ลัลน์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ปฐมบท 9 รากไม้ชอนลึก 70%

ชื่อตอน : ปฐมบท 9 รากไม้ชอนลึก 70%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.พ. 2560 23:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ปฐมบท 9 รากไม้ชอนลึก 70%
แบบอักษร

 

 

ปฐมบท 9 รากไม้ชอนลึก

 

 

บทที่ 11 รากไม้ชอนลึก

 

คำตอบของจินตปาตีออกมาดีเกินคาด เช่นเดียวกับข้อแม้ของเธอที่ทำให้คนเป็นพ่ออย่างสินธุ์ลำบากใจไม่น้อยเช่นกัน เธอยอมให้เขาแต่งงานกับทิพย์ทิวาแต่ต้องจัดงานแบบเงียบๆ และห้ามจดทะเบียนสมรสเด็ดขาด

“คุณพ่อตกลงตามนี้ไหมคะ”

“ลูกเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน” สินธุ์ที่นั่งอยู่บนตั่งกลางหอจ้องบุตรสาวซึ่งเปิดประตูออกมาคุยกับเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันด้วยความไม่เข้าใจ

“ถ้าคุณพ่อไม่ยอมก็ไม่ต้องแต่ง...ปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นท้องโตจนเด็กคลอดแล้วเอาเด็กมาอยู่กับเรา ลูกจะเป็นคนเลี้ยงน้องเอง”

“ลูกน่ะหรือจะเลี้ยงน้อง” สินธุ์ขมวดคิ้วมุ่น ยิ่งแปลกใจเข้าไปอีกเพราะโดยพื้นฐานแล้วจินตปาตีกลัวถูกแย่งความรักมากขนาดไหนเขารู้ดีอยู่แก่ใจ ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ฝ่ายนั้นจะทำได้อย่างที่พูด

“คุณพ่อจะไม่แต่ก็ได้นะคะ จะได้รู้ว่าลูกจะเลี้ยงน้องจริงหรือเปล่า” เด็กหญิงทำหน้าตูม พายุเริ่มตั้งเค้าแล้ว

คนเป็นพ่อถึงกับคลึงขมับ ไม่คาดคิดว่าเด็กอายุเพิ่งย่างเข้าสิบห้าจะมีความคิดราวกับผู้ใหญ่เหลี่ยมจัดเจนโลก...หลายปีที่เขาปล่อยให้อดีตแม่ยายดูแลลูกฝ่ายนั้นคงจะยัดเยียดอะไรทำนองนี้ให้จินตปาตีมากเสียจนเขาไม่อาจรู้ได้สินะ

“ว่ายังไงคะ” เด็กสาวทวงคำตอบ สินธุ์จึงได้แต่พยักหน้าอย่างยอมจำนน ก่อนที่ยายตัวแสบจะกระแทกปิดประตูดังปังขังตัวเองไว้ในห้องต่อไปโดยที่คนเป็นพ่อจะไม่มีทางได้เห็นรอยยิ้มมีเลศนัยที่เธอซ่อนเอาไว้เลย

ความกดดันทั้งหมดจึงตกอยู่กับสินธุ์...เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าทิพย์ทิวาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าเขาไม่สามารถมอบทะเบียนสมรสให้กับเธอได้ แต่แล้วคำตอบที่ได้จากปากเธอก็ทำให้เขารู้ว่าเธอรักเขามากเพียงใด

“ทับทิมไม่สนทะเบียนสมรสค่ะ ขอแค่ให้เราได้อยู่ด้วยกันและคุณสินธุ์ไม่นอกใจทับทิมก็พอ”

หญิงสาวสวมกอดร่างใหญ่ของชายคนรักที่บึ่งรถมาเธอที่บ้านหลังจากได้คำตอบจากลูกสาวพลางซบใบหน้าแอบอิงกับไหล่เขา ทะเบียนสมรสก็แค่กระดาษใบเดียว คุณค่ามันไม่ได้เทียบเท่าความรักที่เธอและเขามีต่อกันเลย ความซื่อสัตย์ต่างหากเล่าคือสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตคู่...

สินธุ์รวบมือบางขึ้นมาแนบแก้มด้วยความรักใคร่ ซาบซึ้งใจเหลือคณาที่เธอรักเขาถึงเพียงนี้ ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงจะต้องเรียกร้องสิทธิที่จะได้ครอบครองกระดาษแผ่นนั้น

...เธอไม่เหมือนผู้หญิงทุกคนที่เขาเคยเจอ

“ผมมีอะไรจะให้”

“อะไรคะ” คนฟังเงยหน้าขึ้นถามทั้งน้ำตา ชายหนุ่มขยับร่างบางออกห่างเล็กน้อยก่อนจะล้วงกล่องกระดาษสีชมพูขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกง หญิงสาวตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อลองเดาว่าอะไรอยู่ในนั้น

