akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 26 หยุดสักที

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 26 หยุดสักที

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 37.4k

ความคิดเห็น : 231

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2559 21:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 26 หยุดสักที
แบบอักษร

26

หยุดสักที

 

            “ไหวหรือเปล่า”

                อาการของวิรุจน์ดูไม่น่าไว้วางใจสักเท่าไหร่นัก ใบหน้าที่ซีดเซียวทำให้นาคินทร์ยิ่งเป็นกังวล เขาประคองร่างของเพื่อนรัก

                “ขอโทษนะครับ มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”

                พนักงานโรงแรมเข้ามาถามทั้งคู่ด้วยความเป็นห่วง เพราะเห็นแขกของโรงแรมเหมือนมีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือ วิรุจน์พยายามลืมตา เขาฝืนร่างกายตัวเอง ไม่อยากให้เพื่อนรักต้องเป็นห่วงมากไปกว่านี้

                “ฉันไม่เป็นอะไร บอกเขาไปว่าฉันสบายดี”

                น้ำเสียงนั้นช่างแผ่วเบา แต่มันก็ดังมากพอที่จะทำให้นาคินทร์ได้ยิน ราชิดยังคงยืนมองโดยที่ไม่คิดจะเข้ามาช่วยเลยสักนิด เพราะเขาคิดว่าตัวเองคือคนนอก ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งให้เสียเวลา

                “ไม่เป็นไรครับ”

                นาคินทร์หันไปตอบพนักงานหนุ่ม ก่อนที่จะตวัดสายตาไปมองราชิดที่เอาแต่ยืนมอง ความรู้สึกหนาวๆร้อนๆเกิดขึ้นกับราชิด เขาลอบกลืนน้ำลายอย่างไม่ทราบสาเหตุ จะให้ตัวเองยอมรับว่ากลัวสายตาของนาคินทร์ก็คงไม่มีวัน

                “มานี่”

                ประโยคสั้นๆ แต่กระชับ ราชิดเข้าใจความหมาย แต่เขาไม่คิดจะทำตาม ยิ่งทำให้สายตาของนาคินทร์น่ากลัวมากขึ้น จนขาเรียวยาวเผลอก้าวเดินเข้าไปหาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

                “มีอะไร”

                “นายไปกับฉัน ฉันจะพาเพื่อนไปหาหมอ”

                ทันทีที่ได้ยิน วิรุจน์ก็รีบจับมือเพื่อนรักแล้วเอ่ยออกไปอย่างรวดเร็ว

                “ไม่ไป”

                เพราะรู้ดีว่าถึงไป หมอก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ อาการที่เขาเป็นมันไม่ใช่อาการป่วยทั่วไป เขารู้สาเหตุ แต่เขาไม่ยอมรักษาอาการให้ไม่กำเริบ ถ้าจะโทษใคร วิรุจน์ก็คงพาลไปโทษพอลที่ทำให้เขาต้องเดือดร้อนแบบนี้ แถมเขายังอยู่ในภาพที่น่าอับอายต่อหน้าเพื่อนรักของเขา

                “ทำไม”

                เพียงคำถามสั้นๆ แต่วิรุจน์ก็ไม่อาจจะบอกความจริงได้

                “ฉันคงแค่พักผ่อนน้อย นายพาฉันขึ้นไปพักบนห้องได้ไหม”

                นาคินทร์เงียบ แต่วิรุจน์ก็มองออกว่านาคินทร์ไม่อยากให้เขาขึ้นไปพัก คงอยากจะพาเขาไปหาหมอมากกว่า

                “ไปหาหมอน่าจะดีกว่านะครับ”

                ถึงจะเกลียดนาคินทร์แต่ราชิดก็ไม่ได้เกลียดวิรุจน์ ที่สำคัญก็คือเขาได้เคยทำผิดต่อครอบครัวของอีกฝ่ายเอาไว้ด้วย

                “ฉันไม่เป็นไร”

                วิรุจน์เหนื่อยเกินกว่าที่จะพูด เขาได้ยินเสียงถอนหายใจของเพื่อนสนิท นาคินทร์มองคนที่ดื้อด้านราวกับไม่ห่วงตัวเอง

                “นี่เป็นร่างกายของฉัน ฉันย่อมรู้ตัวเองดี”

