Finland (ช้อย)

อัพทุกวันตอนเช้า ๆ เหมือนเดิมจ้า.....!!! กราบขอบพระคุณที่กรุณาติดตามมาตลอด ช่วยเป็นกำลังใจให้ช้อยด้วยนะคะ ^^

Chapter 8 : ครอบครัวที่ใครต่อใครมักมองว่าสมบูรณ์แบบ

ชื่อตอน : Chapter 8 : ครอบครัวที่ใครต่อใครมักมองว่าสมบูรณ์แบบ

คำค้น : ดอกหญ้าที่ปลายฟ้า,คนคุก,เด็กแว้นที่รัก,รักร้าย ๆ สไตล์ลูกทุ่ง,กุมหัวใจมังกร,แสงสว่างแห่งรัก,ไอ้พี่เขยจอมหื่น,เด็กขายน้ำกับชายขี้เหงา,finland,ช้อย,

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 64.3k

ความคิดเห็น : 180

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2560 06:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 8 : ครอบครัวที่ใครต่อใครมักมองว่าสมบูรณ์แบบ
แบบอักษร

 

ติณ...............

 

หลังจากที่ผมเสียเหลี่ยมให้กับไอ้เด็กแสบนั่นแล้ว

 

“หึหึหึ มึงคิดว่าจะหนีกูพ้นเหรอ...?”  ผมได้แต่ยิ้มกริ่มเมื่อนึกถึงใบหน้าชวนกวนตีนของมันขึ้นมา ถึงแม้จะยังไม่เคยมีอะไรกันก็ตามเพราะผมดันสลบไปซะก่อน แต่ไอ้เด็กนั่นมันก็รบกวนจิตใจผมตลอดสองวันมานี้ มันไม่เหมือนกับเด็กคนอื่นที่ผมเคยออฟ พูดก็ไม่เพราะ เอาใจก็ไม่เก่ง ไม่พอยังกวนตีนอีก แต่ทำให้จิตใจผมว้าวุ่นได้ขนาดนี้ไอ้เด็กนี่ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน มันหน้าตาหล่อเหลามองไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะเป็นเด็กขายน้ำ ผมยังนึกแปลกใจว่าเด็กหน้าดีอย่างมันทำไมต้องมาขายตัว อาจจะเป็นเพราะอยากได้เงินเอาไปใช้จ่ายซื้อของสุรุ่ยสุร่ายเหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ ก็เป็นได้  ผมเลยอยากรู้เรื่องของมันขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องยากที่ผมจะตามหาใครซักคน ผมจ้างนักสืบออกตามหาไอ้เด็กแสบนั่น จนกระทั่งรู้ว่ามันเรียนอยู่ที่ไหน ผมเลยไปดักรอมันอยู่ที่หน้าโรงเรียน ครั้งแรกผมยังไม่ให้มันเห็น อยากรู้ว่ามันพักอยู่กับใครและพักอยู่แถวไหน ผมเลยแอบเดินตามหลังมันไปห่าง ๆ

 

“แถวนี้มันย่านสลัมนี่หว่า”  ถึงผมจะไม่เคยมาแถวนี้แต่ก็พอรู้ว่าที่นี่เป็นสลัมใหญ่อันดับต้น ๆ ของประเทศ ผมค่อย ๆ เดินตามมันไปโดยที่มันไม่รู้ตัว มันลัดเลาะเข้าออกตรอกซอกซอยแคบ ๆ  ผ่านบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ปลูกติดกันอย่างแออัดมาได้ซักพัก

 

“พี่ปลื้ม ซื้อไก่ทอดมาให้หนูมั้ยคะ...?”  ผมเห็นมีเด็กน้อยที่สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ เนื้อตัวมอมแมมสองคนวิ่งเข้ามากอดแล้วถามกับมัน

 

