เมาหนักหลับคาบ้าน / เตี๋ยหลาน
email-icon

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

4 ยามไม่คาดคิด (รีไรท์แล้ว)

ชื่อตอน : 4 ยามไม่คาดคิด (รีไรท์แล้ว)

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.8k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2563 10:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
4 ยามไม่คาดคิด (รีไรท์แล้ว)
แบบอักษร

ตอนที่ 4 ยามไม่คาดคิด 

 

“แค๊กๆ “ องค์ชายหกเฉินหยูที่นิ่งเงียบมาตั้งแต่ต้นแสร้งสำลักอากาศออกไปสองสามคำ เขารู้สึกได้ถึงสถานการณ์ที่กำลังดำดิ่งเข้าสู่สมรภูมิรบอันบ้าคลั่ง จึงได้จงใจขยับร่างบางในอาภรณ์สีขาวของตัวเองเข้ามาขวางทัพอยู่ตรงกลางระหว่างสหายสนิทและพระอนุชาสุดที่รัก 

“ปู้เซียว น้องชายของข้าคนนี้สติวิปลาสจริงๆ เจ้าเองก็อย่าได้ถือสาหาความเขาเลยนะ...” เฉินหยูพยายามขยับยิ้มไมตรีพลางเอ่ยวาจาไกล่เกลี่ย ดวงหน้าซีดขาวจนเป็นปกติอยู่เสมอปรากฏสีเรื่อขึ้นมาอย่างขัดเขินเล็กน้อย แลดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่ายามนอนซมเป็นครึ่งคนครึ่งผีอยู่บนเตียงในพระตำหนักน้ำค้างหยก 

อื่มมมมมม จูบเมื่อครู่ของน้องสิบสองช่างลงมือได้เด็ดขาดยิ่งนัก 

“หึ! เล่นกับหมา หมาก็เลียปาก ข้าก็แค่ถูกลูกหมาตัวหนึ่งประจบสอพลอก็เท่านั้น ไยข้าต้องคิดใส่ใจอะไรมากมายด้วย” เซียนปู้เซียวทางหนึ่งเอ่ยวาจากับสหายด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ความรู้สึก แต่สายตากลับจ้องเขม็งไปยังร่างขององค์ชายเฉินอวี่หลีอย่างมุ่งร้าย อาศัยหลังมือขวาปาดหยาดโลหิตแดงสดบนรอยแผลที่ลูกหมาตัวนั้นฝากเอาไว้เป็นที่ระลึกออกไปอย่างไม่ใส่ใจ 

“อวี่หลีไม่ใช่ลูกหมานะเสด็จพี่หก” เฉินอวี่หลีหันไปฟ้องร้ององค์ชายเฉินหยู อีกทั้งยังวิ่งเข้าไปหลบด้านหลังของพระเชษฐาอย่างพึ่งพาร่างผอมซีดเผือดเป็นโล่กำบังภัย 

“อีกอย่างหนึ่ง...” เซียนปู้เซียวขยับดวงเนตรสีดำคมกริบไปยังร่างคนที่หลบภัยอยู่หลังคนอื่น ก่อนจะจงใจเหลือบแลหางตาไปยังกลุ่มข้ารับใช้ที่ยืนเรียงเป็นขบวน 

บ่าวรับใช้ทั้งนางกำนัลและขันทีงต่างก็พากันก้มหน้าหลบสายตาของท่านแม่ทัพใหญ่ ทำท่าทางราวกับไม่กล้าดูภาพบัดสีเสน่หาของผู้เป็นเจ้านายแม้แต่น้อยนิด แต่สีเรื่อข้างแก้มของแต่ละคนกลับแดงจัดระคนแฝงความตื่นตะลึงอยู่ในใจ ไม่ต้องถามก็รู้แล้วว่าพวกบ่าวไพร่ทั้งหมดเห็นกันชัดเจนถ้วนทั่วทุกคนอย่างแน่นอน 

