akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 30 แตกหัก

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 30 แตกหัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 30.9k

ความคิดเห็น : 107

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2560 15:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 30 แตกหัก
แบบอักษร

30

แตกหัก

 

                “คุณคินครับ”

                เสียงเรียกของคนรับใช้ในบ้าน ทำให้นาคินทร์ที่กำลังเล่นอยู่กับร่างกายของ

ราชิดต้องหยุดชะงัก ชายหนุ่มหันไปมองคนที่เข้ามาขัดขวางเขาด้วยสายตาที่ไม่พอใจ

                “มีอะไร”

                “เอ่อ เมื่อกี้คุณรุจน์มาหาคุณคินครับ แต่ว่ากลับไปแล้ว เอ่อ ผมเห็นกล่องของขวัญวางอยู่น่ะครับ”

                “อะไรนะ”

เพียงฟังก็ขมวดคิ้วทันที ราชิดกำลังหอบหายใจ เสื้อผ้าเขาหลุดลุ่ย นาคินทร์ยังไม่ได้ถอนพิษให้กับราชิด 

                “แล้วรุจน์ได้เข้ามาตรงนี้หรือเปล่า”

                “น่าจะเข้ามานะครับ เอ่อ คุณคินไม่ได้เจอกับคุณรุจน์เหรอครับ”

                เขามองกล่องของขวัญที่ถูกวางไว้ตรงหน้าด้วยความเคร่งเครียด สมองเริ่มไตร่ตรองอย่างคิดหนักเสียแล้ว

                มีความเป็นไปได้ว่าเพื่อนเขาจะเห็นสิ่งที่เขาทำกับราชิด

                “โถ่โว้ย!

                นาคินทร์ที่ผละออกมาจากราชิด เริ่มหงุดหงิดจนแทบจะคุมตัวเองไม่อยู่ เขายกมือเสยผมตัวเองอย่างลวกๆ

                “หรือว่าเพื่อนนายจะรู้เรื่องฉันกับนายแล้ว”

                “ใช่ หมอนั่นต้องรู้แน่ๆ”

                นาคินทร์นั่งลงบนโซฟาอย่างคนคิดไม่ตก เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เพื่อนของเขาจะคิดยังไง สภาพของราชิดในตอนนี้แทบจะเป็นครึ่งคนครึ่งหมาป่า ถ้าวิรุจน์ได้เห็น เพื่อนเขาต้องรู้แน่ว่าราชิดเป็นหมาป่าที่วิรุจน์ขอร้องให้ไม่ทำร้าย เขาสัญญาไว้แล้วและผิดสัญญา ป่านนี้เพื่อนรักของเขาคงจะผิดหวังในตัวเขามาก

                “นายไม่เป็นไรใช่ไหม”

                ท่าทางของนาคินทร์ดูเครียดมาก ราชิดกลับมาอยู่ในร่างของมนุษย์อย่างสมบูรณ์ เขาสวมเสื้อผ้าจนเรียบร้อย พอเกิดเรื่องราวที่วุ่นวายแบบนี้ ราชิดเองก็หมดอารมณ์ที่จะถอนพิษเหมือนกัน

                “ไว้นายค่อยถอนพิษให้ฉันใหม่แล้วกัน”

                “หึเป็นเพราะนายถ้าไม่มีนาย มันก็คงไม่เกิดเรื่อง”

                นาคินทร์เงยหน้าขึ้นมาสบตากับราชิด นาคินทร์กำลังพาล หมาป่าหนุ่มอึ้งไปชั่วครู่แล้วแสยะยิ้ม

                “สมน้ำหน้า นายทำตัวแย่ๆกับฉัน มันก็สมควรแล้ว ขอให้เพื่อนนายเกลียดนายไปจนตายเลย”

                จากที่ตอนแรกจะรู้สึกสงสาร ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นหมั่นไส้แทน ถ้าอีกฝ่ายโดนเพื่อนเกลียดจริงๆ เขาก็อยากจะหัวเราะให้สะใจ

