เมาหนักหลับคาบ้าน / เตี๋ยหลาน
email-icon

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

10 ยามเดินหมากร่ำสุรา (รีไรท์แล้ว)

ชื่อตอน : 10 ยามเดินหมากร่ำสุรา (รีไรท์แล้ว)

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.4k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มิ.ย. 2563 13:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
10 ยามเดินหมากร่ำสุรา (รีไรท์แล้ว)
แบบอักษร

ตอนที่ 10 ยามเดินหมากร่ำสุรา 

 

มีบัณฑิตชราผู้หนึ่งเคยเอ่ยพร่ำสอนเฉินอวี่หลียามยังเยาว์เอาไว้ว่า....

‘เรื่องใดใครขอ จะเห็นชอบดีงามหรือไม่นั้น ไม่ควรตอบรับคำใครง่าย หากเมื่อตกปากรับคำสัญญาไป จะเดินหน้าหรือถอยหลังก็นับว่าผิดพลาดแล้ว เช่นนั้นจงจำไว้...หนึ่งคำสัญญามีค่ายิ่งกว่าทองคำหนักพันชั่ง![1] 

ในเมื่อตกปากรับคำผู้อื่นอย่างไม่ทันตั้งใจไปแล้ว หากเฉินอวี่หลียังแสร้งเมินเฉยไม่ไปเยือนตามสัญญา อย่างไรเสีย ท่านแม่ทัพใหญ่เซียนปู้เซียวก็ยังสามารถหาเรื่องมาตามรังควานเขาได้อยู่ดี มิสู้ไปเยือนอีกฝ่ายสักครั้ง เอ่ยตัดความสัมพันธ์ให้แน่ชัด เจ้าอยู่ของเจ้า ข้าก็จะอยู่ของข้า ต่างก็เป็นน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง จบสิ้นเรื่องราวเสียดีกว่า จากนั้นต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไม่ยุ่งเกี่ยวกันตลอดชีวิต

ดังนั้นสามวันที่ท่านแม่ทัพใหญ่แซ่เซียนผู้นั้นยังอยู่ในเมืองหลวงแห่งแคว้นผู่โจว องค์ชายสิบสองเฉินอวี่หลีจึงเลือกมาพบหน้าอีกฝ่ายตั้งแต่วันแรก ปลอมแปลงรูปโฉมพร้อมแบกความมัวหมองใจมาเยือนโรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารีตามที่ได้นัดหมาย

"ข้า...ขอเปลี่ยนใจได้หรือไม่ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่เถอะนะ" องค์ชายสิบสองเฉินอวี่หลีนั่งกอดเข่าห่อตัวอยู่ในรถม้า ไม่กล้าแม้แต่ชะโงกหน้าออกไปดูท้องฟ้าที่เริ่มโรยตัวเข้าสู่ยามย่ำค่ำ ไม่กล้ามองแม้แต่ความคึกคักของผู้คนมากมายที่เดินเข้าออกโรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารีอย่างไม่ขาดสาย เสียงเสวนาที่ต้องอัธยาศัยกันล้วนออกรสชาติเฮฮาสุขสันต์ครื้นเครง ทำให้ภายในใจของเฉินอวี่หลีถูกความห่อเหี่ยวรุมเร้าเข้าโจมตีกะทันหัน

"องค์ชายยังคิดจะเปลี่ยนใจอีกหรือเพคะ! ทรงทราบไหมว่าเสี่ยวเมี้ยวต้องวิ่งวุ่นวายแค่ไหนกว่าจะช่วยองค์ชายหลบหนีออกจากวังหลวง ต้องผ่านความยุ่งยากมากมายจนกระทั่งออกมาส่งถึงที่นี่ได้น่ะเพคะ” เสี่ยวเมี้ยวเอ่ยวาจาแต่ละคำเสียงดังสะท้านไปทั้งบ้องหู แม้แต่รถม้าคันงามที่โดยสารมายังสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว

“อ๊าเสี่ยวเมี้ยว...เจ้าพูดเสียงดังจนข้ารู้สึกปวดหัวไปหมดแล้ว พวกเรารีบกลับตำหนักสงบฟ้าไปพักผ่อนกันเถอะ”

“อย่าทรงเล่นลูกไม้เช่นนี้เลยเพคะ หม่อมฉันไม่มีทางยอมอ่อนข้อให้องค์ชายหรอก แล้ววันนี้ทั้งวันหม่อมฉันเหนื่อยมากนะเพคะ จะให้พรุ่งนี้เหนื่อยซ้ำอีกวันได้เช่นไรกัน!"

