เตี๋ยหลาน

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

4 ยามไม่คาดคิด

ชื่อตอน : 4 ยามไม่คาดคิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.1k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธ.ค. 2559 21:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
4 ยามไม่คาดคิด
แบบอักษร
ตอนที่ 4 ยามไม่คาดคิด
 
 
 
 
 
 

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์นั้น...

 

 

ยามถูกแรงกดดันอย่างหนักหน่วง หรือตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจอย่างฉับพลัน จิตใต้สำนึกที่ครุ่นคิดถึงเรื่องล่าสุดอันติดค้างอยู่ในใจ จะเป็นสิ่งผลักดันให้มนุษย์กระทำการลงไปตามความทรงจำที่ฝังแน่นนั้นดุจดั่งสัญชาตญาณ นั่นเป็นวิธีการดิ้นรนเอาตัวรอดต่อสถานการณ์เลวร้ายที่กำลังเผชิญหน้า...

 

 

ในระหว่างที่เฉินอวี่หลีอับจนหมดหนทาง ฉับพลันภาพความฝันใต้ม่านควันกำยานก็ฉายวาบเข้ามาในมโนความคิด เขารีบคว้าทางออกที่นึกขึ้นมาได้เอาไว้ดั่งกำปลายเชือกเส้นสุดท้ายก่อนร่วงลงสู่หุบเหวลึก

 

 

เฉินอวี่หลีตัดสินใจใช้สองมือคว้าต้นคอแกร่งของคนร่างยักษ์เอาไว้อย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว 

 

 

ดวงหน้าหวานปานประหนึ่งรูปสลักแห่งทวยเทพโน้มริมฝีปากอิ่มเข้าประกบบดเบียดลงบนริมฝีปากบางและเย็นเฉียบของเซียนปู้เซียว 

 

 

ปลดปล่อยให้ภาพความฝันอันรัญจวนใจในราตรีที่ผ่านมาชักนำให้เขายิ่งถลำลึก ยิ่งดูดดึงความหอมหวานมากเท่าใด สมองก็ยิ่งละทิ้งเหตุผลทั้งหมดไปอย่างไม่ไยดี ปล่อยให้ร่างกายกระทำการไปตามแรงปรารถนา อาศัยปลายลิ้นเล็กลามเลียรุกเร้า กระทำการปลุกปั่นอารมณ์ผู้อื่นอย่างใจกล้า

 

 

ท่านแม่ทัพเซียนปู้เซียวที่ถูกโจมตีโดยไม่คาดฝันชะงักแข็งค้างอย่างตกตะลึง หัวใจที่ด้านชานิ่งสงบดั่งภูผาสูงสู้ทนแรงลมฝนมานับพันปี ยามนี้กลับหวั่นไหวไปกับรสสัมผัส กว่าจะรั้งความคิดกลับมาได้ก็ถูกเรียวลิ้นเล็กไล้เลียไปตามริมฝีปากอย่างละโมบ จากด้านบนริมฝีปากนุ่มลงสู่ด้านล่าง วกวนกลับมาที่รอยแยกตรงกลางและเริ่มรุกเร้าคืบคลานล่าความหอมหวาน

 

 

 

คนร่างสูงหนารีบเม้มริมฝีปากแน่นสนิท ขยับร่างหนีห่างอย่างไม่ยอมให้ความร่วมมือแม้แต่น้อย แต่เฉินอวี่หลียังคงดึงดันอย่างไม่ยอมเลิกราวี สองมือยิ่งยึดรั้งต้นคอของเขาเอาไว้เหนียวแน่นยิ่งกว่าปลิง สุดท้ายท่านแม่ทัพแห่งผู่โจวจึงต้องเป็นฝ่ายแกะมือน้อยคู่นั้นออกด้วยตัวเอง แต่กลับกลายเป็นว่าถูกคนร่างเล็กกว่าลงทัณฑ์ด้วยการงับฟันหน้าลงบนริมฝีปากล่าง ฝังลงไปแรงพอควรแล้วดูดดึงก่อนผละจากมาด้วยสีหน้าแดงเรื่อสะเทิ้นอาย

 

 

 