“ข้าก็วาดหวังว่าคนขององค์ชายหกจะไม่ปากพล่อย เอาเรื่องเล็กน้อยที่ข้าไม่ใส่ใจไปสาธยายจนมากความ...” ประโยคถ้อยคำราบเรียบยามเอ่ยออกมา ประหนึ่งพูดจาถึงเรื่องดินฟ้าอากาศที่สดใส แต่ในน้ำเสียงเย็นยะเยือกกลับแฝงเร้นรังสีอำมหิตข่มขู่มาด้วยอย่างชัดเจน 

ถึงท่านแม่ทัพใหญ่ฉายาปีศาจร้ายแห่งแคว้นผู่โจวจะไม่เอ่ยเตือน พวกบ่าวไพร่ที่กลัวตายไหนเลยจะกล้าพูดจามากความออกไปได้ 

“แน่นอนๆ เจ้าวางใจได้” องค์ชายหกเฉินหยูรับปากสหายอย่างมั่นคง ก่อนจะถูกโรคเก่ากำเริบจนต้องไอแห้งๆ ออกมาสองสามคำ จากนั้นก็หันไปเอ่ยชักชวนเฉินอวี่หลีขึ้นมาว่า 

“อวี่หลี ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเริ่มพิธีสักการะเทพเจ้าประจำแคว้นแล้ว เจ้าขึ้นหลังม้าไปกับข้าและปู้เซียวเถอะ” 

“ขอบพระทัยเสด็จพี่หกพระเจ้าค่ะ!” เฉินอวี่หลีหน้าตายิ้มแย้มเบิกบานใจ เขาไม่จำเป็นต้องเดินร้อยก้าวฝ่าเท้าให้เหน็ดเหนื่อยอีกต่อไปแล้ว นับได้ว่าโชคดีหล่นทับลงมาโดยไม่รู้ตัวจริงๆ 

ในบรรดาพี่น้องและพระญาติร่วมสายพระโลหิตทั้งหมดในวังหลวง องค์ชายหกเฉินหยูเป็นผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยนที่สุด แม้แต่คนบ้าสติวิปลาสอย่างเช่นเฉินอวี่หลีก็ยังเอื้อเอ็นดูอย่างเสมอต้นเสมอปลาย อีกทั้งยังชอบใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักน้ำค้างหยกอย่างเรียบง่ายสมถะ กับเหล่าชนชั้นสูงหรือบ่าวไพร่ล้วนไม่เคยปฏิบัติแตกต่างกันแม้แต่น้อย ความสุภาพและจิตใจที่ดีเช่นนี้จึงทำให้เขามีสหายมากมายเกือบครบทุกชนชั้น 

และด้วยความที่เป็นคนมีน้ำพระทัยเมตตาช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ จึงเป็นที่รักใคร่ของผู้คนในวังหลวง แม้ในยามที่ล้มป่วยนอนซมอยู่กับเตียงในตำหนัก ล้วนมีผู้คนมาเยี่ยมเยือนนำยาดีและของมีค่ามาฝากเยี่ยมไข้ไม่ขาดสาย บ้างก็มาพูดคุยเสวนาชวนคลายความเบื่อหน่ายอีกด้วย 

หากจะนับกลุ่มคนที่ดีต่อเฉินอวี่หลีอย่างจริงใจแล้ว...องค์ชายหกเฉินหยูก็คือหนึ่งในนั้น 

“องค์ชายหก คนสติวิปลาสขี่ม้าได้หรือ” เซียนปู้เซียวเอ่ยถามสหาย หากสายตาคมกริบยังจ้องมองดวงตากลมสดใสของ ‘คนสติวิปลาส’ ที่แอบมองมาจากด้านหลังร่างในอาภรณ์ขาวของเฉินหยู ราวกับว่าต้องการหาเรื่องอีกฝ่าย 

แม้ว่าภายในใจอยากจะพูดจาว่าร้ายและแดกดันคนบ้า ว่าสามารถจูบริมฝีปากคนอื่นเป็นด้วยหรืออย่างไร แต่ที่เขาไม่เอ่ยวาจาออกไปเพราะมันรู้สึกเสียศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง!