"อ่า...พรุ่งนี้รบกวนเจ้าเหนื่อยซ้ำอีกวันก็แล้วกันนะเสี่ยวเมี้ยว" เฉินอวี่หลีขยับยิ้มพลางหัวเราะร่า พรุ่งนี้ค่อยมาพบหน้าเจ้าคนแซ่เซียนใหม่ก็ดีเหมือนกัน...ใช่ว่าเขาอยากจะมาพบเจอหน้าคนแซ่เซียนเสียเมื่อไหร่

"องค์ชาย! เสด็จลงจากรถม้าไปเดี๋ยวนี้เลยเพคะ" เสี่ยวเมี้ยวไม่เอ่ยวาจาว่าเปล่า นางกำนัลร่างอวบอ้วนยังคว้าแขนผอมบอบบางของผู้เป็นนายปลิวหวือลงจากรถม้ามาด้วยกัน

"อ๊ะ!" เฉินอวี่หลีสะดุดฝ่าเท้าหลุดเสียงอุทานเพียงแผ่วเบา หากกลับดังกังวานท่ามกลางความเงียบงันที่พลันสงัดไม่ต่างไปจากป่าช้า ดวงเนตรคู่งามฉ่ำหวานช้อนมองความรู้สึกผิดปกติรอบกายด้วยความสงสัย พลันเห็นว่าผู้คนรอบข้างต่างหยุดมอง 'นาง' ถึงกับกลั้นหายใจด้วยความตกตะลึง

“อ่า...” ทันทีที่ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว องค์ชายสิบสองเฉินอวี่หลีในคราบหญิงงามก็ขยับศีรษะคำนับผู้คนเป็นการคารวะทักทายอย่างนอบน้อม หนึ่งปอยผมสีดำงดงามดั่งม่านไหมไหลเลื่อนออกจากปิ่นดอกโบตั๋นหยกม่วงที่เสียบรั้งประดับบนมวยผม เรียวนิ้วขาวผ่องเกี่ยวปอยผมซุกซนนั้นขึ้นพันเก็บอย่างเรียบร้อย ชายแขนเสื้อพลอยเลื่อนไหลลงอย่างไม่ตั้งใจ ปลดปล่อยให้ท่อนแขนกลมกลึงผิวดั่งหยกน้ำนมโผล่พ้นอวดสายตาผู้คนให้ใจสั่นไหวสะท้าน

มืองามเสลาเลื่อนต่อลงมายังลำคอระหง จงใจลากปลายนิ้วชี้จรดลงไปยังเนินอกที่เกือบเปลือยเปล่า ชักชวนให้ผู้คนจินตนาการถึงความอวบอิ่มที่อัดแน่นอยู่ภายในเสื้อตัวน้อยจนแทบล้นทะลัก

เฉินอวี่หลีเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็ลอบยิ้มซุกซน จงใจกดเน้นย้ำเคล้นคลึงลงไปยังหน้าอกนุ่มนิ่มที่เพิ่มขึ้นมาเฉพาะกิจของตัวเองเป็นจังหวะ เดี๋ยวหนักเดี๋ยวเบาบีบคละเคล้ากันไป ก่อนจะปล่อยมือออกด้วยกิริยาเชื่องช้าและอ้อยอิ่ง จากนั้นก็ทอดสายตาลงมองเนินเนื้อขาวผุดผาดของตัวเองอย่างแสนอาลัยอาวรณ์

“อ่า...” บุรุษเกือบครึ่งร้อยต่างก็ยกมือปาดโลหิตซึ่งไหลรินลงมาตามร่องจมูก ความร้อนระอุขุมหนึ่งพุ่งทะลวงเส้นเลือดในเรือนร่าง แต่ละคนหากไม่อ้าปากค้างหน้าแดงก่ำก็ลืมแม้กระทั่งวิธีหายใจ