                น้ำเสียงจริงจังนั้นย้ำเตือนให้ทุกอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น นาคินทร์หลับตาลง เขาอยากจะพาวิรุจน์ไปหาหมอ แต่ดูท่าทางอีกฝ่ายที่ไม่อยากจะไปมากขนาดนี้ ฝืนไปก็อาจจะทำให้แย่ลง

                “งั้นนายมาช่วยฉันประคองรุจน์”

                ราชิดเข้ามาช่วยอย่างไม่เต็มใจเพราะเป็นคำสั่งของนาคินทร์ แต่เขาก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำจนไม่สนว่าใครจะเป็นจะตาย

                สุดท้ายแล้วนาคินทร์และราชิดก็เป็นคนพาวิรุจน์ขึ้นไปพักในห้องพัก ชายหนุ่มเอนกายนอนลงบนเตียง ใบหน้าที่ซีดเซียวเริ่มดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

                “ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”

                “ฉันไม่เป็นไร นายไม่ต้องห่วงนะ”

                วิรุจน์ตอบกลับเสียงแผ่ว ราวกับคนหมดแรง นาคินทร์หันไปมองราชิด แล้วเอ่ยขึ้น

                “นายอยู่ที่นี่ เดี๋ยวฉันมา”

                “นายจะไปไหน”

                ชายหนุ่มรีบถามขึ้นทันที เมื่อเห็นนาคินทร์หมุนกายจะออกจากห้อง แต่สุดท้ายก็ไม่มีคำตอบกลับมา ยิ่งทำให้ราชิดหงุดหงิด

                “นายจะไปพักก็ได้นะ ฉันไม่เป็นไร”

                วิรุจน์ระบายยิ้มจางๆ ราชิดเห็นแล้วก็พูดไม่ออก ถ้าจะให้หนีหายไปเลยก็คงจะเป็นคนใจร้ายเกินไป เขาก็ไม่รู้จะไปไหนด้วย

                “คุณนอนพักไปเถอะ ผมจะนั่งอยู่แถวนี้ล่ะ”

                เขาหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ไม่ห่างจากเตียงมากนัก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อย แต่ก็ไม่วายเหลือบตาไปมองวิรุจน์ที่กำลังหลับตา แต่สีหน้าไม่ได้รู้สึกดีเลยสักนิด ราวกับว่ากำลังข่มความทรมาน เพียงไม่นาน เจ้าตัวก็พลิกกายนอนตะแคงหันหลังให้กับเขา ราชิดอยากจะลุกไปดูว่าวิรุจน์อาการเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก็เปลี่ยนใจ เพราะจริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องไปสนใจ

                “อึก”

                ความเจ็บปวดทรมานแล่นเข้ามาสู่ร่างกายอีกครั้ง วิรุจน์ขมวดคิ้ว เขาซุกหน้าลงไปกับหมอน  ไม่อยากจะทำให้ราชิดรู้ว่าเขากำลังมีอาการย่ำแย่ ทางเดียวที่จะหายจากอาการนี้อาจจะต้องไปหาพอล แต่เขาก็ไม่อยากจะไปหาพอลอยู่ดี เขาเชื่อว่าแค่เวลาผ่านไปแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

                แกร็ก

                ประตูห้องถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับร่างสูงที่เดินเข้ามา ราชิดหันไปมองนาคินทร์ ชายหนุ่มไม่ได้หายไปนานมากนัก

                “เขาเป็นยังไงบ้าง”

                ฟังเสียงที่ถาม ราชิดก็รู้ว่านาคินทร์ต้องเป็นห่วงวิรุจน์มาก เขาไม่คิดจะตอบ ได้แต่หันไปมองทางอื่นแทน นั่นทำให้นาคินทร์ต้องหรี่ตามองอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะยังมีคนที่เขาสนใจมากกว่านั้น

                “ไปรินน้ำมา”

                “ห๊ะ”       

                สั่งราชิดเพียงแค่ครั้งเดียว แล้วเดินตรงไปหาวิรุจน์ทันที ราชิดได้แต่มองตามอย่างงงๆ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากยืนดูนาคินทร์เข้าไปจับตัววิรุจน์

                “เป็นยังไงบ้าง”

                วิรุจน์ลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของเพื่อนรัก เขาอยากอยู่ในห้องเพียงลำพัง เขาไม่อยากให้ใครรู้ทั้งนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

