เตี๋ยหลาน

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

10 ยามเดินหมากร่ำสุรา

ชื่อตอน : 10 ยามเดินหมากร่ำสุรา

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.1k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ม.ค. 2560 07:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
10 ยามเดินหมากร่ำสุรา
แบบอักษร

 

ตอนที่ 10 ยามเดินหมากร่ำสุรา

 

 

มีบัณฑิตชราผู้หนึ่งเคยเอ่ยพร่ำสอนเฉินอวี่หลียามยังเยาว์เอาไว้ว่า....

 

 

เรื่องใดใครขอ จะเห็นชอบดีงามหรือไม่นั้น ไม่ควรตอบรับคำใครง่าย หากเมื่อตกปากรับคำสัญญาไป จะเดินหน้าหรือถอยหลังก็นับว่าผิดพลาดแล้ว 

เช่นนั้นจงจำไว้ว่า...หนึ่งคำสัญญามีค่ายิ่งกว่าทองคำพันชั่ง!

 

 

ในเมื่อตกปากรับคำอย่างไม่ทันรู้ตัวไปแล้ว หากเฉินอวี่หลีแสร้งเมินเฉยไม่ไปเยือนตามสัญญา อย่างไรซะ เซียนปู้เซียวก็ยังหาเรื่องตามรังควานเขาอยู่ดี มิสู้ไปเยือนสักครั้ง เอ่ยตัดความสัมพันธ์ให้แน่ชัด เจ้าอยู่ของเจ้า ข้าก็จะอยู่ของข้า ต่างก็เป็นน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง จบสิ้นเรื่องราวเสียดีกว่า จากนั้นต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไม่ยุ่งเกี่ยวกันตลอดชีวิต

 

 

ดังนั้นสามวันที่แม่ทัพเซียนอยู่ในเมืองหลวง เฉินอวี่หลีจึงเลือกมาเยือนเสียตั้งแต่วันแรก ปลอมแปลงรูปโฉมแบกความมัวหมองใจมาเยือนโรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารี

 

 

"ข้าขอเปลี่ยนใจได้หรือไม่ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ดีกว่า" เฉินอวี่หลีนั่งกอดเข่าห่อตัวอยู่ในรถม้า ไม่กล้าแม้แต่ชะโงกหน้าออกไปดูท้องฟ้าที่เริ่มโรยตัวย่างเข้าสู่ย่ำค่ำ ไม่กล้ามองแม้แต่ความคึกคักของผู้คนมากมายที่เดินเข้าออกโรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารีไม่ขาดสาย ภายในใจถูกความห่อเหี่ยวรุมเร้าเข้าโจมตีกะทันหัน

 

 

"องค์ชายยังคิดจะเปลี่ยนใจอีกหรือ! ทรงทราบไหมว่าเสี่ยวเมี้ยวต้องวิ่งวุ่นวายแค่ไหนกว่าจะช่วยองค์ชายหลบหนีออกจากวังหลวงจนออกมาส่งถึงที่นี่น่ะเพคะ หม่อมฉันเหนื่อยมากนะเพคะ!" เสี่ยวเมี้ยวเอ่ยวาจาแต่ละคำสะท้านไปทั้งหู แม้แต่รถม้าคันงามที่โดยสารมายังสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว

 

 

"อ่า...พรุ่งนี้รบกวนเจ้าเหนื่อยซ้ำอีกวันก็แล้วกัน" 

 

 

"องค์ชาย! เสด็จลงจากรถม้าไปเดี๋ยวนี้เลยเพคะ" เสี่ยวเมี้ยวไม่ว่าเปล่า นางกำนัลร่างอวบอ้วนยังคว้าแขนผอมบอบบางของผู้เป็นนายปลิวหวือลงจากรถม้ามาด้วยกัน

 

 

 

"อ๊ะ!" เฉินอวี่หลีสะดุดฝ่าเท้าหลุดอุทานเพียงแผ่วเบา หากกลับดังกังวานท่ามกลางความเงียบงันที่พลันสงัดไม่ต่างไปจากป่าช้า ดวงเนตรคู่งามฉ่ำหวานช้อนมองความรู้สึกผิดปกติรอบกาย ผู้คนรอบข้างที่หยุดมอง 'นาง' ถึงกับกลั้นหายใจด้วยความตกตะลึง