“ดีจริง...” เฉินอวี่หลียกชายแขนเสื้อขึ้นมากัด เรือนร่างน้อยบิดเอวส่ายไปมาทำท่าม้วนอายอย่างเกินจริง ในขณะที่ภายในใจกลับกู่ร้องเสียงโหยหวนต่อการกระทำอันโง่เขลาน่าสมควรตายเป็นพันครั้ง

 

 

 

สวรรค์บัดซบ! ข้าสติวิปลาสไปแล้ว

 

 

 

สีหน้าของเซียนปู้เซียวถมึงทึงดั่งพญายมราช ดวงตาสีดำเรียวดุดูเข้มจัดและคมบาดลึกไปถึงวิญญาณ

 

 

 

องค์ชายเฉินหยูรู้สึกได้ถึงสถานการณ์ที่กำลังดำดิ่งสู่สมรภูมิรบคลั่ง จึงขยับร่างบางในอาภรณ์ขาวก้าวเท้าเข้ามาขวางทัพอยู่กลางระหว่างสหายสนิทและพระอนุชาที่รัก ดวงหน้าซีดขาวจนเป็นปกติอยู่เสมอปรากฏสีเรื่อขึ้นมาอย่างขัดเขิน แลดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่ายามนอนซมเป็นครึ่งคนครึ่งผีอยู่บนเตียงในพระตำหนักน้ำค้างหยก

 

 

 

“ปู้เซียว น้องข้าสติวิปลาส เจ้าอย่าได้ถือสาเขาเลยน่า”  

 

 

 

“หึ...เล่นกับหมา หมาก็เลียปาก ข้าก็แค่ถูกลูกหมาตัวหนึ่งประจบสอพลอเอาก็เท่านั้น ไยข้าต้องคิดใส่ใจอะไรมากมายด้วย” เซียนปู้เซียวปาดหยาดโลหิตสีแดงสดบนรอยแผลที่ลูกหมาตัวนั้นฝากเอาไว้เป็นที่ระลึก

 

 

 

“ข้าไม่ใช่หมานะท่านพี่หก” เฉินอวี่หลีหันไปฟ้องร้ององค์ชายเฉินหยู อีกทั้งยังวิ่งเข้าไปหลบด้านหลังของพระเชษฐาอย่างพึ่งพาร่างผอมซีดเผือดเป็นโล่กำบังภัย

 

 

 

“อีกอย่าง...” ดวงเนตรสีดำคมกริบเหลือบแลหางตาไปยังกลุ่มข้ารับใช้ที่ยืนเรียงขบวร ต่างก็ก้มหน้าหลบตาทำท่าทางราวกับไม่กล้าดูภาพบัดสีเสน่หาของผู้เป็นเจ้านาย แต่สีเรื่อข้างแก้มของแต่ละคนกลับแดงจัดระคนแฝงความตื่นตะลึงอยู่ในใจ ไม่ต้องถามก็รู้แล้วว่าพวกบ่าวไพร่ทั้งหมดเห็นกันชัดเจนทุกคนแน่นอน

 

 

 

“ข้าก็วาดหวังว่าคนขององค์ชายหกจะไม่ปากพล่อยเอาเรื่องเล็กน้อยที่ข้าไม่ใส่ใจไปสาธยายจนมากความ...เกินจริง” ประโยคราบเรียบยามเอ่ยมา ประหนึ่งพูดจาถึงเรื่องดินฟ้าอากาศที่สดใส แต่ในน้ำเสียงเย็นยะเยือกกลับแฝงเร้นรังสีอำมหิตข่มขู่มาด้วย

 

 

 

ถึงท่านแม่ทัพปีศาจแห่งผู่โจวไม่เอ่ยเตือน พวกบ่าวไพร่ไหนเลยจะกล้าพูดจามากความได้

 

 

 

“แน่นอน” องค์ชายเฉินหยูรับปากสหายก่อนจะไอแห้งๆ ออกมาสองสามคำแล้วเอ่ยชักชวนเฉินอวี่หลีขึ้นมาว่า 

 

 