“คิคิคิคิ” เฉินอวี่หลีหัวเราะแผ่วเบาอย่างมีจริตมารยา ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดแดงดั่งดอกเหมยคลี่ยิ้มแจกจ่ายไมตรี ก่อนเอ่ยเตือนเสี่ยวเมี้ยวในคราบ 'สาวใช้' ให้ออกเดินด้วยเสียงหวานละมุนที่ดัดแปลงให้เหมือนสตรีมาอย่างแนบเนียนว่า

“เสี่ยวเมี้ยวออกเดิน...”

"เชิญทางนี้เจ้าค่ะคุณหนู" เสี่ยวเมี้ยวส่งค้อนมองเจ้านายผู้ช่างยั่วเย้ากลั่นแกล้งชาวบ้าน ก่อนแปรเปลี่ยนจากจับแขนบังคับเจ้านายให้กลายมาเป็นการประคองก้าวเดินเข้าไปด้านใน ทุกการกระทำเป็นไปอย่างระมัดระวัง ราวกับว่าคนร่างบอบบางเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในแผ่นดิน

ร่างอ้อนแอ้นบางระหงก้าวเท้าสู่โถงโรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารีด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยและสง่างาม ชายชุดกระโปรงสีม่วงจางจนเกือบขาวพิสุทธิ์ขยับไหวไปตามจังหวะเดินก้าวย่าง ดูราวกับเทพธิดาบนสวรรค์กำลังร่ายรำอยู่กลางอากาศ กลิ่นน้ำหอมดอกกุหลาบที่จรุงใจกำจายจนยากจะหักห้ามความลุ่มหลงมัวเมาในเสน่หา

“แคร่ง! แพล๊ง! ตุบ! โคร้ม!”

เสียงความวุ่นวายจนยากจำแนกว่าเกิดจากสิ่งใดดังขึ้นลอยตามหลังมา แต่เฉินอวี่หลีไม่คิดจะหันกลับไปเหลียวแลแม้แต่น้อย ดวงหน้าบุรุษที่งดงามยิ่งกว่าสตรีโฉมสะคราญแย้มยิ้มละไม ความพึงพอใจฉายแจ่มแจ้งอย่างเห็นได้ชัดเจน

‘เยี่ยม! สองกระบวนท่ามารยาสยบผู้คนได้ผลจริงๆ ฮะฮะฮะ’ 

องค์ชายสิบสองเฉินอวี่หลีลอบหัวเราะในความคิดอย่างสะใจ สองมือลอบกระชับเสื้อจัดนมปลอมที่ทำมาจากการยัดผลส้มหนึ่งคู่ให้อยู่ในที่ตำแหน่งอันควร อารมณ์ที่ขุ่นมัวหมองกลับกลายเป็นความสุขสดใสขึ้นมาทันตาเห็น

ความดีงามทั้งหมดนี้ล้วนต้องยกให้แก่เสี่ยวเมี้ยวโดยแท้...

หากมิใช่เพราะนางกำนัลของเฉินอวี่หลีมีอาชีพเดิมเป็นเด็กรับใช้ในหอนางโลม มีหรือจะจัดแต่งองค์แปลงโฉมบุรุษผู้หล่อเหลาให้กลายเป็นสตรีโฉมสะคราญผู้งดงามถึงเพียงนี้ แม้แต่เขาเห็นหน้าตัวเองในกระจกครั้งแรกยังอดไม่ได้ที่จะตงตะลึงในความงามล่มเมือง

พอนึกถึงตรงนี้ เฉินอวี่หลีก็ยกยิ้มที่มุมปากอย่างขบขัน ไม่เพียงแต่เขาหรอกที่ลุ่มหลงรูปลักษณ์อันแปลกใหม่ของตัวเอง แม้แต่องค์ชายสิบเอ็ดโม่หลางที่ถูกเขากับเสี่ยวเมี้ยวและอาใบ้ร่วมมือกันจับมัดตัวไว้เป็นบ๊ะจ่าง ปิดปากเงียบอยู่ในห้องนอนถึงหนึ่งคืนเต็มยังต้องมองตาค้างหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อเลยทีเดียวเชียว

หืม? คนเยี่ยงเขาน่ะหรือ...

