เตี๋ยหลาน

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

11 ยามเบี้ยล่าม้ารุก

ชื่อตอน : 11 ยามเบี้ยล่าม้ารุก

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.4k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ค. 2561 13:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 1,910
× 14,500
แชร์ :
11 ยามเบี้ยล่าม้ารุก
แบบอักษร

ตอนที่ 11 ยามเบี้ยลาสม้ารุก

เซียนปู้เซียวเพียงเอ่ยปากออกคำสั่งไม่กี่คำ กระดานหมากรุกที่ทำด้วยไม้แกะสลักอย่างปราณีตก็ถูกยกเข้ามาจัดวางลงบนโต๊ะแปดเหลี่ยวกลางห้อง พรั่งพร้อมไปด้วยสุราน้ำค้างกลีบท้อแดงนับสิบไห้และขนมหวานแกล้มเหล้าอีกสี่ชนิดที่วางไว้จนเต็มโต๊ะ

"สมกับเป็นแม่ทัพเซียนแห่งผู่โจว แม้แต่กระดานหมากยังสามารถหามาได้รวดเร็วและง่ายดายยิ่ง" เฉินอวี่หลีนั่งลงบนเก้าอี้เลือกข้างฝั่งหมากรุกสีแดง เรียวนิ้วงามเสลาดั่งเทียนสลักเคาะลงบนแผ่นกระดานไม้ ยามนี้ภายในห้องเหลือเพียงแค่เขากับเซียนปู้เซียวเท่านั้น ในเมื่อไม่มีคนนอกรู้เห็นเรื่องราว ละครฉากหญิงงามมาเยือนกับฉากหน้าองค์ชายสิบสองสติวิปลาสจึงถูกขว้างทิ้งไปชั่วคราว

"มิใช่ว่าเกมนี้เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าแล้วกระมัง ข้าถึงไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือวาดอักษรแต่กลับต้องมาเดินหมากกับเจ้า..."

"ก็เพราะว่าข้าคือแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นผู่โจว หากอยากได้อะไรแล้ว แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่อาจขวางข้าได้ กับแค่กระดานหมากรุกหนึ่งอย่าง ใช่ว่าจะหามาได้ยากเย็นอะไรนัก"

ร่างสูงใหญ่ของเซียนปู้นั่งลงยังฝั่งตรงข้าม เลือกข้างหมากสีดำที่เหลืออยู่ ดวงหน้าคมคร้ามเข้มที่ฉาบสีหน้าเย็นชาอยู่เป็นนิจถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเบาบาง บรรยากาศรอบกายผ่อนคลายลงหลายส่วน

"ข้าขอบอกอะไรไว้ก่อน" เฉินอวี่หลียิ้มอย่างมั่นใจ ดวงพักตร์งามละไมโน้มลงมาเบื้องหน้า ดวงตาสีดำพราวระยับเล่ห์ร้าย

"คนอย่างข้า...องค์ชายสิบสองเฉินอวี่หลี ยามเดินหมากไม่เคยออมมือ หากเจ้าแพ้ข้าก็อย่าได้เสียใจไปล่ะ"

"ข้าชักจะรู้สึกหวั่นขึ้นมาซะแล้วซิ ฝีมือการเดินหมากของข้าช่างอ่อนหัดนัก..." เซียนปู้เซียวแสร้งถอนหายใจก่อนโน้มดวงหน้าหล่อเหลาคร้ามเข้มเข้าไปใกล้ดวงหน้าของคนร่างบาง จงใจปล่อยลมหายใจอุ่นร้อนของตนเป่ารดปลายจมูกน้อยของเฉินอวี่หลีจนแก้มนวลจองฝ่ายตรงข้ามขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความขัดเขิน

"หึ! ถ้าแม่ทัพอย่างเจ้าเอ่ยถ่อมตนว่าฝีมือเดินหมากอ่อนหัด เช่นนั้นข้าก็คงเล่นไม่เป็นแล้วกระมัง" เฉินอวี่หลีส่งเสียงขึ้นจมูกกลบความเขิน ร่างบางเปลี่ยนกลับมานั่งยืดหลังตรงอย่างสง่าผ่าเผยอีกครั้ง ดวงพักตร์โฉมงามดั่งสวรรค์วาดส่งค้อนขวับมาให้ด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูจนท่าน 'แม่ทัพ' ถึงกับอมยิ้มตาพราวอย่างถูกใจ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์