“วันหลังพี่ซื้อมาให้นะ”  แล้วมันก็บอกกับเด็กน้อยไป ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นน้อง ๆ ของมัน ผมมองแววตาละห้อยของเด็กน้อยทั้งสองหลังจากที่ผิดหวังในคำตอบพี่ชายแล้ว ผมรู้สึกเจ็บแปลบเข้าที่กลางอก ผมนึกถึงแพรวาลูกสาวผมขึ้นมาทันที เพราะเด็กผู้หญิงคนที่ตัวเล็กสุดอายุน่าจะเท่ากับลูกผม ลูกผมอยู่อย่างสุขสบายอยากได้อะไรก็ได้ ส่วนเด็กพวกนั้นอาศัยอยู่บ้านที่ทั้งผุพังทรุดโทรมแทบจะไม่ได้เรียกว่าบ้านเลยด้วยซ้ำ ผมเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ผมพอจะรู้แล้วว่าทำไมไอ้เด็กนั่นถึงต้องไปขายตัวเพราะเอาเงินมาจุนเจือครอบครัวนี่เอง

 

“เป็นคนดีเหมือนกันแฮะ”  ผมได้แต่อมยิ้มแอบมองมันอยู่ห่าง ๆ

 

วันต่อมาผมมาดักรอมันที่หน้าโรงเรียนอีก เห็นมันก้มหน้าเดินดุ่ม ๆ รีบจ้ำอ้าวไม่สนใจใครหรืออะไรทั้งนั้น แม้กระทั่งผมที่ยืนขวางทางมันอยู่ จนมันเดินมาชนผมเข้าอย่างจัง มันตกใจอย่างกับเห็นผี พยายามเดินหนีผมแต่ผมก็ไม่ยอมปล่อยมันไปง่าย ๆ มันทั้งด่าทั้งอาละวาดใส่ผม จนผมเผลอไปมองริมฝีปากหนาหยุ่นที่มันกำลังพ่นลมด่าผมไม่หยุดเข้า ผมควบคุมตัวเองไม่อยู่เลยกระชากมันเข้ามาจูบต่อหน้าคนที่กำลังเดินไปมาอย่างพลุกพล่าน พอได้สติผมรีบดึงพามันไปที่รถ แล้วขับบึ่งพามันมาที่คอนโด ซึ่งผมไม่เคยพาเด็กคนไหนมาที่นี่เลย คอนโดนี้ผมเอาไว้พักผ่อนหลังจากที่เครียดจากการทำงานหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ผมจะมาพักที่คอนโดแห่งนี้

 

มันรู้ตัวว่าคงหนีผมไม่ได้อีก หรืออาจเป็นเพราะรู้สึกผิดขึ้นมาเรื่องจิ๊กเงินผมไป

 

“จะทำไม่ใช่...? ถอดเสื้อผ้าดิ จะได้เย็ดให้มันจบ ๆ”  แล้วมันก็พูดขึ้น ผมได้แต่แสยะยิ้ม

 

“ใช่ แต่คนเย็ดหน่ะเป็นกู”  ผมบอกกับมันไป มันทำหน้าเหวอเมื่อได้ยินที่ผมบอก

 

อาจเป็นเพราะเสียเหลี่ยมโดนมันหลอกมาแล้วครั้งหนึ่งเลยอยากเอาคืน หรืออาจเป็นเพราะผมติดใจในตัวมันเข้าให้ หรือจะเป็นเพราะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่วันนั้นผมเลยจับมันกด ผมก็เพิ่งรู้ว่ามันไม่เคยให้ใครรุกมาก่อน ผมยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่องเมื่อรู้ว่าผมเป็นคนแรกของมัน มันเข้าไปอาบน้ำอยู่ตั้งนานกว่าจะออกมา พอมันสวมเสื้อผ้าเสร็จกำลังจะเดินออกจากห้อง

 

“จบสิ้นซักที ชาตินี้ไม่ต้องมาเจอกันอีก”  แล้วมันก็พูดขึ้น

 

