อิราวาน พรอัมพุ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กระบี่รักจอมใจ ตอนที่ ๑๘

ชื่อตอน : กระบี่รักจอมใจ ตอนที่ ๑๘

คำค้น : สุรัตนาวีซ่าส์,สุรัตนาวี ปฐพีไพศาล,นาวี สุนทรีย์ลิขิต,กระบี่รักจอมใจ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ม.ค. 2560 15:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กระบี่รักจอมใจ ตอนที่ ๑๘
แบบอักษร

 

                         ถัง เยี่ยน ตัวสั่น ขนลุกชัน    เหมือนเลือดหนุ่มในกายจะฉีดพล่านจน

รู้สึกซู่ซ่าไปทั้งร่าง     มันร้อนรุ่มและคึกคะนองปรารถนาที่จะร่วมรักยิ่งนัก     มันคิดถึง 

ถัง หยิง หยิง  แต่นางก็มิได้อยู่ที่นี่

 

 

                        "ข้า....ซี้ดดด......อ้า.....ทำไม....ทำไม...มันร้อนเยี่ยงนี้....โอยยยยยย "

 ถัง เยี่ยน เหงื่อไหลโทรมกาย      มันถอดเสื้อออกโดยพลัน       มารโลกีย์ยิ้มพึงพอใจ

ที่เห็นหุ่นแน่นล่ำกล้ามเป็นมัดและผิวเนียนขาว     หัวนมกลมเล็กบนแผงอกแน่นหนา

นั่นเล่าก็ชวนให้ดูดเลียเสียนี่กระไร      ยังกล้ามหน้าท้องเป็นลอนที่มีไรขนบางๆนั่นอีก      

 ถัง เยี่ยน ก้มลงถอดกางเกงและรองเท้าออกจนหมดโดยมิได้อายแต่อย่างใดเลย

 

 

                       " อูววววว์....เจ้าคนตัดฟืน "  มารโลกีย์ตาลุกวาว  " นั่นคือขวานอีกอัน

ของเจ้ากระนั้นหรือ? "

                        ถัง เยี่ยนมองดูแก่นกลางกายที่แข็งผงาด     มันเป็นดุ้นหยกขนาดใหญ่

ไม่ผิดอะไรกับด้ามขวานที่มันถือมาตัดฟืนแถมยังยาวชนิดที่ว่าสองมือกำไม่มิด       มาร

โลกีย์โชคดีแล้วที่มาเจอมัน   หลังจากที่อดเสพเสียวกับบรรดาหลวงจีนหล่อล่ำในสำนัก

มานานตั้งแต่ถูกจับได้        นับว่าไม่เสียทีที่มันออกมาเจอ  

 

 

 

                 ๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

 

 

 

                       " ข้าไม่สบายใจเลย " เตียว เซียว เตี๊ยบ ปรารภขึ้นเบาๆกับสามี

                       หลิน เทียน ไช่ ถอนใจ " เจ้ากังวลมากไปแล้ว   ที่จริงเราควรไว้ใจพี่น้อง

ป๊าคนั่น    แล้วถึงอย่างไรเราก็ยังมีท่านประมุขพรรควังบุปผา กับ มารบูรพาอยู่ด้วย "

 

 

                       นางกดหว่างคิ้วเบาๆ " แต่ที่ข้าเป็นห่วงหาใช่กระบี่ไม่         ข้าห่วง ไท่ 

หยาง ต่างหาก "

                      " ลูกเราจะเป็นอะไรไป       ในเมื่อมันอยู่กับขุนพลกู่แล้ว "    เจ้าสำนัก    

หลิน เทียน ไช่ ส่ายหน้า

 

 

                         เตียวเซียวเตี๊ยบแอบลอบถอนใจ      นางเชื่อในสัญชาติญาณหญิงยิ่ง

นัก          ชายชาตรีจะไปรู้ซึ้งถึงสิ่งใดที่ละเอียดอ่อนได้   นางหวาดกลัวภาพฝันที่หลอก

หลอนนางมาหลายราตรี         ปิ่นมุกแสนรักที่นางได้มาจากพรรควังบุปผา เมื่อครั้งนาง

ตั้งครรภ์ หลิน ไท่ หยาง ได้ปักตรึงคามือนาง       พิษบาดแผลสร้างความปวดร้าวเจียน

ตาย โลหิตหลั่งไหลราวกับน้ำ      และสุดท้ายนางเองเป็นผู้จับมันหักออกเป็นสองท่อน

ก่อนที่มันจะมอบความตายให้        มิต้องไปพึ่งพาโหรทำนายฝันหรือนางพยากรณ์ใด     

ในเมื่อก็มองเห็นอยู่        ว่าฝันนั้นมันหมายถึงเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นกับบุตรชายคนเดียว

ของนาง

 

 

 

                        "  เตียวเซียวเตี๊ยบ " หลิน เทียน ไช่ ขานนามก่อนแต่งของภริยาคนงาม 

" มิใช่ว่าข้าเองไม่ห่วงมัน      แต่เราสองคนเป็นตัวแทน ต้า จิง ชื่อเสียงและหน้าตาของ