แหวน ทิพย์ทิวาคิดในใจ รอยยิ้มปรากฏให้เห็นบนใบหน้าซีดเซียว

สินธุ์ขอเธอแต่งงานไปแล้วจะขาดก็แต่แหวนเท่านั้นที่จะแสดงว่าเขามีกรรมสิทธิ์ในตัวเธออย่างเต็มเปี่ยม แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็ค่อยๆ หุบลงกลายเป็นยิ้มน้อยๆ ทันทีที่ได้เห็นว่ามีสิ่งใดอยู่ในกล่อง

“ว่ากันว่าปลาโลมาเป็นสัญลักษณ์แห่งรักนิรันดร์ เพราะฉะนั้นผมอยากให้คุณเก็บไว้มอบให้ลูกของเรา...เขาจะได้รู้ว่าเขาเกิดขึ้นจากความรักอันบริสุทธิ์ของพ่อและแม่...ให้เขารู้ว่าเราสองคนรักเขามากเพียงใด”

สินธุ์ขยับนิดหนึ่งเพื่อจะได้ใส่สร้อยให้เธอได้ถนัด มือหนาบรรจงรวบมวนผมหอมให้ป้านไปข้างหน้า พยายามกลั้นใจไม่สูดดมกลิ่นกายเย้ายวนนั้นจนอารมณ์เตลิดไปไกล

ตอนนี้ทิพย์ทิวากำลังท้อง...ลูกของเขาทำให้เธอผ่านผอมลงไปมาก เพราะฉะนั้นสินธุ์จึงไม่ปรารถนาจะเอาเปรียบเธอแม้ใจในจะคิดไปไกลแล้วก็ตาม

“ทับทิมรักคุณสินธุ์นะคะ”

เจ้าของเสียงหวานซึ้งยิ้มสุขใจ แม้จะแอบผิดหวังนิดหน่อยแต่ก็เทียบไม่ได้กับความปลื้มปีติที่เกิดขึ้นเลย มือน้อยเลื่อนขึ้นมาแตะจี้ปลาโลมาฝังเพชรเม็ดงาม นึกถึงวันที่จะได้สวมให้ลูกเธอก็มีความสุขมากเหลือเกินแล้ว

 

ชีวิตของทิพย์ทิวาเคยง่ายกว่านี้ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในบ้านของสินธุ์ เธอได้อยู่กับเขาแล้วก็จริง แต่กลับรู้สึกอ้างว้างในยามที่สามีไม่อยู่ เพราะคนบ้านนี้สงบปากสงบคำราวกับเป็นคนใบ้ไปเสียหมด เว้นแต่วันไหนที่พราวพิศอยู่บ้านแล้วเธอไม่ได้ออกไปสอนฝ่ายนั้นก็พอจะทำให้เธอคลายเหงาลงไปได้บ้าง อีกทั้งเธอยังต้องรับมือกับอารมณ์อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของจินตปาตีเพราะเด็กสาวอยู่ในช่วงปิดเทอมเล็ก ซึ่งบางครั้งเธอก็จะถูกฝ่ายนั้นระเบิดอารมณ์ใส่ แต่บางทีก็มาดีเสียจนเธอไม่อยากจะไว้ใจอย่างเช่นตอนนี้

“ฉันเอาซุปไก่มาให้” เด็กสาวบอกเชิดๆ หลังจากก้าวผ่านประตูเข้ามาภายในห้องซึ่งทิพย์ทิวานั่งหวีผมเตรียมออกไปทำงาน ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะสั่งให้เด็กรับใช้วางถ้วยซุปลงที่โต๊ะ

“ขอบใจจ้ะ”                                     

ทิพย์ทิวาตอบรับสั้นๆ แล้วหันกลับไปจัดแต่งทรงผมโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับจินตปาตีเพราะไม่รู้ว่าถ้าพูดอะไรไม่เข้าหูเธอจะโดนอะไรอีก ยิ่งสินธุ์ไม่อยู่แบบนี้ความรุนแรงก็มักจะเพิ่มหลายเท่าตัว เธอไม่อยากให้สามีต้องมาลำบากใจ ลำพังเรื่องงานเขาก็เครียดมาพออยู่แล้ว ไหนจะเรื่องแม่เธออีก...หากก่อปัญหาภายในบ้านอีกคงไม่ดีนัก

“ไม่กินหน่อยหรือไง” เด็กสาวถามเสียงแข็ง ท่าทางฟอร์มจัด ทิพย์ทิวามองใบหน้าขาวสะอาดของคนร้านกาจผ่านกระจกแล้วทอดถอนใจอย่างยอมจำนนก่อนจะหันกลับไปยกถ้วยซุปขึ้นซดจนพร่องลงไปเกือบครึ่ง

