ชะโดตัวโต
facebook-icon

เชิญพบกับภาคต่อของ 'พี่คิณ - ณิริณ' 'พี่ภาคย์ - ไออุ่น' ในเรื่อง 'HATE ME: บงการรัก' เรื่องราวของภัทธิรา ลูกสาวคนเดียวของพี่คิณ - ณิริณ และเป็นน้องสาวฝาแฝดของพี่ภาคย์กับการที่จะต้องจำใจแต่งงานกับ 'คิริน' เพื่อแลกกับชีวิตของภิชญ์น้องชายของเธอ ***โหวต เม้น ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ***

HATE EFFECTS: 8 ผู้ที่อยู่ในเงามืด 100% รีไรท์

ชื่อตอน : HATE EFFECTS: 8 ผู้ที่อยู่ในเงามืด 100% รีไรท์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.2k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2560 19:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HATE EFFECTS: 8 ผู้ที่อยู่ในเงามืด 100% รีไรท์
แบบอักษร

#

HATE EFFECTS: 7


โครม !!!!


วิวัฒน์กลับมายังห้องทำงานก็อาละวาดจนข้าวของกระจัดกระจาย ความคับแค้นใจมันจุกอยู่ในอกเพราะตอนนี่ภาคิณเริ่มจะสาวถึงตัวเขาได้แล้ว ก็ใช่ว่าเรื่องเมื่อสามปีก่อนมีเขาเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารภูษิตและภาคิณในครั้งนั้น เพราะมีคนทำงานพลาดภาคิณจึงกลับมาทวงสิ่งที่เป็นของตนและจัดการผู้ร่วมขบวนการทีละคน


วิวัฒน์ยกโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาแล้วโทรหาผู้ร่วมขบวนการอีกคน....


"ว่างหรือเปล่าผมมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย...เรียกทุกคนมาให้หมดเลยนะ....ที่เดิม อีก 5 นาทีผมจะออกไป"


วางสายแล้วก็รีบออกจากบริษัทไป... เขาต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลมก่อนที่ความผิดทั้งหมดจะถูกเปิดเผย เพราะนอกจากจะถูกเจ้าทุกข์ตัวจริงจับได้แล้วอาจจะถูกพวกเดียวกันหักหลังด้วยก็ได้


คาสิโนใจกลางเมือง...


วิวัฒน์เดินดุ่มๆเข้ามายังห้องผู้บริหารของคาสิโน ในนั้นมีชายสามคนกำลังนั่งคุยกันอย่างเคร่งเครียด...ทั้งการันต์เจ้าของคาสิโน ณวัฒน์นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงในขณะนี้และภูชิต...ชายวัยกลางคนหนึ่งในหุ้นส่วนของ PK AUTO GROUP


"มีเรื่องสำคัญอะไรจะคุยก็รีบพูดมา ฉันไม่ค่อยมีเวลามาฟังเรื่องไร้สาระ" ภูชิตนั่งไขว่ห้างบนโซฟาพูดอย่างไม่สบอารมณ์


"ไอ้ภาคิณมันเริ่มสงสัยเองการจัดซื้อ เพราะของที่เราสับเปลี่ยนดันใช่งานไม่ได้ ต้องจ่ายค่าเสียหายให้มัน 10 ล้าน" วิวัฒน์รายงานด้วยท่าทีที่ลำบากใจ "เราจะทำยังไงกันต่อไปดี"


"หึ! แล้วส่วนที่ไอ้ภากรบริหารอยู่ล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง" เพราะวันๆภากรเอาแต่คิดเรื่องผู้หญิงเลยไม่คิดว่าจะระแคะระคายเหมือนกับน้องชาย ภูชิตมั่นใจเช่นนั้น


วิวัฒน์ส่ายหัว "ไม่ทราบเหมือนกัน ไม่น่าพลาดให้มันรอดมาได้จริงๆ ไม่ทีมันสักคน...ลำพังไอ้ภากรก็ไม่คณามือนักหรอก"


"แน่ใจหรอครับ?" ณวัฒน์เอ่ยขึ้น "เราไม่ควรประมาทแม้แต่คนเดียว ภายนอกเขาอาจจะแสดงออกมาแบบนั้นก็จริง ลึกๆแล้วเป็นอย่างไรก็ไม่รู้"


"นั่นสิ! ผมเพิ่งจะเห็นว่าที่เจ้าสาวของไอ้ภาคิณนะ เธออาจจะมีประโยชน์กับเรามากก็ได้ อีกอย่างผมเคยเรียนมหาลัยเดียวกัน...ไม่ใช่เรื่องยาก" การันต์ยิ้มกริ่มอยู่นิดๆ เขาคาดไม่ถึงว่าวาณิริณจะผลักดันตัวเองมาจนอยู่สูงได้ขนาดนี้ คงจะต้องหาเวลาไปพูดคุยด้วยเสียหน่อยแล้ว