องค์ชายสิบสองแห่งแคว้นผู่โจว ถูกผู้อื่นรังแกมามาก เขาเองก็สามารถรังแกผู้อื่นได้มากกว่าทบทวีเช่นกัน

จะให้แต่งตัวแปลงโฉมเป็นหญิงงามน่ะหรือ...

หึ! เกรงว่าแม้แต่สตรีแท้ๆ ยังแทบเอาหน้ามุดดินหนีไปด้วยความอับอายเลยทีเดียวเชียว ฮะฮะฮะ

เฉินอวี่หลีเดินเชิดหน้าแอ่นอกอวบอิ่มอวดสายตาผู้คนอย่างฮึกเหิม เถ้าแก่แห่งโรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารีเห็นคนงามหน้าตาดีมีสง่าราศีสูงศักดิ์ ถึงกับวิ่งออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าประจบประแจง เรียวนิ้วทั้งสิบที่เต็มไปด้วยแหวนทองคำถูไถกันไปมากระทบแสงไฟระยิบระยับ แหวนทองคำเหล่านั้นช่างดูล่อตาล่อใจชวนให้โจรตบะแตกจนอยากปล้น

"โรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารียินดีต้อนรับขอรับ ไม่ทราบว่าคุณหนูต้องการห้องพักสักคืนหรืออาหารเลิศรสสักมื้อดีขอรับ..."

"โอ๊ะ!" ยังมิทันที่เถ้าแก่วัยบั้นปลายชีวิตจะหยุดก้าวฝ่าเท้าได้นิ่งสนิท กลับมีผู้ประสงค์ร้ายยื่นขาเข้ามาขัดขวางเสียก่อน ส่งผลให้ร่างนั้นพุ่งถลาใส่ร่างของเฉินอวี่หลีทันที

"อ๊า!" เฉินอวี่หลีหลีกหนีไม่ทันการณ์จึงได้แต่ถลึงตามองค้างกับภาพเบื้องหน้า แล้วยืนรอรับความเจ็บปวดที่กำลังจะมาถึง แต่ยังไม่ทันที่ทุกอย่างจะดำเนินไปตามสถานการณ์อันเลวร้าย ร่างเพรียวบางของเขากลับถูกเงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านเข้ามาแทรกกลางเพื่อขัดขวาง ก่อนจะถูกวงแขนแข็งแรงโอบรัดช่วงเอวคอดกิ่ว เคลื่อนที่ขยับห่างจนหลุดพ้นรัศมีแรงปะทะไปได้อย่างฉิวเฉียด

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงหนึ่งช่วงลมหายใจ รวดเร็วเกินกว่าสายตาจะมองทัน!

"เจ้านี่มันหมาน้อยจอมก่อเรื่องจริงๆ" เซียนปู้เซียวเอ่ยเสียงขบขันระคนเอ็นดู ดวงตาคู่คมดุมองสบดวงเนตรหวานที่บรรจงแต่งแต้มสีสันสดสวย ในขณะที่ฝ่าเท้าข้างหนึ่งยกขึ้นยันหน้าเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมที่กำลังถลาร่างพุ่งเข้ามาได้อย่างพอดิบพอดี

หากมิใช่เพราะเซียนปู้เซียวใช้กำลังภายในเร่งเร้าพลังยุทธ์แล้วล่ะก็ เกรงว่าคนในอ้อมแขนคงถูกทับจนบี้แบนไปแล้วกระมัง

"ข้าไม่ได้ตั้งใจก่อเรื่อง แต่ไอ้เรื่องพวกนี้มันชอบวิ่งเข้ามาหาข้าเองต่างหากเล่า" เฉินอวี่หลีบ่น ดวงพักตร์งามละไมขุ่นเคืองด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

