อิราวาน พรอัมพุ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กระบี่รักจอมใจ ตอนที่ ๒๑

ชื่อตอน : กระบี่รักจอมใจ ตอนที่ ๒๑

คำค้น : สุรัตนาวีซ่าส์,สุรัตนาวี ปฐพีไพศาล,นาวี สุนทรีย์ลิขิต,กระบี่รักจอมใจ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ม.ค. 2560 15:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กระบี่รักจอมใจ ตอนที่ ๒๑
แบบอักษร

 

 

                        เรือพยัคฆ์มังกรยามนี้แล่นฉิวตัดผ่านท้องน้ำที่เรียบราบราวกับกระจก    

หากแต่บนดาดฟ้า ลานชมจันทร์ กลับมีสองมานพยืนประจันหน้ากันอยู่บนนั้น   ผู้หนึ่ง

สวมห่วงทองเหลืองขนาดใหญ่ไว้ที่คอหากอีกผู้หนึ่งมีเพียงม้วนกระดาษและพู่กัน

 

 

                        " อะไรกัน    เจ้ามองข้ายังกับว่าข้าเป็นโจรกระนั้น "  จิตรกรนิรนามยิ้ม

ขำ " ข้าคือ หวาง หลี่ หง  จิตรกรพเนจร   ไม่เชื่อเจ้าไปถามใครในเรือดูก็ได้ "

                         ป๊าค ดอง กัน ถอดห่วงจันทร์กระจ่างฟ้าออกมาจากลำคอ " เจ้าหลอก

ใครก็หลอกได้    แต่ไอ้โง่คนนั้นคงจะไม่ใช่ข้า      เจ้าสะกดปราณตัวเองไม่ให้ผู้อื่นสัมผัส

ถึงได้แต่จิตรกรพเนจรที่ไหนจะเหาะขึ้นมาถึงลานชมจันทร์ได้ทั้งๆที่ไม่มีบันได

 

 

                       จิตรกรพเนจรที่อ้างว่าชื่อ หวาง หลี่ หง    เอาพู่กันขึ้นเคาะศีรษะ " อ้อ    

ข้าลืมไปเลยว่าข้าขึ้นมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการชักบันไดขึ้น "

                      ลานชมจันทร์และดาดฟ้ายกส่วนล่าง เชื่อมต่อกันด้วยบันไดขึ้นลงสอง

ข้างซึ่งสูงลิบลิ่ว        และเพื่อเป็นการป้องกันที่เข้มงวด   บันไดที่ถอดได้ทั้งสองข้างจะ

ถูกถอดออกวางไว้ที่ลานชมจันทร์หนึ่งอันและที่ดาดฟ้ายกอีกหนึ่งอัน    โดยทั้งสองอัน

จะตราเอาไว้ด้วยสลักพิเศษที่มีเพียงนายยามเรือเดินเท่านั้นที่จะปลดออกได้         จึง

ไม่มีทางเลยที่ใครผู้หนึ่งผู้ใดจะขึ้นลงเล่น       มิหนำซ้ำใต้ล่างดาดฟ้ายกก็ล้วนแล้วแต่

ทหารยามคุ้มกันแน่นหนา

 

 

                        โชคร้ายที่ ป๊าค ดอง กัน   มิได้ทันสังเกตตราหยกสำนักที่เอว       และ

หากมันพึงระวังสักนิด  จะรู้ได้ว่าลายมังกรอสูรที่เคียนเอาไว้ตรงเอวด้านขวา   คือตรา

ลัญจกรณ์แห่ง * ปราการลี้ลับ *     หนึ่งในสุดยอดสำนักที่ขึ้นชื่อลือชาในบู๊ลิ้ม      ด้วย

วัฒนธรรมหานผิดกันกับต้า จิง     จอมยุทธฝ่ายบุ๊นจะเคียนตราสำนักเอาไว้ที่เอวด้าน

ซ้าย     แต่ฝ่ายบุ๋นจะเคียนเอาไว้ที่เอวด้านขวา   ในเมื่อมันเป็นเพียงจิตรกรพเนจรไฉน

เลยจึงกล้าเคียนเอวขวาด้วยตรามังกรอสูรเยี่ยงนี้

 

 

                        สัญชาติญานของ ป๊าค ดอง กัน ถูก  แต่ก็มิใช่ทั้งหมด     บุรุษหนึ่งผู้ที่

มิเคยมีผู้ใดเคยเห็นหน้านั่นต่างหากที่ปลอมแปลงมาเป็นจิตรกรพเนจรรูปงาม   แท้จริง

แล้วไซร้มันคือมารบูรพานั่นเอง

 

 

 

 

 

                         " เอาไว้คุยกับห่วงจันทร์กระจ่างฟ้าของข้าเถอะ !!! "

                         สิ้นเสียง ป๊าค ดอง กัน ก็ซัดห่วงออกจากมืออย่างว่องไว           หวาง 

หลี่ หง แสร้งทำเป็นตกใจหงายหลังผลึ่ง ทำให้ห่วงนั้นแล่นผ่านใบหน้าไปอย่างเฉียดฉิว           

แต่ทั้งๆที่มันมิได้มีคมหากเมื่อแล่นผ่านปลาย   ม้วนกระดาษที่ผูกติดอยู่บนหลังของเจ้า

จิตรกรหน้าหยก     มันกลับตัดด้ามแกนไม้ที่ม้วนติดปลายภู่เอาไว้อย่างง่ายดายแล้ววก

กลับเข้าไปในมือของผู้ซัด

 

 

                         " อ๊ะ....อ๊า.....เจ้ากล้าลงมือฆ่าคนไม่มีทางสู้ด้วยรึ? " หวาง หลี่ หง 

เยาะ " โอ....นี่น่ะหรือผู้กล้าเมืองหาน "

