได้จักแต่งงานกับใครที่ไหนหนาเจ้า”พี่ว่าเมื่อรับรู้ถึงแรงสะอื้นของคนในอ้อมกอด

“อึก...”

“อย่าโกรธเคืองพี่เลยหนาจ๊ะ สายหยุดคนดี”พลิกร่างบางให้หันมา นิ้วกร้านเกลี่ยน้ำตาเม็ดโตให้คนงาม

“อึก สายหยุดมิโกรธเคืองดอกจ้ะ”หลุบตาลงส่ายหน้าเบา

“พี่ขอโทษหนาเจ้า”เชยคางมนขึ้น เช็ดน้ำตาให้น้องน้อย

“จ้ะ”พยักหน้าพลางยิ้มให้เหมสบายใจ

“.....”องครักษ์หนุ่มกดจูบเบาๆที่ดวงตาสวยทั้งสองข้าง ไล่ลงมาที่แก้มอิ่มชื้นน้ำตา ปลายจมูกโด่งถูไถหยอกกัน ก่อนจักกดจูบเบาๆที่ริมฝีปากอิ่ม กดจูบซ้ำๆไม่ล่วงล้ำราวกับปลอบใจ

“พี่เหม..”เมื่อผละจูบออกก็เสียงสั่นเครือ

“ให้พี่ไปส่งที่บ้านหนาเจ้า”เอ่ยชิดคลอเคลียริมฝีปากอิ่ม

“จ้ะ”

ความคิดเห็น