"ทำหน้าที่ของแกต่อไปเรื่อยๆ อย่าให้เบื้องบนต้องลำบากมากไปกว่านี้ ช่วงนี้ไอ้พวกนั้นคงยังไม่กล้าทำอะไรมากนักหรอก..." ภูชิตถอนหายใจเบาๆพร้อมยื่นเช็คเงินสดให้ "เอาเงินนี่ไปจ่ายให้มันก่อน ให้มันคิดว่าเป็นเพียงข้อผิดพลาดธรรมดาไปก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไขกันอีกที" ไม่ใช่ว่าไม่กังวลแต่ก็ต้องใจเย็นๆ หากโผงผางออกไปจากที่มีวิวัฒน์เป็นผู้ต้องสงสัยเพียงคนเดียวก็อาจจะมีเขาเข้าไปด้วย


อีกด้านหนึ่ง...


บ้านรัตนโยธิน...


ภากรไปรับลำเพยและสุชาติมาจากสนามบินก็พามาพักที่บ้านของตน นาตยาเองก็คอยต้อนรับขับสู้อย่างเต็มที่เพราะอีกไม่กี่วันก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว


"บ้านสวยจังเลยนะคะ กลัวว่าจะทำบ้านสกปรกเสียเปล่าๆ" ลำเพยพูดอย่าถ่อมตน เบื้องหลังของว่าที่ลูกเขยของเธอนั้นดูดีมีสกุลมากๆ ผิดกับเธอและสามีที่มาจากชนชั้นล่างธรรมดา


"พูดอะไรแบบนั้นล่ะคะ!? คนกันเองทั้งนั้น เข้าบ้านกันก่อนดีกว่าค่ะ...อีกสักประเดี๋ยวเด็กๆก็คงจะกลับมาแล้ว" นาตยายิ้มเป็นมิตร


"อ่า...งั้นเดี๋ยวผมไปรับณิชาที่มหาวิทยาลัยก่อนนะครับ ช่วงนี้ยังต้องสอนให้หัดขับรถอยู่" ภากรพูดเสียงใสทำเอาสองแขกผู้มาเยือนต่างพากันงุนงงเล็กน้อย


"จะดีหรอภากร พ่อเห็นว่าเจอหน้ากันทีไรเป็นต้องทะเลอะกันทุกที" สุชาติเองก็เกรงว่าลูกสาวคนเล็กของเขาจะสำแดงอิทธิฤทธิ์ใส่จนภากรรำคาญใจ


"ตอนนี้ไม่แล้วครับ เอาเป็นว่าถ้าผมไปช้าอาจจะโดนแบบที่ว่าก็ได้" หนุ่มเพลย์บอยหัวเราะก่อนจะขอตัวออกไป


ผู้ใหญ่ทั้งสามพากับไปยังห้องรับรองแขก พวกเขาพูดคุยถึงเรื่องงานแต่งงานและเรื่องของภากร นาตยาเองก็ชักจะสงสัยว่าลูกชายคนโตของเธอหมู่นี้มักจะพูดถึงวาณิชาบ่อยๆทั้งๆที่ไม่เคยพูดถึงผู้หญิงคนไหนให้ผู้เป็นแม่ฟังเลย


"เหมือนว่าเราจะได้ลูกเขยเพิ่มอีกคนนะพี่ชาติ" ลำเพยหันไปยิ้มให้สามีหลังจากที่ฟังนาตยาพูดจบ


"แน่ใจรึ!? ณิชาน่ะเป็นเด็กแก่นแล้วก็เอาแต่ใจ กลัวว่าจะไปเล่นค้ำหัวภากรเขาน่ะสิ" สุชาติรู้ถึงความแสบของวาณิชาเป็นอย่างดี ลองถ้าเธอหมั่นไส้ใครแล้วก็กัดไม่ปล่อยเสียด้วย


"อย่าหาว่าฉันเข้าข้างลูกเลยนะคะ สังเกตมาสักระยะแล้วล่ะค่ะว่าหมู่นี้ทั้งตากรกับหนูณิชามักจะไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ ตากรเองก็ชอบเผลอพูดถึงทุกทีด้วย" นาตยาพูดไปตามที่ตนเองได้เห็น


สุชาติได้ฟังก็ครุ่นคิดตาม "จริงๆก็ไม่ได้กีดกันอะไรหรอกนะครับ แต่เพราะณิชายังเด็กมากเรื่องความคิดและการตัดสินใจถ้าเทียบกับณิริณ ผมแค่กลัวว่าภากรจะอารมณ์เสียซะเปล่า"


นาตยาเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด "ฉันเองก็หนักใจเหมือนกันเพราะว่าตากรก็เจ้าชู้ไม่ลงเอยกับใครเสียที ถ้าหนูณิชาหยุดให้ได้ฉันก็ยินดีค่ะ"


"รอให้โตกว่านี้อีกหน่อยดีไหมคะ? พอถึงเวลาแล้วทั้งสองคนไปกันได้ค่อยมาคุยกันอีกที ตอนนี้เรามาสนใจงานแต่งงานของอีกคู่ดีกว่า...ฉันล่ะตื่นเต้นจริงๆเลย" ลำเพยนึกขอบคุณที่คนบ้านนี้ไม่นึกรังเกียจฐานะดั้งเดิมขงครอบครัวเธอ ได้เห็นแบบนี้ก็วางใจว่าหลังจากแต่งงานไปแล้ว ภาคิณคงจะดูแลลูกสาวคนโตของเธอได้เป็นอย่างดีแน่ๆ


PK AUTO GROUP...


วาณิริณพยายามลอบมองภาคิณว่าเธอเคยเจอเขามาก่อนจริงๆหรือเปล่า อันที่จริงก็คุ้นๆกับน้ำเสียงและแววตาอยู่นิดๆ แต่พอคนถูกมองรู้สึกตัวก็รีบหันหนีไปอีกทาง


ภาคิณยิ้มเล็กๆแล้วจัดการงานที่คั่งค้างให้เรียบร้อย เมื่อเสร็จแล้วก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของหญิงสาว


"วันนี้อยากไปไหนอีกหรือเปล่า"


"ไม่ค่ะ...อยากพักผ่อนมากกว่า" เธอตอบโดยที่พยายามจะไม่มองเขา


ร่างสูงย่อตัวลงนั่ง "รู้นะว่าคิดอะไรอยู่ ก็อยากจะพูดให้รู้ๆกันไปแต่ก็ยังสนุกที่ให้ณิริณได้เล่นอยู่"


"ไม่สนุกเลยค่ะ ไม่อยากรู้แล้วก็ได้! เราจะไปกันได้หรือยังคะ...ป่านนี้พ่อกับแม่คงถึงแล้ว"


ภาคิณถอนหายใจกับท่าทีที่เหมือนกับว่าเธอกำลังไม่พอใจเขาก่อนจะพยักหน้าเบาๆ "ไปสิ!"


เขาหันไปหยิบกุญแจรถและของส่วนตัวใส่กระเป๋าสูท รอหญิงสาวไม่นานก็พากันเดินออกจากบริษัทนี้ไป วาณิริณยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงชอบทำอะไรให้มันยุ่งยากไปเสียทุกเรื่อง...ไม่เข้าใจเลยจริงๆ


รถหรูของภาคิณขับไปตามถนนไม่นานก็ถึงบ้านของเขา แต่ช้ากว่าภากรเพียงเสี้ยววินาที...ตอนนี้พี่ชายของเขากำลังเจอฤทธิ์เดชของวาณิชาอีกแล้ว สองคนนั้นกำลังทะเลาะกันที่ลานจอดรถ


"พี่กรไปขัดใจอะไรเธออีกล่ะ หืม?" ลงรถมาได้ภาคิณก็ถามหาสาเหตุทันที


"อะ...พี่คิณกับพี่ณิริณมาพอดีเลย ช่วยตัดสินด้วยค่ะว่าใครผิด" วาณิชาเดินเข้ามาคล้องแขนพี่สาวของตน


"แหม!! ทีกับไอ้คิณนั้นเรียกพี่นะยัยตัวแสบ" ภากรถึงกับหัวเสีย ทีกับเขาทำไมไม่ให้ความเคารพกันบ้าง


"ก็นายมันไม่น่านับถือนี่...พี่ณิริณอย่สทำหน้าแบบนั้นสิ ก็ณิชากำลังนั่งเขียนรายงานกับเพื่อนอ่ะ จู่ๆไอ้บ้านี่ก็เดินไปลากณิชาขึ้นรถเฉยเลยแถมรายงานก็ไม่ได้ส่งอีก... เพราะนายแท้ๆเลยทำฉันซวยสุดๆ" สาเหตุที่แท้จริงก็เพราะวาณิชาไม่อยากส่งงานช้าแต่คนไปรับเธอดันทำให้เธอพลาดคะแนนตรงต่อเวลาไปนี่เอง


"อ่าาา อย่ามาโทษฉันอย่างเดียวสิเห้ย" ภากรเองก็ไม่ยอมเช่นกัน "คิดดูนะณิริณ คือพี่ไปรับแล้วเห็นนั่งกระหนุงกระหนิงอยู่กับผู้ชาย เป็นสาวเป็นแส้มันดูไม่ดีเลยต้องรีบพายัยตัวแสบกลับมาบ้าน"


"ค่ะ! ขอบคุณพี่กรที่เป็นหูเป็นตาให้นะคะ" วาณิริณตอบกลับอย่างสุภาพ ภาคิณเผลอยิ้มให้กับอาการของพี่ชายของตนเอง


"แถ!!" วาณิชากระแทกเสียงใส่ "เข้าบ้านไปหาพ่อกับแม่ๆของเรากันดีกว่าค่ะพี่คิณ พี่ณิริณ ปล่อยให้ 'หมา แก่ หัว เน่า' เฉาอยู่ตรงนี้ไปตัวเดียวเหอะ"


"หนอยยย ยัยณิชา!"