“กินแล้วนะคะ” เธอบอกเสียงเรียบ ใบหน้าและแววตาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เมื่อได้เห็นจินตปาตีพยักหน้าแบบขอไปทีหญิงสาวจึงได้กลับไปแต่งตัวต่อ เธอไม่ทันสังเกตเลยว่าใบหน้าขาวสะอาดนั้นเผยรอยยิ้มร้ายกาจที่ไม่ต่างจากนิสัยออกมา

“ท้องโตขนาดนี้จะออกไปทำงานอีกทำไม” เด็กสาวเดินเข้ามาใกล้คนที่มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงจากทางด้านหลัง

“ดีกว่างอมืองอเท้าอยู่บ้านไม่ใช่หรือคะ” ทิพย์ทิวาไม่เสียเวลาคุยนาน เธอรีบคว้ากระเป๋าแล้วรีบร้อนออกไปจากห้อง ความจริงมีสอนตอนบ่ายสามแต่ที่ออกไปเร็วขนาดนี้เพราะจะไปตามหาแม่แต่จะไม่ให้ใครรู้เนื่องจากเกรงจะเข้าหูสินธุ์ที่สั่งห้ามไม่ให้เธอออกไปตะลอนอยู่นอกบ้าน

“ไมกลัวจะแท้งหรือไง” จินตปาตีตะโกนตามหลัง

ทิพย์ทิวาชะงักเท้าแล้วหันกลับไปมองเด็กสาว อยากรู้ว่าเธอแค่อยากรู้หรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง แต่ก็ได้เห็นเพียงความเย่อหยิ่งจองหองในแววตาคู่นั้น

“ไม่หรอกค่ะ ฉันแข็งแรงพอ”

คำตอบของทิพย์ทิวาทำให้คนฟังถึงกับเต้นเร่า

“แกว่าฉันอ่อนแอหรือ” จินตปาตีรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกแม่เลี้ยงเหน็บแนม

แต่ทิพย์ทิวามุ่งหน้าเดินต่อไปโดยไม่สนใจที่จะตอบคำถาม

“กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้นะ”

คนอารมณ์ร้อนเดินจ้ำอ้าวตามหลังคนท้องโตไปแต่ก็ไม่ทัน ทำให้เธอโมโหจัด คนบ้านนี้ไม่มีใครกล้าจัดคำสั่งเธอแม่กระทั่งพ่อ แต่ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร...เป็นแค่ผู้อาศัยแต่กล้าที่จะเมินหน้าใส่เธองั้นหรือ เด็กสาววิ่งพรวดกลับไปในห้องของทิพย์ทิวาอีกแล้วบันดาลโทสะทำลายข้าวของจนกระจัดกระจายไม่เว้นแม้กระทั่งผ้าปูที่นอน เมื่อยังไม่สาแก่ใจก็กรีดร้องแล้วทุบกำปั้นลงกับที่นอนเพื่อระบายความโกรธ

“ฉันจะรอดูวันที่แกแท้งลูก”

ถ้อยคำที่พ่นออกมาจากปากของเด็กสาวทำให้สาวใช้ที่อยู่ใกล้ๆ ตกใจและคาดไม่ถึงว่าเด็กอายุเพียงแค่นี้จะมีความคิดที่ร้ายกาจอยู่ในหัว...น่าเห็นใจทิพย์ทิวาจริงๆ ที่ต้องมาพบเจอกับคนแบบนี้

 

ตามกำหนดสินธุ์จะกลับถึงบ้านตอนบ่ายสองของวันนี้แต่ทิพย์ทิวาติดสอนตอนสามโมงจึงไม่สามารถกลับไปรอรับชายหนุ่มได้ เธอจึงไม่ลืมโทร.ไปถามว่าตอนนี้เขาถึงบ้านหรือยัง

ผมใกล้ถึงแล้ว อีกสองไฟแดง

“งั้นไว้เจอกันตอนเย็นนะคะ”

ครับผม

คำขานรับหวานหยดทำให้ทิพย์ทิวาอดหัวเราะไม่ได้ สินธุ์เป็นผู้ชายที่บุคลิกภายนอกเคร่งขรึมจนหลายคนแทบจะจินตนาการเวลาที่เขาอ่อนโยนออดอ้อนเมียอย่างเธอไม่ออก อีกทั้งเขาเป็นคนพูดน้อยเสียด้วย แต่อย่าให้เขาได้เลยจะดีกว่า

จากนั้นทิพย์ทิวาก็ได้โทร.ไปกำชับพราวพิศเรื่องอาหารการกินซึ่งเธอเข้าครัวปรุงไว้ตั้งแต่เช้ามืดก่อนจะเอาใส่ตู่เย็นไว้เพื่อที่เวลาสินธุ์กลับมาเหนื่อยๆ จะได้อุ่นให้ทานทันที และได้รู้ว่าเจ้าหล่อนเก็บกวาดห้องนอนที่จินตปาตีทำรกให้เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวกล่าวขอบคุณฝ่ายนั้นยกใหญ่ ชั่วขณะหนึ่งเธอเผลอคิดไปว่าถ้าหากบ้านหลังนั้นไม่มีพราวพิศจะเป็นอย่างไร