“อะไร.. มึงยังติดหนี้กูอีกสองครั้ง มึงเอาเงินกูไปสามหมื่นนี่มึงเพิ่งใช้ไปแค่ครั้งเดียว ตกลงกันไว้ค่าตัวมึงหนึ่งหมื่นบาทถ้วน”  ผมยักคิ้วบอกกับมันไป

 

“สัส...!! ใครจะยอมวะ เจ็บชิบหาย”  มันหันหน้ามาตะคอกใส่ผมแล้วก็เปิดประตูเดินออกจากห้องไป

 

“หึหึหึ กูไม่ปล่อยมึงไปง่ายๆ หรอก”  ผมได้แต่แสยะยิ้มตามหลังมันไป

 

วันต่อมาผมก็ไปดักมันที่หน้าโรงเรียนอีก เพราะผมรู้ว่ามันต้องตุกติกกับผมแน่ ไอ้นี่แม่งแสบ ตอนนี้กำลังเลิกเรียนพอดี นักเรียนต่างกรูกันออกมาที่ประตูหน้าโรงเรียน ผมเห็นมันเดินมากับเพื่อน พอมันเห็นผมเข้ามันก็เดินเลี่ยงอ้อมไปอีกทางแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวปะปนกับเด็กนักเรียนคนอื่นเพื่อที่จะหลบผม

 

หมับ...!! “จะไปไหน...?”  ผมเดินเข้าไปคว้าแขนมันเอาไว้ มันหันมามองผมสีหน้าตกใจ

 

“เป็นอะไรนักหนากับกูเนี่ย...?” มันจ้องผมตาเขม็งถามผมสีหน้าไม่พอใจ

 

“เอ๊า... เมื่อคืนยังไม่เก็ตใช่มั้ยว่ากูเป็นอะไรกับมึง...? ได้วันนี้กูจะทำให้มึงดูอีกครั้ง”  ผมยักคิ้วกวนส้นตีนบอกกับมันไป

 

“สัส..!! ไปไกล ๆ ตีนกูเลย”  ดูปากมัน

 

“สงสัยต้องจูบโชว์อีกซักครั้งละม้าง”  ผมเหล่ตาบอกกับมัน มันได้ยินตกใจเบิกตากว้าง แล้วรีบเดินไปที่รถผมทันที ผมได้แต่ยิ้มเดินตามมันไป 

 

พอสิ้นเสียงปิดประตูรถ ผมก็ขับพามันบึ่งออกมา

 

“อย่าแม้แต่จะคิด ตูดกูยังไม่หายเจ็บเลยนะโว้ย”  แล้วมันก็หันมาบอกกับผม ผมเกือบจะหลุดขำก๊ากออกมา มันคงคิดว่าผมจะพามันไปมีอะไรด้วยเหมือนเคย ทั้งที่วันนี้ผมแค่อยากพามันไปทานข้าวด้วยกันเท่านั้นเอง ผมพามันมายังร้านอาหารแถวชานเมือง ผมชอบร้านนี้เพราะเงียบสงบคนไม่พลุกพล่าน ผมอยากนั่งพักผ่อนคลายฟังเพลงเบาๆ หลังจากที่เครียดเรื่องงานมาตลอดทั้งวัน

 

“จ้องอะไรหนักหนาแฟนชื่อกุ้งรึไง...?”  ผมเห็นมันเอาแต่จ้องกุ้งเผา

 

“สัส...เรื่องของกู”  แล้วมันก็ด่าผมกลับอีกตามเคย ผมรู้ว่าที่มันเอาแต่มองกุ้งเผาในจานคงเพราะกำลังคิดถึงน้อง ๆ อยู่ ผมเลยสั่งกลับบ้านอีกหนึ่งชุดเพื่อที่จะให้มันนั่นแหล่ะ แต่มันคงไม่คิดว่าผมจะซื้อให้

 

ผมขับจะพามันมาส่งที่บ้าน พอมาถึงสวนสาธารณใกล้บ้านมัน มันก็บอกให้ผมจอด

 