วาณิชาทำหน้าตาลอยไม่รับรู้ควงสองว่าที่บ่าวสาวเดินเข้าไปในบ้าน ภากรรู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยแต่สักพักก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา


"คืนนี้แหละยัยเด็กเถื่อน! จะเอาคืนให้สาสมเลย"


หลังจากเวลาอาหารเย็นผ่านพ้นไป วาณิชาก็ขอตัวขึ้นมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ายังห้องที่สาวใช้ของบ้านหลังนี้นำทางเธอมา


ชำระร่างกายจนสะอาดก็สวมชุดนอนเชิตสีขาวกางเกงขาสั้น ร่างระหงเปิดตู้เสื้อผ้าหมายจะหยิบไม้แขวนเสื้อออกมาใช้ แต่สายตาดันสะดุดตรงที่ว่า...มีเสื้อผ้าผู้ชายอยู่ในนั้น


หญิงสาวทำท่าครุ่นคิดสักพักก็เลิกใส่ใจ เธอหยิบชุดนักศึกษาที่รีดเรียบร้อยแล้วใส่ไม้แขวนเตรียมไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ วันนี้รู้สึกเพลียๆเล็กน้อย...จัดแจงข้าวของเสร็จก็จะเดินไปยังเตียงนอน


แต่ทว่า...


"นาย!! เข้ามาได้ยังไง"


ภากรนั่งเหยียดขายาวเอาหลังพิงหัวเตียงหันมามองก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ "ทำไมจะเข้ามาไม่ได้! ก็นี่ห้องนอนฉัน เธอต่างหากที่เข้ามาได้ยังไง?"


วาณิชาหันมองซ้สยขวาก็เห็นว่ามีรูปของภากรตั้งอยู่ นึกไม่พอใจที่เขาใช้วิธีนี้เพื่อเอาคืนเธอเรื่องเมื่อตอนเย็น


"ไปนอนที่อื่นก็ได้!!" ทันทีที่เธอหันหลังกำลังจะเดินออกจากห้องนี้ไปด้วยความหัวเสีย ภากรลุกจากเตียงมาอย่างไวแล้วใช้สองแขนรวบตัวเธอไว้แน่น "กรี้ดดด ปล่อยนะไอ้บ้า!! ช่วยด้วยยย"


"ร้องไปเหอะ นี่มันห้องเก็บเสียง ไม่มีใครผ่านมาได้ยินเธอหรอก" ภากรยิ้มเหี้ยม เขายกร่างของวาณิชากลับมายังเตียงนอนของเขาอย่างทุกลักทุเลเพราะสาวเจ้านั้นฤทธิ์เยอะเสียจริง


ตุบ!!!


"จะ...จะทำอะไรน่ะ" วาณิชาเสียงตื่นเมื่อเห็นร่างสูงขึ้นคร่อมร่างของตน "หยะ หยุดเดี๋ยวนี้นะภากร ออกไป!! ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่นายจะลากมาทำปู้ยี่ปู้ยำได้ตามใจชอบนะ"


ภากรหัวเราะเบาๆ "ทีเมื่อตอนเย็นยังบอกว่าฉันเป็น 'หมาแก่' อยู่เลย แล้วคนอวดเก่งตอนนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ หืม?"


"ก็อยู่ตรงนี้นั่นแหละ อย่าคิดที่จะทำอะไร...ไม่เช่นนั้นฉันกัดลิ้นนายขาดแน่"


"หึ! ลองดูสิ"


"ไอ้!! อื้อออ"


ภากรฉกวูบจูบแม่สาวแสนดื้อโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว มีหรือที่วาณิชาจะยอม...ทั้งทุบ ทั้งถีบ ทั้งดันแต่ว่าคนบนร่างก็อึดเสียจริง ร่างสูงกดจูบหนักๆแบบไม่เปิดโอกาสให้หายใจ สุดท้สยคนที่อ่อนแรงก็คือคนใต้ล่างเสียเอง


"อื้มม" ภากรคำรามต่ำออกมาอย่างสุขใจ เขาพอใจในรสจูบอันใสซื่อของวาณิชามาก


จากที่จับสองแขนเล็กไว้แน่น มือหนาค่อยๆเลื่อนมาประคองใบหน้าของเธอแล้วผละออกอย่างอ้อยอิ่ง "ไหนว่าจะกัดลิ้นฉันไง...หืม?"