                        " สามหาว ! ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ " ป๊าค ดอง กัน ตวาด  แล้วโผน

เข้าใส่พร้อมห่วงจันทร์กระจ่างฟ้าในกำมือ

     

 

                         ประมุขพรรควังบุปผาสะดุ้งตื่นด้วยรังสีพิฆาต         มีใครบางคนเดิน

ปราณขั้นสูงเพื่อประมือกัน    หากจิตสังหารมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น  นั่นก็หมายถึงใคร

บางคนมุ่งหวังที่จะต่อสู้หากอีกคนทำเพียงแค่หลบหนีหรือปัดป้อง    น่าแปลกที่บนเรือ

ลำนี้มีเพียงจอมยุทธไม่กี่ผู้ที่จะมีปราณถึงขั้นนั้น    หนึ่งคือตน สองคือมารบูรพาผู้น้อง   

ส่วนที่เหลือน่าจะเป็นสองพี่น้องตระกูลป๊าคจากเมืองหาน

 

 

                        ครั้นหันไปมองดูห้องอีกฟาก   ที่ห่างกันเพียงบานประตูเลื่อนแบบบาง      

ก็ไร้ซึ่งวี่แววเจ้าของห้อง    จึงเป็นไปได้ว่ามารบูรพานั้นอาจแอบขึ้นไปหยอกล้อเพื่อลอง

วัดพลังฝีมือกับสองหนุ่มเมืองหานตามประสาจอมยุทธซุกซน

 

 

                        " ท่านประมุข......" เสียงงัวเงียของมานพน้อยรูปงามคนหนึ่งบ่นเบาๆ

 " นอนต่อเถอะขอรับ "

                        ประมุขพรรควังบุปผาถอนใจเบาๆ      อีกมือนุ่มนิ่มก็ลูบไล้ไปมาเหนือ

ท่อนขาซ้ำ " ใช่ขอรับ "

                         บนตั่งไม้แดงฝังมุก    ล้วนแล้วแต่หนุ่มหน้าหยกถึงสี่คนที่นอนเปลือย

เปล่าอยู่เคียงข้าง      ประมุขหนุ่มลูบเครางามใต้ลูกคางเบาๆแล้วบ่น

 

 

 

 

 

                        " ข้านอนไม่หลับแล้วล่ะ "  น้ำเสียงสำแดงอารมณ์สนุก   " ลงว่าข้าตื่น

ขึ้นมายังงี้เห็นทีจะต้องออกกำลังกายเรียกเหงื่อกันซักหน่อย "

                        " ให้ข้าช่วยท่านๆ " หนุ่มหนึ่งโผเข้ากอดคอซุกไซ้

                        อีกหนุ่มหนึ่งมุดศีรษะเข้าไปในชุดนอน " ดูสิ  ท่านประมุขตื่นแล้วจริงๆ .......อื้มมมมมมม "

 

 

                         คำหลังๆที่พูดออกมานั้นฟังมิได้ศัพท์       คงเป็นเพราะปากมันมิว่าง

นั่นเอง       ประมุขพรรควังบุปผาประสานมือสอดรับใต้ท้ายทอยตัวเองแล้วเอนร่างลง

นอนหงายกับตั่ง       ปล่อยให้สี่หนุ่มหน้าหยกผลัดกันเชยชมและขึ้นขย่มท่อนทวนกัน

เป็นที่สนุกสนาน  ป่านฉะนี้ หวาง หลี่ หง คงจะสนุกกับการได้ประมือกับเจ้าหนุ่มเมือง

หานแต่ตัวเองคงจะต้องร่ายเพลงทวนกำหราบเจ้าหนุ่มหื่นรักทั้งสี่นี่แทน

 

 

                         และหากผู้ใดเกิดออกมาชมจันทร์ยามค่ำคืนนี้       อาจจะได้เห็นแสง

แลบแปลบปลาบจากประกายทองของห่วงจันทร์กระจ่างฟ้า        มันถูกซัดออกไปแล้ว

บินวกกลับมาสู่มือเจ้าของได้อย่างว่องไวราวกับวิหค  บนลานชมจันทร์ชั้นดาดฟ้ากลับ

มีเงาของจอมยุทธสองผู้โผนผกไล่กันไปตามขอบระเบียง

 

 

                         " เจ้าตาขาว   ไฉนเลยเจ้าจึงไม่ชักอาวุธของเข้ามา " ป๊าค ดอง กัน 

ตวาด

                         " ฮา...ฮา....เจ้าต่างหากสิตาขาว   ข้ามือเปล่าแต่เจ้ามีอาวุธ " หวาง 

หลี่ หง ยั่วเย้า   เพียงพริบตา หวาง หลี่ หง ก็ดีดกายขึ้นไปยืนบนหนวดของมังกรแกะ

สลักที่มุมหลังคา   ช่างน่าประหลาดยิ่งนักที่คนร่างใหญ่อย่างนั้นจะทรงตัวบนก้านไม้

บางๆได้

 

 

                        " ข้าเป็นกวี    มีเพียงพู่กันและกระดาษเป็นอาวุธ    ใยท่านจะต้องตาม

มาราวีรังแกข้าเยี่ยงอันธพาลด้วย  หรือข้าเคยทำให้ท่านจองยุทธขุ่นข้องหมองใจ "

                        " เจ้าอย่ามาเล่นลิ้นกับข้านะ " ป๊าค ดอง กัน ชี้หน้า " วันนี้ถ้าข้าจับเจ้า

ไม่ได้ก็อย่ามาเรียกข้าว่าป๊าค ดอง กัน !!! "

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}