akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 29 ผิดหวัง

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 29 ผิดหวัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 29.5k

ความคิดเห็น : 102

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ม.ค. 2560 17:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 29 ผิดหวัง
แบบอักษร

29

ผิดหวัง

 

                “ที่นายพูด มันล้อเล่นใช่ไหม”

                วิรุจน์พยายามประคองเสียงของตัวเอง เขาไม่อยากแสดงท่าทางตกใจไปมากกว่านี้ เพราะในร้านอาหารไม่ได้มีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น

                “ฉันไม่ได้ล้อเล่น ถ้านายทำกับฉัน แล้วถ้ามันสำเร็จ ฉันก็จะเป็นคนยกเลิกพันธะได้ นายก็จะเป็นอิสระ”

                “แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อฉันทำพันธะกับพอลอยู่”

                “ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำพันธะซ้อนทับ เพราะมันอันตรายมาก แต่ถ้านายไม่สามารถทำให้เจ้านั่นยกเลิกได้ นี่ก็คงเป็นทางเดียว”

                “แล้วถ้าทำสำเร็จ มันจะเป็นยังไง”

                “ถ้าโชคดี ก็ไม่มีใครเป็นอะไร แต่ถ้าโชคร้าย เจ้านั่นก็คงตาย อาจจะรวมถึงนายและฉันด้วย แต่ฉันไม่มีวันยอมให้นายตาย แต่ถ้าเจ้านั่น ก็ไม่แน่”

                นาคินทร์บอกไปตามความจริง เพราะเขาเชื่อว่าวิรุจน์ไม่ได้คิดกับพอลแบบคนรัก ดังนั้น มันจึงไม่ใช่ปัญหา หากพอลตายแล้ววิรุจน์รอด

แต่สิ่งที่นาคินทร์พูดกลับทำให้หัวใจของวิรุจน์ชาวาบ เพียงคิดภาพพอลใบหน้าซีดเซียว มีสีหน้าที่ทรมานจนขาดใจตาย เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่หัวใจ               โหดร้ายเกินไป เขาไม่ต้องการให้พอลตาย เขาไม่อยากให้ใครตายทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพอล หรือว่าเพื่อนรักของเขา

                “ไม่ได้ ฉันจะให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้”

                “ทำไมในเมื่อนายไม่ยอมให้ฉันทำตามทางของฉันเพื่อช่วยนาย แล้วนายยังไม่ทำตามที่ฉันขออีกเหรอ”

                “แล้วมันจะดีจริงๆน่ะเหรอ ฉันไม่อยากเสี่ยง ไม่มีใครรับประกันได้เลยว่ามันจะไม่มีการสูญเสีย”

                “แต่ฉันทนไม่ได้ ที่ต้องเห็นนายทรมานเพราะมัน ฉันอยากให้นายลองเสี่ยงดูนะรุจน์”

                ใบหน้าที่ทรมานของเพื่อน ทำให้วิรุจน์ตบเบาๆบนหลังมือนาคินทร์

                “ที่จริงมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก ถึงฉันจะไม่ได้ยกเลิกมัน”

                “นั่นมันเป็นเพราะนายมองโลกในแง่ดีเกินไปต่างหาก”

                “เฮ้อพอเถอะคิน ฉันว่าเรื่องนี้มันชักจะไปกันใหญ่แล้ว”

                วิรุจน์ยกมือเสยผมของตัวเองอย่างลวกๆเพื่อระบายความเครียด เขาเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะสนทนากับเพื่อนรักมาได้ไกลมากขนาดนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด และทุกอย่างมันดูวุ่นวายไปหมด เขาไม่อยากลากเพื่อนของเขาเข้ามาเกี่ยว

                “แล้วนายจะให้ฉันมองดูนายเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆงั้นเหรอ”

                เขาสบตากับนาคินทร์ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง

                “มันเป็นทางที่ฉันเลือกแล้ว ฉันจะไม่ลากนายเข้ามาเกี่ยว ถ้านายยังเห็นฉันเป็นเพื่อน ก็คิดซะว่านายไม่เคยรับรู้เรื่องพวกนี้ได้ไหม”