ชีวิตแกอาจจะวุ่นวายกว่านี้ก็เป็นได้ทับทิม

 

เพราะทั้งวันยังไม่มีอะไรตกถึงท้องทำให้สินธุ์ไม่รีรอที่จะโผเข้าหาขันโตกซึ่งพราวพิศตระเตรียมไว้รอที่กลางหอทันทีที่เดินขึ้นบ้าน ส่วนนายผันที่ยื่นกระเป๋าเจ้านายให้เด็กรับใช้แล้วก็ขอตัวกลับบ้าน

“ไม่กินด้วยกันหรือ” สินธุ์ถามขึ้นมาเสียก่อนที่ฝ่ายนั้นจะเดินผ่านซุ้มประตู

“ผมเก็บท้องไปกินฝีมือเมียดีกว่าครับนาย” ผันส่ายหน้ายิ้มๆ พลางลูบท้อง

คนเป็นนายพยักพเยิด อดน้อยใจไม่ได้ที่ฝ่ายนั้นมีภรรยาคอยรอท่าอยู่ที่บ้าน ส่วนเขานั้นไร้เงาเมีย

“วันนี้มีกับข้าวที่คุณสินธุ์ชอบทั้งนั้นเลยค่ะ” พราวพิศเอ่ยทำลายบรรยากาศเมื่อเห็นสินธุ์หน้าเศร้า

ชายหนุ่มยิ้มให้เจ้าหล่อนนิดหนึ่งแล้วมองกับข้าวในขันโตก พราวพิศรู้ใจเขาที่ชอบกินข้าวผัดธัญพืชแกล้มกับแกงหัวปลีใส่ซี่โครงหมู และน้ำพริกปลาทูพร้อมเครื่องเคียงคือผักชุบแป้งทอด หากทิพย์ทิวาเป็นได้สักครึ่งของผู้หญิงที่นั่งพับเพียงตรงหน้าเขาก็ดีสินะ ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาแทบจะนับครั้งได้ที่เธอทำกับข้าวให้กิน แต่เขาก็เข้าใจว่าผู้หญิงสมัยใหม่ไม่ค่อยถนัดเรื่องการปรนบิติสามีเท่าไรนัก

“กินเยอะๆ นะคะ พราวทำสุดฝีมือเลย”

คนที่นั่งพับเพียบอยู่ไม่ห่างว่าพลางเลื่อนขันน้ำดื่มลอยดอกมะลิเข้าไปใกล้ชายเจ้าของเรือนอีกนิดเพื่อให้ชายหนุ่มยกดื่มได้สะดวก ได้เขาเจริญอาหารแบบนี้แล้วก็ปลื้มใจ

พอกินจนใกล้อิ่มแล้วสินธุ์จึงเอ่ยถาม

“ลูกสาวผมล่ะ”

“ออกไปตลาดค่ะ เห็นว่าจะไปหาเพื่อน” คนพูดกล่าวด้วยแววตาระยับพราว

สินธุ์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอ เขาอ่านแววตานั้นออก...แววตาที่กระตุ้นบางอย่างในตัวเขาให้ลุกฮือเหมือนกองเพลิงกลางมรสุม

 

ผันต้องเลี้ยวรถกลับมาที่เรือนไทยหลังใหญ่อีกครั้งเมื่อคู่ค้าต่างอำเภอคนหนึ่งโทร.หาเขาเพราะติดต่อสินธุ์ไม่ได้ เขาเลยคิดว่าต้องกลับมาบอกเจ้านาย แต่พอขึ้นเรือนมาอีกทีก็ไม่เห็นสินธุ์เสียแล้ว

“นายล่ะ” เขาถามเอากับเด็กรับใช้ที่เช็ดทำความสะอาดตั่งตัวยาว แต่ฝ่ายนั้นกลับส่ายหน้าและรีบร้อนเดินไปหลังบ้าน ส่วนการ์ดที่ยืนเป็นหุนยนต์อยู่นั้นก็คงไม่มีใครสามารถให้คำตอบเขาได้เพราะพวกนั้นจะไม่พูดหากสินธุ์ไม่สั่ง

ความคิดบางอย่างพุ่งเข้ามาในสมอง แต่แล้วผันก็สะบัดศีรษะไล่มันออกไป

มันจะไปแบบนั้นไปได้อย่างไรล่ะ

 