 

 

เฉินอวี่หลีในคราบหญิงงามขยับศีรษะคำนับผู้คนเป็นการคารวะทักทายอย่างนอบน้อม หนึ่งปอยผมสีดำงดงามดั่งม่านไหวไหลเลื่อนออกจากปิ่นดอกโบตั๋นหยกม่วงที่เสียบรั้งประดับบนมวยผม เรียวนิ้วขาวผ่องเกี่ยวปอยผมซุกซนนั้นขึ้นพันเก็บอย่างเรียบร้อย ชายเเขนเสื้อพลอยเลื่อนไหลลงอย่างไม่ตั้งใจ ปลดปล่อยให้ท่อนแขนกลมกลึงดั่งหยกน้ำนมโพล่พ้นอวดสายตาผู้คนให้ใจสั่นไหว 

 

 

มืองามเสลาเลื่อนต่อลงมายังลำคอระหง จงใจลากปลายนิ้วชี้จรดลงยังเนินอกเปลือยเปล่าที่ชวนให้ผู้คนจินตนาการถึงความอวบอิ่มที่อัดแน่นอยู่ในเสื้อตัวน้อยจนแทบล้นทะลัก เฉินอวี่หลีกดเน้นย้ำเคล้นคลึงลงไปยังหน้าอกนุ่มนิ่มที่เพิ่มขึ้นมาเฉพาะกิจของตัวเองเป็นจังหวะหนักเบาคละเคล้ากันไปก่อนปล่อยมือออกอย่างอาลัยอาวรณ์

 

 

ความร้อนระอุขุมหนึ่งพุ่งทะลวงเส้นเลือดในเรือนร่างบุรุษเกือบครึ่งร้อยที่ต่างก็ยกมือปาดโลหิตที่ไหลลงมาตามร่องจมูก แต่ละคนหากไม่อ้าปากค้างหน้าแดงก่ำก็ลืมแม้กระทั่งวิธีหายใจ

 

 

ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดแดงดั่งดอกเหมยคลี่ยิ้มแจกจ่ายไมตรีจิต ก่อนเอ่ยเตือน 'สาวใช้' ให้ออกเดินด้วยเสียงหวานละมุนที่ดัดแปรงมาอย่างแนบเนียน

 

 

 

"คุณหนู เชิญเจ้าค่ะ" เสี่ยวเมี้ยวส่งค้อนมองเจ้านายผู้ช่างยั่วเย้ากลั่นแกล้งชาวบ้าน ก่อนแปรเปลี่ยนจากจับแขนบังคับนาย กลายเป็นคอยประคองร่างบอบบางราวสิ่งล้ำค่าก้าวเดินเข้าไปด้านใน 

 

 

ร่างบางระหงก้าวเท้าสู่โถงโรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารีด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยและสง่างาม ชายชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนจนเกือบขาวพิสุทธิ์ขยับไหวไปตามจังหวะก้าวเดิน กลิ่นหอมดอกโบตั๋นที่จรุงใจกำจายจนยากจะห้ามความลุ่มหลงเสน่หา

 
 
 

'แคร่ง! แพล๊ง! ตุบ! โคร้ม!' เสียงความวุ่นวายจนยากจำแนกว่าเกิดจากสิ่งใดเกิดขึ้นลอยหลังตามมา แต่เฉินอวี่หลีไม่คิดจะหันกลับไปแลแม้แต่น้อย ดวงหน้าบุรุษที่งดงามยิ่งกว่าสตรีโฉมสะคราญแย้มยิ้มละไม ความพึงพอใจชัดแจ้งอย่างเห็นได้ชัด

 

 

 

เยี่ยม! สองกระบวนท่ามารยาสยบผู้คนได้ผลจริงๆ ฮะฮะฮะ

 

 

เฉินอวี่หลีลอบหัวเราะในความคิดอย่างสะใจ สองมือลอบกระชับเสื้อจัดนมปลอมที่ทำมาจากการยัดผลส้มหนึ่งคู่ให้อยู่ในที่ตำแหน่งอันควร อารมณ์ที่ขุ่นมัวหมองกลับกลายเป็นความสุขสดใสขึ้นมาทันตาเห็น 