"หึหึหึ เจ้าหมาน้อยอวี่หลี นับว่าเจ้าติดหนี้รอตอบแทนข้าอีกครั้งหนึ่งแล้ว" เซียนปู้เซียวขยับยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนยินยอมปล่อยร่างน้อยออกจากวงแขนแข็งแกร่งพร้อมทั้งเก็บฝ่าเท้าที่ใช้ยันหน้าเถ้าแก่โรงเตี๊ยมกลับคืน

"อ่า...ที่แท้คุณหนูท่านนี้ก็เป็นคนของท่านแม่ทัพใหญ่นี่เอง ฮะฮะฮะ" เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเงยหน้าที่เปื้อนครามโลหิตและรอยรองเท้าขึ้นมา พร้อมกับส่งรอยยิ้มประจบสอพลอเฉินอวี่หลีและแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นผู่โจว ร่างโปร่งหลังค่อมน้อยๆ ยืนโอนเอนไปมาไม่ต่างจากต้นไผ่โอนอ่อนไปตามกระแสลมพัดผ่าน มือเหี่ยวย่นหนังบางสั่นระริกผายออกเพื่อเชื้อเชิญแขกคนสำคัญให้เข้าไปยังด้านในห้องโถงของโรงเตี๊ยม

"เชิญท่านทั้งสองตามสบายเลยขอรับ โรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารีของข้ายินดีต้อนรับผู้มาเยือนเสมอ"

เอ่ยวาจาจบความเถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็ส่งยิ้มจากลา หันหลังก้าวเดินกลับไปยังโต๊ะที่นั่งของตัวเองได้สามฝ่าเท้าก็ล้มลงหมดสติไปในทันที ต้องลำบากบรรดาเด็กรับใช้ช่วยกันพยุงร่างขึ้นมาจากพื้นด้วยความทุลักทุเล

"องค์ชะ...เอ๊ย คุณหนูบาดเจ็บตรงไหนบ้างไหมเจ้าคะ" เสี่ยวเมี้ยวเอ่ยถามละล่ำละลัก ดวงหนากลมเกลี้ยงยิ่งกว่าดวงจันทร์วันเพ็ญตื่นตระหนกอย่างชัดเจน นางไล่สายตาสำรวจร่างผู้เป็นนายตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ เมื่อพบว่าไม่มีความเสียหายใดเลยนอกจาก...

"เอ่อ องค์ชาย...นมเพคะ นมๆ" เสี่ยวเมี้ยวทูลกระซิบเสียงเคร่งเครียดให้ได้ยินกันสองคน

"หือ?" เฉินอวี่หลีเลิกคิ้วขึ้นถามด้วยความงุนงง สายตาแลลงไปตามนิ้วชี้อวบอ้วนของนางกำนัลคนสนิท ที่ชี้มายังหน้าอกของผู้เป็นนายด้วยสีหน้าแตกตื่น

ชุดสตรีของแคว้นผู่โจวนิยมอวดเรือนร่าง จึงใช้ผ้าไหมเนื้อมันวาวผืนใหญ่พันช่วงอกเพื่อขับเน้นความอวบอิ่ม ก่อนจะใช้กระโปรงผ้าพลิ้วยาวสวมทับลงบนเอวคอดกิ่ว จากนั้นก็ใช้เสื้อตัวสั้นที่ทอจากผ้าแพรโปร่งแขนยาวผืนบางคลุมไหล่ขาวผ่อง ปล่อยให้ลำคอระหงเฉิดฉายและเนินอกงามชวนจินตนาการโผล่พ้นขอบผ้ามาให้เห็นรำไร

ทว่า...ในยามนี้ความอวบอิ่มของเฉินอวี่หลีกลับแหว่งเว้าไปเสี้ยวหนึ่ง ผ้าไหมเนื้อมันวาวกลับหย่อนลงจนเห็นแถบผ้าขาวและผิวเนื้อผลไม้สีส้มที่ขาดคู่

สวรรค์จัญไร!

