เมาหนักหลับคาบ้าน / เตี๋ยหลาน
email-icon

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

2 ยามหลับฝัน (รีไรท์แล้ว)

ชื่อตอน : 2 ยามหลับฝัน (รีไรท์แล้ว)

คำค้น : Yaoi BL วาย จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.5k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2563 10:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
2 ยามหลับฝัน (รีไรท์แล้ว)
แบบอักษร

ตอนที่ 2 ยามหลับฝัน 

 

“อ๊า!”

เฉินอวี่หลีสะดุ้งพรวดขึ้นมาจากเตียงหลังใหญ่ ดวงหน้าบุรุษที่งดงามยิ่งกว่าสตรีโฉมสะคราญล่มเมืองนั้นซีดขาวราวกับเนื้อไก่ต้ม และเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ผุดพรายตามหน้าผากกับไรผมจนไหลลงเป็นสายธารใส

“เมื่อครู่นี้...เป็นความฝัน?” ดวงเนตรคู่งามสีดำดั่งเม็ดลำไยกวาดมองห้องนอนของตัวเองในพระตำหนักสงบฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเป็นเฉกเช่นเดิมเหมือนคืนวันที่ผ่านมา

ทั้งเงียบเหงาและวังเวงไม่ต่างจากตำหนักเย็น...

เดิมทีองค์ชายเฉินอวี่หลีเคยถูกหมายตาให้เป็นหนึ่งในสามตัวเก็งตำแหน่งรัชทายาท แต่ยังไม่ทันได้เข้าสู่สนามรบแก่งแย่งอำนาจกับพี่น้องคนอื่นก็ต้องมีเหตุให้พานพบกับภัยพิบัติชีวิตเสียก่อน

ปีนั้นเฉินอวี่หลีอายุกำลังย่างเข้าสิบชันษา พระมารดาผู้เป็นพระสนมเอกที่รักยิ่งของฮ่องเต้ถูกคนลอบวางยาพิษลงในเครื่องเสวย แม้ว่าจะสามารถจับตัวคนร้ายได้ทั้งหมดแต่สถานการณ์กลับสายเกินไป...

ก่อนที่พระมารดาขององค์ชายเฉินอวี่หลีจะหมดสิ้นลมหายใจ พระนางได้กำชับกับเขาเอาไว้ว่า

‘ในวังหลวงนั้นเป็นยิ่งกว่านรกที่อยู่ท่ามกลางดงสัตว์เดรัจฉาน อวี่หลี...หากเจ้าสามารถหนีออกไปได้ก็จงจากไปอย่างไร้ซึ่งความอาวรณ์ และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ตามใจปรารถนา…’ 

น่าเสียดาย...วังหลวงอันมากล้นไปด้วยอำนาจกลับเป็นสถานที่ที่เข้ามาแล้วมิอาจออกไปได้โดยง่าย

หลังจากพระมารดาสิ้นพระชนม์จากไป ลูกนกเดียวดายเช่นองค์ชายเฉินอวี่หลีก็ไร้ที่พึ่งพิง วันคืนจึงผ่านไปท่ามกลางความบอบช้ำเพราะถูกพี่น้องคอยแต่จะกลั่นแกล้งรังแกอยู่เสมอ อีกทั้งพระราชบิดาที่เคยเอ่ยวาจาสาบานรักแค่สนมเอกผู้จากไปแต่เพียงผู้เดียวก็เปลี่ยนแปรสายใยรัก ดุจดั่งคำมั่นและความหลังอันแสนหวานชื่นเป็นเพียงแค่ม่านหมอกที่เลือนรางจางหายไปกับอากาศ

นั่นซินะ...