"เกมจะสนุกได้ย่อมต้องมีสิ่งเดิมพัน หากเจ้าชนะข้าได้ เจ้าอยากได้อะไรล่ะเจ้าหมาน้อย"

"เกมนี้ข้าชนะอยู่แล้ว หึหึหึ หลังจบเกมนี้แล้วข้าขอแค่สองอย่างเป็นรางวัลเท่านั้นคือ หนึ่ง...เลิกเรียกข้าว่าหมาน้อยเสียที และข้อสอง หลังจากวันนี้ เจ้ากับข้าอย่าได้มายุ่งเกี่ยวหรือเจอะเจอกันอีกเลยก็แล้วกัน"

เฉินอวี่หลีถลกชายแขนเสื้อยาวรุ่มร่าม มือเรียวเล็กควักนมส้มที่เหลืออยู่ข้างเดียวออกมาจากผ้าคาดอกก่อนวางลงบนโต๊ะเคียงข้างจานขนมหวาน สะบัดนิ้วมือเตรียมพร้อมรบเต็มที่

"ได้...หากชนะข้าได้ ข้าจะทำตามคำขอของเจ้าแน่นอน เจ้าหมาน้อย"

"เฮอะ!" เฉินอวี่หลีถลึงตาอย่างขุ่นเคือง

คำก็หมาน้อย สองคำก็หมาน้อย บอกแล้วว่าข้าเฉินอวี่หลีไม่ใช่ลูกหมา เดี๋ยวข้าก็กัดขย้ำฝั่งเขี้ยวซะเนื้อขาดเลย!

"แล้วเจ้าล่ะท่านแม่ทัพเซียนปู้เซียว หากบังเอิญชนะข้าคนนี้ได้ อยากได้อะไรเป็นรางวัล"

"ถ้าข้าชนะ ก็ขอยุ่งเกี่ยวกับเจ้า หรือเจอะเจอกับหมาน้อยเช่นเจ้าบ่อยๆ ก็แล้วกัน" ท่านแม่ทัพแย้มยิ้มรื่นรมย์ เอ่ยคัดลอกคำพูดของเฉินอวี่หลีมาใช้ครบถ้วนทุกกระบวนความ

"เรื่องนี้รอให้เจ้าเดินหมากชนะข้าก่อนก็แล้วกัน!" เฉินอวี่หลีตบโต๊ะถลึงตาอย่างดุร้าย แต่อีกฝ่ายกลับแย้มยิ้มรับคำท้ายั่วยุโทสะ โต้ตอบด้วยท่าทีนิ่งเฉยอย่างไม่อนาทรร้อนใจ

เฉินอวี่หลีไล่สายตาไปตามตัวหมากสีแดงของตนอย่างรวดเร็ว บนกระดานมีไม้แกะสลักอักษรอย่างงดงามเรียงรายพร้อมเล่น เขาเริ่มเปิดเกมด้วยการหยิบหมากม้า ตัดสินใจรุกดาหน้าประเดิมไปหนึ่งจังหวะเพื่อสร้างความสะพรึงข่มขวัญศัตรูอย่างไม่ปรานีตั้งแต่ต้น

"ช้าก่อนเจ้าหมาน้อย!" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขัดจังหวะ ตัวหมากแดงสลักคำว่าม้าพลันสะดุดชะงักค้างกลางอากาศ ดวงหน้าบุรุษหวานปานสตรีเลิกคิ้วเรียวขึ้นถามอย่างสงสัยระคนเสียอารมณ์

เซียนปู้เซียวแสะยิ้มที่มุมปาก มือใหญ่ได้รูปเปิดผนึกผ้าแดงปิดไห้สุรา กลิ่นส่าเหล้าน้ำค้างกลีบท้อแดงหอมตลบอบอวลหวานกำจาย จอกกระเบื้องลายครามทั้งสองจอกถูกหงายขึ้นรองรับน้ำเมาสีใสที่รินเชื่องช้าจนปริ่มปากขอบทั้งสองจอก เสียงทุ้มนุ่มอธิบายอย่างเด็ดขาดระคนบังคับ

"กติกาของข้าก็คือ ยามจะเดินหมากหนึ่งตัว ต้องดื่มสุราหนึ่งจอกเสียก่อน"

"อะไรนะ?" เฉินอวี่หลีเอ่ยถามอีกครั้งอย่างไม่เชื่อหู

เขาไปตกลงดื่มสุราด้วยตอนไหน?