                “ฉันไม่เป็นไร นายกลับไปเถอะ ฉันอยากนอนพัก”

                “เข้าใจแล้ว แต่ลุกมากินยาก่อนเถอะ”

                คราวนี้นาคินทร์ไม่ได้ตื้อให้วิรุจน์ทำอะไรมากนัก ถ้าเพียงแค่ทานยาแล้วเขาจะได้นอนพักอย่างเต็มที่ เขาก็จะยอมทานแต่โดยดี เพราะไม่อยากให้เพื่อนสนิทรับรู้ว่าสภาพตอนนี้เขาแย่ขนาดไหน เขาต้องการเวลาในการพักฟื้นตัวเอง

                “ฉันให้ไปเอาน้ำมาไงล่ะ”

                นาคินทร์หันไปดุราชิดที่ยังคงอยู่เฉย ชายหนุ่มอยากจะต่อต้าน แต่เขาก็รู้ว่าวิรุจน์จะต้องทานยา เขาคงไม่ได้เป็นคนอำมหิตจนไม่สนใจอะไรเลย ชายหนุ่มไปรินน้ำใส่แก้ว แล้วส่งมันให้กับนาคินทร์

                “ค่อยๆลุกนะ”

                “อืม”

                วิรุจน์รับยาและน้ำมาดื่ม พอเห็นว่าเพื่อนสนิททานยาไปแล้ว นาคินทร์ก็เหมือนจะสบายใจขึ้น

                “นี่ยาอะไร”

                ทั้งๆที่ทานไปแล้ว แต่ก็เพิ่งนึกได้ว่า เขากำลังทานยาที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคือยาอะไร นาคินทร์ระบายยิ้มอย่างใจดีแล้วเอ่ยขึ้น

                “ไม่ใช่ยาพิษหรอก อย่าคิดมากเลย มันน่าจะช่วยให้นายดีขึ้น”

ยาที่นาคินทร์ให้เขาทานนั้นคงไม่ใช่ยาพิษอยู่แล้ว อีกอย่างเพื่อนเขาก็ทำงานในวงการของยาอยู่แล้ว เจ้าตัวคงขี้เกียจมาอธิบายว่ายาที่เขาทานไปคือยาอะไรก็เท่านั้น

“นอนพักเถอะ  แล้วฉันจะมาดูนายใหม่”

“อืม”

ไม่นานนัก วิรุจน์ก็ได้ยินเสียงประตูห้องที่ปิดลงแล้ว ภายในห้องเงียบสงบ ได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเท่านั้น ที่ทำให้รู้ว่าในห้องนี้มีคนพักอยู่

วิรุจน์รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ อาการเจ็บปวดของเขาเริ่มทุเลาลงโดยที่เจ้าตัวไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะยาที่ได้รับจากนาคินทร์หรือว่าเป็นเพราะอาการของเขามันดีขึ้นเอง แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงว่ายาที่ทานไปจะช่วยให้เขาดีขึ้น ถ้าหากเป็นอย่างนั้น เขาคงต้องพึ่งยาจากนาคินทร์อีกหลายครั้ง เพราะมันจะได้ช่วยให้เขาไม่ต้องทรมานแบบนี้อีก

 

-------+++++-------

 

                ก๊อกๆๆ

                คิ้วสวยทั้งสองขมวดเข้าหากัน เมื่อมีร่างกายได้รับการรบกวน วิรุจน์เพิ่งทานมื้อเย็นไปไม่นาน หลังจากที่นาคินทร์สั่งให้พนักงานนำมาเสิร์ฟให้เขาถึงห้อง แล้วเจ้าตัวก็เข้ามาเยี่ยม ดูเหมือนว่าการได้นอนพักจะทำให้เขาอาการดีขึ้นได้จริงๆ

                “มีอะไรหรือเปล่านะ”

                วิรุจน์ค่อยๆยันกายลุกจากเตียง ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว ไม่รู้ว่าทำไมนาคินทร์ถึงได้กลับมาหาเขาอีก แต่เขาก็ไม่อยากคิดให้ปวดหัว จึงลุกไปเปิดประตูโดยที่แน่ใจว่าคนที่มาเคาะห้องคงเป็นเพื่อนรักของเขา

                “!!!

                ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง ร่างกายชะงักไป เพราะคิดไม่ถึงกับการปรากฏตัวของบุคคลตรงหน้า

                “พอล!