                “นี่นายจะไปไหน”

                “ฉันไม่อยากเห็นหน้านาย ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับนายอีกแล้ว”

                ราชิดหมุนกายจะเดินออกจากบ้าน เขาไม่อยากสนทนากับนาคินทร์ไปมากกว่านี้ ที่สำคัญเขาก็บอกกับตัวเองไว้แล้วด้วย ว่าเขาจะไม่มาที่นี่อีก เรื่องพิษในร่างกายของเขาก็เอาไว้ค่อยคิดอีกทีก็แล้วกัน มันจะต้องมีหนทางอื่นที่จะช่วยถอนพิษได้

                ความหงุดหงิดเพิ่มขึ้นมากมายโดยที่ราชิดเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาหมุนกายจะเดินออกจากบ้าน แต่ทว่าแขนของเขาก็โดนนาคินทร์ฉุดกระชากจนต้องเซล้มไปโดนตัวอีกฝ่าย

                “คิดจะไปไหน!

                “ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่กับนายแล้วน่ะสิ”

                “หึ คิดว่าไปแล้ว ชีวิตนายจะรอดงั้นเหรอ นายจะต้องอยู่ที่นี่ แล้วถอนพิษกับฉัน”

                “ฉันไม่ได้โง่นะ นายกำลังหงุดหงิด ฉันไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงด้วยหรอก เหอะ เป็นห่วงคู่รักตัวเองมากนักไม่ใช่หรือไง ทำไมไม่รีบตามไปล่ะ”

                นาคินทร์จ้องราชิดอย่างดุดัน ราชิดเองก็ไม่คิดจะกลัว เขาจ้องนาคินทร์กลับ พยายามบิดตัวออกห่าง แต่ความโกรธของนาคินทร์มีมากกว่า เขาจับราชิดอุ้มพาดบ่าทันที

                “ปล่อย! นี่แกจะทำอะไรฉัน ปล่อยสิโว้ย!

                “ฉันจะทำให้นายรู้….ว่าฉันรู้สึกแย่ขนาดไหน! ฉันจะจบเรื่องทุกอย่างให้หมด! ถ้าเรื่องทุกอย่างมันจบ รุจน์ก็จะไม่โกรธฉัน”

                พูดจบเขาก็รีบเดินตรงขึ้นห้องนอนของตัวเองทันที ราชิดตัวแข็งทื่อไปกับคำกล่าวของอีกฝ่าย หัวใจของเขาบีบรัดเหมือนมีคนมากำบีบ ถ้าเขาหนีตอนนี้ เขาก็ต้องเจ็บปวดเพราะพิษในร่างกาย ทนให้มันจบๆไป เขาจะได้ไม่ต้องมาเจอกับผู้ชายคนนี้อีก

                ตุบ!        

                “โอ้ย!  มันเจ็บ!

                เพราะถูกโยนลงเตียงอย่างแรง จึงรู้สึกร้าวไปทั้งสะโพก

                “หึ ก็ดี เจ็บจะได้จำยังไงล่ะ ฉันจะทำให้นายจำไม่ลืม แล้วจะได้ไม่ไปก่อความวุ่นวายให้กับคนอื่นอีก”

                ร่างสูงแสยะยิ้ม นาคินทร์ในตอนนี้ดูน่ากลัวกว่าครั้งไหนๆ นั่นคงเป็นเพราะราชิดเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนรักของเขานั้นโกรธเคืองเขา นาคินทร์พาลให้มันเป็นความผิดของราชิด ถ้าราชิดไม่ไปทำร้ายหลานชายเขา เขาก็คงไม่ต้องลงโทษสั่งสอนหมาป่าหนุ่มแบบนี้

                แควก!

                ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนราชิดตั้งตัวไม่ทัน เสื้อผ้าของเขาถูกฉีก ร่างกายของเขาถูกตรึงเอาไว้ งูมากมายหลายตัวกำลังเลื้อยมาพันตัวเขา นัยน์ตาคมกริบนั้นดุร้ายไม่ต่างกับอสรพิษ

                ทั้งที่บอกตัวเองว่าไม่ให้กลัว แต่ตอนนี้จิตใจเขาก็หวาดหวั่นเหลือเกิน ราชิดพยายามต่อสู้กับอันตรายตรงหน้า แต่ใบหน้าหล่อคมก็เลื่อนต่ำลงมา

                “ไม่อยากหายป่วยหรือไง หึ”

                “อ๊า!!

                ความเป็นชายถูกบีบเค้นจนปวดหนึบ ลิ้นร้อนอย่างมนุษย์แปรเปลี่ยนเป็นลิ้นสองแฉกคล้ายกับงู ร่างกายที่เป็นมนุษย์เริ่มเผยให้เห็นเกล็ดสีนิลที่ประดับบนใบหน้า

                กลัว

                เขาไม่ได้อยากจะกลัวนาคินทร์ แต่การกลายร่างเป็นกึ่งอมนุษย์แบบนี้ มันดูไม่ต่างกับปีศาจร้ายเลยสักนิด

                “อะ อ๊าก”

                คมเขี้ยวขนาดใหญ่ฝังลงบนร่างของเขา มันไม่ใช่แค่จุดเดียว ร่างกายงดงามสะดุ้งอยู่หลายครั้ง ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างเมื่อรับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย

                “นะ นี่นายจะทำอะไร อะ อ๊าก!!!

                ร่างกายถูกผสานเป็นหนึ่งเดียว ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั้งร่างพร้อมกับเขี้ยวแห่งอสรพิษที่ดูดถอนพิษจนร่างกายแทบจะหมดแรง ราชิดประคองสติของตัวเองไม่อยู่ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มันพร่าเลือนไปหมด

                “อะ อื้อ”

                มีเพียงเสียงครางที่แผ่วเบาเคล้าไปกับเสียงเนื้อกระทบกัน แม้บอกตัวเองว่ามันเป็นเรื่องที่แย่ แต่ร่างกายของเขากลับตอบสนองจนเจ้าของร่างอยากจะก่นด่าเรือนร่างของตัวเอง ที่เหมือนเป็นของเล่นให้กับนาคินทร์ได้กระทำอย่างตามใจชอบแบบนี้

                “อะ อื้อ”

                ทั้งร่างบิดเร่าอย่างทรมานและสุขสมปนกันไปจนแยกไม่ออก เขาปรือตามองร่างสูง แขนทั้งสองจำต้องโอบกอดนาคินทร์ไว้เป็นที่ยึด

                “อื้อ พะ พอ อื้อ พอ”

                ได้แต่บอกเสียงกระเส่า ทั้งหูและหางเผยออกมาอย่างหมดรูป แทบจะคืนร่างเป็นหมาป่า

                นาคินทร์ก้มลงมากดจูบที่ปากสวยอีกครั้ง เขาไม่คิดจะหยุดสั่งสอนบทเรียนให้ราชิดได้รู้สำนึกและไม่กล้าทำเรื่องเลวร้ายอีก ทั้งที่มีวิธีอีกมากมายที่เขาใช้ได้ แต่เขากลับเลือกวิธีนี้

                “อะ อ๊า”

                สายธารอุ่นร้อนไหลล้นเข้าไปในร่าง ราชิดปิดเปลือกตาลง แต่ทุกอย่างมันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น เพราะแค่นี้สำหรับนาคินทร์มันยังไม่พอ

 

-------+++++-------

 

            ทำอย่างไรดีคำคำนี้วนเวียนอยู่ในสมองของวิรุจน์ไม่จบสิ้น เขาเหมือนคนสติแตก แม้ภายนอกจะเป็นเหมือนคนไม่ค่อยคิดอะไร แต่แท้จริงแล้ว เขาเป็นคนคิดมากในสิ่งที่สำคัญต่อจิตใจของเขา