ไม่สิ...

กติกาการแข่งเช่นนี้มันมีด้วยหรือไงกัน!

"เจ้าหมาน้อยจอมก่อเรื่องสมองเสื่อม เจ้าติดค้างเรื่องนำสุรามาให้ข้าไม่ใช่หรือ ในเมื่อวันนี้ข้าเตรียมสุรามาแล้ว เจ้าก็ต้องดื่มสุราเป็นเพื่อนข้า ดังนั้นกติกาของข้าในการเดินหมากครั้งนี้ก็คือ...ก่อนเดินหนึ่งครั้งต้องดื่มหนึ่งจอก ใครเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอเลิกรากลางคัน เมามายจนหลับไป หรือ ดื่มต่อไม่ไหว ให้ถือว่าฝ่ายนั้นพ่ายแพ้ทันที"

จอกกระเบื้องลายครามรูปดอกบัวผลิบานกลางวารีถูกยื่นมาเบื้องหน้า รอคอยว่าฝ่ายตรงข้ามจะรับคำท้า เสี่ยงเดิมพันครั้งนี้หรือล่าถอยตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

"ก็ได้!" มือน้อยรับจอกสุรา ดวงตาสีดำดั่งเม็ดลำไยทอประกายกร้าวหึกเหิม จดจ้องดวงตาคมคู่นั้นอย่างไม่ผละจาก ปลายนิ้วสัมผัสจอกกระเบื้องลายครามได้ก็กระดกขึ้นดื่มรวดเดียวทันทีอย่างไม่รีรอ ก่อนจะคว่ำปากจอกลงแสดงความว่างเปล่าภายในที่ไม่เหลือเหล้าแม้แต่หยดเดียว ในขณะที่มือขาวผ่องข้างหนึ่งก็วางหมากม้าลงไปในช่องตำแหน่งที่ต้องการ แค่ก้าวเดินครั้งแรกก็ประชันหน้าเบี้ยฝั่งดำอย่างอาจหาญ

ใช่ว่าในชีวิตนี้เฉินอวี่หลีไม่เคยดื่มสุราเสียเมื่อไหร่ เพียงแต่ได้ดื่มแค่ในงานเลี้ยงที่นานทีมีขึ้นก็เท่านั้น...ถึงเขาจะเป็นพวกคออ่อนดื่มไม่กี่จอกก็เมามาย แต่ถ้าจบเกมนี้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดื่มน้อยเท่านั้น สิ่งสำคัญสำหรับเฉินอวี่หลีตอนนี้คือ การลงมือจบเกมนี้ให้เร็วที่สุด

หึหึหึ...ก็แค่จับกรอกน้ำลงคอใส่กระเพาะ เหตุใดจะยอมแพ้ล่าถอยให้เสียศักดิ์ศรีกันเล่า!

"ก้าวแรกที่ดี" เซียนปู้เซียวเอ่ยชมอย่างจริงใจ กระดกจอกสุราของตนขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน

"เจ้าหมาน้อย ข้าสงสัยอยู่ข้อหนึ่ง เหตุใดวันนี้เจ้าถึงแต่งกายเป็นแม่นางน้อยได้" เซียนปู้เซียวเอ่ยถามพลางเริ่มลงมือหยิบหมากบนกระดาน

"องค์ชายสติวิปลาสเช่นข้าไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากวังหลวงได้อย่างเสรีเช่นองค์ชายคนอื่นๆ นะซี่" เฉินอวี่หลีหยิบขนมถั่วตัดในจานขึ้นมาหักครึ่งแล้วส่งเข้าปาก รสหวานผสานรสเผ็ดร้อนของสุราที่ค้างในปากได้เป็นอย่างดี

"ดังนั้นข้าต้องปลอมตัวเป็นนางกำนัลที่ได้รับคำสั่งจากองค์ชายสิบเอ็ดให้ออกวังไปส่งของ" มือเรียวน้อยล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ควานหาเล็กน้อยก็หยิบป้ายหยกพกชิ้นหนึ่งออกมา