                “ฉันจะทำแบบนั้นได้ยังไง”

                “ถ้านายทำไม่ได้ เห็นทีฉันกับนายก็คงไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก”

                น้ำเสียงที่จริงจังของวิรุจน์ บ่งบอกได้ว่า เขาไม่ได้คิดจะล้อเล่น นาคินทร์เองก็เข้าใจ เพราะคราวนี้ดูเหมือนว่าเพื่อนของเขาจะตัดสินใจได้เด็ดขาดเสียแล้ว แม้อยากจะเข้าไปยุ่งเพื่อช่วยเคลียร์เรื่องนี้ให้มันจบเพราะห่วงเพื่อน แต่ถ้าก้าวล้ำเส้นมากเกินไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ก็มีโอกาสที่ความเป็นเพื่อนจะสิ้นสุดลง เขาเองก็มีชนักติดหลังในเรื่องของริทและราชิด

                “ก็ได้ แต่ถ้านายทนไม่ไหวเมื่อไหร่ ฉันพร้อมที่จะช่วยนายเสมอ”

                “ขอบใจมากว่ะเพื่อน แต่นี่มันเป็นปัญหาของฉัน ไม่คะนามือให้นายมาเดือดร้อนหรอกน่า”

                ตบบ่าเพื่อนรักเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วเอ่ยลา

 

-------+++++-------

 

                “นี่อะไรล่ะเนี่ย”

                วิรุจน์เลิกคิ้วเมื่อเห็นสิ่งของที่อยู่ในรถของน้องชาย วันนี้ภูมินทร์อาสามาเป็นสารถีขับรถพาเขาเดินทางไปยังบ้านของริท

                “ก็ขนมเด็กๆไงครับ”

                ขนมเด็กๆที่ว่าคือพวกเบเกอรี่หลากหลายอย่างที่มีหน้าตาดูน่าทานเสียเหลือเกิน วิรุจน์ไม่ได้โต้แย้งน้องชาย ได้แต่อมยิ้มเพียงนิดกับท่าทางมีความสุขของภูมินทร์

                “ทำเหมือนจะไปหาแฟนเลยนะเรา เอเหมือนอาเสี่ยเลี้ยงเด็กเลยแฮะ เอาขนมไปล่อเนี่ย”

                นั่นทำให้รอยยิ้มของคุณหมอหนุ่มมีอันต้องสิ้นสุดลงแล้วหันขวับมามองพี่ชายแทบจะทันที

                “อะไรกันครับพี่รุจน์ เด็กนั่นเป็นคนไข้ต่างหาก”

                การแก้ตัวอย่างรวดเร็วนั้น ทำให้วิรุจน์อดไม่ได้ที่จะปล่อยเสียงหัวเราะร่วนออกมาอย่างเอ็นดู แต่ก็ไม่ได้เอ่ยแซวน้องชายต่อ เลือกที่จะเบนสายตามองออกไปนอกกระจกรถแทน

                ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ รถยนต์ก็เคลื่อนที่มาถึงเป้าหมาย ทั้งคู่ลงจากรถ มุ่งตรงเข้าไปยังบ้านของริท ภูมินทร์กดออดหวังให้ริทมาเปิดประตู แต่เพียงไม่นานทุกอย่างก็ต่างไปจากที่คิด

                “เอ๊ะ นี่นาย”

                ไม่ใช่แค่วิรุจน์ที่ตกใจ แต่ราชิดเองก็ไม่ต่างกัน เขาตกใจมากที่เห็นวิรุจน์มาที่นี่ ใจหนึ่งก็กลัวว่าวิรุจน์จะรู้ความจริงแล้ว คงจะมาหาเรื่อง แต่เมื่อสายตาไปปะทะกับของในมือ เขาก็เปลี่ยนความคิดไป

                ถ้าจะมาหาเรื่อง คงไม่ขนขนมมาเยอะขนาดนี้

                “ทำไมนายถึงอยู่ที่นี่ล่ะ”