                เพื่อนรักของเขาโกหกเขาได้อย่างหน้าตาย   

                แม้สิ่งที่นาคินทร์ทำนั้นมาจากความหวังดี แต่ความผิดหวังที่เกิดขึ้นมันมากเสียจนวิรุจน์ไม่อาจจะทำใจยอมรับได้

                ชายหนุ่มขับรถมุ่งตรงกลับไปที่บ้าน เขาติดต่อกับไอรีนไม่ได้ สายโทรเข้าที่ไม่ได้รับนั้นก็คือพอล

                “นายอยู่ที่ไทยหรือเปล่า”

                คำตอบที่หวังจะได้กลับมา ก็คือคำว่าใช่

                [เปล่า]

                น้ำเสียงนั้นไม่ได้ราบเรียบเสียทีเดียว วิรุจน์ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า ว่าพอลกำลังร้อนใจกับบางสิ่ง

                “นายไม่เป็นไรใช่ไหม”

                อยู่ๆเขาก็ถามออกไป นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าเขารู้สึกกลัวว่าพอลอาจจะได้รับอันตรายจากคนที่ไม่หวังดีซึ่งคนคนนั้นในใจเขาก็พาลไปนึกถึงนาคินทร์เสียด้วย วิรุจน์รู้สึกโกรธตัวเองที่ไปคิดในแง่ร้ายกับเพื่อนแบบนั้น

                [ฉันจะเป็นอะไรได้]

                ประโยคที่ตอบกลับมานั้น ค่อนข้างที่จะกวนประสาทของวิรุจน์เสียเหลือเกิน แต่ชายหนุ่มไม่ได้มีอารมณ์โมโห เขาไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงกับพอล ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

                “นายไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แล้วเรื่องน้องสาวของนาย นายจะทำยังไง”

                [นายรู้เรื่องแล้วสินะ]

                “อืม ไอรีนมาหายตัวไปที่ไทยแบบนี้ด้วย ฉันยิ่งกังวลใจ”

                สิ่งที่เขากำลังกังวล นั่นคงเป็นเพราะกลัวว่าคนที่ลักพาตัวไอรีนไปจะเป็นเพื่อนรักของเขาเอง

                [นายหมายความว่ายังไง]

                เหมือนว่าพอลจะแปลกใจกับคำพูดของวิรุจน์ แต่ชายหนุ่มก็รีบพูดเรื่องอื่นเพื่อเฉไฉ สภาพจิตใจของเขาตอนนี้ไม่พร้อมที่จะโกหกอะไรทั้งนั้น

                “ว่าแต่นายเถอะ ไอรีนหายไปแบบนี้ นายจะมาที่ไทยหรือเปล่า”

                [ฉันคงต้องดูก่อน อีกอย่างที่นี่ก็ดึกมากแล้ว นายไม่คิดว่าการโทรมาของนายมันรบกวนฉันหรือไง]

                น้ำเสียงของพอลเย็นชาจนวิรุจน์พาลนึกถึงคำพูดต่างๆของนาคินทร์ มันไม่มีวันเป็นไปได้เลยที่พอลจะคิดเกินเลยกับเขามากกว่าเพื่อน พอลวางสายไปแล้ว แต่วิรุจน์ยังถอนหายใจ

                เป็นพี่ชายประสาอะไร ถึงได้ทำเหมือนไม่ห่วงน้องแบบนั้น

                เขาได้แต่นึกด่าพอลในใจ แต่จะเป็นไปได้ยังไง ที่พอลจะใจร้ายขนาดนั้น แต่

วิรุจน์ก็นึกถึงพยัคฆ์ ถึงพี่ชายเขาจะเหมือนไม่สนใจเขาเลย แต่เมื่อเขามีปัญหา พี่ชายเขาก็อยู่เคียงข้างเสมอ