"ตอนที่เจ้าหันหลังจากข้าไปในวันนั้น ข้าลวงโม่หลางทันที ออกอุบายว่าจะบอกเล่าทุกอย่างถึงสาเหตุที่ข้าต้องแกล้งสติวิปลาส จากนั้นก็พาเจ้าโม่หลางมาที่ตำหนัก อาศัยทีเผลอยกแจกันฟาดหัวให้สลบ จับมัดไว้แล้วปล้น อุ๊ย มิใช่ปล้น ข้าแค่ยืมป้ายหยกกับเงินอีกนิดหน่อย จากนั้นข้ากับเสี่ยวเมี้ยวก็ออกจากวังหลวง"

"เจ้าช่างซุกซนนักนะ มิกลัวว่าองค์ชายสิบเอ็ดจะเล่นงานเจ้าเอาความลับนี้ไปเปิดเผยหรือ" เซียนปู้เซียวเริ่มเดินเบี้ยต่ำศักดิ์ไปเบื้องหน้าหลบหลีกการรุกรานม้าศึกฝ่ายศัตรู

"คิดจะหนีข้าเช่นนั้นหรือ หึ! อย่าได้หวังเลย" เฉินอวี่หลีไม่ตอบคำถาม มือน้อยยื่นจอกสุราออกมาเบื้องหน้า รอรับสุราน้ำค้างกลีบท้อแดงที่เซียนปู้เซียวยกไหเล็กรินให้ กระดกเพียงครั้งเดียวดื่มจนเกลี่ยงก่อนขยับม้าไปตามช่องกระดานดักทางศัตรู

จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ผลัดกันเดินหมากพลางกระดกสุราหนึ่งจอกตามกติกา ระหว่างนั้นก็เสวนาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันอย่างไหลรื่น เพียงหนึ่งชั่วยามเลยผ่าน ราตรีกาลล่วง จันทร์เสี้ยวลอยคล้อยลงต่ำ เทียนไขหลั่งน้ำตาละลายร่างจนเหลือไม่ถึงครึ่งเล่ม....

ภายในห้องที่จัดแต่งด้วยเครื่องเรือนหรูหรา กลิ่นสุราน้ำค้างกลีบท้อแดงหอมหวานแผ่ซ่าน ผสานไปกับกลิ่นผลส้มในมือขององค์ชายสิบสองแห่งแคว้นผู่โจวที่กำลังแกะเปลือกผิวเกลี้ยงอย่างเชื่องช้า ดวงเนตรสีดำฉ่ำพราวด้วยความมึนเมาจดจ้องตัวหมากของฝ่ายตรงข้ามที่พร่าเลือน บนกระดานไม้อย่างตั้งใจ ความนึกคิดจมดิ่งอยู่กับแผนการของตนจนลึกล้ำสุดยากจะหยั่งถึง

“เจ้ายังจะลังเลเดินม้าตัวนั้นอยู่อีกหรือ” เซียนปู้เซียวเอ่ยเสียงทุ้มนุ่ม แกล้งยั่วเย้าคนร่างบางที่นั่งขมวดคิ้วอยู่ตรงหน้า มือหนึ่งถือไหน้อยคอยรินสุราใส่จอกกระเบื้องลายครามทั้งสองใบที่ว่างเปล่า ดวงเนตรคู่คมหรี่ลงเล็กน้อยดุจนัยน์ตาพยัคฆ์ยามเพ่งเล็งเหยื่อรสเยี่ยม แลลึกล่วงล้ำไปยังแถบผ้าขาวที่พันรอบอกแบนราบแน่นหนาจนเกิดเนินเนื้อขนาดเล็กขึ้นหนึ่งคู่

"แค่เดินม้าของเจ้ามาตรงนี้ เจ้าก็สามารถกินเรือของข้าไปอีกหนึ่งตัว" เรียวนิ้วยาวแข็งแกร่งได้รูปตัดแต่งเล็บจนสั้นเรียบร้อยชี้ลงบนตัวหมาก 'ม้า' ของเฉินอวี่หลี และชี้แนะวิธีการเดินกินตัวหมาก 'เรือ' ของตัวเองด้วยใบหน้ายิ้มชวนเชิญ

"อ่า..." เฉินอวี่หลียังคงลังเลใจไม่เลิกรา ดวงตาคู่งามเงยขึ้นมองใบหน้ายิ้มกริ่มของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นผู่โจว ที่ไม่มีวี่แววรอยอนาทรร้อนใจต่อความพ่ายแพ้ที่กำลังจะมาถึงสักส่วนเสี้ยว แม้ว่าหมากรุกบนกระดานของคนร่างสูงจะเหลือเพียงหนึ่งราชันกับเบี้ยแค่ไม่กี่ตัว ในขณะที่ฝ่ายของเฉินอวี่หลีกลับมีเหลือเกือบครบจำนวนเต็ม