                คนตัวสูงหรี่ตามองวิรุจน์เพียงครู่ แล้วดันประตู เดินเข้าไปในห้อง วิรุจน์ได้แต่มองตามแล้วปิดประตูห้องอย่างงงๆ

                “นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

                สายตาคมกวาดไปทั่วห้อง

                “อยู่คนเดียว”

                “ห๊ะ นายพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจ”

                วิรุจน์หย่อนกายนั่งลงบนโซฟา เขายกขาไขว่ห้าง แล้วมองพอลอย่างแปลกใจไม่หยุด เพราะไม่รู้ว่าทำไมพอลถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้

                พอลหันกลับมาหาวิรุจน์ เขาเดินตรงเข้ามาใกล้กับชายหนุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ วิรุจน์เริ่มใจคอไม่ดี

                “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่านายทำอะไรไว้”

                “นายกำลังพูดบ้าอะไรของนาย ฉันไม่รู้เรื่องด้วยหรอกนะ”

“หึ”

                มีเพียงเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอ แต่ดูยังไงมันก็ไม่ใช่เสียงที่แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ดีเลยสักนิด เหมือนกับว่าอีกไม่นานทุกอย่างที่ครุกรุ่นมันกำลังจะปะทุ

                “ฉันอยากพัก นายกลับไปได้แล้ว”

                วันนี้วิรุจน์อารมณ์ไม่ค่อยดี เพราะเขารู้สึกแย่มาทั้งวัน ชายหนุ่มลุกขึ้น แล้วผลักพอลให้ออกห่าง ในสมองพาลให้หงุดหงิดพอลที่เป็นต้นเหตุให้เขาต้องรู้สึกแย่แบบนี้ ทุกอย่างมันก็เป็นเพราะพอลไม่ยอมยกเลิกพันธะวิญญาณ

                “โอ๊ย!

                ยังไม่ทันที่จะได้เดินหนี เขาก็โดนพอลกระชากจนล้มไปกับโซฟา ร่างกายหนักราวกับหินผาถาโถมทับลงมาจนวิรุจน์ไม่อาจจะต้านทานได้ เขายกมือดันร่างของพอลให้ออกห่างอย่างยากเย็น นั่นเป็นเพราะร่างกายเขายังไม่แข็งแรง

                “อะ ออกไป”

                ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจของเขาตอนนี้อ่อนแรงลงมาก จนไม่อยากจะเจอหน้าใครทั้งนั้น เขายังไม่พร้อมที่จะตอบโต้กับพอลในตอนนี้ แต่แขนทั้งสองข้างของเขาก็โดนเจ้าตัวจับกุมเอาไว้

                “ปล่อย!

                “ฉันไม่ชอบสัตว์ที่เลี้ยงไม่เชื่อง”

                “ฉันไม่เคยยอมรับว่าตัวเองเป็นสัตว์เลี้ยงของนาย”

                การจ้องมองกลับเต็มไปด้วยความพยศ ยิ่งทำให้พอลหงุดหงิดมากขึ้น

                “ทำกับมันไปเท่าไหร่แล้วล่ะ ตอนที่ไม่ได้อยู่กับฉัน”

                “ห๊ะ! นายพูดเรื่องอะไร”

                ทั้งๆที่ใบหน้าหล่อนิ่งเฉย แต่ดวงกลับดุดันจนน่ากลัว วิรุจน์ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าพอลกำลังพูดถึงใคร

                “นายมันบ้า อื้อ”

                สิ้นประโยค ริมฝีปากสวยก็ถูกคนที่เหนือกว่ากดจูบลงมาอย่างรวดเร็ว เขาเบิกตากว้างเพราะคิดไม่ถึงกับการจู่โจมของพอล และดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้จบเพียงแค่นั้น

                “อื้อ พะ พอล ไม่ หยุดนะ”

                ร่างกายของเขาตอนนี้ไม่พร้อมที่จะรับความรุนแรงจากชายหนุ่ม แทบทุกครั้ง สิ่งที่ได้รับมาจากพอลคือความรุนแรง วันนี้เขาเหนื่อยล้าจนไม่อยากจะยุ่งกับอีกฝ่ายเลยสักนิด

                “ยังไง ร่างกายของนายก็ต้องการฉัน”

