อิราวาน พรอัมพุ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กระบี่รักจอมใจ ตอนที่ ๔๒

ชื่อตอน : กระบี่รักจอมใจ ตอนที่ ๔๒

คำค้น : สุรัตนาวีซ่าส์,สุรัตนาวี ปฐพีไพศาล,นาวี สุนทรีย์ลิขิต,กระบี่รักจอมใจ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ม.ค. 2560 15:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กระบี่รักจอมใจ ตอนที่ ๔๒
แบบอักษร

 

                         หวาง หลี่ หง เดินครุ่นคิดถึงเรื่องข่าวการตายของสองเจ้าสำนักกระบี่

ดารา   มันพยายามที่จะหาโอกาสบอก หลิน ไท่ หยาง       แต่ก็ดูเหมือนว่าอาการของ 

หลิน ไท่ หยาง จะมิปรกตินัก

 

 

 

                         สาวใช้แปดนางเดินถือสำรับเปล่าออกมาจากห้อง  ถ้วยชามและจาน

ที่ซ้อนกันออกมานับได้เป็นโหล    ทว่าในนั้นมันเห็นมีตะเกียบเพียงคู่เดียว    ด้วยความ

สงสัยจึงต้องเอ่ยปากถาม

 

 

                        " เจ้าเอาอาหารพวกนี้ไปเลี้ยงแขกที่ไหนหรือ "

                       หัวหน้าสาวใช้แสดงท่าทีอึกอัก " เอ่อ  ของ....ของคุณชายเจ้าค่ะ "

                       " คุณชายเจ้าตัวนิดเดียว  จะกินอะไรมากมายขนาดนี้ " หวาง หลี่ หง 

งุนงง 

 

 

                         " พวกข้าก็ไม่รู้จริงๆเจ้าค่ะ  นายท่าน "   อีกคนหนึ่งเสริม " ตั้งแต่เมื่อ

เช้านี้แล้วคุณชายเรียกหาแต่เครื่องดื่มและของกิน        อาไซพ่อครัวใหญ่ต้องออกไป

ตลาดเป็นรอบที่สามแล้วเจ้าค่ะ       หมู ปลา ไก่ ขนมนมเนยอะไรยกเข้าไปเป็นหมด

เรียบ ไม่รู้ไปหิวมาจากไหน "

                       หวาง หลี่ หง พิศดูปลาเหลือในชาม     นอกจากก้างกลางแล้วเนื้อทุก

ส่วนถูกดูดกินจนเห็นแต่กระดูกแห้งขาวโพลน   มิหนำซ้ำโถข้าวที่หิ้วออกมาไม่มีเมล็ด

ข้าวติดเลยซักเมล็ดเดียว

 

 

                        เคยได้ยินมาว่าวิชาไหมฟ้า เทพยุทธขั้นสูงสุดและวิชามารทมิฬจะทำ

ให้ผู้ฝึกแปรสภาพร่างกายกลายเป็นคนใหม่ได้  ผลข้างเคียงคือจะมีพฤติกรรมที่แปลก

แยกและกินเป็นพายุบุแคม     แต่นั่นก็เพื่อเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงโครงร่างและพลัง

ยุทธที่มี    เป็นไปได้หรือที่ หลินไท่ หยาง จะแอบหัดเอาวิชาลี้ลับพวกนี้

 

 

                         แต่ยังมิทันที่ได้ย่างเท้าถึงห้องของ หลิน ไท่ หยาง   เสียงของทายาท

สำนักกระบี่ดาราก็ดังขึ้น " อ้าว   คุณชายหวางมาพอดี    ข้ากำลังฝึกวาดรูปอยู่เทียว "

 

 

                          หวาง หลี่ หง ถึงกับอึ้ง      แม้ว่ามันจะมิได้เร้นกายเข้ามาแต่ฝีเท้า

ของมันก็จัดว่าเบานักยากที่ใครจะมาสังเกตรู้      แต่นี่มิแค่รู้เพียงว่ามีคนเข้ามาหาก

ยังรู้ด้วยว่าเป็นใคร

 

 

                         " เป็นข้าเอง ไท่ หยาง "  มันแสร้งตอบอย่างมิใส่ใจ  " เจ้ากำลังวาดรูป

อะไรอยู่หรือ"

                         ยังมิทันที่มันจะมองหาว่าผู้ที่พูดคุยด้วยอยู่ที่ใด    บานประตูเลื่อนไม้

กรุกระดาษก็เลื่อนออกอย่างช้าๆ       มองเห็น หลิน ไท่ หยาง กำลังหันหลังเขียนอะไร

อยู่บนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยกลางห้อง

 

 

                         น่าพิกลนักที่ในห้องของมันมิมีผู้ใด   แล้วใครกันที่มาเลื่อนบานประตู

ให้ทั้งๆที่หลิน ไท่ หยางก็ยังคงนั่งเขียนรูปอยู่อย่างขะมักเขม้น          หวาง หลี่ หง หรือ

มารบูรพารู้สึกเกร็งขึ้นมาในทันใด   และทันทีที่มันย่างกรายเข้ามาในห้องประตูก็ค่อยๆ

เลื่อนปิดลงอย่างนุ่มนวล

 

 

                        " ข้าวาดรูปจอมยุทธท่านหนึ่ง " ไท่ หยาง ตอบโดยไม่ยอมหันกลับมา 

                         " ผู้ใดกัน      ที่เจ้าชื่นชมจนถึงกับต้องเอามาวาด " มารบูรพาหัวเราะ

เรื่อย มันแสร้งทำเป็นขำเพื่อกลบเกลื่อนอาการขลาดกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างไร้สาเหตุ