"เจ้า...เจ้าๆ เจ้า! เจ้าคิดจะวางแผนอะไรไว้ใช่หรือไม่" ดวงพักตร์งามแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา ดวงตาสีดำฉ่ำพราวราวน้ำค้างต้องแสงอรุณรุ่ง มือขาวเรียวที่แกะเปลือกส้มซึ่งเดิมใช้ทำนมปลอมอยู่พลันชะงักค้าง ก่อนปาส้มในมือใส่หน้าคมคายที่แย้มยิ้มชวนโมโห

ช่วงแรกที่เริ่มเล่นหมากรุก เฉินอวี่หลีตื่นเต้นที่ได้กินตัวหมากของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดาย ยิ่งเดินยิ่งเมามัน กินเรือ กินม้า กินขุน กินเบี้ยไปเสียครึ่งกระดาน แต่น่าแปลกที่กลับกลายเป็นเขาฝ่ายเดียวที่กินเสียอิ่มเอม และชัยชนะที่ง่ายดายเกินไปเช่นนี้ทำให้เกิดความสงสัยกระหน่ำโหมซัดใส่เขาไม่ขาดระยะ

"หมับ!" เซียนปู้เซียวรับส้มผลนั้นได้อย่างง่ายดาย

"คิดมากเกินไปแล้วเจ้าหมาน้อย ฝีมือเดินหมากของข้าน่ะแย่เอามากๆ เจ้าจะกินหมากของข้าติดต่อกันทุกรอบก็ไม่เห็นแปลกอะไรเลย..." เซียนปู้เซียวตอบคำถามด้วยรอยยิ้มจริงใจ หากดวงตายาวเรียวกลับหรี่ลงอย่างมาดร้าย มือใหญ่ได้รูปยกจอกกระเบื้องลายครามที่รินสุราสีใสจนปริ่มขอบส่งตรงถึงเบื้องหน้าคนงาม เขาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดียิ่ง

"อย่าลืมกติกาล่ะ เหล้าหนึ่งจอกต่อการขยับหมากเดินหนึ่งครั้ง"

"ปู้เซียว...เซียวๆ ข้าไม่ดื่มแล้วไม่ได้หรือไง..." เฉินอวี่หลีช้อนสายตาหวาน น้ำเสียงออดอ้อน "ข้าดื่มมากจนหมากบนกระดานพร่ามัวไปหมดแล้ว ขืนข้าดื่มลงไปอีกจอกข้าคงไม่ไหว"

"ถ้าเจ้าไม่ดื่มก็ถือว่ายอมแพ้ ว่าไงเล่าเจ้าหมาน้อย เจ้าจะยอมแพ้หรือเปล่าล่ะ"

"ม่าย! ข้าม่ายยอมพ่ายแป๊..." เฉินอวี่หลีกันฟันรับจอกสุรามาดื่มจนเกลี้ย มือหนึ่งคืนจอกกระเบื้องลายคราม ส่วนอีกข้างควานหาตัวหมากม้าที่พร่าเลือนเป็นภาพซับซ้อนอยู่ในกระดาน เรียวนิ้ววกวนอยู่นานกว่าจะจับตัวหมากขึ้นมาถือได้

ทว่า...น่าเสียดายที่เฉินอวี่หลีถูกฤทธิ์ของสุราเล่นงานอย่างหนัก สายตาทอดมองตาราหมากที่กลับเพิ่มทับซ้อนขึ้นมามากมายจนไม่อาจนับได้

"ยอมรับเถอะเจ้าหมาน้อย เจ้าน่ะเล่นต่อไม่ไหวแล้วล่ะ" เซียนปู้เซียวางส้มและจอกสุราที่รับมาจากเฉินอวี่หลีลงกลางกระดาน ก่อนที่มือใหญ่จะเอื้อมมากอบกุมมือน้อยอย่างรวดเร็ว ครอบครองทั้งมือและตัวหมากม้าของคนร่างบางในคราเดียวกัน

"ข้าดื่มไปจอกแล้ว งือ! จะกินเบี้ยตัวนี้ นี้ๆ ตัวนี้" เฉินอวี่หลีสะบัดมือคิดจะวางหมาก ดวงเนตรฉ่ำพราวหรี่ลงมองเป้าหมายที่กลายเป็นภาพเลือนยุ่งเหยิง