                ความรักมีการแสดงออกที่หลากหลายรูปแบบ เขาจะไปตีหน้าว่าพอลไม่รักน้องสาว ก็คงจะไม่ดีนัก

                “เฮ้อ”

                เมื่อเขาขับรถมาได้พักใหญ่จึงวิรุจน์ลงจากรถ เดินเข้าไปในบ้าน มารดาเขากำลังนั่งรอเขาอยู่

                “เป็นไงบ้างลูก ไปที่บริษัทแล้วเจอน้องไหม”

                “ไม่เลยครับ ผมไม่เจอไอรีนเลย โทรติดต่อก็ไม่ได้ด้วย ผมว่าเราช่วยส่งคนตามหาดีไหมครับ”

                “ฉันส่งคนให้ช่วยออกตามหาแล้ว แต่ยังไม่ได้เรื่อง”

                พยัคฆ์อุ้มไทกะขึ้นแนบอก เดินเข้ามาคุยกับวิรุจน์ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้ว

วิรุจน์ว้าวุ่นใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไอรีนมาที่เมืองไทย การที่ไอรีนจะถูกลักพาตัวไปได้ คนที่ทำ จะต้องไม่ใช่คนธรรมดา เพราะไอรีนเองก็ไม่ใช่มนุษย์ทั่วไปเช่นกัน

                “ผมไม่สบายใจเลยครับ”

                “เอาเถอะ ไอรีนต้องปลอดภัย”

                วิรุจน์มองหน้าพี่ชาย เขากำลังถูกปลอบใจ การหายตัวไปของไอรีนในครั้งนี้มันน่าสงสัยเกินกว่าที่เขาจะทนได้

ศาลทูรเดินไปกดโทรศัพท์หาเพื่อนรักเพื่อถามเรื่องไอรีน เพียงไม่นาน ชายชราก็เริ่มหน้าเครียด ก่อนจะวางสายลง

                “มีอะไรหรือเปล่าครับคุณพ่อ”

                ลูกชายคนกลางของบ้านถามด้วยความแปลกใจ เพราะสีหน้าของบิดาไม่ค่อยดีนัก เขาถอนหายใจอย่างเครียดๆ

                “ยังหาหนูไอรีนไม่พบ แล้วที่สำคัญ เมื่อตอนเย็นของที่โน่นถูกลอบทำร้าย แต่โชคดี ที่ปลอดภัย ไม่เป็นอะไร”

                วิรุจน์ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินว่าพอลถูกลอบทำร้าย เขาเพิ่งคุยกับอีกฝ่ายเมื่อไม่นานมานี้ แต่ชายหนุ่มกลับไม่บอกอะไรเขาเลย

                “ปลอดภัยก็ดีแล้ว”

พยัคฆ์เอ่ยขึ้น แล้วโอบไหล่ภรรยาเป็นเชิงปลอบขวัญเพราะตอนนี้ทุกคนในบ้านต่างก็รู้สึกแย่ ถึงแม้พอลจะไม่ใช่สมาชิกในบ้าน แต่ก็เป็นคนรู้จัก จะทำเป็นไม่สนใจความเป็นความตายเลยก็คงไม่ได้

“เป็นหรือเปล่า ดูหน้าซีดๆ”

พอพี่ชายทัก เขาก็รีบยิ้มจางๆ แล้วตอบไปว่าไม่เป็นอะไร รีบขอตัวเพื่อจะขึ้นห้อง

                เมื่อขึ้นมาถึงห้องนอนของตน เขาก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทันที กดเลื่อนรายชื่อไปหยุดที่ชื่อหนึ่ง

                พอล

                หัวใจของเขาเหมือนหยุดเต้น วิรุจน์ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงได้รู้สึกแย่ขนาดนี้ แต่ก็ยังดีที่บิดาเขาบอกว่าพอลปลอดภัย คงไม่จำเป็นอะไร ถ้าเขาจะโทรไปหา วิรุจน์หลับตาลงช้าๆ รู้สึกปวดหนึบที่จิตใจ เมื่อนึกถึงใครบางคนที่อาจจะอยู่เบื้องหลัง