ท่านแม่ทัพใหญ่เซียนปู้เซียวแห่งแคว้นผู่โจว แต่ไหนแต่ไรมามีแต่เป็นฝ่ายยกทัพบุกทะลวงโจมตีศัตรู ออกรบกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามจนราบเป็นหน้ากลอง แม้แต่ในยามเล่นเกมรักไม่ว่ากับสตรีหรือชายบำเรอ เขาล้วนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ในขณะที่ผู้อื่นยอมโอนอ่อนก้าวตามเขาอย่างเชื่อฟังทั้งสิ้น

‘เจ้าหมาน้อยตัวนี้นี่ จงใจจูบข้ายังไม่พอ ถึงกับกล้ากัดข้าหรือ หึ...ช่างบังอาจนัก!‘ 

องค์ชายหกเฉินหยูรู้ทันความคิดแก้แค้นเอาคืนของสหาย ดวงหน้าขาวซีดแย้มยิ้มบางเบาแล้วเอ่ยปกป้องน้องน้อยที่แสนน่าเอ็นดูว่า 

“อวี่หลีก็แค่มีความคิดอ่านเหมือนเด็กคนหนึ่ง ถึงจะชอบกลั่นแกล้งผู้คนไปบ้าง แต่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นเด็กนิสัยดีมากเลยทีเดียว หากเจ้าคลุกคลีอยู่กับเขาสักพักก็จะเข้าใจอุปนิสัยใจคอเขาได้” 

“เสด็จพี่หก อวี่หลีไม่อยากรู้จักกับคนผู้นี้สักหน่อย” เฉินอวี่หลีประท้วงขึ้นมาอย่างแผ่วเบา 

องค์ชายเฉินหยูไม่ได้ยินเสียงของผู้เป็นอนุชาแม้สักครึ่งคำ เขายกมือขึ้นสั่งบ่าวไพร่เปิดประตูตำหนักน้ำค้างหยกที่ถูกเฉินอวี่หลีปิดลงกลอนและลั่นดาลเอาไว้ เตรียมตัวเคลื่อนขบวนไปยังลานกว้างหน้าพระราชตำหนักมังกรสวรรค์ อันเป็นสถานที่จัดพิธีสักการะเทพเจ้าประจำแคว้น 

ทว่า ทันทีที่ประตูถูกเปิดออกก็ต้องพบเข้ากับกลุ่มขันทีของพระตำหนักอิงสราญซึ่งยืนรอสงบเสงี่ยม สีหน้าแต่ละคนล้วนเคร่งเครียดระคนมีโทสะคุกรุ่นอย่างเห็นได้ชัด 

“เฉินอวี่หลี เจ้าไปก่อเรื่องมาอีกแล้วใช่หรือไม่” องค์ชายหกเฉินหยูเอ่ยถามด้วยความระอา ในขณะที่เซียนปู้เซียวเอ่ยเสียงหยันเยาะในลำคอ 

“หึ เจ้าลูกหมาน้อยจอมก่อเรื่อง” 

คนถูกเรียกเป็น ‘เจ้าลูกหมาน้อย’ หันหน้ากลับไปถลึงตาใส่เซียนปู้เซียวอย่างดุร้าย พลางลอบเอ่ยเถียงอยู่ในใจ ปากก็เอ่ยวาจายอมรับผิดกับคำครหาของพระเชษฐาว่า 

“อ่า...เสด็จพี่หก อวี่หลีทำผิดไปแล้ว ขอเสด็จพี่หกยกโทษให้อวี่หลีด้วยนะพระเจ้าค่ะ”