“มึงจะทำอะไร...?”  มันเข้ามาปลดกระดุมกางเกงผม

 

“จะอมให้มึงไง”  มันตอบผมหน้าตาเฉย ผมรู้ความหมายของมัน มันคงคิดว่าถ้าใช้ปากให้ผมแล้วหนี้ก็จะหายไปอีกหนึ่ง ผมรู้ไต๋มันดี

 

“ก็ดี เห็นมันแล้วก็ชักมีอารมณ์ขึ้นมาเหมือนกัน อยากทำอะไรก็ทำ มึงเป็นคนเสนอให้เองนะ”  ผมได้แต่คิดคนเดียว แล้วมันก็ใช้ปากให้กับผม ผมยอมรับผมมีอะไรกับเด็กขายน้ำมาก็หลายคน แต่ก็ไม่มีใครที่ทำให้อารมณ์ผมคุกรุ่นได้มากเท่ากับมันมาก่อน อาจเป็นเพราะมันออกแนวดิบ ๆ เถื่อน  ๆ เหมือนกับผมเลยกระตุ้นอารมณ์ผมได้มากกว่าปกติ หลังจากเสร็จกิจ

 

“วันนี้กูใช้หนี้ให้อีกหนึ่งครั้ง เหลืออีกครั้งเดียวนะโว้ย”  มันบอกกับผมแล้วก็เปิดประตูลงจากรถไป ผมรีบเลื่อนกระจกลง

 

“เดี๋ยว...!!”  มันหันมามอง

 

“อ่ะ... กูซื้อมาฝาก”  ผมยื่นถุงกุ้งเผาให้กับมัน มันทำหน้าหมางงหัวคิ้วชนกัน

 

“รับไปเหอะน่า”  ผมบอกมันไปอีกครั้ง แล้วมันก็เอื้อมมือมารับ

 

“มึงยังเหลือใช้หนี้ให้กูอีกสองครั้งเหมือนเดิม ครั้งนี้กูไม่นับ เข้าใจ๊...?”  ผมบอกกับมันไป แล้วเลื่อนกระจกขึ้นขับรถบึ่งออกไปทันที ผมเหลือบมองกระจกหลังเห็นมันเต้นแร้งเต้นกาชี้มาทางผมมันคงเอะอะโวยวายด่าผมตามหลังเป็นแน่

 

หึหึหึ “กูไม่ยอมหลงกลมึงง่าย ๆหรอก”   ผมอดที่จะอมยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงใบหน้าตอนโกรธของมันขึ้นมาพอไปส่งมันเสร็จผมก็ขับรถกลับบ้าน

 

“สวัสดีค่ะคุณพ่อขา”  แพรวาลูกสาวผมรีบวิ่งเข้ามากอดเมื่อเห็นผมลงจากรถ

 

“วันนี้ดื้อหรือเปล่าเอ่ย...?”  ผมรีบอุ้มลูกแล้วหอมแก้มลูกไปฟอดใหญ่

 

“ไม่ดื้อค่า”  แพรวายิ้มแป้นบอกกับผม

 

“ไม่ดื้อได้ยังไง คุณแม่บอกให้ทานข้าวก็ไม่ยอมทาน”   เกตุมณีภรรยาสาวสวยเดินเข้ามาสมทบ

 

“หวัดดีค่ะติณ” แล้วเธอก็กล่าวทักทายผม

 

“หวัดดีจ๊ะ” ผมยิ้มตอบกับเธอไป

 

“แล้วทำไมลูกสาวพ่อถึงไม่ยอมทานข้าวล่ะ...?”  ผมหันไปถามแพรวาที่ตอนนี้เอาแต่ซุกหน้าเข้าที่ไหล่ผมเพราะรู้ความผิดของตัวเอง

 