“อวี่หลี ใกล้จะถึงเวลาเริ่มพิธีสักการะเทพเจ้าประจำแคว้นแล้ว เจ้าขึ้นหลังม้าไปกับข้าและปู้เซียวเถอะ”

 

 

 

“ขอบคุณพี่หก!” เฉินอวี่หลีหน้าตายิ้มแย้มเบิกบานใจ เขาไม่จำเป็นต้องเดินร้อยก้าวฝ่าเท้าให้เหน็ดเหนื่อยอีกแล้ว นับได้ว่าโชคดีหล่นทับลงมาโดยไม่รู้ตัวจริงๆ

 

 

 

ในบรรดาพี่น้องและพระญาติร่วมสายพระโลหิตทั้งหมด องค์ชายหกเฉินหยูเป็นผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยน แม้แต่คนสติวิปลาสอย่างเฉินอวี่หลีก็ยังเอื้อเอ็นดูอย่างเสมอตันเสมอปลาย อีกทั้งยังชอบใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายสมถะ กับเหล่าชนชั้นสูงหรือบ่าวไพร่ล้วนไม่เคยปฏิบัติแตกต่างกันแม้แต่น้อย เขาจึงมีสหายมากมายเกือบครบทุกชนชั้น และด้วยความที่เป็นคนมีน้ำพระทัยเมตตาช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ จึงเป็นที่รักใคร่ของผู้คนในวังหลวง แม้ในยามที่ล้มป่วยนอนซมอยู่กับเตียง ล้วนมีผู้คนมาเยี่ยมเยือนนำยาดีของมีค่ามาฝากไม่ขาดสาย บ้างก็มาพูดคุยเสวนาชวนคลายความเบื่อหน่ายอีกด้วย

 

 

 

หากจะนับกลุ่มคนที่ดีต่อเฉินอวี่หลีอย่างจริงใจแล้ว องค์ชายหกเฉินหยูก็คือหนึ่งในนั้น

 

 

 

 

“องค์ชายหก คนสติวิปลาสขี่ม้าได้หรือ” 

 

 

เซียนปู้เซียวเอ่ยถามสหายหากสายตาคมกริบยังจ้องมองดวงตากลมสุกใสของ คนสติวิปลาส ด้านหลังร่างในอาภรณ์ขาวอย่างจงใจหาเรื่อง 

 

 

 

แม้นภายในใจอยากจะพูดจาว่าร้ายและแดกดันคนบ้าว่าสามารถจูบเป็นด้วยหรืออย่างไร แต่ที่ไม่เอ่ยออกไปเพราะมันเสียศักดิ์ศรียิ่ง!

 

 

 

แม่ทัพเซียนปู้เซียวแห่งผู่โจว แต่ไหนแต่ไรมามีแต่เป็นฝ่ายยกทัพบุกทะลวงโจมตีศัตรู ออกรบกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามจนราบเป็นหน้ากลอง แม้แต่ในยามเล่นเกมรักไม่ว่ากับสตรีหรือชายบำเรอ เขาล้วนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ในขณะที่ผู้อื่นยอมโอนอ่อนก้าวตามอย่างเชื่อฟังเขาทั้งสิ้น

 

 

 

เจ้าหมาน้อยตัวนี้นี่ ถึงกับกล้ากัดข้าหรือ หึ...ช่างบังอาจนัก!‘

 

 

 

เฉินหยูรู้ทันความคิดของสหาย ดวงหน้าขาวซีดแย้มยิ้มบางเบาแล้วเอ่ยปกป้องน้องน้อยที่แสนน่าเอ็ดดูว่า 

 

 

 

“อวี่หลีก็แค่มีความคิดอ่านเหมือนเด็กคนหนึ่ง ถึงจะชอบกลั่นแกล้งผู้คนไปบ้าง แต่โดยเนื้อแท้แล้วเป็นเด็กนิสัยดีมากเลยทีเดียว หากเจ้าคลุกคลีอยู่กับเขาสักพักก็จะเข้าใจอุปนิสัยใจคอเขาได้”

 

 

 

“พี่หก ข้าไม่อยากรู้จักกับเขาสักหน่อย” เฉินอวี่หลีประท้วงบ่นอุบ 

 

 

 