แววตากลมมองเขาสักพักก็สะบัดหน้าหนี "พอใจแล้วก็ปล่อย!"


"ไม่ !!" ภากรก้มชงซุกไซ้ต้นคอขาว รู้สึกอยากจะลิ้มชิมรสแม่สาวจอมพยศคนนี้เสียเหลือเกิน "หอมจัง! เธอคงจะอร่อยน่าดู"


"มะ...ไม่ได้นะ" วาณิชาร้องเสียงสั่น "ไม่เช่นนั้นฉันจะแฉ...ว่า...นายรังแกฉัน"


ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมาด้วยสายตาหยาดเยิ้ม สันจมูกโด่งถูไถไปตามแก้มเนียน "แฉไปสิ! หลังจากงานแต่งไอ้คิณกับณิริณก็...คงเป็นงานของฉันกับเธอ"  ภากรรวบแขนเล็กรั้งขึ้นเหนือหัว "และถ้าหลังจากนี้เธอยังแผลงฤทธิ์ใส่ฉัน ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม...ฉันจับเธอทำเมียแน่"


ใจจริงอยากจะลากเธอมาย่ำยีเสียจริง ภากรไล่สายตาสำรวจร่างกายสาวด้วยสายโลมเลีย วาณิชาตัวสั่นเทิ้มเพราะไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรต่อจากนี้


"ฉะ...ฉันยังเรียนไม่จบ ขอร้อง...นายปล่อยฉันเถอะ" ลองเปลี่ยนมาใช้ความนุ่มนวลเผื่อเขาจะยอมบ้าง


"เรียกฉันใหม่สิ!"


"ภะ...ภากร"


"..."


"พี่...พี่ภากรขา ปล่ยณิชาก่อนนะคะ ทำงานมาเหนื่อยๆ เดี๋ยวณิชานวดให้นะ" วาณิชาทำเสียงออดอ้อนแถมยังทำหน้าตาเซ็กซี่ยั่วยวนเขา เสือผู้หญิงที่ไหนเจอมารยาแบบนี้เข้าไปเป็นต้องเสร็จทุกราย


แต่ฝันของวาณิชานั้นสลายโดยพลัน..


"ฉันไม่หลงกลเธอหรอยัยตัวแสบ"


กรี๊ดดด


ภากรจับตัวหญิงสาววางกลางผ้าห่มแล้วม้วนเธอเป็นก้อนกลมคล้ายแหนม วาณิชาส่งเสียงโวยวายคาดโทษอีกฝ่ายไว้เป็นแม่นมั่น แต่คนชอบแกล้งนั้นทำหูทวนลมแถมใช้ขาคีบไว้ราวกับเป็นหมอนข้าง


สาแก่ใจภากรเสียยิ่งกว่าอะไร....


อีกด้านหนึ่ง...


วาณิริณออกมายืนอยู่ริมระเบียงก็ทอดถอนหายใจ มะรืนนร้เธอก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานกับคนที่เพิ่งจะเจอกันได้ไม่นาน  หญิงสาวไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรืออะไร เพียงแค่รู้สึกแปลกๆอย่างหาคำอธิบายไม่ได้


"เหม่อลอยคิดถึงใครอยู่เหรอ? หืม!" ภาคิณที่แอบเข้ามาก็เข้าสวมกอดเธอจากด้านหลัง


"เปล่าค่ะ" เธอปฏิเสธไป "แล้วเข้ามาได้อย่างไรคะ?"


"มีกุญแจสำรอง" เขาตอบ "อย่าทำเย็นชาใส่พี่แบบนี้สิ"


"ก็เลิกทำตัวเป็นคนฉวยโอกาสเสียทีสิคะ อื้อ...อย่าค่ะพี่คิณ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า"


ภาคิณจูบซับเบาๆที่ต้นคอระหง กลิ่นหอมอ่อนๆบนร่างกายของเธอทำให้เขารู้สึกกระชุ่มกระชวยเสียงจริง คนเอาแต่ใจจับร่างอ้อนแอ้นให้หันหน้ามาหาเขา


"ถ้าพี่มีเรื่องอยากจะขอร้องณิริณสักอย่าง จะให้พี่ได้หรือเปล่า?"