“แพรวาไม่ชอบทานข้าวนี่คะคุณพ่อ เนื้อก็ไม่ชอบ ผักก็ไม่ชอบ”  แพรวาเป็นเด็กที่ทานอะไรยากมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

 

“คุณพ่อขาสั่งปลามาให้แพรวาหน่อยสิคะ”  แพรวาก็เข้ามาอ้อนกับผม แล้วภาพของหนูน้อยน้องของไอ้ปลื้มก็เข้ามาในหัวผม

 

“แพรวาฟังพ่อนะลูก ลูกเกิดมาโชคดีกว่าเด็กคนอื่นนับร้อยนับพันได้กินดีอยู่ดี ยังมีเด็กอีกหลายคนที่เค้าไม่สามารถเลือกทานได้แบบหนูนะลูก พ่อขาว่าลูกน่าจะลองทานกับข้าวที่ป้าศรีทำนะ พ่อขาว่าอร่อยออก”  ผมบอกกับลูกไป

 

“ติณคุณเป็นอะไรไป...? แค่ปลาตัวสองตัวสั่งจากโรงแรมมาก็สิ้นเรื่องไม่เห็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่เลยนี่คะ”  เกตุบอกกับผมด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ

 

“แพรวามาหาคุณแม่มา เดี๋ยวคุณแม่จะโทรสั่งให้นะ”  แล้วเกตุก็เข้ามาอุ้มลูกไปจากผม

 

“ได้ค่าคุณแม่”  แล้วเกตุก็อุ้มพาแพรวาเดินเข้าบ้านไป

 

เฮ้ออออออออ    ผมได้แต่มองตามหลังภรรยากับลูกไปอย่างอ่อนใจ ผมแค่อยากจะสอนให้ลูกรู้ว่ายังมีคนอีกมากมายที่เค้าลำบากกว่าเรา ยังมีเด็กที่เร่ร่อนยากจนอีกมากที่เค้าขาดแคลน ผมอยากให้ลูกได้รู้จักแบ่งปันกับคนที่ด้อยโอกาสกว่า อยากสอนให้เค้าไม่ฟุ่มเฟือย แต่แล้วเกตุก็ตามใจลูกเหมือนเดิม ผมกลัวว่าแพรวาโตขึ้นมาจะเป็นเด็กที่ไม่รู้จักแบ่งปัน นึกถึงแต่ตัวเอง

 

ชีวิตครอบครัวผมที่ใครต่อใครหรือสังคมรอบข้างมักมองว่าอบอุ่นสมบูรณ์แบบ แต่ลึก ๆแล้วผมเป็นคนขี้เหงา อาจเป็นเพราะผมเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลถูกตามใจมาตั้งแต่เด็กอยากได้อะไรก็ต้องได้ แต่สำหรับเพื่อนแล้วผมแทบไม่มีเพราะตอนเด็กๆคุณแม่มักจะไม่ให้ผมไปเล่นกับใครเพราะถือว่าเราอยู่เหนือกว่าคนอื่นไม่เหมาะจะไปคลุกคลีด้วย ดังนั้นในส่วนลึกของจิตใจผมเลยเกิดความเหงา เก็บกด มันสั่งสมมานานหลายปีจนกระทั่งผมต้องหาทางระบายออกโดยการใช้บริการของเด็กขาย ถึงแม้ผมจะมีภรรยาแล้วก็ตาม มันเหมือนยังไม่ได้เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปให้กับผมได้ ที่ผมต้องแต่งงานเพราะเหมือนถูกสังคมบีบบังคับในทางอ้อม ผู้ชายที่มีหน้าที่การงานดี มีชาติตระกูลมีหน้ามีตาในสังคมก็มักจะถูกจับจ้องเรื่องแต่งงานมีครอบครัวอยู่เสมอ ดังนั้นคุณแม่เลยเป็นคนจัดการเรื่องนี้ให้ผมทั้งหมด ซึ่งผมก็ขัดคุณแม่ไม่ได้

 