                น้ำเสียงนั้นเย็นชา ฝ่ามือร้อนสอดเข้ามาใต้เสื้อนอนของวิรุจน์ ก่อนจะเคลื่อนขึ้นไปบดขยี้ยอดอกที่ประดับอยู่

                “มะ ไม่ อื้อ”

                ความเร่าร้อนราวกับไฟถาโถมเข้าจนวิรุจน์ตาเบลอไปหมด น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ร่างกายร้อนรุ่มจนไม่อาจจะพูดอะไรออกมาได้ ริมฝีปากของพอลพรมจูบไปตามผิวกายที่เริ่มร้อนผ่าวของเขาราวกับตีตราความเป็นเจ้าของ

                เปลือกตาบางปิดลงช้าๆ ร่างกายเหมือนไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นตรงไหนที่ถูกสัมผัส มันก็ร้อนขึ้นมาโดยที่เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด ร่างกายของเขาเหมือนว่ากำลังต้องการที่จะสัมผัสพอลให้มากกว่านี้

                “อึกไม่สนุกเลยนะคุณชาย แฮกๆๆ”

                ดวงตาคู่สวยปรือปรอย มือทั้งสองของเขาถูกปล่อยให้เป็นอิสระแล้ว วิรุจน์ออกแรงผลักพอลออกอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าตอนนี้เขากำลังสับสนกับตัวเอง ถ้าเขาตอบสนองพอล ทุกอย่างมันก็จะเหมือนเดิม เขาจะต้องวนเวียนเจ็บปวดทรมานอยู่แบบนี้ แล้วบ้าคลั่งเพื่อไปมีเซ็กกับพอลไม่ต่างกับการติดสัด

                “ฉันต้องการยกเลิกพันธะวิญญาณ ฉันไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับนายอีก!

                ชายหนุ่มถอยกรูดไปจนติดผนังห้อง พยายามเตือนตัวเองว่าที่ต้องทรมานเหมือนจะตายเสียให้ได้ทุกครั้ง มันเป็นเพราะว่าพอลไม่ยอมยกเลิกการทำพันธะวิญญาณสักที

                “ไร้สาระ”

                กล่าวอย่างรำคาญ พร้อมกับร่างกายที่ก้าวเดินไปหาวิรุจน์ซึ่งอยู่ในสภาพกึ่งเปลือย ถึงแม้ว่าพวกเขาสองคนจะเคยมีเซ็กกันมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ถ้าไม่ยอมหยุดสักที เขาก็ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์นี้มันจะจบลงเมื่อไหร่ ยิ่งยืดเยื้อมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทรมานตัวเองมากเท่านั้น

                “นายต้องยกเลิกมัน”

                “หึ ฝันไปเถอะ”

                เพียงแค่ชั่วพริบตา ร่างของวิรุจน์ก็ถูกผลักให้หันหน้าเข้ากับผนังห้อง แล้วทาบทับมาด้วยร่างสูงใหญ่ พอลก้มลงมางับกัดที่หัวไหล่เนียน ชายหนุ่มตัวเกร็ง เริ่มใจคอไม่ดี เพราะร่างกายเขาเพิ่งฟื้นตัวมาได้ไม่นาน ไม่พร้อมจะมามีเซ็กอะไรกับพอลทั้งนั้น ทางที่ดีที่สุดคือต้องหยุดเรื่องบ้าๆพวกนี้ เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพอลในเชิงเรื่องบนเตียงอีกแล้ว

                “โอ๊ย เจ็บ เจ้าบ้า หยุดเดี๋ยวนี้นะ”

                “ทำไมต้องเป็นแค่มันหรือไง ถึงจะทำแบบนี้กับนายได้”

                ฝ่ามือร้อนที่กำบีบเข้าที่ความเป็นชายที่เริ่มขยายขนาดยิ่งทำให้สติที่วิรุจน์พยายามประคองเริ่มเลือนหายไปอย่าช้าๆ

                “ใครนายพูดถึงใคร”

                ความร้อนผ่าวเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ปลายนิ้วยาวเริ่มแทรกเข้ามาในโพรงปากของวิรุจน์ก่อนจะขยับเคลื่อนไหวไปมา

                “อะ อื้อ”

                แม้จะพยายามขัดขืน แต่ยังไงเขาก็สู้แรงของพอลไม่ได้

                “จะตีหน้าซื่อไปถึงไหน ถ้าฉันไม่เห็นกับตา ก็คงไม่รู้”

                “อื้อ นายกำลังบอกว่าฉันไปมีเซ็กกับคนอื่นงั้นเหรอ”

                วิรุจน์หันมาถามด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ ดวงตาคลอไปด้วยหยาดน้ำเพราะแรงอารมณ์ ความเป็นชายแข็งขืนจนสู้มือพอล

                “หึพากันมาถึงโรงแรม”

                “เลว! นี่นายกำลังคิดว่าฉันกับคินมีอะไรกันงั้นเหรอ!