ชาติก็สำคัญพอกับครอบครัวเช่นกัน "

                       นางผวาเข้าซบอก หลิน เทียน ไช่ อย่างอ่อนใจ      สิ่งเดียวที่นางทำได้

ตอนนี้คงมีเพียงการสวดมนต์ภาวนา

 

 

                        บนเรือพยัคฆ์มังกร     ป๊าค ดอง กัน เดินออกมาจากห้องอย่างรำคาญ        

นางเพลงในห้องเมาสุราจนร้องอะไรไม่รู้เรื่องแล้ว  มิน วู เจ้าน้องชายก็มัวแต่สนุกสนาน

เพลิดเพลินไปกับเหล่านางระบำตามประสาคนหนุ่ม          ทั้งร้องทั้งเต้นเหมือนไม่รู้จัก

เหนื่อย    คงเป็นเพราะมิได้เคยออกมาสำราญนอกบ้านเช่นนี้เลยตั้งแต่หนุ่ม อีกทั้งเมื่อ

อยู่ในเมืองหาน   ก็จำต้องสำรวมตนให้สุขุมสมเป็นบุตรชายเจ้าสำนักกระบี่ระบือนาม

 

 

                         ชั้นสำราญดาดฟ้าน้อกห้องชมดาวว่างเปล่าไร้ผู้คน      ด้วยประมุข

พรรควังบุปผาสั่งให้เป็นเขตหวงห้ามมิให้ผู้ใดผ่านเข้าออก     ป๊าค ดอง กัน  เดินทอด

น่องมองท้องทะเลที่เรียบราบเยี่ยงกระจกเงาแล้วก็รู้สึกผ่อนคลาย  หวังใจว่าอย่าให้มี

โจรสลัดหรืออุปสรรคอื่นใดระหว่างทางที่จะไปต้า จิง เลย  เพราะนี่คือภารกิจแรกของ

มันและผู้น้อง

 

 

                        แต่ด้วยความเป็นพี่และอาวุโส          จะให้ไปปล่อยตัวปล่อยใจสำเริง

สำราญเยี่ยง มิน วู คงมิควร      เพราะถึงแม้ว่าการอารักขาจะมีประมุขพรรควังบุปผา

และมารบูรพาแล้วแต่ก็มิอาจวางใจได้     สิ่งเดียวที่ ป๊าค ดอง กัน เชื่อมันคือใจตนเอง

และห่วงจันทร์กระจ่างฟ้าเท่านั้น

 

 

                        " ผู้ใดกัน !! " ป๊าค ดอง กัน ตวาด

                        ถึงแม้มิมีตาหลัง         หากแต่มันก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวอันลึกลับ         

เงาสีม่วงโผนจากหัวมังกรที่ขึ้นไว้ตามมุมเก๋งอย่างไร้ซุ่มเสียงราวกับปีศาจ      เหมือนจง

ใจจะยั่วเย้าหยอกล้อให้หวาดกลัวมากกว่าจะลงมือทำร้าย

 

 

                         ห่วงทองเหลืองที่คอถูกหยิบออกมาถือเอาไว้มั่น " ข้าถามว่าเจ้าเป็น

ผู้ใดกัน !!! "

                         " ใจเย็นๆน่า......ข้าก็แค่อยากจะขึ้นมาชมจันทร์บ้าง    อยู่แต่ท้องเรือ

ข้างล่างมันอุดอู้จะตายไป "

                          แล้วชายรูปงามในชุดไหมม่วงมรกต ก็ย่างเท้าออกมาจากเหลี่ยมเสา      

ในมือหาได้มีอาวุธใดไม่นอกจากพู่กันทอง

                          " แต่ที่นี่เป็นเขตหวงห้าม " ป๊าค ดอง กัน ยืนกราน " เจ้าไม่สมควรขึ้น

มา "

 

 

                         " ข้าก็แค่จิตรกรคนนึงที่อยากจะมาแค่ขึ้นมาชมจันทร์     นอกนั้น......

ข้าไม่เห็นสน "  ริมฝีปากช่างเจรจาแย้มเยาะ " แต่คืนนี้จันทรางามนัก      เจ้าไม่ใจแคบ

เกินไปหน่อยหรือที่จะชมมันแต่เพียงผู้เดียว "

                         ป๊าค ดอง กัน กัดริมฝีปาก        เจ้าจิตรกรปากกล้าคนนี้ช่างเจรจานัก   

ครั้นจะไล่ลงไปดื้อๆก็คงจะไม่ได้    ด้วยถ้ามันสามารถผ่านด่านเวรยามขึ้นมาเอ้อระเหย

ลอยชายที่นี่ได้โดยที่มีแค่พู่กันวรยุทธ์มันคงไม่ใช่ชั่ว       อย่างน้อยมันก็ต้องมีวิชา " เท้า

เหยียบเวหา " หรือ " ย้อนฟ้าดำดิน "  

 

 

 

                         ๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}