                “ที่นี่เป็นบ้านเพื่อนผม”

                ราชิดตอบกลับ พลางตวัดสายตามองภูมินทร์ เขาเองก็รู้จักภูมินทร์มาตั้งนานแล้ว แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกลายมาเป็นหมอรักษาเพื่อนของเขา

                “พี่รุจน์รู้จักเขาด้วยเหรอครับ”

                “อืม ตอนไปเที่ยวกับคินคราวก่อน ต้นก็ไปด้วยน่ะ”

                คำตอบนั้น ทำให้ภูมินทร์ถึงกับมึนงง ไม่คิดว่าโลกจะกลม หรือบังเอิญมากขนาดนี้ แต่ถ้าทุกอย่างมันไม่ใช่ความบังเอิญ มันจะเป็นยังไง

                “จะเข้าบ้านไหมครับ”

                ราชิดไม่ใช่เด็กไร้มารยาท หากเขาจะไร้มารยาท เขาก็คงไร้มารยาทแค่กับนาคินทร์เท่านั้น เพราะนาคินทร์ทำตัวไร้มารยาทกับเขาก่อน ทั้งที่เขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวตระกูลเสืออีก แต่สุดท้ายก็ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีกจนได้

                “นายอีกแล้วเหรอ”

                พอได้เข้ามาในบ้าน คำทักทายแรกของริทที่มีต่อภูมินทร์ก็คือประโยคนี้ แต่แทนที่คุณหมอหนุ่มจะไม่พอใจ กลับระบายยิ้ม และนั่นยิ่งทำให้ริทหงุดหงิด

                “เอ่อ ถ้านายไม่สบาย ฉันจะบอกให้พวกเขากลับ ดีไหม”

                ราชิดถามอย่างเป็นห่วง เขาเองก็ไม่เคยคิดจะตัดใจจากริท แต่เมื่อเกิดอะไรขึ้นหลายๆอย่างกับเขา เขาก็เริ่มคิดแล้วว่า เขาคิดกับริทมากกว่าเพื่อนจริงๆ หรือมันเป็นสิ่งที่เขาทำให้ตัวเองฝังใจเชื่อแบบนั้น

                ตั้งแต่ที่เขาเกี่ยวข้องกับนาคินทร์ ทั้งร่างกายและจิตใจของเขาก็สับสนไปหมด ในหัวเอาแต่คิดเรื่องของนาคินทร์อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เมื่อก่อน เขาคิดแต่เรื่องของริทเท่านั้น

                ทางด้านริทเองก็รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเพื่อนรัก  นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ริทดีใจเป็นที่สุด เพราะสำหรับเขา ราชิดคือเพื่อนสนิทที่แสนดี ความรู้สึกที่สนิทกันมากจนเกินไป อาจจะทำให้เจ้าตัวฝังใจว่ามันคือความรักก็เป็นได้

                “ไม่ต้องหรอก”

                ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเกรงใจแขกที่อุตส่าห์มาเยี่ยมถึงบ้าน หรือเพราะไม่อยากเห็นคนบางคนจากไป แม้จะบอกตัวเองว่าเขาเกลียดภูมินทร์ แต่ลึกๆแล้วในใจกลับไม่ใช่แบบนั้น เพราะถ้าคิดดีๆแล้ว ภูมินทร์ก็ไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีกับเขา เพียงแต่เขาอคติคิดมากและพาลไปเอง แต่เรื่องอะไรจะให้เอ่ยปากว่ายอมรับในความดีของอีกฝ่าย อย่างไรเสียเขาก็ไม่คิดจะเอ่ยปากขอโทษหรือทำตัวเป็นมิตรกับภูมินทร์ให้เสียหน้าตัวเอง

                “ขานายเป็นยังไงบ้าง”วิรุจน์ถามอย่างเป็นห่วง

                “ดีขึ้นแล้วครับ ทำกายภาพบำบัดอีกไม่นานก็คงดีขึ้น”