 

 

ความดีงามทั้งหมดนี้ล้วนต้องยกให้แก่เสี่ยวเมี้ยวโดยแท้...หากมิใช่เพราะนางกำนัลของเขามีอาชีพเดิมเป็นเด็กรับใช้ในหอนางโลม มีหรือจะจัดแต่งองค์แปลงโฉมเสียงามถึงเพียงนี้ แม้แต่เขาเห็นหน้าตัวเองในกระจกครั้งแรกยังตะลึงในความงามแทบจดจำไม่ได้

 

 

พอนึกถึงตรงนี้ เฉินอวี่หลีก็ยกยิ้มที่มุมปากอย่างขบขัน ไม่เพียงแต่เขาหรอกที่ลืมรูปลักษณ์อันแปลกใหม่ของตัวเอง แม้แต่องค์ชายสิบเอ็ดโม่หลางที่ถูกเขากับเสี่ยวเมี้ยวและอาใบ้ร่วมมือกันจับมัดตัวไว้เป็นบ๊ะจ่าง ปิดปากเงียบอยู่ในห้องนอนถึงหนึ่งคืนเต็มยังต้องมองตาค้างหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อเลยทีเดียว 

 

 

หืม? คนอย่างเขา องค์ชายสิบสองแห่งแคว้นผู่โจว ถูกผู้อื่นรังแกมามาก เขาเองก็สามารถรังแกผู้อื่นได้มากกว่าทบทวีเช่นกัน จะให้แต่งตัวแปลงโฉมเป็นหญิงงามน่ะหรือ... 

 

 

หึ! เกรงว่าแม้นแต่สตรีแท้ๆ ยังแทบเอาหน้ามุดดินหนีไปด้วยความอับอายเลยทีเดียว ฮะฮะฮะ 

 

 

เฮินอวี่หลีเดินเชิดหน้าแอ่นอกอวบอิ่มอวดสายตาผู้คนอย่างฮึกเหิม เถ้าแก่แห่งโรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารีถึงกับวิ่งออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าประจบ เรียวนิ้วทั้งสิบที่เต็มไปด้วยแหวนทองคำถูไถไปมากระทบแสงไฟระยับ ล่อตาล่อใจชวนให้โจรตะบะแตกจนอยากปล้น

 

 

 

"โรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารียินดีต้อนรับขอรับ ไม่ทราบว่าแม่นางต้องการห้องพักสักคืนหรืออาหารรสโอชาสักมื้อดีขอรับ..." 

 

 

"โอ๊ะ!" ยังมิทันที่เถ้าแก่วัยบั้นปลายชีวิตจะหยุดก้าวฝ่าเท้าได้นิ่งสนิท กลับมีผู้ประสงค์ร้ายยื่นขาเข้ามาขัดขวางเสียก่อน ส่งผลให้ร่างนั้นพุ่งถลาใส่ร่างของเฉินอวี่หลีทันที

 

 

"อ่า!" เฉินอวี่หลีหลีกหนีไม่ทันการณ์จึงได้แต่ถลึงตามองค้าง รอรับความเจ็บปวดที่กำลังจะมาถึง แต่ยังไม่ทันที่ทุกอย่างจะดำเนินไปตามความเลวร้าย ร่างบางกลับถูกเงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านเข้ามาแทรกขัดขวาง ก่อนจะถูกวงแขนแข็งแรงโอบรัดช่วงเอวคอดกิ่ว เคลื่อนที่ขยับห่างจนหลุดพ้นรัศมีแรงปะทะ

 

 

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงหนึ่งช่วงลมหายใจ รวดเร็วเกินกว่าสายตาจะมองทัน

 

 

"เจ้านี่มันหมาน้อยจอมก่อเรื่องจริงๆ" เซียนปู้เซียวเอ่ยเสียงเย็นชา ดวงตาคู่คมดุมองสบดวงเนตรหวานที่บรรจงแต่งแต้มสีสันสวย ในขณะที่ฝ่าเท้าข้างหนึ่งยกขึ้นยันหน้าเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมที่กำลังถลาร่างพุ่งเข้ามาได้อย่างพอดิบพอดี 