หลายอาทิตย์ต่อมา

นอกจากการเป็นนายหน้ารับซื้อยางพาราทั่วราชอาณาจักรแล้วยังก็มีกิจการรีสอร์ทและธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์อยู่ด้วยทำให้สินธุ์ต้องเดินทางบ่อยๆ ส่วนทิพย์ทิวาต้องตามหาแม่โดยไม่ได้บอกเขาจึงยกเลิกงานวิทยากรทั้งหมดเพื่อออกตระเวนหามารดาแทน ภารกิจที่รัดตัวทำให้ทั้งคู่แทบไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันเลย หรือหากมีก็จะแค่ตอนเย็นอย่างตอนนี้เท่านั้น

“ผมแทบจะนับวันรอที่จะได้เห็นหน้าลูกไม่ไหว” คนตัวโตนั่งซบหน้ากับตักนุ่มของภรรยาซึ่งนั่งอยู่บนเตียงแล้วเอียงหูแนบท้องของเธอเบาๆ

“อีกแค่สามเดือนกว่าๆ เท่านั้นเองค่ะ” ทิพย์ทิวาลูบหน้าท้องที่นูนด้วยความรักใคร่ น้ำเสียงของคนที่กำลังจะเป็นแม่บ่งบอกถึงความสุขในทุกสิ่งที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงไป

อีกแค่สามเดือน สินธุ์คิดด้วยความตื่นเต้นและรู้สึกว่าทำไมเวลามันช่างช้านักนะ เขาอยากจะเห็นหน้าลูกตอนนี้เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ

ทิพย์ทิวามองไปรอบๆ ห้องนอนด้วยแววตาแสนสุข ห้องนอนของเธอกับเขาถูกแต่งให้เป็นห้องเด็กเล็ก ของใช้เด็กถูกซื้อมาตระเตรียมไว้กองเต็มไปหมด

“ผมคงทำใจไม่ได้หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณและลูก” จู่ๆ สินธุ์ก็พูดประโยคนี้ออกมา ทำให้รอยยิ้มของคนเป็นภรรยาหุบฉับ หัวใจวูบไหวอย่างอธิบายไม่ถูก

“คุณพูดอะไรแบบนี้คะ” อดตำหนิเขาไมได้เลย

“ผม...” สินธุ์เงียบไปนิดหนึ่ง พยายามค้นหาเหตุผลของของตัวเอง แต่ท้ายสุดแล้วเขากลับไม่เจออะไรเลยนอกจากความหวาดกลัว “ผมกลัว”

“คิดมากไปแล้วค่ะ” เธอบีบมือเขาแน่น พูดราวกับไม่ได้คิดอะไรหากแต่ในใจเธอมันหวั่นๆ ระยะหลังมานี้เธอฝันร้ายเรื่องเดียวกันมาหลายคืนแล้วเสียด้วย

วินาทีนั้นเองประตูห้องนอนก็เปิดผางด้วยฝีมือของจินตปาตีตัวแสบ ทั้งสองมองไปที่เด็กสาวเป็นตาเดียวกัน เห็นฝ่ายนั้นทำหน้ายุ่งราวไม่สบอารมณ์ที่เห็นพ่อสวีทหวานกับเมียใหม่ หากก็ไม่ได้พูดอะไรและหันไปสั่งให้เด็กรับใช้เอาของเข้ามาข้างใน

“อะไรคะหนูพีช” ทิพย์ทิวาอดที่จะถามไม่ได้ ช่วงหลังมานี้แม่ตัวแสบมักจะขนอะไรต่อมิอะไรมาเก็บไว้ที่ห้องนี้

“รถของเล่น” จินตปาตีตอบเชิดๆ พลางชี้ให้เด็กรับใช้วางรถของเล่นขนาดเล็กไว้ที่มุมหนึ่งของห้อง

“เอามาทำไมลูก” สินธุ์ถามด้วยความไม่เข้าใจ ฝ่ายนั้นหันมองพ่อและแม่เลี้ยงที่แววตามีความสงสัย

“ก็เอามาให้ไอ้มารหัวขนในท้องนั่นเล่นตอนคลอดไงคะ”

คำพูดคำจาของยายแสบแต่ละคำนั้นทำให้คนฟังคิดว่ามันหลุดออกมาจากปากผี หาความดีงามไม่ได้เสียเลย

“น้องยังเล่นไม่ได้หรอกนะคะ อีกปีสองปีค่อยซื้อก็ได้” คนเป็นแม่เลี้ยงบอกเสียงอ่อน แต่ยายเด็กแสบกลับกอดอกเชิดเข้าใส่

“จะซื้อตอนนี้มีอะไรไหม! ฉันอุตส่าห์แคะกระปุกออมสินไปซื้อมาให้ เธออย่ามากีดกันพี่น้องหน่อยเลย” จินตปาตีไม่วายเหน็บแนมทิพย์ทิวา ไม่สนใจว่าพ่อจะนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้หรือเปล่า

นั่นทำให้ทุกคนที่ได้ฟังเธอพูดลอบยิ้ม เอาเข้าจริงแล้วยายเด็กแสบนี่แหละเห่อน้องมากกว่าใครเพื่อน