"คิดจะกินข้าหรือเจ้าหมาน้อย" เซียนปู้เซียวหัวเราะเล่ห์ร้าย อาศัยกำลังที่เหนือกว่าดึงมือน้อยฉุดรั้งร่างบางข้ามกระดานหมากบนโต๊ะเข้ามาหาตน ก่อนจะโน้มดวงหน้าคร้ามเข้มเข้าช่วงชิงความหวาน ไล่เล็มริมฝีปากอิ่มแต้มชาดแดงที่เผลออ้าออกอย่างแตกตื่น เรียวลิ้นรุ่มร้อนแทรกผ่านเข้าไปชิมรสสุราน้ำค้างกลีบท้อแดงที่หลงเหลืออย่างละโมบ ทั้งตวัดพัวพันรุกล้ำไม่ให้ขัดขืนและดูดกลืนอย่างกระหาย

"อืมม...." เสียงหวานครางประท้วงในลำคอ อาการมึนสติจากฤทธิ์สุราล้วนแตกซ่านพาลสร่างเมาทันที รสจูบที่ได้รับอย่างไม่ทันตั้งตัวส่งผลให้สมองพิการความคิดชะงักงันไปชั่วขณะ กว่าจะได้สติหวนคืนมาอีกครั้งก็ยามเมื่อลมหายใจใกล้ขาดห้วง

"อื๊ม!" เฉินอวี่หลีดิ้นรนขัดขืน ทั้งผลักดันและขยับฟันหมายจะกัดลิ้นร้อนให้สาหัสจนล่าถอย แต่เซียนปู้เซียวเคยมีบทเรียนที่ถูกกระทำจนรู้ฤทธิ์ร้ายกาจของคนตัวเล็กเป็นอย่างดี เขาจึงรีบถอนเรียวลิ้นออกจากโพรงอุ่นนุ่มอย่างรวดเร็วและปล่อยมือน้อยให้เป็นอิสระ

ตุบ! ร่างบางที่กึ่งเอนกึ่งโน้มตัวมาเบื้องหน้า ยามขาดเสาหลักพยุงตัวจึงร่วงลงโขลกหน้าเข้ากับกระดานหมากอย่างจัง

'เจ็บ...' เฉินอวี่หลีโอดครวญในใจ ดวงหน้างามเงยขึ้นมาอย่างเชื่องช้า น้ำตาพร่างพรายระยับเอ่อล้นจนจวนเจียนจะรินไหล ท่าทางดูน่าสงสารยิ่ง

สวรรค์สามานย์!

ชาติก่อนข้าด่าเทพเซียนให้ไร้ดุ้นหรือไร ทำไมชาตินี้พวกท่านถึงรุมรังแกข้ากันเกินไปแล้ว

ฮื่อ...ใบหน้าที่แสนงามล้ำของข้าถูกสลักตราเป็นม้าหมากรุกแล้ว ฮื่อๆ เจ็บใจยิ่งนัก!

"กล้ากัดลิ้นข้าหรือเจ้าหมาน้อย น่าเสียดายนะที่เจ้าลงมือช้าไปครึ่งก้าวจึงลงมือพลาด..." เซียนปู้เซียวหัวเราะขัน เรียวนิ้วยาวแกร่งจิ้มลงกลางหน้าผากมนแล้วกดให้ดวงพักตร์เลอล้ำส่ายไปมาน้อยๆ ดวงตาคมทอดมองลงมาอย่างรักใคร่เอ็นดู

"ลูกหมาน้อยอย่างเจ้ามาดหมายจะกินข้า ก็ต้องให้ข้าได้กินเจ้าก่อนจึงจะถูกต้องที่สุด แต่เสียดายที่ข้ายังชิมไม่รู้รสเลยด้วยซ้ำไป ดังนั้นข้าคงต้องลองชิมดูอีกครั้งถึงจะสามารถจำแนกจูบได้แน่ชัด ว่ามันช่างหวานล้ำปานใด..." ท้ายประโยคเสียงทุ้มจงใจเอ่ยแหบพร่าอย่างยั่วเย้า