ก้อนนม เอ๊ย ผลส้ม ของเขาหล่นหายไปลูกหนึ่งเสียแล้ว

"อ๊ะ มันอยู่นั่น!" เสี่ยวเมี้ยวกระตุกชายแขนเสื้อของเฉินอวี่หลี เรียวนิ้วชี้ไปยังผลส้มที่กลิ้งวกวนอยู่ท่ามกลางผู้คนวุ่นวาย เดี๋ยวถูกปลายเท้าคนหนึ่งเตะไปทางซ้ายที เดี๋ยวก็ถูกเตะไปทางขวาที ไม่มีวี่แววว่าจะหยุดนิ่งสักนิด

เฉินอวี่หลีได้แต่มองตามด้วยใจระทึก 'นมส้ม' ของเขายิ่งกลิ้งไปยิ่งห่างไกลขึ้นทุกขณะ ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ปลายส้นรองเท้าหนังกวางคู่หนึ่งแล้วก็สิ้นสลายวายชนม์ด้วยการเหยียบอย่างไม่ตั้งใจในครั้งเดียว

“แผละ!”

อวสานนมปลอม...หน่มน๊มของเฉินอวี่หลีบี้แบนไปข้างหนึ่งเสียแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ล้วนขาดความสมดุลจนอาจก่อเกิดพิรุธไม่มากก็น้อย ถึงอย่างไรก็ต้องมีคนสังเกตเห็นได้ในไม่ช้าอย่างแน่นอน และนั่นย่อมหมายความว่า...

ความจริงที่เขาเป็นบุรุษปลอมตัวมาต้องถูกเปิดโปง!

"ช่วยไม่ได้สินะ..." เสียงทุ้มเอ่ยกลั้นรอยขบขัน ดวงตาเรียวคมกริบของเซียนปู้เซียวมองสีหน้าหนักใจและช่วงอกของคนร่างบางอย่างเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี

"เฉินอวี่หลี เจ้าหมาน้อยจอมก่อเรื่อง...คราวนี้เจ้าติดหนี้ข้าเพิ่มอีกอย่างแล้ว หึหึหึ"

เฉินอวี่หลีไม่ได้ยินคำพูดของคนข้างกาย เพราะสมองกำลังครุ่นคิดหาทางหนีทีไล่ท่ามกลางสถานการณ์มืดแปดด้าน ฉับพลันรู้สึกได้ว่าพื้นดินโคลงเคลงดั่งเรือน้อยลอยลำอยู่บนเกลียวคลื่นคลุ้มคลั่ง เสมือนหนึ่งฟ้าสวรรค์กลับตาลปัตรย้ายที่กับนรกใต้ธรณี พอเขารู้สึกตัวอีกทีก็ถูกแม่ทัพใหญ่เซียนปู้เซียวแบกร่างไว้บนบ่าไม่ต่างจากการแบกกระสอบข้าวสาร

"อ๊า..." องค์ชายสิบสองแห่งแคว้นผู่โจวแทบอยากร่ำไห้ เซียนปู้เซียวไม่บอกกล่าวล่วงหน้าก็นำพาร่างเขาพาดบ่าก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นบนซึ่งแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน คือส่วนที่นั่งเสวนาดื่มชาชมทิวทัศน์ กับส่วนแถวห้องพักที่เรียงยาวมากมายนับยี่สิบห้อง

เพียงไม่ถึงหนึ่งช่วงกะพริบตา เซียนปู้เซียวก็พาร่างเฉินอวี่หลีมาถึงห้องพักของตัวเอง ก่อนวางร่างเพรียวบางลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล แล้วหันกลับไปสั่งความบางอย่างกับเสี่ยวเมี้ยวและบ่าวรับใช้ที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่นอกห้อง

"เจ้าหมาน้อย เจ้าเอาสุราที่ข้าอยากดื่มมาด้วยหรือไม่" เซียนปู้เซียวหันหน้ากลับมาถามแขกผู้มาเยือนที่กำลังแสร้งมองดูการตกแต่งภายในห้องพักอย่างสนอกสนใจ

"องค์ชายสติวิปลาสเช่นข้า อย่าได้วาดหวังว่าจะมีสุราดีอย่างสุราน้ำค้างกลีบดอกท้อแดงสักไหเลย แค่มีข้าวให้กินครบทุกมื้อได้ก็นับว่าสวรรค์เมตตาแล้ว" เฉินอวี่หลีทอดถอนหายใจอย่างหม่นหมอง ภาพตำหนักสงบฟ้าที่ทรุดโทรมฉายชัดในมโนความคิด