องค์ชายเฉินหยูไม่ได้ยินเสียงบ่นที่เบาราวกระซิบแผ่ว เขายกมือขึ้นสั่งบ่าวไพร่เปิดประตูที่ถูกเฉินอวี่หลีปิดลงกลอนลั่นดาลเอาไว้ เพื่อเคลื่อนขบวรไปยังล้านพระตำหนักมังกรฟ้า อันเป็นสถานที่จัดพิธีสักการะเทพประจำแคว้น

 

 

 

ทว่า ทันทีที่ประตูถูกเปิดออกก็ต้องพบกลุ่มขันทีของพระตำหนักอิงสราญยืนรอสงบเสงี่ยมอยู่ สีหน้าแต่ละคนล้วนเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

 

 

 

“เฉินอวี่หลี เจ้าไปก่อเรื่องมาอีกแล้วใช่หรือไม่” เฉินหยูเอ่ยถามในขณะที่เซียนปู้เซียวเอ่ยเสียงหยันเยาะในลำคอ

 

 

 

“หึ เจ้าลูกหมาจอมก่อเรื่อง”

 

 

 

เจ้าลูกหมาน้อยลอบค้อนอยู่ในใจ ก่อนเอ่ยปากยอมรับผิด

 

 

 

“อ่า...ข้าขอโทษพี่หก” เฉินอวี่หลีลืมไปว่ายังมีคดีเก่าค้างอยู่หลังบานประตู บ่าวไพร่ของพระชายามี่ยืนรออยู่นานแต่ไม่กล้าบุกเข้ามาเพราะเกรงใจเจ้าของพระตำหนักน้ำค้างหยก

 

 

 

 

“เรื่องลงโทษเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ไปร่วมพิธีเถอะ..."

 

 

 

คนทั้งสามก้าวเท้าออกจากตำหนักน้ำค้างหยกก่อนจะขึ้นม้าทั้งที่ถูกจูงมารอพร้อมออกเดินทาง โดยเฉินอวี่หลีตวัดร่างผอมบางขึ้นบนหลังม้าอย่างคล่องแคล่วท่ามกลางสายตาที่จ้องจับผิดของแม่ทับเซียนปู้เซียว แต่มีหรือที่คนแกล้งสติวิปลาสจะสนใจระวังตัว เขากลับควบทะยานม้านำขบวรผู้อื่นไปอย่างสนุกสนาน

 

 

 

สำหรับเฉินอวี่หลีที่มีแต่ม้าชราตัวเดียวในความครอบครอง ม้าที่แข็งแรงวัยฉกรรจ์ของผู้อื่นย่อมน่าสนใจกว่ากันเยอะ

 

 

 

ไม่นานนักทั้งสามก็ควบม้ามาถึงที่หมาย ซึ่งมาถึงก่อนเวลาเริ่มพิธีสักการะเทพเจ้าประจำแคว้นเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น

 

 

 

ดวงหน้างามพิลาสล้ำดั่งสตรีสะคราญโฉมทอดสายตามองไปยังบริเวณประรำพิธีที่ตั้งโต๊ะยาววางเครื่องบูชาเป็นอาหารคาว ขนมหวาน และผลไม้มงคลหลากหลายละลานตานั้นร้อยชนิด ถัดจากโต๊ะตั้งเครื่องบูชามีกระถางสำริดสามขาสลักลายหัวราชสีวางอยู่ ภายในจุดไฟที่โหมลุกโชติช่วงคอยสะบัดปลายเปลวเพลิงสีส้มจัดกลืนกินกระดาษทองที่นักพรตโปรยลงไปเป็นเครื่องสักการะจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลี

 

 

 

ลมวสันต์พัดผ่านย่างเข้าเหมันต์ฤดู นำพาความเย็นชื้นมาเยือนได้ทั่วแคว้นผู่โจวทุกพื้นที่ ยิ่งวันนี้มีเมฆก่อตัวเป็นระลอกคลื่นบนฟ้า ช่วยกางกั้นแสงสุริยาแรงกล้าไม่ให้แผดเผาลงมายังผู้คนนับหมื่นที่ยืนอยู่เบื้องล่าง นับได้ว่าวันสักการะเทพเจ้าประจำแคว้นได้ฟ้าสวรรค์เป็นใจ บันดาลอากาศให้สดชื่นแจ่มใสเย็นสบายยิ่ง