                เขาตอบอย่างสุภาพ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทั้งราชิดและริท เวลาที่คุยกับวิรุจน์จะรู้สึกเกรงใจและคิดว่าอีกฝ่ายเป็นมิตรเกินกว่าที่จะทำตัวหยาบคายใส่ได้ ส่วนหนึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะรอยยิ้มเสน่ห์ของเจ้าตัว รวมทั้งท่าทางที่ดูเป็นมิตรไม่เสแสร้งนั่นก็เป็นได้ อย่างไรเสีย วิรุจน์ก็นับว่าเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ แม้จะขี้เล่นไปบ้างก็ตามที

                “ฉันดีใจที่ได้ยินแบบนั้น แต่ก็แปลกดีนะ ทั้งๆที่เจ้าภูบอกฉันว่ากรณีกระดูกหักต้องใช้เวลาให้กระดูกเชื่อมกันตั้งหลายเดือน แต่ร่างกายนายฟื้นตัวได้เร็วจริงๆ”

                วิรุจน์คิดอย่างไม่จริงจังนัก โดยที่ไม่รู้เลยว่าทำให้ทั้งราชิดและริทร้อนตัว กลัวเรื่องที่เขาเคยทำไม่ดีกับครอบครัวของวิรุจน์จะเปิดเผยออกมา แต่ดูเหมือนว่าวิรุจน์จะไม่ได้เอะใจเรื่องพวกนี้เลย คิดแค่ว่าร่างกายของริทคงแข็งแรงเลยฟื้นตัวได้เร็วก็เท่านั้น

                แม้วิรุจน์จะไม่ได้สนิทกับราชิดและริท แต่เขาก็สามารถพูดคุยไถ่ถามเรื่องราวต่างๆ อย่างที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายได้อึดอัด

                เวลาผ่านไปพักใหญ่ วิรุจน์จึงขอตัวกลับ

                “นายดูแลตัวเองดีๆล่ะ แล้วฉันจะมาใหม่นะ”

                “เอ่อ ทานข้าวเย็นด้วยกันไหมครับ”

                ริทอยากจะตบปากของตัวเอง ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเผลอเอ่ยชวนออกไปแบบนั้น การได้คุยกับวิรุจน์อย่างสนิทสนม มันทำให้เขารู้สึกเหมือนมีพี่ชาย เพราะวิรุจน์เป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย นั่นเลยอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ริทเผลอพลั้งปากออกไป ภูมินทร์กระตุกยิ้มแล้วสบตากับริท

                “งั้นก็ต้องขอรบกวนด้วยแล้วกัน”

 

-------+++++-------

 

                ครั้งสุดท้าย

                นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เกี่ยวข้องกับนาคินทร์ ผู้ชายนิสัยเสียที่เขาไปเกี่ยวข้องด้วย

                ราชิดก้าวเดินเข้ามาในบ้านของนาคินทร์ เขาบอกตัวเองว่าควรจะดีใจได้แล้ว ที่นาคินทร์เอ่ยปากกับเขาว่าบทเรียนสั่งสอนเขาให้สำนึกนั้นจะจบสิ้นลงเสียที

                ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่ต่างกับของเล่นให้อีกฝ่าย เรียกใช้ตามแต่ต้องการ แม้เขาจะพยศหรือต่อต้านแต่สุดท้ายก็ต้องจำยอมอยู่ดี

                ทั้งที่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่เขาต้องการมาตลอด แต่ราชิดไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิดว่ากำลังเป็นอะไรและรู้สึกอย่างไร เขากำลังใจหายที่นาคินทร์นัดเขามาถอนพิษทั้งหมด ด้วยเหตุผลที่เจ้าตัวบอกว่าไม่มีเวลาจะมาเล่นสนุกกับเขาอีกแล้ว

                กรอด

                แค่นึกถึง ก็เผลอกัดฟัน กำมือแน่น ไม่เข้าใจตัวเองสักนิด ว่ากำลังต้องการอะไร สิ่งที่เขาตอบตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการโกหก หรือว่าความจริง นั่นก็คือ เขาคงรอเวลาเอาคืนก็เท่านั้น รอให้ได้ถอนพิษทั้งหมดก่อนเถอะ แล้วเขาจะเอาคืนทั้งต้นทั้งดอก