"เช่นนั้นเจ้าหมาน้อยนั่งดื่มสุราเป็นเพื่อนข้าก็แล้วกัน" เซียนปู้เซียวหันกลับไปสั่งความเพิ่มเติมอีกสองสามคำกับบ่าวรับใช้และเสี่ยวเมี้ยว จากนั้นก็พยักหน้าให้ผู้อื่นออกไปจากห้อง เหลือเพียงแค่เขากับแขกคนสำคัญเท่านั้น

"เจ้าหมาน้อย ในศิลปะสุดยอดแห่งศาสตร์ทั้งสี่ ระหว่างร่ายบทกลอน เล่นดนตรี เดินหมาก และวาดอักษร เจ้าถนัดสิ่งไหนที่สุด" คนร่างสูงเอ่ยถามพลางเดินเข้ามาใกล้ชิด ดวงหน้าคมที่ดูดุดันอยู่ตลอดเวลา ยามนี้คลายความเข้มงวดลงหลายส่วน รอยยิ้มบางเบาถูกแทรกซึมแทนที่ความเข้มงวด

"แน่นอนว่าต้องเขียนอักษรอยู่แล้ว ในอดีตก่อนที่ข้าจะแสร้งเป็นคนบ้าสติวิปลาส ลายมือยามข้าตวัดพู่กันเขียนอักษรของข้านับว่าเป็นหนึ่งในสำนักศึกษาหลวงเชียวนะ แม้แต่เสด็จพ่อยังชมข้าเสมอเลยว่าลายเส้นงดงามปานประหนึ่งหงส์กรีดปีกร่อนเมฆา" เฉินอวี่หลีคุยโวโอ้อวดหน้าบานยิ่งกว่าดอกทานตะวัน

"เช่นนั้นเรามาเดินหมากกระดานกัน" เซียนปู้เซียวแสยะยิ้มระรื่น

"เอ๋...นึกว่าเจ้าถามข้าก็เพื่อแข่งกันในเรื่องที่ข้าถนัด" เขาถึงกับอ้าปากค้างด้วยความมึนงง

"จุ๊ๆ เจ้าหมาน้อย...”เซียนปู้เซียวขยับยิ้มเล่ห์ร้าย “ถ้าใช้ความถนัดที่สุดมาแข่งขันกัน เกมแข่งขันมันจะสนุกได้อย่างไรกันเล่า"

"แล้วเจ้าถนัดอะไร" เฉินอวี่หลีถามด้วยความรู้สึกหมั่นไส้อย่างยิ่ง เขารู้สึกชิงชังขี้หน้าและรอยยิ้มของอีกฝ่ายสุดหัวใจเลยทีเดียวเชียว

"ข้าถนัดศาสตร์ทุกอย่าง แต่ฝีมืออ่อนด้อยที่สุดก็คือการเดินหมากกระดานนี่แหละ"

"หึ!" เฉินอวี่หลีกระหยิ่มยิ้มย่อง

ปู้เซียวหนอปู้เซียว...เจ้าถามข้าว่าถนัดสิ่งใดที่สุด แต่ลืมถามว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ถนัดรองลงมา ช่างหารู้ไม่ว่า การเดินหมากของข้าน่ะนะ หึหึหึ อีกเสี้ยวเดียวก็จะเทียบเท่าฝีมือชั้นเซียนวาดอักษรของข้าแล้ว

เกมกระดานนี้น่ะหรือ?             

หึหึหึ ข้าจะกินเจ้าจนเรียบให้แพ้ราบคาบเลยคอยดู!

..........................................................

หมายเหตุ

[1]ชั่ง (jīnอ่านว่า จิน) เป็นมาตาชั่งน้ำหนักแบบจีนโบราณ โดย 1 ชั่ง เท่ากับ 500 กรัมโดยประมาณ 

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

蝶兰

เตี๋ยหลาน

17/1/2560

ความคิดเห็น