                พอรู้ความคิดของพอล วิรุจน์ก็เบิกตากว้างด้วยความโกรธเคืองทันที ต่อว่าเขาพอได้ แต่นี่กำลังใส่ร้ายเพื่อนของเขาว่าทำเรื่องทุเรศด้วยกัน มันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อเขากับนาคินทร์เป็นเพื่อนกัน

                “นั่นมันนายต่างหาก”

                น้ำเสียงนั้นเย็นชาจนน่ากลัว ใบหน้าเสือโคร่งขาวซ้อนทับกับใบหน้าหล่อเหลา วิรุจน์ตัวแข็งทื่อ ราวกับว่าปลายนิ้วของพอลกลายเป็นกงเล็บเสือที่กำลังตะปบเรือนร่างของเขาในยามนี้

                “อ๊า!!!

                เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากผิวกาย เพราะเล็บแหลมคมครูดผ่านผิวเนื้อสวย วิรุจน์อยากจะกลายร่างไปเป็นเสือแล้วสู้คืน แต่ร่างกายเขาอ่อนแอเกินกว่าจะต่อต้านร่างกายที่เริ่มโอนอ่อนไปตามแรงอารมณ์ที่ทั้งดุดันและเร่าร้อนนี้ ทุกส่วนที่ถูกริมฝีปากพอลสัมผัสราวกับมีไฟมานาบลงบนตัว ความชื้นแฉะที่เกิดจากปลายลิ้นร้อน ยิ่งทำให้วิรุจน์ควบคุมสติตัวเองไม่อยู่

                แท่งเนื้อร้อนขยายขนาดจนแข็งสู้มือพอล ก่อนที่วิรุจน์จะกรีดร้องอย่างเจ็บปวดเมื่อเสียงกระซิบดังขึ้นพร้อมกับความดุดันที่ฝังลงบนความเป็นชายของเขาจนเลือดซึม

                “จำเอาไว้ ว่านายเป็นสัตว์เลี้ยงของฉัน  ไม่ใช่ของใครทั้งนั้น”

                “อ๊า!!!

                ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนวิรุจน์เรียบเรียงเหตุการณ์ไม่ทัน เขาไม่ได้มีเซ็กกับพอลมาพักใหญ่แล้ว การแทรกกายที่ใหญ่โตเข้ามาในช่องทางด้านหลังอย่างรวดเร็วไม่ต่างกับการทารุณร่างกายของเขา วิรุจน์ตัวกระตุก สองมือยันกำแพงเอาไว้ ขาทั้งสองข้างสั่นระริกราวกับลูกกวางเพิ่งหัดเดิน

                “มะ ไม่ เอาออกไป”

                วันนี้เขาไม่พร้อมจะสู้อะไรทั้งนั้น เขาไม่ต้องการให้ตัวตนของพอลเข้ามาอยู่ในร่างกายของเขา พอลค้างนิ่งไว้ไม่ขยับ

                “ทำไมลืมไปแล้วหรือไง ว่าตรงนี้ของนายมันเคยดูดกินฉันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง”

                ถ้อยคำหยาบโลนสร้างความรู้สึกสับสนใจจิตใจ เขาไม่รู้ว่าพอลกำลังเป็นอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้ดูป่าเถื่อนมากขนาดนี้

                “หยุด หยุดเดี๋ยวนี้ พอลฉันบอกให้หยุด”

                “หรือว่าแค่ฉันคนเดียวมันไม่พอ ต้องการไอ้งูตัวนั้นด้วยใช่ไหม”

                ยิ่งฟัง วิรุจน์ก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมพอลถึงได้คิดว่าเขากับนาคินทร์เกินเลยกว่าคำว่าเพื่อน แต่นั่นมันยิ่งทำให้วิรุจน์หงุดหงิดเป็นเท่าตัว

                “มันจะมากเกินไปแล้วนะ ทำไมนายต้องว่ากระทบเพื่อนฉันด้วย นายหยุดว่าเพื่อนฉันเดี๋ยวนี้นะ!