ฮ่องเต้ผู้มีสาวงามเคียงข้างกายมากมายนับพันไยจะรั้งความจริงใจไว้ให้สตรีเพียงแค่นางเดียวได้

องค์ชายเช่นเขาจะถูกลดความสำคัญลงอย่างรวดเร็วราวกับลมหายใจที่ปล่อยรดออกจากปอดหอบหนึ่ง ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกหนักหนาอันใด

เพื่อชีวิตที่จะต้องอยู่รอดปลอดภัยให้ได้ในวังหลวงอันเป็นเฉกเช่นดงสัตว์เดรัจฉาน องค์ชายสิบสองเฉินอวี่หลีในยามสิบชันษาจึงกลายเป็นคนบ้าสติวิปลาสที่บางวันนั่งเหม่อลอยราววิญญาณหลุดหาย บางวันนั่งร่ำไห้ไม่หยุดจนกว่าตะวันจะผันแปรเป็นราตรี หรือบางทีก็อาละวาดขว้างปาข้าวของและทำร้ายผู้คนไปทั่ววังหลวง

สุดท้ายเรื่องราวบานปลายใหญ่โต องค์ชายวิปลาสอย่างเฉินอวี่หลีก็ถูกพระราชบิดาผลักไสให้ไปไกลจากสายพระเนตร โดยทรงพระราชทาน ‘ตำหนักสงบฟ้า’ ที่ตั้งอยู่คั่นกลางระหว่างตำหนักเย็นอันเป็นที่คุมขังสตรีฝ่ายในที่กระทำความผิด และประตูผีซึ่งอยู่ห่างไกลที่สุดของตำหนักหลังในพระราชวังหลวง

จากองค์ชายคนสำคัญที่อยู่ในสายพระเนตร กลับกลายเป็นองค์ชายปลายแถวที่ถูกผู้คนในวังหลวงพร้อมใจกันหลงลืมไปจากความทรงจำ

ด้วยความที่ตำหนักสงบฟ้าตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเขตตำหนักเย็นและประตูผีที่ใช้นำศพคนตายออกจากวังหลวง สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความอัปมงคลเช่นนี้จึงไม่มีใครคิดจะเดินเข้ามาเฉียดใกล้ บ่าวไพร่ที่ถูกส่งเข้ามารับใช้ในตำหนักสงบฟ้าจึงอยู่ได้ไม่นานก็หาทางย้ายไปยังตำหนักอื่นที่ดีกว่า

ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา พระตำหนักสงบฟ้าขององค์ชายเฉินอวี่หลีจึงมีบ่าวไพร่อยู่รับใช้เพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งสามในห้าคนเป็นขันทีเฒ่าและนางกำนัลวัยชราที่จวนเจียนจะเข้าโลงลงหลุม

ส่วนที่เหลืออีกสองคนก็คือขันทีใบ้กับ ‘นาง’

“องค์ชายเพคะ!”

เสียงดังสะท้านสะเทือนฟ้าดินมาพร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักอย่างแรงจนแทบพังทลาย เรือนร่างอวบอ้วนของนางกำนัลวัยสาวคนเดียวในตำหนักสงบฟ้าย่ำฝ่าเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับพายุ มือข้างหนึ่งของนางถืออ่างทองเหลืองใส่น้ำสะอาดเอาไว้จนเกือบเต็ม ส่วนอีกมือหนึ่งยกขึ้นแตะค้างไว้ที่เอวอวบนุ่มนิ่ม ซึ่งเนื้อหนังถูกมวลไขมันหนาแน่นเบียดเสียดเสื้อผ้าออกมาจนเกิดเป็นชั้นๆ

“เสี่ยวเมี้ยว...ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าประตูห้องของข้ามันเปราะบาง หากเจ้ายังเปิดมันเข้ามาโดยไม่เบามือประตูห้องของข้ามันจะ...”

“โครม!”

เฉินอวี่หลีบ่นได้ไม่ทันครบประโยค บานประตูสภาพเก่าทรุดโทรมที่ผ่านการซ่อมแซมมาแล้วนับร้อยครั้งก็ล้มตึงไปด้านข้าง เสียงตกกระทบดังกัมปนาทกึกก้องท่ามกลางความเงียบวังเวงของพระตำหนักสงบฟ้า

“ช่างเถอะ เดี๋ยวเจ้าไปบอกกองช่างหลวงว่าข้าอาละวาดทำลายข้าวของก็แล้วกัน ให้พวกกองช่างหลวงหาเวลาว่างมาซ่อมแซมประตู”