                “มาแล้วเหรอ”

                นาคินทร์กำลังยืนหันหน้ามองไปด้านนอกผ่านกระจกบานใหญ่ในห้องโถงกว้าง ราชิดใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาไม่เข้าใจจริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้น

                ถึงแม้เขาจะได้เข้าบ้านหลังนี้บ่อยแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะใจหายและหวาดกลัวแบบนี้ เขากำลังกลัวอะไรกันแน่ หรือว่ากลัวจะไม่ได้เห็นสิ่งต่างๆภายในบ้านหลังนี้ หรือกลัวว่าจะไม่ได้เห็นแผ่นหลังกว้างของนาคินทร์อีก คิดเพียงเท่านั้น เขาก็รีบสะบัดศีรษะของตัวเอง ที่มันมีความบ้าๆและฟุ้งซ่านมากมายขนาดนี้

                “เป็นอะไรของนาย”

                ถึงอยากจะขำกับท่าทางตลกนั่น แต่นาคินทร์เองก็เลือกที่จะเก็บซ่อนมันไว้ข้างใน เขาไม่อยากจะเชื่อว่าไปหวั่นไหวกับท่าทางแบบนั้นของเจ้าเด็กที่โตแต่ตัว เอาแต่พยศต่อต้านเขาอยู่ตลอดเวลา ปากบอกว่ายอมแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ยอมจริงๆสักที

                “เอ่อ ฉันสงสัย”

                ที่จริงเขาไม่จำเป็นต้องถามก็ได้ เพราะมันใช่เรื่องที่เขาต้องรู้

                “ทำไมนายถึงยอมถอนพิษทั้งหมดทั้งๆที่ตอนแรกนายต้องการทำให้ฉันทุกข์ทรมานมากๆไม่ใช่เหรอ”

                “เพราะฉันเหนื่อยน่ะสิ ฉันไม่อยากยุ่งกับเด็กอย่างนายแล้ว และที่สำคัญวันนี้เป็นวันเกิดฉัน ก็เลยอยากจะปล่อยหมาปล่อยแมวเอาบุญก็เท่านั้นเอง”

                พอได้ฟังแบบนั้น ราชิดก็แทบจะสติแตก เขาพุ่งเข้าไปจะทำร้ายนาคินทร์ แต่ชายหนุ่มเร็วกว่ามาก เขากระชากตัวของราชิดเข้ามาบดจูบที่รุนแรง เด็กหนุ่มได้แต่ตกใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่สามารถตั้งสติต่อต้านได้ แม้จะอยากจะผลักดันและถอยหนี แต่ร่างกายกลับตอบสนองตรงข้าม

                “อื้อ”

                กว่านาคินทร์จะถอนจูบ ก็ทำให้ราชิดแทบจะหมดแรง ชายหนุ่มหอบหายใจน้อยๆ เขามองนาคินทร์อย่างไม่พอใจ พยายามถอยกายหนี

                นาคินทร์เองก็เริ่มชะงักไปเล็กน้อย เขาหรี่ตาลง ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาดึงเด็กหนุ่มที่เขาไม่ชอบใจเข้ามาจูบ นี่เขากำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ทำเรื่องบ้าๆแบบนี้ แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำ เพราะแทบทุกครั้งที่เขาทำการถอนพิษให้กับราชิด เขามักจะเผลอจูบอีกฝ่ายอยู่เสมอ แต่ครั้งนี้นาคินทร์ตัดสินใจแล้วว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย เขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชิดอีก ทุกอย่างมันควรจะสิ้นสุดเสียที

                “มาทำให้เรื่องนี้มันจบสักที”

 

-------+++++-------

 

                วิรุจน์ขับรถมุ่งตรงไปยังบ้านของนาคินทร์ วันนี้เป็นวันเกิดเพื่อนรักของเขา ชายหนุ่มหลุบตามองกล่องของขวัญที่เขาเตรียมมา ตั้งใจว่าจะไปเซอร์ไพรส์นาคินทร์เสียหน่อย   