                เขาหันมาตวาดใส่พอล คิ้วทั้งสองกระตุกเกร็งขึ้นมาทันที จับกายสูงโปร่งพลิกเข้ามาหา ก่อนจะจับขาข้างซ้ายยกขึ้น แล้วรั้งสะโพกสวยให้เข้ามาใกล้จนวิรุจน์ไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะแทรกกายเข้าไปในเรือนร่างนั้นอย่างดุดัน

                “อื้อออ!!!

                มีเพียงเสียงครางลั่นที่ดังขึ้นเพราะความเจ็บเสียดเกิดขึ้นในร่างกาย มือขาวเกาะไหล่กว้างเอาไว้เป็นที่ยืดเพราะไม่อาจจะฝืนการทรงตัวเอาไว้ได้ วิรุจน์กดเล็บจิกเข้าที่ไหล่แกร่ง ร่างกายสั่นเทา เขาถูกพอลอุ้มขึ้น แขนทั้งสองจึงต้องโอบกอดแกร่งเอาไว้เป็นที่ยืด แผ่นหลังเนียนเบียดเข้ากับผนังห้อง

                “อะ อื้อ หยุดนะ หยุด”

                “หึหยุดงั้นเหรอ”

                มีเพียงเสียงหัวเราะราวกับยมทูตในลำคอเท่านั้นที่ดังขึ้น วิรุจน์ไม่มีแรงจะต้านพอล เมื่อสะโพกสอบเริ่มขยับ เขาก็ได้แต่พยายามจะขยับตัวหนี เพราะทั้งความรุนแรงและความใหญ่โตนั้นรุกรานอย่างน่ากลัว แต่ทว่ากำแพงด้านหลังก็เป็นเหมือนสิ่งที่กั้นไม่ให้เขาไปไหนได้เลย

                “อะ อื้อ ฉันเกลียดนาย เกลียดที่สุดเลย”

                “หึ ใช่สิ ใครจะไปดีเหมือนไอ้สัตว์เลื้อยคลานของนายล่ะ!

                “อย่ามาเรียกคินแบบนั้นนะ อ๊า!!

                วิรุจน์ครางลั่น เมื่อพอลจับร่างเขายกขึ้นแล้วกดกระแทกลงมาอย่างแรง ดวงตาคู่สวยเบิกค้างเพราะความจุกและเจ็บ รวมทั้งเสียวซ่านจนแยกไม่ออก

                “เกลียดฉัน แต่ตรงนี้ของนายมันไม่ได้บอกแบบนั้น”

                น้ำเสียงของพอลเหยียดหยามราวกับสมเพช ฝ่ามือหนาบีบเค้นความเป็นชายของวิรุจน์จนเจ้าตัวใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด ดวงตาที่มองพอลนั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

                “มันก็แค่ร่างกาย แต่ใจฉันเกลียดนายสุดๆเลยล่ะ คุณชายลีลาเซ็กนายมันห่วยแตกกว่าคินเป็นไหนๆ”

                ว่าพลางเหยียดยิ้มกลับ เพราะเขาไม่คิดจะยอมแพ้ให้พอลกดขี่อยู่ฝ่ายเดียว เขาเองก็อยากให้พอลรู้สึกขายหน้าไม่ต่างกัน แต่ทว่าผลลัพธ์นั้นรุนแรงกว่าที่วิรุจน์คิดเอาไว้มาก รอยยิ้มที่ไม่ต่างกับปีศาจของพอลเผยให้เห็น

                “ดีกว่าฉันงั้นเหรอก็ดีฉันจะได้ทำ จนนายคิดถึงใครไม่ได้อีก!