 

 

หากมิใช่เพราะเซียนปู้เซียวใช้กำลังภายในเร่งเร้าพลังยุทธ์แล้วล่ะก็ เกรงว่าคนในอ้อมแขนคงถูกทับจนบี้แบบไปแล้วกระมัง

 

 

"ข้าไม่ได้ตั้งใจก่อเรื่อง แต่ไอ้เรื่องพวกนี้มันชอบวิ่งเข้ามาหาข้าเองต่างหาก" เฉินอวี่หลีบ่นอุบอิบ ดวงพักตร์งามงอง่ำ 

 

 

"นับว่าเจ้าติดหนี้ตอบแทนข้าอีกครั้งแล้ว" เซียนปู้เซียวขยับยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนยินยอมปล่อยร่างน้อยออกจากวงแขนแข็งแกร่งพร้อมทั้งเก็บฝ่าเท้าที่ใช้ยันหน้าเถ้าแก่โรงเตี๊ยมคืน 

 

 

"อ้อ ที่แท้แม่นางก็เป็นคนของท่านแม่ทัพเซียนนี่เอง" เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเงยหน้าที่เปื้อนครามโลหิตและรอยรองเท้าขึ้นส่งยิ้มประจบสอพลอเฉินอวี่หลีและแม่ทัพใหญ่แห่งผู่โจว  ร่างโปร่งหลังค่อมน้อยๆ ยืนโอนเอนไปมาไม่ต่างจากต้นไผ่โอนอ่อนไปตามลมพัดผ่าน มือเหี่ยวย่นหนังบางสั่นระริกผายเชื้อเชิญแขกคนสำคัญเข้าไปด้านใน "เชิญท่านทั้งสองตามสบายเลยขอรับ โรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารีของข้ายินดีต้อนรับ"    

 

 

เอ่ยวาจาจบความเถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็ส่งยิ้มจากลา หันหลังก้าวเดินกลับไปยังโต๊ะที่นั่งของตัวเองได้สามฝ่าเท้าก็ล้มลงหมดสติไปทันที ต้องลำบากบรรดาเสี่ยวเอ้อและเด็กรับใช้ช่วยพยุงร่างขึ้นจากพื้นกันวุ่นวาย

 

 

"องค์ชะ...เอ๊ย คุณหนูบาดเจ็บตรงไหนบ้างไหมเจ้าคะ" เสี่ยวเมี้ยวเอ่ยถามละล่ำละลัก ดวงหนากลมเกลี้ยงยิ่งกว่าดวงจันทร์วันเพ็ญตื่นตระหนกยิ่ง นางไล่สายตาสำรวจร่างผู้เป็นนายตั้งแต่ปลายเท้าจรดศรีษะ เมื่อพบว่าไม่มีความเสียหายใดเลยนอกจาก...

 

 

"อ่า องค์ชาย..." เสี่ยวเมี้ยวทูลกระซิบเสียงเคร่งเครียด "นมเพคะ นมๆ"

 

 

"หือ?" เฉินอวี่หลีเลิกคิ้วขึ้นถามด้วยความงุนงง สายตาแลลงไปตามนิ้วชี้อวบอ้วนของนางกำนัลคนสนิทที่ชี้มายังหน้าอกของผู้เป็นนายด้วยสีหน้าแตกตื่น

 

 

ชุดสตรีแห่งแคว้นผู่โจวนิยมอวดเรือนร่าง จึงใช้ผ้าไหมเนื้อมันวาวผืนใหญ่พันช่วงอกขับเน้นความอวบอิ่มสร่างก่อนจะใช้กระโปรงผ้าพลิ้วยาวสวมทับลงบนเอวคอดกิ่ว จากนั้นก็จะใช้เสื้อผ้าแพรโปร่งแขนยาวผืนบางคลุมไหล่ขาวผ่อง ปล่อยให้ลำคอระหงเฉิดฉายและเนินอกงามชวนจินตนาการโพล่พ้นขอบผ้ามาให้เห็นรำไร