องค์ชายสิบสองเฉินอวี่หลีเหลือบตามองฟ้าสวรรค์อย่างน้อยใจ เหตุไฉนจึงทำให้เขาต้องพานพบกับเรื่องโชคร้ายตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้ ในขณะที่นางกำนัลนามว่าเสี่ยวเมี้ยวกำลังใช้มือแค่ข้างเดียวที่ว่างเปล่ายกบานประตูขึ้นมา และปิดมันกลับลงสู่ที่เดิมราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น และเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยอีกรอบ นางก็ใช้อ่างล้างหน้าของผู้เป็นนายวางลงกับพื้นเพื่อดันบานประตูเอาไว้ ซึ่งในสายตาของเฉินอวี่หลีแล้ว...มันช่างดูหมิ่นเหม่ไร้ความมั่นคงจริงๆ

ทว่า...

เจ้าของตำหนักอย่างเขาทำได้เพียงแค่ภาวนาในใจ วาดหวังว่ามันจะไม่ล้มลงมาอีกเป็นครั้งที่สอง

“หม่อมฉันขออภัยเพคะองค์ชาย เมื่อครู่หม่อมฉันก็ยั้งแรงไว้หลายส่วนแล้วนะเพคะ แต่เพราะประตูบานนั้นมันทรุดโทรมมาหลายปี สมควรเปลี่ยนใหม่มาตั้งนานแล้วเพคะ” เสี่ยวเมี้ยวไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ นางเริ่มงานรวบเก็บม่านหน้าต่าง เปิดช่องทางให้แสงสว่างลอดผ่านเข้ามาในห้องสลัว อากาศบริสุทธิ์ถ่ายเทเข้ามาหอบหนึ่ง นำพากลิ่นกำยานเข้มข้นที่เหลือตกค้างเจือจางหายไปจนหมดสิ้น

เฉินอวี่หลีตวัดผ้าห่มผืนบางออกเพื่อเตรียมเคลื่อนกายลงจากเตียง แต่กลับต้องชะงักค้างเมื่อสายตาพลันสะดุดเข้ากับร่องรอยเปียกชื้นบนผ้าปูเตียงสีขาวอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งร่องรอยนั้นแผ่ขยายอาณาเขตออกเป็นวงกว้างราวกับต้องการป่าวประกาศการเป็นประจักษ์พยานและหลักฐานสำคัญในค่ำคืนที่ผ่านมา

“อา...”

มือเรียวขาวผ่องตวัดผ้าห่มกลับมาปกปิดหลักฐานอันแสนน่าอับอายนั้นอีกครั้ง ดวงพักตร์หวานปานประหนึ่งสตรีแสร้งชักสีหน้านิ่งเรียบเฉยชา ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถามว่ารอยวงน้ำเบื้องหน้านี้มีที่มาจากไหน ถ้าไม่ใช่มาจากกางเกงของตนเอง

‘บัดซบ ฝันบ้าบอเมื่อคืนถึงกับทำให้ข้า...สำเร็จความใคร่เลยรึ!’ 

มันช่างเป็นความฝันที่สมจริงเกินไปหน่อยแล้วกระมัง...

“เอ๋ องค์ชาย? ทำไมยังไม่ลุกออกจากพระแท่นบรรทมอีกล่ะเพคะ” เสี่ยวเมี้ยวหันร่างอวบอ้วนมาอยู่เบื้องหน้าผู้เป็นเจ้านายแห่งตำหนักสงบฟ้า มืออวบอูมทั้งสองข้างยกขึ้นกอดอกอวบอิ่ม ดวงหน้าที่กลมเกลี้ยงไม่ต่างไปจากซาลาเปายัดไส้จนล้นฉายแววไม่พอใจอย่างยิ่ง นางเริ่มบ่นยืดยาวโดยไม่ทันได้สังเกตสีหน้าคนบนเตียงเลยแม้แต่น้อย ว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าแดงเรื่อจัดจ้านปานสีชาดเช่นใด

เรื่องแบบนี้...

เรื่องแบบนี้น่ะหรือ...