ก่อนหน้านี้เฉินอวี่หลีลืมไปว่ายังมีคดีเก่าค้างอยู่หลังบานประตู ที่เหล่าบ่าวไพร่ของพระชายามี่เฟยยืนรออยู่นานแต่ไม่กล้าบุกเข้ามานั้น คงเป็นเพราะเกรงใจเจ้าของพระตำหนักน้ำค้างหยก ครั้งมาในยามนี้ความผิดของเฉินอวี่หลีถูกเปิดเผยออกมา เขาก็ได้แต่ใช้สายตาออดอ้อนให้พระเชษฐาช่วยเหลือแล้ว

ด้วยความใจดีที่มีอยู่เป็นทุนเดิม ผสานไปกับความใจอ่อน ทำให้องค์ชายหกได้แต่ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า

“เรื่องลงโทษเจ้ากับการไปขอโทษพระชายานั้นเอาไว้ทีหลังก็แล้วกัน ตอนนี้พวกเรารีบเดินทางไปร่วมงามพระราชพิธีก่อนเถอะ"

คนทั้งสามก้าวเท้าออกจากตำหนักน้ำค้างหยกอย่างรีบร้อน รถลากและม้าจำนวณหนึ่งถูกเตรียมพร้อมออกเดินทางแล้ว

เฉินอวี่หลีเห็นอาชาทรงรูปลักษณ์งดงามตรงหน้ามีหรือจะไม่ถูกใจ จัดการตวัดร่างผอมบางของตัวเองขึ้นไปบนหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ท่ามกลางสายตาที่จ้องจับผิดของแม่ทัพใหญ่เซียนปู้เซียว แต่คนแกล้งสติวิปลาสกลับหลงลืมความระวังตัว เขาควบม้าทะยานนำขบวนผู้อื่นไปอย่างสนุกสนาน

สำหรับองค์ชายตกอับอย่างเฉินอวี่หลีที่มีแค่ม้าชราตัวเดียวในความครอบครอง ยามเมื่อได้ควบขี่อาชาทรงที่แข็งแรงวัยฉกรรจ์ของผู้อื่นย่อมรู้สึกว่ามันน่าสนใจกว่าเรื่องอื่นเยอะ จึงได้ใช้โอกาสนี้อย่างเต็มที่และคุ้มค่าที่สุด

เวลาล่วงผ่านเลยไปไม่นานนักคนทั้งสามพร้อมด้วยเหล่าข้ารับใช้ก็มาถึงที่หมาย โดยมาถึงก่อนเวลาเริ่มงานพระราชพิธีสักการะเทพเจ้าประจำแคว้นเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป[1] เท่านั้น

ดวงพักตร์งามพิลาสล้ำดั่งสตรีสะคราญโฉมขององค์ชายสิบสองหันไปยังทิศที่ตั้งของโต๊ะวางเครื่องบูชา ซึ่งจัดแท่นปะรำพิธีอยู่ในตำแหน่งใจกลางลานกว้างหน้าพระราชตำหนักมังกรสวรรค์ เขาจงใจทอดสายตามองไปยังบนโต๊ะยาวนั้นอย่างพิจารณา เพ่งดูเครื่องบูชาที่เป็นอาหารคาว ขนมหวาน และผลไม้มงคลหลากหลายละลานตานับร้อยชนิด

ถัดจากโต๊ะตั้งเครื่องบูชาไปไม่ถึงสองก้าวฝ่าเท้า มีกระถางสำริดสามขาขนาดใหญ่ราวสี่คนโอบสลักลายหัวราชสีห์วางอยู่ ภายในกระถางสำริดจุดไฟที่โหมลุกโชติช่วงคอยสะบัดปลายเปลวเพลิงสีส้มจัดจ้านตลอดเวลา เปลวไฟนั้นกลืนกินกระดาษเงินกระดาษทองที่นักพรตโปรยลงไปเป็นเครื่องสักการะครั้งแล้วครั้งเล่า ความร้อนที่ลุกไหม้แผดเผากระดาษเครื่องบูชาจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีสีเทา

สายลมฤดูวสันต์ย่างเข้าเหมันต์ฤดูพัดผ่านแผ่วเบา นำเอาความเย็นชื้นมาเยือนไปทั่วแคว้นผู่โจวทุกพื้นที่ ยิ่งวันนี้มีม่านเมฆก่อตัวเป็นระลอกคลื่นบนฟ้า ช่วยกางกั้นแสงอาทิตย์แรงกล้าไม่ให้แผดเผาลงมายังผู้คนนับหมื่นที่ยืนอยู่เบื้องล่าง นับได้ว่าวันสักการะเทพเจ้าประจำแคว้นในวันนี้ได้ฟ้าสวรรค์เป็นใจ ดลบันดาลอากาศให้สดชื่นแจ่มใสและเย็นสบายยิ่งนัก

เฉินอวี่หลีคือองค์ชายสิบสองผู้มีสติวิปลาส ด้วยความที่กลัวว่าอีกฝ่ายจะแผลงฤทธิ์ขึ้นมากลางงานพระราชพิธีสำคัญ ฮองเฮาแห่งแคว้นผู่โจวจึงรับสั่งจัดการให้เขายืนอยู่ในแถวสุดท้ายตรงด้านหลังสุด โดยมีกำแพงพี่น้องร่วมห้าสิบกว่าชีวิตคอยบดบังเอาไว้อีกชั้น

ดวงหน้าที่งดงามหวานยิ่งกว่าสตรีชะเง้อมองทางโน้นทีทางนี้ที เป็นเช่นนี้เวียนไปมาอย่างไม่ยอมหยุดนิ่ง ท่าทางที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอยู่ไม่สงบสุข ก่อเกิดความรู้สึกรำคาญสายตาแก่ผู้คนรอบข้าง แต่เพราะกำลังอยู่ในช่วงระหว่างที่ฮ่องเต้ทรงจุดธูปเทียนทำการสักการบูชาฟ้าสวรรค์ ทุกคนล้วนต้องอยู่ในความสงบจิตใจ จึงไม่มีใครหาญกล้าเอ่ยตักเตือนแม้สักครึ่งคำ

ก็ใช่ว่าเฉินอวี่หลีอยากทำตัวให้เป็นจุดสนใจใครเสียเมื่อไร...

ในเมื่อองค์ชายเฉินอวี่หลีกำลังเล่นบทคนสติวิปลาส หากให้ยืนนิ่งเฉยเป็นหุ่นปั้นเกินไปก็เกรงว่าจะผิดสังเกตได้ ดังนั้นการจะเป็นคนบ้าทั้งทีก็ต้องทำให้สมบูรณ์แบบที่สุด วันนี้เขาจึงแสร้งรับบทเป็นคนบ้าบ้านนอกตามขอบชายแดน ที่บังเอิญหลงทางเข้าเมืองหลวงอันเจริญรุ่งเรืองเป็นครั้งแรกในชีวิต เดี๋ยวก็ชะเง้อมองทางโน้นนี้นี่นั่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคนที่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างองค์ชายสิบเก้าโม่จี ผู้เป็นพระอนุชาที่มีพระชนม์น้อยกว่าเฉินอวี่หลีสี่ปีอดทนไม่ไหว ลอบใช้ปลายเท้าเตะไปที่น่องของเฉินอวี่หลีหนึ่งทีเบาๆ เป็นการตักเตือน

“อ๊า!” เฉินอวี่หลีอุทานเสียงไม่เบา เขาตวัดสายตาคาดโทษไปยังองค์ชายสิบเก้าโม่จี จากนั้นก็หันกลับไปมองพระราชบิดาเตรียมการจะฟ้องร้องพร้อมแผลงฤทธิ์อาละวาด หากยังไม่ทันได้ลงมือกลับถูกองค์ชายหกเฉินหยูที่ยืนอยู่ด้านข้างคว้าแขนเสื้อเอาไว้

“ชู่...” องค์ชายหกส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามปราม

ในเมื่อถูกห้าม เขาจึงได้แต่ถลึงตาใส่องค์ชายสิบเก้าอย่างคาดโทษแล้วสะบัดหน้าไปอีกทางอย่างขุ่นเคือง แต่กลับไม่คิดว่าตนเองจะสบเข้ากับดวงตาฉายแววอำมหิตขององค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรงที่จดจ้องเขม็งมาที่เฉินอวี่หลีอย่างเปิดเผย

“เฮือก!”