 

 

ทว่า...ในยามนี้ความอวบอิ่มของเฉินอวี่หลีกลับแหว่งเว้าไปเสี้ยวหนึ่ง ผ้าไหมเนื้อมันวาวกลับหย่อนลงจนเห็นแถบผ้าขาวและผิวเนื้อผลไม้สีส้มที่ขาดคู่

 

 

สวรรค์จัญไร! ก้อนนม เอ๊ย ผลส้ม ของเขาหล่นหายไปลูกนึงเสียแล้ว

 

 

 

 

"อ๊ะ มันอยู่นั่น!" เสี่ยวเมี้ยวกระตุกชายแขนเสื้อของเฉินอวี่หลี เรียวนิ้วชี้ไปยังผลส้มที่กลิ้งวกวนอยู่ท่ามกลางผู้คนวุ่นวาย เดี๋ยวถูกปลายเท้าคนหนึ่งเตะไปทางซ้ายที เดี๋ยวก็ขวาที ไม่มีวี่แววว่าจะหยุดนิ่ง เฉินอวี่หลีได้แต่มองตามด้วยใจระทึก 'นมส้ม' ของเขายิ่งกลิ้งไปยิ่งห่างไกลขึ้นทุกที ก่อนจะเดินทางสู่ปลายส้นรองเท้าหนังกวางคู่หนึ่งแล้วก็สิ้นสลายวายชนม์ด้วยการเหยียบอย่างไม่ตั้งใจ

 

 

อวสานนมปลอม...หน่มน๊มของอวี่หลีบี้แบนไปข้างหนึ่งเสียแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ล้วนขาดความสมดุลจนอาจก่อเกิดพิรุธไม่มากก็น้อย ถึงอย่างไรก็ต้องมีคนสังเกตุเห็นในไม่ช้า และนั่นย่อมหมายความว่า เรื่องความจริงที่เขาเป็นบุรุษต้องถูกเปิดโปง

 

 

"ช่วยไม่ได้ซินะ..." เสียงทุ้มเอ่ยกลั้นรอยขบขัน ดวงตาเรียวคมกริบของเซียนปู้เซียวมองสีหน้าหนักใจและช่วงอกของคนร่างบางอย่างเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี "เฉินอวี่หลี เจ้าหมาน้อยจอมก่อเรื่อง...คราวนี้เจ้าติดหนี้ข้าบานตะไทเชียวล่ะ"

 

 

เฉินอวี่หลีไม่ได้ยินคำพูดของคนข้างกาย เพราะสมองกำลังครุ่นคิดหาทางหนีทีไล่ท่ามกลางสถานการณ์มืดแปดด้าน ฉับพลันรู้สึกได้ว่าพื้นดินโคลงเคลงดั่งเรือน้อยลอยลำอยู่บนเกลียวคลื่นคลุ้มคลั่ง เสมือนหนึ่งฟ้าสวรรค์กลับตาลปัตรย้ายที่กับนรกใต้ธรณี พอเขารู้ตัวอีกทีก็ถูกแม่ทัพเซียนแบกร่างไว้บนบ่าไม่ต่างจากกระสอบข้าวสาร

 

 

 

"อ๊า..." องค์ชายสิบสองแห่งแคว้นผู่โจวแทบอยากร่ำไห้ เซียนปู้เซียวไม่บอกกล่าวล่วงหน้าก็นำพาร่างเขาพาดบ่าก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นสองซึ่งเป็นแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนที่นั่งเสวนาดื่มชาชมทิวทัศน์ กับส่วนแถวห้องพักที่เรียงยาวมากมายนับยี่สิบห้อง

 

 

 

เพียงไม่ถึงชั่วพริบตา เซียนปู้เซียวก็พาร่างเฉินอวี่หลีมาถึงห้องพักของตัวเอง ก่อนวางร่างบอบบางลงอย่างนุ่มนวล แล้วหันกลับไปสั่งความบางอย่างกับเสี่ยวเมี้ยวและบ่าวรับใช้ที่ยืนรอรับคำสั่ง 

 

 

