เตี๋ยหลาน
email-icon

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

9 ยามขออีกครั้ง (รีไรท์แล้ว)

ชื่อตอน : 9 ยามขออีกครั้ง (รีไรท์แล้ว)

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.4k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มิ.ย. 2563 13:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
9 ยามขออีกครั้ง (รีไรท์แล้ว)
แบบอักษร

ตอนที่ 9 ยามขออีกครั้ง 

 

"นึกว่าเสียงลูกหมาที่ไหนร้องลั่นในวังหลวง ที่แท้ก็เจ้าหมาน้อยตัวนี้นี่เอง..."

เฉินอวี่หลีลืมตาขึ้นทันทีที่ประโยคถ้อยคำยั่วเย้านั้นจบลง ดวงเนตรกลมโตสุกใสไล่สายตาไปยังกำปั้นขององค์ชายสิบเอ็ดที่ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนเลื่อนสายตาต่อไปยังสีหน้าแตกตื่นของผู้เป็นพระเชษฐาและมือใหญ่ข้างหนึ่งซึ่งกำลังดึงรั้งคอเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้

"เซียนปู้เซียว?"

"หึ!" ท่านแม่ทัพใหญ่แซ่เซียนส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ เขาอาศัยเพียงเรี่ยวแรงเล็กน้อยก็สามารถกระชากหลังคอเสื้อขององค์ชายสิบเอ็ดจนตัวปลิวออกจากร่างเพรียวบางได้อย่างง่ายดาย แทบไม่ต่างอะไรไปจากการดึงเศษหญ้าไร้ค่าเส้นหนึ่งออกจากชายแขนเสื้อ

"เจ็บตรงไหนหรือไม่ เจ้าหมาน้อย..." เสียงทุ้มเอ่ยถาม ริมฝีปากเรียวแสยะยิ้มเย็นชาหากดวงตากลับอบอุ่นและเต็มไปด้วยความห่วงใย แม้แต่มือหนาที่มีปุ่มไตแข็งเพราะกุมดาบจับอาวุธฟาดฟันกร่ำศึกมานานหลายปี ยังประคองร่างน้อยขึ้นจากพื้นหญ้านุ่มอย่างอ่อนโยนและเบามือ

"ท่านแม่ทัพเซียน" โม่หลางทอดสายตามองผู้มาใหม่ด้วยสีหน้าตกตะลึงและฉงนใจ

"องค์ชายสิบเอ็ด อันธพาลกับสุภาพชนนั้นต่างกันที่การกระทำ ผู้ที่เรียกตนว่าเป็นสุภาพชนนั้นย่อมไม่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าตัวเอง" เซียนปู้เซียวเอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบยากคาดเดาอารมณ์ หากสายตาดุดันกลับสาดรังสีอำมหิตมององค์ชายสิบเอ็ดจนร่างนั้นสั่นสะท้านด้วยความกริ่งเกรง

ร่างสูงสง่าย่างฝ่าเท้าคืบคลานเข้าไปหาองค์ชายโม่หลาง มือหนึ่งกุมด้ามกระบี่แล้วดึงมันออกจากฝักเล็กน้อย ทุกการกระทำเป็นไปอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยท่าทีคุกคาม เนื้อกระบี่อ่อนเล่มนั้นสะท้อนแสงแดดจนด้านคมเกิดประกายแสง ยิ่งมองยิ่งรู้สึกได้ถึงความน่าสะพรึงกลัว

“อ่า...” องค์ชายสิบเอ็ดจ้องแสงพราวระยับนั้นด้วยใบหน้าที่เผือดซีดยิ่งกว่ากระดาษขาว สองเท้าพลั้งเผลอก้าวถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว

"เดี๋ยว เจ้าคิดจะฆ่าคนหรือไงกัน!" เฉินอวี่หลีรีบคว้าแขนแกร่งของเซียนปู้เซียวเอาไว้มั่น ถึงจะไม่ชอบใจศัตรูคู่ปรปักษ์ตรงหน้าสักแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นพระเชษฐาของเขา

แต่...เขาก็แอบลอบคิดในใจว่า ถ้าหากจะฆ่าพี่น้องผู้นี้ทิ้งจริงๆ ก็ขอฆ่าปาดคอพร้อมกะซวกพุงลับหลังเขาก็แล้วกัน เพราะเฉินอวี่หลีไม่ใคร่พิสมัยจะเห็นตับไต ไส้เล็กไส้ใหญ่และเครื่องในของใครต่อใครนัก แค่เห็นศพคนในวังหลวงถูกหามผ่านหน้าตำหนักสงบฟ้าไปออกประตูผีก็ทำเอากลืนข้าวฝืดคอไปสามวันเต็ม