"เจ้า!" เฉินอวี่หลีหอบหายใจกอบโกยอากาศเข้าปอดเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหาย ริมฝีปากอวบอิ่มบวมเจ่อขึ้นสีระเรื้ออ้าพะงาบๆ ไม่ต่างจากปลาที่ทอดร่างนอนหงายหายใจรวยรินบนหาดตื้น สองแก้มนวลแดงก่ำจัดจ้านจนลามไปถึงใบหู ไม่รู้เป็นเพราะฤทธิ์สุราร้อนแรงหรือว่ารสจูบอันหวานล้ำที่คนตรงหน้ามอบให้กันแน่

"เจ้า? เจ้าอะไร หมายถึงเจ้าเชิญทดลองชิมรสชาติของข้าได้ใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าจะได้ชิมเจ้าอย่างไม่เกรงใจ" เซียนปู้เซียวหัวเราะเล่ห์ร้าย มือหนึ่งยื่นออกไปหมายมั่นจะจับดวงหน้างามยั่วเย้าของคนที่ทอดร่างท่อนบนนอนคว่ำลงบนกระดานหมากรุก

ที่เขามุ่งหมายในตอนแรกคือเดินม้ารุกกินเรือเบี้ยไม่ใช่หรือไร เหตุไฉนจึงกลายมาเป็บเบี้ยเรือล่าม้าเช่นเขาไปได้

"มะไม่...ไม่ชิม!" เฉินอวี่หลีผงะร่างถอยห่างออกมาอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณ แต่กลับไม่ทันระวังสะดุดขาเก้าอี้จนหงายหลังล้มลงไปทันที

"อ่า...เจ็บ!" ดวงพักตร์บุรุษรูปโฉมงามปานนางล่มเมืองขมวดคิ้วชักสีหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด ร่างบอบบางขยับหัวขึ้น พร้อมกับใช้ปลายนิ้วแทรกเข้าไปในกลุ่มเส้นผมสีดำขลับพลางนวดคลึงเคล้าศีรษะที่ปูดโน

"เจ้าหมาน้อยเสี่ยวหลี เจ้าต้องเจ็บมากแน่ๆ มาให้ข้านวดแทนเจ้าดีหรือไม่ ข้ารับรองว่าจะทำเจ้าเบาแรง ไม่สิ ข้าสัญญาว่าจะเบามือที่สุดเชียวล่ะ" ท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นผู่โจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงระรื่น ร่างสูงใหญ่ที่ลุกออกจากเก้าอี้ของตนแล้วเดินด้วยฝีเท้าเบากริบยิ่งกว่าตีนแมวยำสำลี ก่อนจะย่อกายลงนั่งทอดเงาสายยาวลงมาทาบทับเหนือร่างน้อยของเฉินอวี่หลีที่เงยหน้าขึ้นมาสบตาตื่น

เซียนปู้เซียวแย้มรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่มุมปาก วงหน้าหล่อเหลาช่างแลดูคล้ายพญาแมวบ้านยามจับจ้องปลาย่างหอมมันเบื้องหน้าตาเป็นมัน ช่างชวนมองให้ใจสั่นสะท้านไปถึงวิญญาน

เดี๋ยว! ผู้ใดเอ่ยว่าแม่ทัพเซียนปู้เซียวนิสัยเย็นชาไร้หัวใจ เป็นบุรุษพูดจาประหยัดคำ ดุดันดั่งพญามารที่ตวัดสายตามองก็สังหารคนได้ หือ?

ข้า! องค์ชายสิบสองแห่งแคว้นผู่โจวนามว่าเฉินอวี่หลี ขอยกมือคัดค้านอย่างจริงใจ เจ้าแม่ทัพบ้าบอผู้นี้นี่มัน...

มันเป็นปีศาจวิปลาสล่าราคะต่างหากเล่า!

สวรรค์ฉาวโฉ่! ข้ากำลังจะถูกกินแล้วใช่หรือไม่

ข้ากำลังจะถูกกินจริงๆ น่ะหรือ

อ่า...อ๊ากกกกกกก

#

ขอบคุณสำหรับคำชีแนะ แก้ไขคำผิด และการติดตาม

โปรดรออ่านตอนต่อไปอย่างใจเย็นนะเจ้าคะ

ไรท์จะพยายามรีบกลับมาปั่นต่อ

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

[蝶兰](https://my.dek-d.com/8246/ "My.iD ของ เตี๋ยหลาน 蝶兰")

เตี๋ยหลาน

17/1/2560

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}