พอแต่งงานแล้วผมก็อยากจะมีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกที่น่ารัก หวังเอาไว้ว่าจะได้มาเติมเต็มชีวิตที่ผมขาดหายไปได้ แต่แล้วสิ่งที่ผมเป็นอยู่มันเหมือนเป็นพันธนาการผูกมัดผมเอาไว้ ผมไม่สามารถเป็นสามีที่ดีได้  ผมมีอะไรกับภรรยาเหมือนมันเป็นหน้าที่มากกว่าความรัก หน้าที่ที่ต้องมีลูกหลานสืบตระกูล ถามว่ามีความสุขไหม ตอบเลยว่าไม่ และเป็นสิ่งที่ผมค้างคาใจมาตลอดคือผมให้เธอได้ไม่เต็มร้อย ผมไม่สามารถมี sex กับเธอได้อย่างสนิทใจ  ผมไม่รู้ว่าชีวิตคู่ของผมที่คนรอบข้างมักมองว่าสวยหรูจะสามารถประคับประคองให้ไปได้นานซักแค่ไหน ผมรู้ตัวเองดีผมให้ความสุขกับเกตุได้ไม่เต็มที่ ผมรู้สึกผิดกับเกตุมาตลอด เราระหองระแหงเรื่องนี้กันอยู่บ่อย ๆ ผมก็จะโบ้ยไปที่เรื่องงานเสมอ พอมีปัญหากับเกตุทีไรผมก็จะไปนอนที่คอนโดของผม แต่ถึงยังไงผมก็จะพยายามเป็นพ่อที่ดีของลูกประคับประคองชีวิตคู่ให้ยาวนานที่สุด

 

“ติณคะยังไม่เข้านอนอีกเหรอคะ...? ดึกแล้วนะ”  เกตุเข้ามาคลอเคลียบีบนวดไหล่ให้กับผมหลังจากที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเธอใส่ชุดนอนซีทรูบางเฉียบ

 

“ผมขอเคลียร์งานแป๊บนะครับ”  ผมหันไปบอกกับเธอ

 

“เอาไว้ให้เด็กทำพรุ่งนี้ก็ได้นี่คะ เข้านอนกันเถอะ”  เกตุพยายามเก็บแฟ้มเอกสารบนโต๊ะของผม

 

หมับ...!! ผมจับมือห้ามเกตุเอาไว้

 

“งานนี้ผมต้องรีบเคลียร์ คุณง่วงก็ไปนอนก่อนได้นะ”  ผมบอกกับเกตุไป เธอชักสีหน้าใส่ผมทันที

 

“อะไรก็งานๆๆๆ คุณมีเลขามีผู้ช่วยตั้งเยอะทำไมไม่ให้พวกมันทำบ้างล่ะคะ...?”  เกตุเริ่มขึ้นเสียงกับผม

 

“ไม่ได้หรอกเกตุ ผมต้องดูแลงานนี้เอง เอกสารสำคัญด้วย”  ผมบอกเธอไปอีกครั้ง

 

“จิ๊...น่าเบื่อชะมัด”  เธอมีสีหน้าไม่พอใจแล้วก็เดินกลับไปนอนที่เตียง

 

เฮ้อออออออ ผมได้แต่ถอนหายใจยาวแล้วก้มหน้าเคลียร์งานของผมต่อ แล้วใบหน้าของไอ้เด็กแสบปลื้มก็ลอยเข้ามาในหัวผม จนผมต้องเผลอยิ้มออกมา

 

“มึงนี่น๊า แม่งกวนตีนใส่กูตลอดพูดก็ไม่เพราะ อ้อนก็ไม่เป็นแต่ทำไมถึงได้มาวนเวียนอยู่ในหัวขนาดนี้นะ”  ผมหันไปมองเกตุที่นอนหลับอยู่บนเตียง แล้วค่อย ๆเลื่อนเก้าอี้เดินออกไปนอกระเบียงกดโทรศัพท์หามันทันที