เรื่องน่าอดสูและน่าอับอายขายหน้าจะให้สตรีปากมากเช่นนางรู้ได้อย่างไรกัน!

“เจ้าออกไปเถอะ ข้าจะนอนต่อ” เฉินอวี่หลีตั้งท่าเอนร่างลงนอนอีกครั้งโดยไม่ลืมดึงผ้าห่มเก่าสีขุ่นๆ ผืนบางขึ้นคลุมกายอย่างมิดชิด

“องค์ชาย! ยามนี้มันสายมากแล้วนะเพคะ ถ้ายังทรงชักช้าพิรี้พิไรเช่นนี้จะเสด็จไปไม่ทันนะเพคะ” เสี่ยวเมี้ยวทูลเอ็ด มือก็จับผ้าห่มมุ่งหมายจะดึงออกไปเสียให้พ้น แต่องค์ชายเฉินอวี่หลีกลับดึงดันอย่างไม่ยอมแพ้ เขาทุ่มเทแรงกายทั้งหมดในร่างเหนี่ยวรั้งผ้าห่มผืนบางเอาไว้แน่น

ต่อให้ตายเขาก็ไม่ยอมปล่อยมือเด็ดขาด!

“องค์ชายสติวิปลาสเช่นข้า ถึงไม่ไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อที่ท้องพระโรงก็ไม่มีใครว่าอะไรอยู่แล้ว”

“แต่วันนี้เป็นวันสักการะเทพเจ้าประจำแคว้นนะเพคะ เหล่าเชื้อพระวงศ์ตลอดจนขุนนางในราชสำนักจำต้องเข้าร่วมทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น" เสี่ยวเมี้ยวเริ่มร่ายเทศนายาว

"ถ้าหากองค์ชายไม่เสด็จไปเข้าร่วมงานพระราชพิธีในครั้งนี้ หม่อมฉันกับบ่าวไพร่ในตำหนักสงบฟ้าจะต้องถูกลงโทษทั้งหมด ทรงไม่คิดบ้างหรือเพคะว่าท่านย่าจู ปู่เสิ่น และปู่หนู จะทนแรงโบยก้นได้นานสักกี่ไม้กัน ยังมีอาใบ้อีกคน...อาใบ้โดนตอนเป็นขันทีก็น่าสงสารพออยู่แล้ว ยังถูกนายเก่าตัดลิ้นจนพิการกลายเป็นคนใบ้ไปชั่วชีวิต องค์ชายทนเห็นอาใบ้ที่ทรงช่วยชีวิตด้วยองค์เองถูกคนโบยได้ลงคอหรือเพคะ ทำไมองค์ชายของเสี่ยวเมี้ยวทรงเป็นคนใจร้ายใจดำเช่นนี้!”

“ข้าจะเป็นคนรับโทษแทนพวกเจ้าเอง” เฉินอวี่หลียังคงดื้อดึงไม่ยอมแพ้ ขอแค่นางกำนัลประจำตัวหายหัวออกไปจากห้องนี้ซะ เขาก็จะสามารถลงมือกำจัดหลักฐานอันน่าขัดเขินพวกนี้เสียที

“องค์ชาย!” เสี่ยวเมี้ยวขึ้นเสียงดุดันจนผู้เป็นนายแห่งตำหนักสงบฟ้าถึงกับสะดุ้งโหยง

“อะ อะไร?” เฉินอวี่หลีหลบสายตาดุดันของเสี่ยงเมี้ยว พลางลอบปาดเหงื่อในใจอย่างหวาดหวั่น

เสี่ยวเมี้ยวเป็นนางกำนัลที่รูปร่างอวบอ้วนแต่กลับเคลื่อนไหวปราดเปรียว มีเรี่ยวแรงมากมายไม่ต่างจากวัวคึกวิ่งคะนองไปตามท้องนาอย่างไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย

ดังนั้นเพียงแค่นางใช้แรงเล็กน้อยด้วยมือข้างเดียว ก็สามารถกระชากผ้าห่มผืนน้อยออกจากมือผอมบางขององค์ชายเฉินอวี่หลีได้อย่างง่ายดาย ราวกับเป็นการหยิบเศษเส้นด้ายออกจากแผ่นกระดาษเท่านั้น