องค์ชายสิบสองรีบทิ้งสายตาลุ่มลงต่ำ ขนแขนตามเรือนร่างเพรียวบางพากันลุกเกลียวขึ้นมาอย่างฉับพลัน ความรู้สึกหวั่นกลัวบางอย่างถาโถมเข้ามาในความคิดจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ต่อเมื่อองค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรงหันหน้ากลับไปแล้ว เฉินอวี่หลีถึงได้กล้าหายใจจนทั่วปอดได้อีกครั้ง

ถ้าองค์ชายหกเฉินหยูคือคนที่เฉินอวี่หลีรักที่สุดในบรรดาหมู่พี่น้องแล้ว บุคคลตรงกันข้ามที่ให้ความรู้สึกต่างกันอย่างสุดขั้วเลยก็คือองค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรง

นับตั้งแต่เฉินอวี่หลีจำความได้...เขาก็รู้สึกหวาดกลัวพระเชษฐาองค์นี้มาโดยตลอด เพียงแค่ถูกสายตาเหยียบเย็นไร้ใจดั่งราชันอเวจีนั้นแลมองมา ร่างกายพลันรู้สึกอึดอัดอย่างยิ่ง มันเป็นความหวาดกลัวอย่างไร้เหตุผลจนไม่อาจบรรยายออกมาได้ รู้เพียงแค่ว่าอีกฝ่ายเป็นเหมือนสัตว์ร้ายแสนอันตราย เป็นดั่งคมมีดที่พร้อมสะบั้นลมหายใจตลอดเวลา เป็นผู้ที่เขาควรหลีกหนีห่างออกไปให้ไกลมากที่สุดในชีวิต

“ฟู่...”

เหล่าข้าหลวงในวังและขุนนางแห่งราชสำนักทุกคนล้วนถอนหายใจอย่างโล่งอก พระราชพิธีสำคัญสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีเหตุร้ายใดมาขัดขวาง นับว่าเป็นสวรรค์เมตตาที่ทำให้องค์ชายสติวิปลาสอยู่ในอาการสงบเกินกว่าที่คาดการณ์เอาไว้นัก

ครั้งถึงเวลาที่ฮ่องเต้เสด็จกลับเข้าไปในพระตำหนักแล้ว ผู้คนในงานพระราชพิธีก็เริ่มแยกย้ายกันกลับจวนที่พักของตนเอง บางคนก็ยังรั้งอยู่เสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นอย่างออกรส ซึ่งบุคคลที่ทุกคนจับตามองและเป็นผู้ที่ถูกล้อมวงเข้ามาพูดคุยด้วยมากที่สุดนั้น ก็คือท่านแม่ทัพใหญ่เซียนปู้เซียว สาเหตุนั้นเป็นเพราะนานครั้งท่านแม่ทัพใหญ่จะมาเยือนเมืองหลวง อีกทั้งวันนี้ยังมาร่วมงานพระราชพิธีด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกอีกด้วย

ดังนั้นท่านแม่ทัพใหญ่ที่ยากจะพบตัวเพราะรั้งอยู่รักษาชายแดนมานานปี จะมีผู้ใดบ้างไม่อยากเข้ามาเสวนาผูกอัธยาศัยไมตรี

“หึ ช่างเนื้อหอมมากเกินไปแล้ว!”