                “คิน

                ชายหนุ่มตัดสินใจโทรหาเพื่อนรัก ความรู้สึกสับสนมากมายเข้ามาในสมองของเขา เพียงไม่นานก็มีเสียงตอบกลับมา

                [ว่าไง]

                น้ำเสียงในการสนทนายังเป็นเหมือนดังปกติ วิรุจน์หลับตาลงช้าๆ เขาไม่อยากจะนึกถึงความจริงที่พบเจอ แต่เขาก็ต้องพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ทั้งหมด เพื่อที่จะได้คุยธุระของพวกเขา

                “นายทำอะไรอยู่”

                เพราะไม่รู้จะเปิดประเด็นอะไร วิรุจน์ถึงถามไปแบบนั้น นาคินทร์กำลังนั่งพิงหัวเตียง ช่วงบนเปลือยไม่ได้สวมเสื้อ ข้างๆกายเขามีร่างของเจ้าหมาป่านอนหลับ หายใจสม่ำเสมอ ฝ่ามือร้อนลูบกลุ่มผมนิ่มนั้นเบาๆ

                [ก็เรื่อยเปื่อยน่ะ]

                “นายมีอะไรอยากจะบอกฉันไหม”

                [นายอยากให้ฉันบอกอะไรล่ะ นายมากกว่าที่อยากจะบอกอะไรฉัน]

                พอโดนถามย้อนกลับ วิรุจน์ก็เงียบไปพักหนึ่ง เขาหลุบตาลงอย่างคิดไม่ตกว่าควรจะทำอย่างไรดี ชายหนุ่มเม้มปากเล็กน้อย พยายามเรียกสติของตัวเองให้กลับมา เขาไม่อยากจะสับสนและวุ่นวายไปมากกว่านี้แล้ว

                “นายนายผิดสัญญา”

                [รู้จนได้สินะ แล้วยังไงล่ะ นายผิดหวังมากใช่ไหม]

                ดวงตาคมอ่อนแรงลง เขาเสียใจที่ได้ยินน้ำเสียงที่ผิดหวังในตัวเขาเป็นอย่างมาก ทั้งๆที่วันนี้จะเป็นวันที่เขาจะจบทุกอย่าง แต่สุดท้ายมันกลับไม่จบ

                “นายเป็นคนลักพาตัวไอรีนไปใช่ไหม”

                วิรุจน์ถามเสียงแข็ง เรื่องของราชิดที่นาคินทร์ปิดเอาไว้ มันก็มากพออยู่แล้ว ไหนจะเรื่องของไอรีนอีก จากที่วิรุจน์คาดการณ์เอาไว้ นาคินทร์ค่อนข้างจะเป็นคนจริง และโหดร้ายจนบางครั้งเขาก็คิดไม่ถึง

                แม้ไม่อยากจะปรักปรำเพื่อน แต่เขาเองก็ไม่อาจจะเชื่อใจเพื่อนของเขาได้เลย เขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้นาคินทร์กำลังคิดอะไรอยู่และโกหกเขาอยู่หรือเปล่า

                [นายว่าอะไรนะ]

                “ฉันถามว่า นายลักพาตัวไอรีนไปใช่ไหม”

                [พูดเรื่องอะไรของนาย ฉันไม่เข้าใจ]

                “อย่ามาเสแสร้งแกล้งทำเป็นไม่รู้ไปหน่อยเลย ฉันรู้นะ ว่ามันเป็นฝีมือของนาย เลิกโกหกฉันสักทีเถอะ นายเห็นฉันเป็นเพื่อนนายหรือเปล่า”

                [ใจเย็นๆก่อนได้ไหมวะ นายกำลังบ้าแล้วนะ!]