"เจ้าหมาน้อย เจ้าเอาสุราที่ข้าอยากดื่มมาด้วยหรือไม่" เซียนปู้เซียวหันหน้ากลับมาถามแขกผู้มาเยือนที่กำลังมองดูการตกแต่งภายในห้องพักอย่างสนอกสนใจ

 

 

"องค์ชายสติวิปลาสเช่นข้า  อย่าได้วาดหวังว่าจะมีสุราดีอย่างสุราน้ำค้างกลีบท้อแดงเลย  แค่มีข้าวให้กินครบทุกมื้อได้ นับว่าสวรรค์เมตตาแล้ว"

 

 

"เช่นนั้นเจ้าหมาน้อยก็นั่งดื่มสุราเป็นเพื่อนข้าก็แล้วกัน" เซียนปู้เซียวสั่งความเพิ่มเติมอีกสองสามคำก็พยักหน้าให้บ่าวรับใช้และเสี่ยวเมี้ยวออกไปจากห้อง

 

 

"เจ้าหมาน้อย ในศิลปะสุดยอดแห่งศาสตร์ทั้งสี่ ระหว่างร่ายกลอน เล่นดนตรี เดินหมาก และวาดอักษร เจ้าถนัดสิ่งไหนที่สุด" คนร่างสูงเอ่ยถาม ดวงหน้าคมเข้มที่ดูดุดันอยู่ตลาดเวลาคลายความเข้มงวดลงหลายส่วน รอยยิ้มบางเบาถูกแทรกซึมแทนที่ความเย็นชา

 

 

"แน่นอนว่าต้องเขียนอักษรอยู่แล้ว สมัยก่อนที่ข้าจะแสร้งบ้า ลายมือยามข้าตวัดพู่กันเขียนอักษรเป็นหนึ่งในสำนักศึกษาหลวงเชียวนะ แม้แต่เสด็จพ่อยังชมข้าเสมอเลย" เฉินอวี่หลีคุยโวโอ้อวดหน้าบานยิ่งกว่าดอกทานตะวัน

 

 

"เช่นนั้นเรามาเดินหมากกัน" เซียนปู้เซียวแสยะยิ้มระรื่น

 

 

"อ่าว..นึกว่าเจ้าถามข้าก็เพื่อแข่งกันในเรื่องที่ข้าถนัด" 

 

 

"เจ้าหมาน้อย ถ้าใช้ความถนัดที่สุดมาแข่งขันกัน เกมแข่งขันมันจะสนุกได้อย่างไรกัน"

 

 

"แล้วเจ้าถนัดอะไร" เฉินอวี่หลีถามอย่างหมั่นไส้ยิ่ง เขารู้สึกชังขี้หน้าและรอยยิ้มของอีกฝ่ายสุดๆ

 

 

"ข้าถนัดศาสตร์ทุกอย่าง แต่ฝีมืออ่อนด้อยที่สุดก็คือการเดินหมากนี่แหละ"

 

 

"หึ!" เฉินอวี่หลีกระหยิ่มยิ้มย่อง  

 

 

ปู้เซียวหนอปู้เซียว...เจ้าถามข้าว่าถนัดสิ่งใดที่สุด แต่ลืมถามว่า สิ่งใดถนัดรองลงมา การเดินหมากของข้าน่ะนะ หึหึหึ อีกเสี้ยวเดียวก็จะเทียบเท่าฝีมือเซียนวาดอักษรของข้าเชียวนะ

 

 

เกมกระดานนี้น่ะหรือ หึหึหึ ข้าจะกินเจ้าจนเรียบให้แพ้ราบคาบเลยคอยดู!

 

#

 
 
 
 
 
ขอบคุณสำหรับคำชีแนะ แก้ไขคำผิด และการติดตาม
โปรดรออ่านตอนต่อไปอย่างใจเย็นนะเจ้าคะ
ไรท์จะพยายามรีบกลับมาปั่นต่อ
ขอบพระคุณเจ้าค่ะ
 
เตี๋ยหลาน
17/1/2560
 
ป.ล. อวี่หลีน้อยของเราทำอะไรลงไปนร้า 5555
มีใครเดาออกไหมเจ้าคะ
 
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}