เฉินอวี่หลีพึมพำแผ่วเบา ดวงเนตรกลมโตประกายสดใสทอดมองร่างสูงของท่านแม่ทัพใหญ่แซ่เซียนที่ถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย ความสนุกที่เฉินอวี่หลีรอคอยจะตั้งตาชมฝูงขุนนางประจบเลียแข้งขาผู้มีอำนาจ เฝ้ารอหัวเราะเย้ยหยันกับสงครามปะทะฝีปากของเหล่าสนมนางในวังหลวง และรวมไปถึงแผนการที่เขาได้หวังจะออกลวดลายอาละวาดให้สมดั่งคนบ้าเช่นทุกปี กลับกลายเป็นเพียงความจืดชืดแสนน่าเบื่อหน่ายในพริบตา

แม้แต่องค์ชายสิบเอ็ดโม่หลาง ผู้เป็นศัตรูคู่ปรับคนสำคัญที่คอยกลั่นแกล้งแก้แค้นกันไปมาจะก้าวเท้าเดินเข้ามาดักขวางทางเบื้องหน้า ทำทีท่าว่าตั้งใจหาเรื่องทะเลาะวิวาทอย่างเต็มที่ แต่เฉินอวี่หลีกลับเดินหลบเลี่ยงอีกฝ่ายไปอย่างไม่ใส่ใจ ทำราวกับว่าองค์ชายโม่หลางเป็นเพียงแค่อากาศธาตุที่ว่างเปล่าไร้ตัวตน ส่งผลให้อีกฝ่ายถึงกับอ้าปากเหวอด้วยความตกตะลึง

ไม่เพียงแค่ทำทีเมินเฉยเท่านั้น องค์ชายวิปลาสที่ควรทะเลาะและปะทะคารมกับศัตรูยังเดินตรงเข้าไปกอดแขนขององค์ชายหกเฉินหยูอย่างสนิทสนมระคนออดอ้อน ชักชวนกันกลับพระตำหนักของตนเองอย่างหน้าระรื่น

“เสด็จพี่หก อยู่ที่นี่ไม่เห็นมีเรื่องอะไรน่าสนุกแม้แต่น้อย พวกเรากลับไปหาอะไรเล่นสนุกกันต่อเถอะพระเจ้าค่ะ อวี่หลีจะติดตามเสด็จพี่หกไปที่ตำหนักด้วยกันเลย”

“พี่หกสุขภาพไม่ค่อยดี คงเป็นเพื่อนเล่นให้เจ้าไม่ได้หรอกนะอวี่หลี เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เจ้าส่งพี่หกกลับตำหนักก่อนแล้วเดี๋ยวพี่หกจะส่งคนให้นำของเล่นไปให้เจ้า” องค์ชายหกเฉินหยูขยับยิ้มเอื้ออาทร

“ดีๆ อวี่หลีอยากได้ของเล่นจากพี่หก” เฉินอวี่หลีรีบตกลงรับข้อเสนอนี้อย่างกระตือรือร้น จากนั้นทั้งสองคนก็เอ่ยล่ำลาผู้อื่นอยู่สองสามคำตามมารยาทก่อนจะพากันขึ้นรถลากเดินทางกลับพระตำหนักน้ำค้างหยกขององค์ชายเฉินหยู

น่าเสียดายที่เฉินอวี่หลีรีบร้อนจากลาไปเพราะความเบื่อหน่าย จึงไม่ทราบว่ามีสายตาของใครบางคนแอบมองติดตามอยู่

ท่านแม่ทัพใหญ่เซียนปู้เซียวถูกผู้คนมากมายเข้ามาแวดล้อมชวนเสวนา แต่เขากลับทำเพียงพยักหน้ารับคำอย่างมีมารยาท เอ่ยวาจาพูดคุยสั้นๆ เพียงสองสามคำเท่านั้น ในขณะที่ดวงตายาวรีคมกริบฉายแววกังวลระคนห่วงหา ทอดสายตาตามหลังร่างผอมเพรียวของเฉินอวี่หลีที่เดินลับหายไปหลังม่านกำแพงฝูงชน...

“เจ้าหมาน้อย...”

 

[1] ระยะเวลาหนึ่งก้านธูป คือระยะเวลาราวๆ 15 นาที 

 

 

ขอบพระคุณสำหรับการติดตามอ่านเจ้าค่ะ 

蝶兰 

เตี๋ยหลาน 

26/12/2559 

ความคิดเห็น