 

 

                        บนโต๊ะเขียนหนังสือตัวเตี้ยหน้า หลิน ไท่ หยาง      เต็มไปด้วยขวดสี

นานาชนิด  พร้อมด้วยพู่กันเป็นสิบ        หากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าโต๊ะนั่นคือฉากไม้พับฉลุ

ขนาดใหญ่ชนิดสามบาน    ผ้าไหมขาวพิสุทธิ์ที่ขึงตึงเต็มฉากนั้นด้านซ้ายเป็นรูป*ปรา

การลี้ลับ*    สำนักเทพมารในตำนานพร้อมกับตราลัญจกร*มังกรอสูร*

 

 

                         เพียงแค่นี้ก็ทำให้มารบูรพาถึงกับเลือดในกายเย็นเฉียบ    แต่เมื่อหัน

มาดูบานที่สองก็ยิ่งพรั่นพรึง    เพราะมันคือรูปของ หวาง หลี่ หงในชุดพัสตราภรณ์อัป

สรสวรรค์และพัด    มือที่กำแน่นไว้เริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อเย็น

 

 

                         " เข้ามาดูใกล้ๆก็ได้  ข้ากำลังจะเขียนเสร็จพอดี " หลิน ไท่ หยาง พูด

กลั้วเสียงหัวเราะ สองมือของมันนั้นมิได้แตะต้องด้ามของพู่กัน       หากกวัดแกว่งกรีด

กรายคล้ายรำร่าย  โดยที่มีพู่กันแปดอันขยับหมุนสับสลับเปลี่ยนกันแต้มสีลงบนผืนผ้า

เป็นตัวอักษรข้างรูป

 

 

มาร    บูร    พา

รูปงามบริสุทธิ์      วร ยุทธแร่งกล้า

นามมารบุรพา      นร อื่นบ่เทียมทัน

หากแม้ประสงค์สู้    ชิว สูสิอาสัญ

มารนี้จะลงทัณ-     ฑ ประหนึ่งพญายม

 

 

                         ขนบนต้นแขนของมันลุกซู่        นี่คือสุดยอดศาสตร์แห่งสำนักสุสาน

โบราณ *มายาใต้หล้า*     วิชานี้แม้แต่ศิษย์รุ่น เสี่ยว หลง หนวี่ และ นางมารลี้ก็มิอาจ

ได้เรียน     วิชาที่แตกยอดออกมาจากการใช้ผึ้งหยกรวมกับเคล็ดวิชาไหมฟ้า    มันคือ

การใช้เส้นไหมพิเศษในการนำพลังยุทธ์ออกมา   เฉกเช่นหนอนไหมที่ปั่นใยออกมาปก

ป้องตัวเอง

                         มิผิดแน่...มารบูพาคิด....  เจ้านี่มันจะต้องแอบไปได้เคล็ดวิชาลี้ลับนี้

มาจากใครในสำนักสุสานโบราณ  แต่ว่าจะเป็นใครนั้นคงไม่สำคัญเพราะว่ามันกลัวที่ 

หลิน ไท่ หยาง รู้ตัวตนที่จริงของมันแล้วต่างหาก     ถึงเวลาแล้วที่มันจะต้องคิดหาหน

ทางสั่งสอน

 

 

                         " บานที่สามยังว่างอยู่นี่ " มารบูรพากล่าวขึ้นบ้าง " ถ้าไม่รังเกียจข้าก็

จะวาดรูปให้เอง "

                          สิ้นคำมันก็ดีดกายขึ้นกลางอากาศ  พร้อมทั้งสะบัดชายพัสตราภรณ์

อัปสรสวรรค์ออกจากแขนเสื้อ    เพียงพริบตาพู่กันทั้งหมดก็ถูกตวัดกระเด็นกลับลงใน

ขวดสีดังเก่า ชายผ้าพัสตราภรณ์อัปสรสวรรค์รวบเอาถาดใส่ขวดสีลอยขึ้นเหนือฉาก

 

 

                          มันโคจรลมปราณแล้วซัดใส่ถาดสี   " กวนหยินพันกร     ย๊ากก!!!"

พลังรูปฝ่ามือนับพันระเบิดออกจากร่าง    มันกระแทกเข้าใส่ขวดสีจนกระฉอกออกมา

ใส่ฉาก  ดำ แดง เขียว เหลือง ทอง เทา น้ำเงิน     ทุกสีหยาดหยดแต่งแต้มลงบนฉาก

อย่างประณีตราวกับถูกวาดจากปลายพู่กันของจิตรกรเอก

 

 

                          มันปรากฏขึ้นเป็นรูปของ หลิน ไท่ หยาง ในชุดอสรพิษดำแบบนินจา

พร้อมด้วยกระบี่รอบกายเป็นผีเสื้อตัวเล็กๆนับร้อย    แม้จะมีผ้าดำคาดปากอยู่แต่ก็ยัง

คงมองเห็นเป็นมันอยู่ดี       มิหนำซ้ำเบื้องล่างยังมีตัวอักษร  *มือกระบี่ภุมรีหยก*

 

 

                          อย่างไม่ทันคาดคิดมาก่อน  หลิน ไท่ หยาง ถึงกับหน้าซีดเผือด   มิ

เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีผู้ที่รู้ตัวตนของมันได้        มันผลุดลุกขึ้นประจันหน้ากับมาร

บูรพาอย่างว่องไว

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}