                ชายหนุ่มลงจากรถ แล้วรีบเดินตรงไปหานาคินทร์ในบ้าน เขายกนิ้วชี้มาติดริมฝีปากเป็นเชิงให้คนรับใช้ในบ้านอย่าส่งเสียงดังจนทำให้นาคินทร์รู้ว่าเขามาหา

                “อ๊ะ อื้อ ปล่อย ออกไป”

                “หึอยากให้ฉันช่วยให้นายหายสนิทไม่ใช่เหรอ

                ฝ่ามือร้อนสอดเข้าไปใต้เนื้อผ้า บีบขยี้ยอดอกสวยที่ซ่อนไว้อย่างมิดชิด ราชิดบิดกายหนี ริมฝีปากร้อนคลอเคลียตามลำคอขาว พรมจูบไปตามผิวขาวเนียน

                “ฉันเกลียดแก เกลียด อึก”

                ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำ ราชิดไม่ได้อยากจะร้องไห้ แต่ร่างกายเขาร้อนรุ่มจนแทบจะขาดใจ ไม่ว่าจะตรงไหนที่โดนสัมผัส มันก็เหมือนถูกไฟนาบจนร้อนไปหมด

                “ฉันก็เกลียดนายเหมือนกัน ที่ฉันทำไปทั้งหมดไม่ใช่เพราะว่าพิศวาส แต่ก็เพื่อสั่งสอนให้นายรู้สำนึก และไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับหลานฉันอีก”

                “อื้อ!!!

                ราชิดตัวกระตุกเกร็ง หูและหางหมาป่าเผยออกมาให้เห็น  วิรุจน์ที่แอบดูอยู่ได้แต่ขมวดคิ้ว ในสมองใคร่ครวญเรื่องต่างๆ พยายามเรียบเรียงปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด ก่อนที่ทุกอย่างจะชัดเจน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง

                ราชิดคือหมาป่าที่ทำร้ายหลานชายเขา

                ถ้าทุกอย่างที่เขาคิดถูกต้อง นั่นแสดงว่านาคินทร์ผิดคำสัญญากับเขา เพื่อนของเขาโกหกเรื่องทั้งหมด

                ความผิดหวังจู่โจมเข้าหาจนวิรุจน์สมองอื้ออึง เพราะนาคินทร์เป็นเพื่อนรักที่เขาสนิทที่สุดที่เหลืออยู่ ชายหนุ่มเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เขาพูดอะไรไม่ออก วางกล่องของขวัญลงบนโต๊ะที่วางแจกันใบใหญ่ แล้วหมุนกายเดินออกจากบ้านไปด้วยดวงตาที่เหม่อลอย

                ผิดหวัง เสียใจ เสียความรู้สึก

                เพราะไม่เคยคิดว่าคนที่ไว้ใจจะทำกับเขาแบบนี้ได้ สมองพาลคิดไปต่างๆนานานาว่ามีอะไรอีกบ้างที่นาคินทร์ผิดกับพูดกับเขาไว้ก่อนหน้านี้

                สมองของวิรุจน์เหมือนไม่คิดอะไรอีก เขาขับรถโดยไร้จุดหมาย ทั้งๆที่เขาควรเข้าไปห้ามนาคินทร์ที่กำลังทำร้ายราชิด แต่ตอนนี้เขาเหมือนกับคนช็อกที่ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

                เอี๊ยด!!!

                ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกับต้องการเรียกสติที่ฟุ้งซ่านของเขาให้กลับคืนมา เขาเกือบขับรถชนเพราะความประมาทและจมลึกไปกับความคิดของตัวเอง วิรุจน์ได้หักรถเลี้ยวเข้าข้างทาง โชคดีที่ปลอดภัย ไม่ได้ชนสิ่งใดจนก่อให้เกิดอันตราย แต่มันก็พาลให้เขาใจสั่นและหวาดหวั่น เพราะการขับรถบนท้องถนนนั้นอันตราย แต่เขากลับประมาทแบบนี้  อาจจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่น รวมถึงอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วย

                “เฮ้อ”

                เขาได้แต่ถอนหายใจ ทุกอย่างเขาผิดเอง ผิดที่เขาไม่สามารถควบคุมสิ่งที่ตัวเขาคิดได้ เขาจมอยู่ในความผิดหวัง เขาผิดหวังในตัวของนาคินทร์ จนต้องถอยออกมาตั้งหลักรวบรวมสติของตัวเอง

                ในใจของวิรุจน์ยังไม่หายวูบโหวง สมองก็ตื้อไปหมด ราวกับมันไม่ยอมประมวลผลเสียที

                Rrrr

                สายเรียกเข้า เรียกสติของวิรุจน์ที่จมดิ่งไปกับเรื่องของเพื่อนรัก เขายกมือเสยผมตัวเอง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย คนที่โทรมาคือมารดาของเขา

                “ครับ คุณแม่”

                [ตารุจน์…]

                “ครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”

                [หนูไอรีนหนูไอรีน]

                “ไอรีนทำไมครับ”  

                ถ้าเขาจำไม่ผิด ไอรีนเหมือนจะอยู่ที่อเมริกา แล้วทำไมมารดาเขาถึงได้พูดถึงไอรีน นั่นเป็นสิ่งที่วิรุจน์ไม่เข้าใจ

                [ไอรีนมาไทย แล้วจะไปหาลูก แต่ว่าตอนนี้…]

                เสียงดาวิกาติดขัด เหมือนคนกำลังเสียใจและหวาดหวั่น  วิรุจน์เองก็พยายามตั้งสติ

                “มีอะไรครับ เกิดอะไรขึ้นกับไอรีน”

                [น้องหายตัวไปลูก ไม่มีใครติดต่อได้เลย ทุกคนเป็นห่วงกันมาก ลูกพอจะคิดถึงที่ที่น้องจะไปบ้างหรือเปล่า]

                “ผมเองก็ไม่แน่ใจครับ แต่คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมจะพยายามหาไอรีนให้พบ คุณแม่ใจเย็นๆนะครับ”

                [ถ้าได้เรื่องยังไง รีบโทรมาบอกแม่เลยนะลูก]

                “ครับ”

                วิรุจน์รับปาก ทั้งที่ในใจเป็นกังวลจนแทบบ้า เขาไม่อยากจะคิดอะไรมากไปกว่านี้แล้ว ความเครียดถาโถมเข้ามาใหม่อีกครั้งจนเขาแทบจะคลั่งตาย ร่างสูงยกมือกุมขมับตัวเอง เขารีบกดโทรหาไอรีนแต่ว่าติดต่อไม่ได้

                ไม่ไม่ใช่…      

                เพียงชั่วความคิด เขากลับคิดถึงเพื่อนรักของเขา ที่อาจจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้

                ดวงตาคู่สวยสั่นไหวเต็มไปด้วยความกังวล 

                “ถ้านายทำจริงๆฉันคงผิดหวังในตัวนายเป็นที่สุดคิน”

 

 100%

เจอกันใหม่ กับตอนที่ 30 ในวันเสาร์นะคะ วันนี้มาอัพให้เร็วหน่อยก่อนวันเสาร์

ฉลองเปิดเทอมวันแรก กับก่อนเปิดพรีค่ะ 555

รอลุ้นนะคะ ว่าคุณรุจน์จะทำยังไงต่อไป จะเลือกเพื่อน หรือผั- เอ้ย สามี 555

_________________________________________________________________

แจ้งข่าวค่ะ 

เปิดพรีออเดอร์ Royal Tiger ภาค 2 

11  มค - 3 มีนา 60 ค่ะ 

รายละเอียดเพิ่มเติมจะอัพประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ เข้าสู่วันที่ 11 นะคะ ที่บทความนิยายเรื่องนี้

เป็นตอนถัดไปจากตอนนี้ค่ะ 

เทียบขนาดโปสเตอร์ กับโปสการ์ด ค่ะ

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}