“ยิ้มทำไม” เด็กสาวหันไปถามทุกคนรอบข้างด้วยท่าทางเอาเรื่อง แต่ยิ่งทำแบบนั้นทุกคนก็ยิ่งขำเลยตั้งท่าจะกรีดร้อง แต่คนเป็นพ่อสวนขึ้นมาเสียก่อนว่า

“ห้ามกรี๊ดนะ” สินธุ์ยกนิ้วชี้ขึ้นเหมือนจะคาดโทษ คนเป็นลูกชะงักนิ่งแต่ไม่ยอมฟัง ตั้งท่าจะกรี๊ดอีกสินธุ์จึงสั่งอีกรอบ “อย่าเชียว” จินตปาตีชะงัก มองหน้าพ่อ เขาจึงพูด “เดี๋ยวน้องตกใจ” 

“คุณพ่ออะ” พอทำอย่างใจนึกไม่ได้ก็เต้นเร่าๆ แทน  

สินธุ์ถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะอย่างอดไม่ได้ จะมีใครรู้จักยายตัวแสบคนนี้ดีไปกว่าเขาอีกเล่า ที่เห็นเอาแต่ใจแบบนี้เอาเข้าจริงแล้วจินตปาตีเป็นเด็กที่มีจิตใจดีงามเหมือนกัน

“ไป ไปนอนได้แล้ว” ชายหนุ่มลุกขึ้นทำท่าเหมือนไล่ต้อนวัว คนเป็นลูกรู้ดีว่าหากพ่อจับตนได้จะถูกจั๊กจี้เลยวิ่งหนีเร็วจี๋ เสียงหัวเราะของพ่อลูกทำให้ทิพย์ทิวายิ้มกว้างลืมความกังวลใจเมื่อสักครู่ไปแล้ว

“พ่อลูกคู่นี้น่ารักดีนะคะ” พราวพิศที่เดินเข้ามาพร้อมนมอุ่นในมือเอ่ยยิ้มๆ ทิพย์ทิวาพยักหน้าเห็นด้วยพลางรับแก้มนมจากฝ่ายนั้นมาดื่มทีเดียวจนหมดแล้วส่งแก้วกลับคืน

“ขอบคุณคุณพราวมากนะคะ” ทิพย์ทิวาซาบซึ้งใจที่พราวพิศรู้ว่าเธอชอบดื่มนมก่อนนอนเลยอุ่นมาให้ดื่มทุกคืน

“คนที่คุณควรจะขอบคุณคือยายตัวแสบต่างหากค่ะ รายนั้นสั่งให้พราวเตรียมของบำรุงให้คุณทุกมื้อ ดูท่าจะเห่อน้องใช่เล่นเลยนะคะ อยู่บ้านเป็นไม่ได้เลย ชอบหาโน่นหานี่เข้ามาไว้ให้น้องตลอด” พราวพิศวางแก้วที่ตู้แบบรัตนโกสินทร์ริมหัวนอนแล้วนั่งลงข้างๆ คนท้องโต มองหน้าท้องของทิพย์ทิวาตาละห้อย

“ฟอร์มจัดซะด้วยนะคะ” ทิพย์ทิวาพูดกลั้วเสียงหัวเราะ หากพอเห็นแววตาของพราวพิศเธอก็รู้สึกสลดใจ “คุณพราวเป็นอะไรคะ”

“พราวอยากมีลูกบ้างจังค่ะ” สายตาคู่นั้นหลุบลงราวกับกลัวว่าทิพย์ทิวาจะล่วงรู้ความรู้สึก

“คะ?” คนฟังคิดว่าตัวเองหูฝาด พราวพิศบอกว่าอยากมีลูก...แล้วสามีหล่อนล่ะ หล่อนยังไม่มีสามีไม่ใช่หรือ

“เมื่อก่อนตอนที่สามีของพราวยังอยู่ เราสองคนพยายามมีลูกด้วยกัน แต่โชคชะตาก็ไม่เข้าข้าง จนกระทั่งเขาถูกฆ่าตายและฉันเองก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด...โชคดีเหลือเกินที่คุณสินธุ์ช่วยชีวิตฉันเอาไว้” พราวพิศเม้มริมฝีปากเข้าหากันเป็นเส้นตรง หากแต่ขัดกับความรู้สึกในแววตาระยับพราว ภายในอกร้อนวูบวาบเมื่อพูดถึงสินธุ์ เขาเหมือนไฟร้อนแรงที่พร้อมจะแผดเผาเธอให้แหลกเป็นจุณ

“ตอนนี้ไม่มีใครทำอะไรคุณพราวได้แล้วนะคะ” ทิพย์ทิวายื่นมือไปกุมมือซีดแล้วบีบเบาๆ แววตาแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง

“นั่นสิเนอะ...ตอนนี้พราวมีความสุขดีอยู่แล้วจะไปคิดถึงอดีตทำไมกัน มีคุณสินธุ์ มีหนูพีชที่เป็นเหมือนลูก” พูดถึงตอนนี้ก็เงียบไปแล้วหันไปมองทิพย์ทิวาด้วยสายตาอันยากจะคาดเดา ปากงามขยับพูดเบาๆ “มีคุณทับทิม”

“ค่ะ...เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะคะ เราจะไม่ทิ้งคุณ”

ทิพย์ทิวาอดที่จะสวมกอดพราวพิศเอาไว้ไม่ได้ สินธุ์เคยเล่าว่าพราวพิศสูญเสียสามีไปเกือบปีครึ่งแล้วแถมยังถูกทำร้ายจนแทบเอาตัวไม่รอด รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลแรมปีกว่าจะได้ออกมาทำงานตอบแทนสินธุ์ ถึงกระนั้นพราวพิศก็คงไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายทั้งเป็น ทิพย์ทิวาเข้าใจว่าหัวอกของคนที่ไม่เหลือใครมันเป็นเช่นไร

ทว่าตอนนี้เองที่หญิงสาวสังเกตเห็นรอยแดงเป็นจ้ำบริเวณต้นคอของพราวพิศ ความสงสัยปรากฏในหัวใจอยู่ครามครัน...รอยนี้เธอได้มาจากใคร หากหญิงสาวก็ไม่กล้าถามและหวาดกลัวเกินกว่าจะคาดเดา

 

เป็นธรรมดาของคนท้องที่ร่างกายมักจะอ่อนแอกว่าคนทั่วไป เช่นเดียวกับทิพย์ทิวาที่นอนป่วยมาหลายวันแล้ว เธอรู้สึกว่าร่างกายอ่อนเพลียจนไม่อยากจะลุกไปไหน แต่ภายในใจกลับร้อนรุ่มเพราะเป็นห่วงมารดา แต่หลายที่เธอถามถึงข่าวคราวของท่านจากสามี เขาก็มักจะเลี่ยงไปคุยเรื่องอื่นหรือไม่ก็ตัดบทเสียดื้อๆ ทำให้เธอสงสัยเหลือเกินว่าเขาได้ช่วยเหลือเธอจริงๆ หรือว่าแค่พูดให้เธอตายใจเท่านั้น...นับวันชายหนุ่มก็ยิ่งทำให้เธอเชื่อคำพูดของเปลวมากขึ้น ยิ่งคืนนี้เขาทำตัวลับๆ ล่อ กับนายผันที่ระเบียงสองคนเธอยิ่งไม่ไว้ใจ

“เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ อย่าให้นายหญิงรู้เป็นอันขาด” สินธุ์กำชับเสียงเหี้ยม ท่าทางจริงจังไม่ต่างจากแววตา

“ครับ” นายผันพยักหน้ารับคำสั่งเสียงหนักแน่น

“เรื่องอะไรคะ” ทิพย์ทิวาที่บังเอิญได้ยินตอนชายหนุ่มสั่งลูกน้องพอดีเลยรีบปรากฏตัวกดดันทั้งสองคน

สินธุ์ตกใจมากที่เห็นหญิงสาวยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งที่ความเธอควรนอนอยู่ในห้อง ชายหนุ่มรีบปราดเข้าประคองภรรยาทันทีด้วยความห่วงใย ทว่าเจ้าหล่อนกลับเบายงตัวหลบ สายตามีแต่คำถาม

“คุณมีเรื่องอะไรปิดบังทับทิมอยู่คะ”

“ไม่มีหรอก” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ ไม่มีท่าทีพิรุธอะไรทั้งนั้นทั้งที่ตอนนี้เขาร้อนไปทั้งหน้ากลัวเธอจะล่วงรู้ความจริงที่ปิดบังเอาไว้ หญิงสาวจึงมองคาดคั้นนายผันแต่เขากลับหลบสายตาแล้วก้มหน้าเดินออกไปโดยไม่ได้สนใจเธอยิ่งทำให้เธอสงสัยมากกว่าเดิม

“แต่เมื่อกี้...”