วาณิริณมองเข้าไปในแววตาของเขา "ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องที่พี่คิณขอคืออะไร"


มือหนายกขึ้นลูบในหน้าหวานของเธอ "ถ้าถึงช่วงเวลาหนึ่ง...แล้วมีอะไรเกิดขึ้นกับพี่ สัญญาได้ไหมว่าจะไม่คิดแต่งงานใหม่กับผู้ชายคนอื่น"


วาณิริณสัมผัสได้ถึงความหมายแฝงที่อยู่ในคำพูดนั้น ทำไมเขาถึงถามเธอแบบนี้ล่ะ! ลึกๆแล้วหญิงสาวนั้นก็รู้ว่าชายที่อยู่จรงหน้าเอไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร เพียงแต่สิ่งที่แสดงออกมาค่อนข้างที่จะผิดแผกกว่าคนปกติที่เขาทำกัน ถ้าไม่ได้มาเจอเขา...วาณิริณเองก็ไม่คิดที่จะแต่งงานอยู่แล้ว


"ทั้งชีวิต...ณิริณแต่งงานได้แค่ครั้งเดียวค่ะ"


แม้จะไม่มีอะไรมากมายแต่ภาคิณก็พอใจมาก เขาดึงตัวเธอเข้ามาแนบชิดกายแล้วกอดกระชับอย่างอ่อนโยน ยกมือลูบผมยาวดำขลับด้วยความรักใคร่


"พี่จะพยายามเอาชนะใจณิริณให้ได้ หวังว่า...จะเปิดใจให้พี่บ้าง"


"โอกาสมีสำหรับทุกคนค่ะ" เธอผละออกเล็กน้อยแล้วเงยหน้ามอง ใบหน้าคมคายบัดนี้ฉาบไปด้วยรอยยิ้มบางๆ "ขึ้นอยู่กับว่าคนที่ได้รับมันไปแล้ว จะรักษาได้หรือไม่"


วาณิริณยิ้มให้เล็กน้อย อันที่จริงผู้ชายทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็มีเพียงภาคิณที่ทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเปลี่ยนไปตั้งแต่เหตุการณ์ที่เขาฉุนขาดกลางงานเลี้ยงของอัศนัยคราวนั้น


ถ้ายังดีแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ สักวันเธออาจจะรักเขาขึ้นมาจริงๆก็ได้


สองครอบครัวต่างช่วยกันจัดเตรียมงานกันอย่างแข็งขัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็อยากให้งานแต่งงานของลูกรักออกมาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด จนกระทั่งถึงวันแต่งงาน


โรงแรม Voruntiana


งานแต่งงานที่หลายๆคนเฝ้ารอ แขกที่ได้รับเชิญก็มีมากพอสมควร ทั้งญาติสนิทและเพื่อนของทั้งสองฝ่ายต่างก็มาเพื่อร่วมแสดงความยินดี


แต่ในห้องแต่งตัวของเจ้าสาว...วาณิริณในชุดไทยห่มสไบสีขาวสะอาดตากำลังนั่งมองตัวเองอยู่ที่หน้ากระจก ใบหน้าสวยหวานฉาบด้วยเครื่องสำอางค์และเครื่องประดับบนร่างกายใครที่ได้พบเห็นต่างก็ชื่นชมว่างดงามราวกับนางฟ้าในเทพนิยาย


"ยิ้มหน่อยสิณิริณ วันนี้เป็นวันสำคัญของแกนะ" ปิยาพัชร์ในเวลานี้เธอมาในฐานะเพื่อนเจ้าสาวเองก็อดชื่นชมไม่ได้ แต่เพื่อนเธอนี่สิกลับมีสีหน้าอมทุกข์เสียจริง


"ฉัน...สับสน แบบนี้มันดีแล้วจริงๆน่ะหรอ? ฉันมองไม่เห็นอนาคตตัวเองหลังจากนี้เลย แกว่าถ้าฉันหนีตอนนี้จะทันไหม?"


ปิยาพัชร์นั่งลงข้างๆเพื่อนสาว "จะบ้าหรอ? ฉันรู้ว่าที่แกต้องแต่งงานก็เพราะเรื่องที่คุณภาคิณลักพาตัวแกไปเมื่อคราวก่อน แต่หลายเดือนมานี่ฉันก็เห็นเขาเอาใจใส่แกดีนะ...ณิริณ มันอาจจะเป็นโชคชะตาของแกก็ได้ ลองเปิดใจให้คุณภาคิณเขาหน่อยนะ"


วาณิริณได้แต่ถอนหายใจ เธอไม่ได้ยินดีหรือว่าเสียใจแต่กลับอธิบายความรู้สึกนี้ไม่ได้ หรืออาจจะเป็นเพราะการอยู่ใกล้ชิดภาคิณมากเกินไปหรือเปล่าก็อาจจะใช่


ลำเพยเดินเข้ามาบอกว่างานกำลังจะเริ่มแล้ว หญิงวัยกลางคนลูบใบหน้าของลูกสาวสุดที่รักก็พลันยิ้มสุขใจ เพราะผู้ชายที่จะมาดูแลวาณิริณต่อจากเธอคงจะทำให้มีความสุขทั้งชีวิตเป็นแน่