                นาคินทร์เองก็ไม่อยากให้เพื่อนรู้สึกแย่ขนาดนี้ เสียงของเขาดังจนราชิดเริ่มขยับตัวด้วยความรำคาญ ชายหนุ่มลุกจากเตียง หยิบผ้ามาพันรอบเอวแล้วเดินไปคุยที่ระเบียง

                “ใจเย็นงั้นเหรอ ไอรีนเป็นผู้หญิง เป็นญาติฉัน ฉันรักและเอ็นดูเธอเหมือนกับน้องสาว นายยังจะให้ฉันใจเย็นอีกงั้นเหรอ นายเอาไอรีนไปซ่อนไว้ที่ไหน บอกฉันมา!

                น้ำเสียงเกรี้ยวกราดส่งมา นาคินทร์ขมวดคิ้วฉับ เขาไม่ชอบเลย เวลาที่วิรุจน์สติแตกแบบนี้

                [หึแล้วทำไมฉันต้องบอกนายด้วย]

                คำตอบนั้นทำให้วิรุจน์อึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่ทรมาน

                “เป็นนายจริงๆ นายทำจริงๆจิตใจนายทำด้วยอะไร ทำไมต้องไปดึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาด้วย”

                [ฉันไม่ได้ทำ]

                เขาตอบเสียงเรียบ ใบหน้านิ่งเฉย

                “โกหก นายโกหกฉัน หยุดโกหกฉันสักที!

                [ไอ้รุจน์ ฉันพูดความจริง ทำไมไม่เชื่อ หึหรือว่านายมันหลงเชื่อไอ้เสือขาวนั่น จนไม่สนใจฟังเพื่อนคนนี้แล้ว]

                “ฟังเหรอ ก็เพราะฉันฟังนายไม่ใช่เหรอ ถึงได้เสียความรู้สึกขนาดนี้ เราเป็นเพื่อนกันมานานแค่ไหน นี่คือสิ่งที่นายตอบแทนฉันเหรอวะ”

                [พอสักที ที่ฉันทำไปทั้งหมด ก็เพื่อแก!]

                นาคินทร์ตวาดกลับไปด้วยความโมโห เขาทำทุกอย่างเพื่อวิรุจน์ แต่ชายหนุ่มกลับมาต่อว่าเขา แบบนี้มันบ้าชัดๆ เรื่องอะไร เขาจะต้องทนให้ถูกว่าอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งๆที่เขาหวังดีแท้ๆ แต่นี่คือผลตอบแทนความหวังดีอย่างนั้นเหรอ ไม่ยุติธรรมเลย

                “ฉันไม่เคยบอกให้แกทำ แกทำทำไม ยุ่งไม่เข้าเรื่อง นี่มันเรื่องส่วนตัวของฉัน”

                [เรื่องส่วนตัวของแกงั้นเหรอ เหอะ ไอ้รุจน์ คนอย่างแกมันเอาตัวไม่รอดหรอก ฉันทำเพื่อแก แต่แกมาว่าฉัน ใครกันแน่ที่ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายเป็นเพื่อน ใช่สิสำหรับแก คงมีแค่ไอ้พีคนเดียวใช่ไหม ที่แกจะฟัง หรือฉันจะต้องไปปลุกมันจากหลุมศพให้มาเตือนสติแก]

                “มันจะมากไปแล้วนะไอ้คิน อย่าเอาพีมาเกี่ยว!

                วิรุจน์แทบจะตะคอกสุดเสียง โกรธจนเลือดแทบขึ้นหน้า เมื่อมีชื่อของบุคคลสำคัญอีกคนโผล่มาในการสนทนา

                [หึ…]

                นาคินทร์พ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด

                “บอกฉันมา ว่าแกเอาไอรีนไปซ่อนไว้ที่ไหน ไม่อย่างนั้น ฉันกับแก เราคงต้องแตกหักกัน”

                แม้จะพยายามคุมสติตัวเอง แต่นาคินทร์ก็รู้ว่าเพื่อนเขายังคงสติแตก คำพูดของวิรุจน์ก็ดูโหดร้ายจนนาคินทร์เองก็คิดไม่ถึง