 

 

 

เฉินอวี่หลีคือองค์ชายสิบสองผู้มีสติวิปลาส ด้วยความที่กลัวว่าอีกฝ่ายจะแผลงฤทธิ์ขึ้นมากลางงาน ฮองเฮาแห่งผู่โจวจึงรับสั่งจัดการเขาให้ยืนอยู่ในแถวสุดท้ายตรงด้านหลังสุดโดยมีกำแพงพี่น้องร่วมห้าสิบกว่าชีวิตคอยบดบังเอาไว้

 

 

 

ดวงหน้าที่งดงามหวานยิ่งกว่าสตรีชะเง้อมองโน่นนี่ไปมาอย่างไม่ยอมหยุดนิ่ง ท่าทางที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและไม่อยู่สุข ก่อเกิดความรู้สึกรำคาญสายตาผู้คนรอบข้าง แต่เพราะกำลังอยู่ในช่วงระหว่างที่ฮ่องเต้ทรงจุดธูปเทียนทำการสักการบูชา ทุกคนล้วนต้องอยู่ในความสงบจิตใจ จึงไม่มีใครหาญกล้าเอ่ยตักเตือนแม้สักครึ่งคำ

 

 

 

ใช่ว่าเขาอยากทำตัวให้เป็นจุดสนใจจากใครเสียเมื่อไหร่...

 

 

 

ในเมื่อเฉินอวี่หลีกำลังเล่นบทคนสติวิปลาส หากให้ยืนนิ่งเฉยเกินไปก็เกรงว่าจะผิดปกติ ดังนั้นจะเป็นคนบ้าทั้งทีต้องทำให้สมบูรณ์แบบที่สุด ดังนั้นวันนี้เขาจึงแสร้งรับบทเป็นคนบ้าบ้านนอกตามขอบชายแดนที่หลงทางเข้าเมืองหลวงอันศิวิไลซ์เป็นครั้งแรกในชีวิต เดี๋ยวก็ชะเง้อมองทางโน้นนี้นี่นั้นไปเรื่อยๆ

 

 

 

จนกระทั่งคนที่อยู่ด้านข้างอย่างองค์ชายสิบเก้า ผู้เป็นพระอนุชาที่มีพระชนม์น้อยอ่อนกว่าถึงสิบปีอดทนไม่ไหว ลอบใช้ปลายเท้าเตะไปที่น่องของเฉินอวี่หลีหนึ่งทีเบาๆ เป็นการตักเตือน

 

 

 

“อ๊า!” เฉินอวี่หลีอุทานเสียงเบา เตรียมจะฟ้องร้องแผลงฤทธิ์อาละวาดออกมา หากถูกองค์ชายหกเฉินหยูที่ยืนอยู่ด้านข้างคว้าแขนเสื้อเอาไว้แล้วสายหน้าห้ามปรามขึ้นมาเสียก่อน เขาจึงได้แต่ถลึงตาใส่องค์ชายสิบเก้าอย่างคาดโทษแล้วสะบัดหน้าไปอีกทาง แต่กลับไม่คิดว่าตนเองจะสบเข้ากับดวงตาเรียววาววับดุจดั่งจิ้งจอกเล่ห์ร้ายขององค์ชายใหญ่ที่หันหนาจอจ้องเขม็งมาเสียก่อน

 

 

 

องค์ชายสิบสองทิ้งสายตาลุ่มลงต่ำ ขนแขนตามเรือนร่างเพรียวบางพากันลุกเกลียวอย่างฉับพลัน ความรู้สึกหวั่นกลัวบางอย่างถาโถมเข้ามาในความคิดจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ต่อเมื่อองค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรงหันหน้ากลับไปแล้ว เฉินอวี่หลีถึงได้กล้าหายใจจนทั่วปอดได้

 

 

 

ถ้าองค์ชายหกเฉินหยูคือคนที่เฉินอวี่หลีรักที่สุดในบรรดาหมู่พี่น้องแล้ว บุคคลตรงกันข้ามที่ให้ความรู้สึกต่างกันอย่างสุดขั้วเลยก็คือองค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรง...