                “ห๊ะ อ๊ะ อ๊า”

                ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาราวกับว่าไม่คิดจะปล่อยให้วิรุจน์ได้มีเวลาหลบหนีหรือครุ่นคิด เขาพยายามดันร่างสูงใหญ่ให้ออกห่าง แต่พอลราวกับสัตว์ป่าที่ไม่คิดจะควบคุมอะไรอีกทั้งนั้น เสียงคำรามในลำคอนั้นไม่ต่างกับเสือร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ ร่างกายของเขาถูกกระแทกกระทั้นราวกับมีคลื่นยักษ์ซัดสาดเข้ามาอย่างรุนแรงเพื่อพังทลายทุกอย่าง

                “อะ อ๊า ไม่เอา พอ หยุดเถอะ”

                ร่างกายของเขาชาไปแทบทุกส่วน เสียงเนื้อกระทบกันดังก้องไปทั้งห้อง ใบหน้าหล่อส่ายสะบัดไปมาจนผมกระจาย เขายกมือทั้งรั้งผมนิ่มสีเงิน จนแผ่สลายเต็มแผ่นหลังกว้าง แต่พายุลูกใหญ่ที่ซัดเข้ามาไม่ได้หมดเพียงเท่านั้น เมื่อพอลเริ่มขยับเท้าก้าวเดิน ร่างกายของวิรุจน์เปล่าเปลือยจนเห็นทุกส่วน ในขณะที่เสื้อผ้าของพอลยังอยู่ครบ

                “อะ อื้อ หยุด ไม่ไหว ฉันไม่ไหว พอ พอสักที”

                แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายกำลังได้รับการเติมเต็มและเยียวยาอาการที่เจ็บปวด แต่เขาก็ไม่ได้อยากให้มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก เขาต้องต่อต้านกับความต้องการของร่างกาย ไม่ให้มันมากไปกว่านี้

                “อะ อ๊า แฮกๆ”

                มีเพียงเสียงหอบหายใจระหว่างคนทั้งสองที่ภายในห้อง สะโพกสวยถูกฝ่ามือหนาจับประคองไม่ให้เคลื่อนหนี วิรุจน์ฟุบหน้าลงกับไหล่แกร่ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเสียวซ่านแทบจะขาดใจ

                “อึก อ๊ะ อื้อ หยุดสักที ฉันไม่ไหวแล้ว พอล แฮกๆๆ”

                วิรุจน์ไม่รู้ว่าตัวเองคิดไปเองหรือเปล่าที่การมีเซ็กกับพอลในครั้งนี้มันช่างยาวนานเหลือเกิน ร่างกายเขาเหมือนถูกดึงรั้งให้ขึ้นที่สูง แล้วตกลงมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

                “อะ อึก อื้อ”

                ทั้งสองประกบจูบแลกลิ้นกันราวกับจะรวมเป็นร่างเดียว ปลายลิ้นเกี่ยวรัดตวัดกันอย่างดุเดือด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วในโพรงปากจนวิรุจน์รู้สึกมึนหัว แต่ช่วงล่างของทั้งคู่ก็ยังสอดประสานกันอย่างรุนแรงจนน่ากลัว

                “อะ อื้อ”

                สายธารขาวขุ่นพวยพุ่งจากแก่นกายของวิรุจน์เป็นครั้งที่สอง หลังจากเขาเสร็จไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่พอลยังไม่มีทีท่าว่าจะถอนกายออกแล้วมาปล่อยข้างนอกเสียที มีแต่เพิ่มจังหวะช่วงล่างให้รุนแรงมากขึ้นจนวิรุจน์ได้แต่ครางเสียงกระเส่าอย่างคนจะขาดใจ

                “อะ อ๊ะ อ๊า!!!

                การไปถึงฝั่งฝันในครั้งที่สามทำให้วิรุจน์ดวงตาเหม่อลอย พร้อมกับร่างกายที่กระตุกเกร็ง สมองเหมือนหยุดทำงาน ความอุ่นร้อนของสายธารเข้ามาภายในร่างกายจนรับรู้ได้ถึงความเหนอะหนะที่ไหลลงต้นขาอย่างช้าๆ เมื่อปลายเท้าทั้งสองได้แตะพื้น ได้ยินเพียงเสียงหอบเบาๆของพอล พอเงยหน้าขึ้นมองเข้าไปในดวงตาคมกริบก็เหมือนว่าพายุร้ายได้สงบลง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะเลือนหายไป

 

100%

 

ติดตามการอัพได้ที่เพจค่ะ

ใครรอรวมเล่ม เสือ ภาค 2 (พอลรุจน์ ) อากิจะเปิดพรี ประมาณต้นปีหน้า 

รับข่าวสารได้จากที่เพจค่ะ https://web.facebook.com/akikoneko17fiction/

                 

               

               

 

                                              

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}