"ข้าดูเหมือนเป็นคนเช่นนั้นหรือ?" ดวงหน้าหล่อเหลาคร้ามเข้มหันมาหาร่างน้อยที่เกาะกุมแขนตนเอาไว้มั่น ดวงตาคมกริบจ้องประสานดวงเนตรคู่งามนั้นอย่างลึกล้ำ และเฝ้ารอคำตอบด้วยความคาดหวัง

"เอ่อ...ไม่อยากบอกว่าท่าทางของเจ้ามันชวนให้ผู้อื่นเข้าใจผิดยิ่งนัก"

ผู้ใดกันนะที่เอ่ยว่า...'อันธพาลกับสุภาพชนนั้นต่างกันที่การกระทำ ผู้ที่เรียกตนว่าเป็นสุภาพชนนั้นย่อมไม่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า' 

แต่ไอ้หน้าตาถมึงทึงดุดัน เรือนกายแผ่รังสีอำมหิต มือหนึ่งชักกระบี่ข่มขู่ สองเท้ารุกดาหน้าเข้าไปไม่หยุดยั้ง...ท่าทีเช่นนี้มันยิ่งกว่ามหาคนโคตรอันธพาลเสียอีก แล้วจะไม่ให้ผู้อื่นเข้าใจผิดจนขวัญหนีดีฝ่อไปได้อย่างไรกัน

“กริบ!” กระบี่เล่มบางถูกเก็บเข้าฝักอย่างว่าง่าย ฝ่ามือที่ว่างเปล่าแปรเปลี่ยนมารั้งร่างเพรียวบางเข้าแนบชิด ดวงหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงแค่ปลายจมูกกั้นขวาง ลมหายใจแทบประสานเป็นหนึ่งเดียว

เซียนปู้เซียวสูดดมกลิ่นหอมของดอกบ๊วยและกลิ่นหอมอ่อนหวานจากร่างของคนในอ้อมแขน แล้วกระซิบเร็วๆ โดยไม่สนใจว่าจะมีสายตาเบิกโพลนขององค์ชายโม่หลางจ้องมองมาที่พวกเขาอย่างตื่นตะลึง

"หึ! ถือว่าข้าช่วยเจ้าเอาไว้สักครั้งก็แล้วกัน อย่าลืมตอบแทนข้าด้วยล่ะเจ้าหมาน้อย" เรียวนิ้วชี้ข้างหนึ่งเชยคางมนของคนแนบกายขึ้นสบสายตา มือที่โอบเอวบางร่างน้อยกระชับให้แนบแน่นยิ่งขึ้น บีบบังคับไม่ให้ 'เจ้าหมาน้อย' ได้มีโอกาสผละหนี

"อะไรนะ?" องค์ชายสิบสองเฉินอวี่หลีถามซ้ำอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ

ให้เขาตอบแทนน่ะหรือ?

แม้แต่ขอร้องให้ช่วยเหลือเขายังไม่ได้คิดเลยแม้แต่นิดเดียว เป็นเซียนปู้เซียวต่างหากที่สอดมือตัวเองเข้ามายุ่งเรื่องชาวบ้าน แล้วยังจะเรียกร้องค่าตอบแทนอะไรกันอีกเล่า!

"ข้า...อยากจะขออีกสักครั้ง..." เสียงห้าวทุ้มกดต่ำเอ่ยเบาเสียยิ่งกว่าเสียงยุงกระพือปีก

“หือ?” เฉินอวี่หลีเลิกคิวเป็นเชิงถาม เมื่อครู่นี้เหมือนอีกฝ่ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขากลับได้ยินไม่แจ่มชัด

"จูบข้า...อีกครั้ง" ดวงหน้าคมคร้ามเข้มขึ้นสีเรื่อบางๆ จนแทบไม่อาจสังเกตเห็น ก่อนจะซ่อนรอยขัดเขินด้วยสีหน้าดุดันเหี้ยมระคนเย็นชา ที่ฉาบทับเข้ามาบดบังอย่างรวดเร็ว

"ไม่เอา!" เฉินอวี่หลีปฏิเสธเสียงหลงทันทีโดยไม่ต้องคิด ดวงเนตรคู่งามเบิกกว้าง สองมือดันร่างตัวเองออกจากการกักขังของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นผู่โจวอย่างแตกตื่น

"หลังจากวันนั้นที่เจ้าจูบข้า...ข้าก็ยากจะตัดใจลืมจูบของเจ้าได้ลง" เซียนปู้เซียวกระซิบเสียงพร่า ดวงตาคมพราวระยิบระยับ

จูบเดียวสยบใจ!