“เข้านอนเถอะครับคุณไม่สบายอยู่นะ” สินธุ์สวนขึ้นทันทีโดยไม่ปล่อยให้เธอพูดพลางประคองเธอเดินกลับทางเดิม หากแต่หญิงสาวขืนตัวเอาไว้ เพราะเธอจะไม่ยอมให้เขาบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่องอีกแล้ว

“ทับทิมนอนมาหลายวันแล้วค่ะ อยากสูดอากาศบ้าง” เสียงหวานบอกเศร้าๆ หันหน้าไปเผชิญกับคนเป็นสามี ยังไม่ปล่อยผ่านเรื่องที่เขาปิดบัง “บอกทับทิมได้ไหมคุณปิดบังอะไรอยู่”

“คุณป่วยอยู่เลยได้ยินไม่ชัดหรือเปล่า”

สินธุ์เกลี่ยเส้นผมออกจากใบหน้าเกลี้ยงเกลา จ้องมองดวงหน้าสะอาดใสด้วยแววตาเชื่อมหวาน เขาอดไม่ได้ที่จะโน้มใบหน้าลงไปคลอเคลียกับพวงแก้มขาว กลิ่นกายหอมเย้ายวนของเธอทำให้เขาอดใจไม่ไหว จมูกซุกซนซุกไซ้ลำคอระหง มือใหญ่เคล้าคลึงเต้างามจากภายนอกเสื้อนอน ทิพย์ทิวาพยายามผลักเขาออกเพราะตอนนี้เธอไม่อยากทำอะไรแบบนี้กลัวกระเทือนถึงลูกในท้อง

“ไม่เอาค่ะคุณสินธุ์”

“เราไม่ได้มีอะไรกันนานแล้วนะ”

เขาจำได้ว่าตั้งแต่รู้ว่าเธอท้อง...เขาปล่อยเธอมานานมากเกินไป ทุกวันนี้สินธุ์นอนอยู่ข้างเมียแต่กลับไม่ได้แตะเมียเลยแม้แต่ปลายก้อยเพราะสงสารที่เธอต้องอุ้มท้องโย้ แต่ทำไมเธอไม่สงสารเขาบ้างเลย เขาเป็นผู้ชายมีเลือดมีเนื้อไม่ใช้พระอิฐพระปูน

“คุณไม่กลัวลูกจะได้รับอันตรายหรือคะ” หญิงสาวย้อนถามเสียงเบา สงสารก็สงสารแต่เธอห่วงลูกมากกว่า

“ทำได้ถ้าไม่รุนแรง” สินธุ์อ้อนวอนก่อนจะก้มลงซุกไซ้ทรวงอกอวบหยุ่นของภรรยา ถ้าไม่ติดว่าเคยสัญญากับเธอเอาไว้เขาจะจับเธอนอนลงแล้วจะรักเธอเสียตรงนี้เลย

“อย่าเพิ่งเลยค่ะคุณสินธุ์ รอให้ทับทิมแข็งแรงมากกว่านี้ก่อนนะคะ”

ทิพย์ทิวาดันแผงอกหนาออกอย่างช้าๆ ใช่ว่าเธอไม่ต้องการเขา แต่ร่างกายเธออ่อนแอผิดปกติทั้งที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน หญิงสาวกลัวว่ามันจะส่งผลร้ายต่อเด็กและไม่อยากจะมานั่งเสียใจภายหลังว่าเพราะพ่อแม่รักสนุกจนทำให้ลูกต้องเป็นอันตราย

เมื่อวานที่ไปหาหมอทิพย์ทิวามีอาการปวดท้องและเลือดออกบริเวณช่องคลอดเล็กน้อย หมอให้ยาลดการบีบตัวของมดลูกมาทาน เธอกลัวเหลือเกินว่าเธอจะเสียลูกไปแต่ก็ไม่กล้าบอกสินธุ์เพราะกลัวเขาจะเสียใจและโกรธที่เธอดูแลลูกเขาไม่ดี

คนตัวโตยอมผละออกอย่างแสนเสียดาย ข่มความโกรธและไม่สบอารมณ์เอาไว้ภายในแล้วเดินออกไปสงบสติอารมณ์อันพลุ่งพล่านที่ระเบียง หากอยู่ใกล้เธอนานกว่านี้เขาได้เอาเปรียบคนท้องแน่ๆ แต่นั่นทำให้หญิงสาวรู้ว่าเขาไม่พอใจมาก

“ถ้าคลอดแล้วทับทิมจะไม่ขัดคุณเลยค่ะ” คนตัวเล็กเดินเข้าไปสวมกอดเขาทางจากด้านหลัง ทำเอาร่างกายหนุ่มที่บีบรัดเพราะความต้องการอย่างลึกล้ำสั่นสะท้าน สินธุ์รีบผละออกจากเธอทันทีและเผลอทำหน้ามุ่ยโดยไม่รู้เลยว่าทำให้ทิพย์ทิวาใจหาย

เขารังเกียจอ้อมกอดของเธอเสียแล้วหรือนี่

“ไปนอนเถอะทับทิม"

สินธุ์ปรับสีหน้าให้เป็นปกติยามเมื่อเห็นแววตาตัดพ้อของคนรัก พยายามเข้าใจว่าทิพย์ทิวาห่วงลูกมากกว่า

 

เห็นใจเขา...คิดได้ดังนี้ชายหนุ่มก็ประคองร่างบางกลับเข้าไปนอนพักในห้องแทน

 

*************

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น