พิธีการได้เริ่มขึ้นตามกำหนดการณ์ ขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวได้เคลื่อนเข้ามายังห้องที่เจ้าสาวอยู่ บรรดาเพื่อนๆหรือคนสนิทต่างก็มากั้นเป็นประจูเงินประตูทองให้ ซึ่งวาณิชาเองก็ไม่พลาดเช่นเดียวกันเพราะเธอกับปิยาพัชร์เป็นด่านสุดท้าย จำนวนซองที่ได้ทำเอาสาวน้อยยิ้มหน้าบานจนพอใจก็ยอมปล่อยให้เข้าไปด้านใน


ภาคิณเปิดประตูก็ยืนยิ้มบางๆให้กับเจ้าสาวของเขา ลำเพยจูงมือลูกสาวไปหาว่าที่ลูกเขยแล้วจึงพากันไปยังห้องที่ใช้ขัดพิธีเช้า


มาลามงคลถูกสวมใส่ให้สองบาวสาวบนแท่นพิธี แขกผู้ใหญ่ในงานต่างต่อแถวเข้าคิวเพื่อที่จะรดน้ำสังข์และกล่าวคำอวยพรให้ นานนับชั่วโมงกว่าพิธีเช้าจะเสร็จสิ้นแต่ก็มีเรื่องให้วุ่นวายใจอยู่บ้างเพราะบรรดาสาวๆที่ภาคิณเคยควงต่างพยายามแสดงสิทธิของตน ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้คนที่เป็นเจ้าสาวต้องหวั่นเลยแม้แต่น้อย แต่จะมีก็เพียงสุชาติที่ดูจะไม่ชอบใจกับเหตุการณ์นี้เสียเท่าไหร่...ภาคิณใช้เวลาไม่นานก็เคลียร์จนให้เข้าใจได้ก่อนจะมาจัดการกับตัวป่วนทั้งหลาย


ในห้องรับรองของโรงแรม...


"ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ หืม?" ภาคิณนั่งลงที่โซฟาได้ถามเจ้าสาวของเขาที่เอาแต่นิ่งเงียบ "โกรธหรอ?"


"เปล่าค่ะ! กำลังคิดว่าจะต้องทำอย่างไรต่อจากนี้ต่างหาก"


พรึ่บ !!


แขนใหญ่ตวัดร่างบางมานั่งไว้ที่ตัก "ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่นอนรอพี่อยู่บนเตียงทุกวันก็พอ"


"ไม่ใช่ค่ะ! ณิริณแค่คิดว่าเราจะอยู่ด้วยกันได้จริงๆหรือไม่ ทางที่ดี...การจดทะเบียนสมรสยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเสียเท่าไหร่ อะ...เจ็บนะคะ!!!"


ร่างสูงออกแรงบีบรัดสาวบนร่างจนตัวเธอแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ วาณิริณหน้าซี้ดเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าพูดอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดออกไป


"คิดว่าทำขัดใจพี่ได้หรอ? ณิริณก็รู้ว่าจะเป็นอย่างไรเวลาที่พี่เกิดหน้ามืดขึ้นมา...เราแต่งงานกันวันนี้ก็ต้องจดกันวันนี้ทันทีที่งานตอนเย็นได้เริ่มขึ้น หวังว่าจะไม่ดื้อกับพี่นะ...คนสวย"


พอนึกถึงภาคิณเวอร์ชั่นซาตานเมื่อคราวนั้นหญิงสาวก็นึกกลัวจึงพยักหน้ารับคำ หลังจากเปลี่ยนชุดสำหรับค่ำคืนนี้แล้วภาคิณก็ไม่ยอมปล่อยให้เธอไปไหนมาไหนได้ตามใจ วาณิริณในชุดเจ้าสาวนั้นงดงามจนทุกคนในงานต่างจับจ้อง


"ลุงยินดีด้วยนะภาคิณ เจ้าสาวสวยมากจริงๆ" ท่านรัฐมนตรีสกลพร้อมญาดาผู้เป็นลูกสาวก็ได้รับเชิญมาด้วย "มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมืองนะ"


"ขอบคุณครับท่าน" ภาคิณน้อมรับคำอวยพร


"เชิญข้างในดีกว่าค่ะท่าน" นาตยาและลำเพยต่างช่วยกันต้อนรับขงและดูแลอขกที่มาร่วมงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน


ญาดามองวาณิริณด้วยสาวตาที่ไม่เป็นมิตรนัก เธอเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วกระซิบข้างหูว่า "แค่ได้แต่งงานกับพี่คิณอย่าคิดว่าจะชนะฉันได้ สักวัน...เขาก็ต้องเขี่ยก้อนกรวดอย่างแกทิ้ง"


วาณิริณยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย "หวังว่าคงจะมีวันนั้นนะคะ ถ้ายังไม่ตายไปเสียก่อน"


"แก....หึ ! ก็จะคอยดูก็แล้วกันว่าจะอยู่ด้วยกันได้ยืดยาวแบบที่ปากว่าจริงหรือเปล่า" พูดจบญาดาก็กระฟัดกระเฟียดเดินเข้างานไป


วาณิริณได้แต่ภาวนาว่าอย่าได้มีอะไรมาทำลายชีวิตที่แสนสงบสุขของเธออีกเลย แค่กับภาคิณคนเดียวก็แทบจะทำให้เธอประสาทจะเสีย


ภายในงานนั้นครึกครื้นไปด้วยผู้คน มีทั้งพนักงานของทั้งสองบริษัทที่มาร่วมแสดงความยินดีให้กับเจ้านายของพวกเขา รวมถึงพวกที่อยู่ในด้านมืดเองก็เช่นกัน...พวกเขารวมโต๊ะจับจ้องมาที่คู่บ่าวสาวของงานเป็นสายตาเดียว


"แหม! ถ้ารู้ว่าวาณิริณจะสวยกว่าตอนมหาวิทยาลัยเนี่ย ผมฟันไปนานแล้ว" การันต์พูดด้วยความเสียดาย แม้จะเรียนมาด้วยกันแต่ตอนนั้นแทบจะไม่อยากเข้าใกล้เพราะรังเกียจในความจนของเธอ


"หึ! ไอ้ภาคิณน่ะพลาดเต็มๆ ถึงจะระแคะระคายเรื่องอะหลั่ยที่เราสับเปลี่ยนไว้แต่ก็ไม่ตรวจสอบอะไรมากอยู่ดี เสียไปแค่ 10 ล้านแต่ก็ไม่เสียผลกำไรมากมายนัก เพราะหลงผู้หญิง..."วิวัฒน์ที่โล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก เมื่อวานภาคิณมีคำสั่งยกเลิกตรวจสอบรายการซื้อขายจนเขาไม่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยอีกต่อไป ชายหนุ่มพูดพลางยกแก้มแชมเปญขึ้นดื่ม


"โชคเข้าข้างเราก็จริงแต่ต้องระวังหน่อยนะครับ เพราะเราเองก็ไม่ควรพลาด" ณวัฒน์เตือนสติ แต่สายตาก็ยังไม่ละไปจากเจ้าสาวคนสวยของงานวันนี้ เธอคงจะมีอะไรดีแน่ๆ ไม่เช่นนั้นผู้ชายที่ได้ชื่อว่าหยิ่งอย่างภาคิณคงไม่รวบหัวรวบหางให้เธอมาเป็นเจ้าสาวทั้งๆที่ได้ยินมาว่าคนเช่นภาคิณนั้นไม่เคยควงใครได้นานเกินสามวัน


ภูชิตเองก็ยังไม่วางใจนัก แม้ว่าเขาจะเป็นอาแท้ๆของสองหนุ่มผู้บริหารสูงสุด แต่ถ้าความแตกขึ้นมาก็อาจจะไม่รอดเช่นกัน "เลิกพูดเรื่องนี้แบบโจ่งแจ้งเสียที ใครได้ยินเข้าจะพาซวยหันหมด ช่วงนี้ก็ปล่อยให้วางใจไปก่อน ถึงเวลาเมื่อไหร่เราจะได้จัดการมันทีเดียวทั้งโคตร"


คนคตโกงมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ใต้โต๊ะที่ติดเครื่องดักฟังอยู่นั้นทำเอาเทวินทร์ตกใจไม่น้อยที่ได้รู้ว่าหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการนั้นมีผู้ชายที่เจ้านายของเขาให้ความเคารพรักและนับถืออยู่ แล้วเขาควรจะบอกเรื่องให้รู้ได้อย่างไรดี


แต่เพราะเสียงนั้นชัดเจนเปิดฟังก็รู้ว่ามีใครบ้าง อันที่จริงทั้งภากรและภาคิณก็วางแผนที่จะจับคนต้นตอที่สั่งฆ่าพ่อของเขาและเงินที่ถูกโกงไปจึงให้บริกรของโรงแรมเชิญวิวัฒน์มานั่งที่โต๊ะที่ติดเครื่องดักฟังเอาไว้ เพราะแบบนั้นคนที่ชล่าใจก็คือพวกที่กำลังคิดแผนการณ์ร้ายอยู่ในขณะนี้

____________________100%______________

อิพี่กรจะทำอะไรห๊าาาาา

โย่วๆ มาแล้วจ้า ไรท์ไปเที่ยวปีใหม่มาเลยช้าไปนะคะ

Happy New Year kaaaa

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น