                [เพียงเพื่อผู้หญิงที่เป็นน้องสาวของไอ้หมอนั่น แกถึงกับจะตัดเพื่อนกับฉันเลยเหรอ…]

                พอฟังคำพูดของนาคินทร์ วิรุจน์ก็อึ้งไปพักหนึ่ง แต่เขาบอกตัวเองว่าจะใจอ่อนไม่ได้เด็ดขาด แล้วยื่นคำขาดเพื่อให้นาคินทร์บอกความจริง

                “ก็ฉันไม่รู้นี่ว่าแกจะโกหกอะไรฉันอีกบ้าง ถ้าแกไม่ยอมพูดความจริง ฉันกับแกก็ไม่ต้องมาเป็นเพื่อนกันอีก!

                [ไอ้รุจน์…]

                นาคินทร์ปล่อยเสียงออกมาแผ่วเบาราวกับเสียงคราง

                [นี่แกเลือกมันมากกว่าฉันเหรอ]

                “แกจับตัวไอรีน แกส่งคนไปลอบทำร้ายพอล ฉันไม่เคยคิดว่าฉันจะมีเพื่อนนิสัยแย่ๆแบบนี้”

                [ฉันไม่ได้ทำ]

                นาคินทร์ตอบเสียงเรียบ ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

                “แกโกหกฉันไม่เชื่อ!

                [ไอ้รุจน์ ถ้าแกคิดว่าฉันทำจริงๆ ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูด แต่ฉันจะบอกให้แกรู้ ว่าแกมันหลงผู้ชายจนลืมเพื่อนมากเกินไปแล้ว แกมันบ้าไปแล้ว]

                “แกต่างหากที่บ้า! แกบอกฉันมาเดี๋ยวนี้ ว่าแกเอาไอรีนไปไว้ที่ไหน ถ้าไม่บอก ฉันจะถือว่าแกกับฉัน ไม่เคยเป็นเพื่อนกัน!

                วิรุจน์ยื่นคำขาดอีกครั้ง เขาทนเห็นเพื่อนรักโกหก ผิดคำพูดไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เพื่อนของเขาทำเรื่องน่ากลัวจนเขาไม่อาจจะคาดคิด เขาไม่อยากให้ไอรีนได้รับอันตราย รวมถึงพอลด้วย

                [ฉันบอกแกไม่ได้หรอก]

                น้ำเสียงเรียบๆที่ตอบกลับมา ทำให้วิรุจน์แทบจะทรุดทั้งยืน เขากดตัดสายด้วยดวงตาที่เหม่อลอย ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น

                คินแกทำแบบนี้ได้ยังไงฉันเป็นเพื่อนแกนะ

                วิรุจน์ทรุดกายนั่งลงที่ปลายเตียง เขาหลับตาลงช้าๆ สมองเหมือนปิดตาย  ก่อนจะค่อยเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆอย่างคนเครียดหนัก ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเลขานุการของตัวเอง

                “ผมจะบินไปนิวยอร์คพรุ่งนี้ ช่วยจัดการทีนะครับ”

                หลังจากคุยธุระเสร็จ วิรุจน์ก็ปล่อยโทรศัพท์ให้ตกลงบนเตียง ดวงตาที่ดูเหนื่อยล้าเปลี่ยนเป็นดุดันจนน่ากลัว

                “ไอ้คินฉันจะไม่ปล่อยให้แกทำอะไรพอลได้อีกฉันจะปกป้องเขาเอง”

 

 

 100%

ช่วงนี้ บทความอาจจะเด้งก่อนวันเสาร์ เพราะอากิเข้ามาอัพเดทรายชื่อผู้ซื้อนะคะ

__________________________

แจ้งการเปิดพรี  11 ม.ค. - 3 มี.ค. 60

เปิดพรีออเดอร์ Royal Tiger ภาค 2
รายละเอียด : https://goo.gl/epg3j9

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}