 

“หืมมมมมม กล้าไม่รับสายกูเหรอ...?”  มันไม่รับสายผม ผมเลยกดย้ำกลับไปอีก มันก็ยังไม่รับ ผมก็กดไปอีก แม่งกูไม่ยอมแพ้มึงหรอก หึหึหึ

 

“จะโทรมาหาเหี้ยอะไรนักหนาวะ...?”   แล้วมันก็หมดความอดทน ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ  ผมหลุดขำก๊ากออกมา

 

“เอ๊า.... โทรมาหาลูกหนี้กูไม่ได้รึไง...?”  ผมกวนส้นตีนมันกลับ

 

“สัส..!!! แล้วนี่มึงว่ากี่โมงกี่ยามวะ คนจะหลับจะนอน”  มันตะคอกเสียงอย่างหัวเสียงใส่ผม แม่งได้คุยกับมันเหมือนได้กินคาเฟอีนดี ๆ นี่เองกระชุ่มกระชวยชะมัด

 

“ใครจะไปรู้วะ คิดว่ามึงนอนกกกับคนอื่นอยู่อ่ะดิ”   ผมย้อนมันกลับไป

 

“กูจะกกกับใครก็เรื่องของกู เกี่ยวไรกับมึงห๊ะ...? โทรมาเรื่องปัญญาอ่อนแค่นี้ใช่มั้ย...? กูลาหล่ะ ง่วงชิบหาย”   พอได้ยินมันตอบผมรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา

 

“เดี๋ยว....!! มึงห้ามวางสายนะ ถ้าวางมึงเจอกูแน่”  ผมรีบห้ามมันก่อนที่มันจะตัดสายทิ้ง

 

“โห... ไอ้เหี้ย จะอะไรนักหนากับกูเนี่ย...?”  มันโกรธผมหัวฟัดหัวเหวี่ยง

 

“อิอิอิ สมน้ำหน้าเสือกกวนตีนกูดีนัก”  ผมได้แต่ยิ้มกระหยิ่มสะใจ

 

[มึงจะคุยกันอีกนานมั้ย...? โน่นออกไปคุยข้างนอกเลย กูจะนอน]  แล้วผมก็ได้ยินเสียงผู้ชายดังลอดเข้ามาในสาย มันเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที

 

“ไอ้เด็กเหี้ยนอนกกกับคนอื่นจริง ๆ ด้วย พรุ่งนี้หลังเลิกเรียนกูจะไปรับ ขืนมึงเล่นตุกติกกับกูอีกล่ะก็ กูจะเข้าไปลากคอมึงถึงในโรงเรียนเลยคอยดู”  ผมขู่มันไป

 

“โว้ยยยย ไอ้เหี้ย....!!  ตืด ตืด ตืด ตืด ตืด  แล้วมันก็ตัดสายผมทิ้ง

 

“กูปรนเปรอให้มึงยังไม่พอใช่มั้ย..? แม่งแรดไปนอนกกกับใครต่อใคร เดี๋ยวมึงเจอกูแน่ไอ้ปลื้ม”  ผมไม่พอใจขึ้นมามันเหมือนเสียหน้า เหมือนถูกหยามหน้า ทั้ง ๆที่ผมกับมันไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นเด็กขายน้ำมันก็ต้องไปนอนกกกับใครต่อใครอยู่แล้ว แต่พอมาได้ยินเข้าผมกลับยอมรับไม่ได้

 

ผมกลับมานั่งทำงานของผมต่อด้วยจิตใจที่ว้าวุ่นจนไม่มีสมาธิ เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องไอ้ปลื้ม มันนี่แม่งมีผลกระทบต่อจิตใจผมมากจริง ๆ

 

 

 

..................................................................

To be continue..............

.................................................................

 

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่กรุณาติดตามมาตลอด

1 เม้น = 1 กำลังใจ

ขอบพระคุณค่า

 

finland (ช้อย)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}