 

 

 

นับตั้งแต่เฉินอวี่หลีจำความได้...เขาก็กลัวพระเชษฐาองค์นี้มาโดยตลอด เพียงแค่ถูกสายตาเล่ห์ร้ายดั่งจิ้งจอกยามออกล่าเนื้อนั้นแลมองมา ร่างกายพลันอึดอัดยิ่ง มันเป็นความหวาดกลัวอย่างไร้เหตุผลจนไม่อาจบรรยายออกมาได้ รู้เพียงแค่ว่าอีกฝ่ายเป็นสัตว์ร้ายแสนอันตราย ที่เขาควรหลีกหนีห่างออกไปมากที่สุดในชีวิต

 

 

 

ฟู่... 

 

 

 

เหล่าข้าหลวงในวังและขุนนางแห่งราชสำนักทุกคนล้วนถอนหายใจอย่างโล่งอกที่พิธีสำคัญผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น นับว่าเป็นสวรรค์เมตตาที่ทำให้องค์ชายสติวิปลาสอยู่ในอาการสงบเกินกว่าที่คาดการณ์ หลังจากฮ่องเต้เสด็จกลับแล้ว ผู้คนก็เริ่มเลิกรากลับจวนบ้าง บางคนก็ยังอยู่รั้งเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และบุคคลที่ทุกคนจับตามองและล้อมวงเข้ามาพูดคุยด้วยมากที่สุดคือท่านแม่ทัพเซียนปู้เซียวที่มาร่วมพิธีด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก

 

 

 

ดวงเนตรกลมสุกประกายสดใสทอดมองร่างสูงใหญ่ของท่านแม่ทัพที่ถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย ความสนุกที่เฉินอวี่หลีรอคอยจะชมฝูงขุนนางประจบเลียแข้งขาผู้มีอำนาจ รอหัวเราะสงครามปะทะฝีปากของเหล่าสนมนางในวัง และการที่เขาได้ออกอาละวาดให้สมดั่งคนบ้าเช่นทุกปี กลับกลายเป็นความจืดชืดแสนน่าเบื่อหน่ายอย่างฉับพลัน

 

 

 

แม้แต่องค์ชายสิบเอ็ดเฉินอู่อวิ๋น ผู้เป็นศัตรูคู่ปรับคนสำคัญที่คอยกลั่นแกล้งแก้แค้นกันไปมาจะเดินเข้ามาดักทางขวางหน้า ทำท่าทางตั้งใจจะหาเรื่องทะเลาะวิวาทด้วยอย่างเต็มที่ เฉินอวี่หลีกลับเดินหลบเลี่ยงอีกฝ่ายไปอย่างไม่ใส่ใจ ทำราวกับอีกฝ่ายเป็นอากาศธาตุที่ว่างเปล้า และเดินตรงเข้าไปกอดแขนองค์ชายเฉินหยู ชักชวนกันกลับพระตำหนักของตนเอง

 

 

 

ท่านแม่ทัพเซียนปู้เซียวถูกผู้คนมากมายเข้ามาแวดล้อมชวนเสวนา แต่เขากลับทำเพียงพยักหน้ารับและพูดคุยสั้นๆ เพียงสองสามคำเท่านั้น ในขณะที่ดวงเนตรยาวรีคมกริบฉายแววกังวลระคนห่วง ทอดสายตาตามหลังร่างผอมเพรียวของเฉินอวี่หลีที่เดินลับหายไปหลังม่านกำแพงฝูงชน...

 

 

 

เจ้าหมาน้อย...

 

#

 

ตอนต่อไป ความเข้มข้นกำลังเริ่มสะสม
 ไรท์จะพยายามรีบกลับมาปั่นต่อพรุ่งนี่นะเจ้าคะ
คืนนี้ราตรีสวัสดิ์เจ้าค๊า~
 
ขอบพระคุณสำหรับการติดตามอ่านเจ้าค่ะ
 
เตี๋ยหลาน
26/12/2559
 
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}