เฉินอวี่หลีแทบไม่อยากเชื่อความคิดตัวเอง...เพียงแค่จูบเดียวที่กระทำลงไปเพราะหาทางเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขัน กลับกลายเป็นว่าเขาไปสร้างเสน่หาให้บุรุษมาลุ่มหลง

อย่างนี้ก็ได้หรือ?

นี่เขายังสติวิปลาสไม่พอ หรือเพราะท่านแม่ทัพปีศาจบ้าไปแล้วกันแน่!

เหตุการณ์ทุกอย่างถึงได้กลับตาลปัตรไปเป็นแบบนี้

"ข้าตั้งใจเข้าวังมาหาเจ้าก็เพื่อแวะเอากำยานดอกโบตั๋นมาให้ด้วยตัวเอง หากเจ้าไม่อยากจูบข้าอีกครั้งก็ไม่เป็นไร เลี้ยงสุราตอบแทนข้าก็แล้วกัน" เซียนปู้เซียวเอ่ยรัวเร็วปานประหนึ่งรีบร้อนจะลาจาก มือหนึ่งควานหาของในอกเสื้ออย่างลนลาน ก่อนหยิบกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีขนาดเล็กกว่าตำราหนึ่งเล่มยัดใส่มือขององค์ชายสิบสอง

"ข้าจะอยู่ที่เมืองหลวงอีกสามวัน เจ้ามาพบข้าได้ที่โรงเตี๊ยมร้อยคืนวสันต์พันวารี"

"แต่ข้า..." เฉินอวี่หลีไม่ทันได้เอ่ยปฏิเสธก็ถูกคนร่างสูงพูดตัดความขึ้นมาก่อน

"ข้าชอบสุราน้ำค้างกลีบดอกท้อแดง เจ้าชอบขนมอะไร?"

"ขนมถั่วตัด แต่ข้าขอปะ..." เฉินอวี่หลีพูดไม่ทันจบก็ถูกพูดตัดขึ้นมาเป็นรอบที่สอง

"ไม่ต้องเดินไปส่งหรอกเจ้าหมาน้อย ข้าไปล่ะ" เพียงแค่เอ่ยบอกไปอย่างรวบรัดเสร็จ ท่านแม่ทัพผู้น่าเกรงขามก็หันหลังเดินจากลาอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธ

"เดี๋ยวช้าก่อน!" เฉินอวี่หลีเรียกอีกฝ่ายเอาไว้อีกครั้ง อย่างไรซะ เขาต้องรีบบอกปัดคำขอของอีกฝ่ายให้ได้ และโชคดีที่คนผู้นั้นหยุดชะงักแล้วหันร่างกลับมาหา

"อ้อ อีกอย่างหนึ่งนะเจ้าหมาน้อย..." เซียนปู้เซียวแสยะยิ้มเย็นชาในแบบที่ชอบทำจนติดเป็นนิสัย หากภายในแววตากลับขบขันอย่างเต็มที่

"เจ้าลืมแสดงละครในฐานะคนบ้า..."

"หา?"

"ข้าจะรอเจ้าที่โรงเตี๊ยมแค่สามวันเท่านั้น"

"อา..."

"ดี! ในเมื่อเจ้ารับคำข้าแล้วก็อย่าผิดคำสัญญาเป็นอันขาด แล้วพบกันนะ...เจ้าหมาน้อย" ร่างสูงสง่าเดินจากไปอย่างรวดเร็วด้วยฝีเท้าเงียบกริบเช่นเดียวกับยามมาเยือน

"เฉินอวี่หลี เจ้าจูบกับบุรุษหรือ เจ้าเป็นคนของท่านแม่ทัพใหญ่แซ่เซียนไปแล้วหรือ แล้ว...แล้วๆ เจ้า...ไม่ได้สติวิปลาสหรอกหรือ!" โม่หลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าสับสนอย่างยิ่ง ท่าทางราวก็ถูกเหตุการณ์เมื่อครู่นี้โจมตีจนสติฟั่นเฟือนไปเรียบร้อยแล้ว

"เฮอะ!" เฉินอวี่หลีได้แต่ถลึงตาใส่พระเชษฐาผู้นี้อย่างดุร้ายเป็นการระบายอารมณ์ใส่อีกฝ่าย

ถุ๊ย! สวรรค์จัญไร เขาเผลอตัว ลืมแสดงบทคนสติวิปลาสไปจนได้....

ไม่ซิ...เขาไปตอบรับคำพูดของเจ้าคนแซ่เซียวเมื่อไรกัน!

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

蝶兰

เตี๋ยหลาน

16/1/2560

ความคิดเห็น