“อ่า...” องค์ชายเฉินอวี่หลีใบหน้าแดงก่ำจัดจ้าน ยามนี้ผ้าห่มผืนบางได้ถูกเสี่ยวเมี้ยวกระชากออกจนเปิดเผยความจริงทุกอย่างแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องหาคำแก้ตัวใดมาอธิบาย จึงได้แต่ก้มหน้ารอรับถ้อยคำสั่งสอน

“องค์ชายเฉินอวี่หลี...ทรงอายุสิบแปดชันษาแล้วนะเพคะ ถึงแม้จะทรงแสร้งทำตัวเป็นคนบ้าสติวิปลาสก็ไม่เห็นต้องทรงทำตัวเป็นเด็กน้อยปัสสาวะรดพระแท่นบรรทมเลยนี่เพคะ”

“เจ้าเสียงดังเกินไปแล้วเสี่ยวเมี้ยว! รอยน้ำบนเตียงของข้านั้นไม่ใช่น้ำปัสสาวะ แต่เป็นน้ำ...เอ่อ น้ำ...จะน้ำอะไรก็ช่าง เรื่องนี้เจ้าไปถามเอาความกับอาใบ้ก็แล้วกัน”

ร่างผอมเพรียวบางวิ่งถลาลงจากเตียงบรรทมอย่างรีบร้อน ใบหน้างามปานอิสตรีแดงซ่านด้วยความอับอายระคนขัดเขิน เขาพุ่งตรงเข้าไปหลบหลังฉากไม้ที่กางกันเป็นห้องน้อยสำหรับแบ่งสัดส่วนเป็นที่วางถังอาบน้ำ และพื้นที่สำหรับผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์

“องค์ชายก็ทรงทราบว่าอาใบ้พูดไม่ได้ หม่อมฉันถามไปจะได้คำตอบหรือเพคะ หึหึหึ องค์ชาย...ทรงยอมรับมาเถอะเพคะว่าทรงปัสสาวะรดพระแท่นบรรทมน่ะ” เสียงของเสี่ยวเมี้ยวค่อนข้างดัง องค์ชายเฉินอวี่หลีเองก็เหนื่อยที่จะห้ามปรามนางกำนัลผู้แสนน่ารำคาญคนนี้เสียแล้ว จึงได้แต่ปล่อยให้ความเข้าใจผิดทั้งหมดดำเนินต่อไป จากนั้นก็เริ่มผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ตัวใหม่ เป็นชุดผ้าไหมสีม่วงอ่อนเต็มยศให้เหมาะสมกับฐานะองค์ชายสิบสองแห่งแคว้นผู่โจว

“ก็เพราะกำยานที่เจ้าจุดเมื่อคืนที่ผ่านมา ข้าถึงได้นอนหลับฝันร้ายอย่างไรเล่า ต่อไปเจ้าไม่ต้องจุดกำยานให้ข้าอีกนะเสี่ยวเมี้ยว” เฉินอวี่หลีย่างเท้าออกมาจากหลังฉากไม้กั้น ชุดอาภรณ์ไหมสีม่วงขับเน้นให้ดวงพักตร์งามพิลาสล้ำดูอ่อนหวานปานโฉมสะคราญล่มเมืองอันดับหนึ่งแห่งยุคสมัย ที่แม้นเพียงแค่ชายตามองก็พาบุรุษหวั่นใจอาลัยความงามถึงสามวันสามคืน

ระหว่างที่ร่างเพรียวบางก้าวฝ่าเท้าย่องเข้ามาหน้าพระแท่นบรรทม ภาพความฝันอันน่ารัญจวนใจระหว่างเขากับบุรุษเพศด้วยกันทำเอาเฉินอวี่หลีรู้สึกขนแขนลุกชันด้วยความเสียววาบหวาม

ถึงแม้ว่าในยุคสมัยนี้จะมีชายบำเรอที่สนองรสรักให้กับบุรุษด้วยกันอยู่มากมาย จนเปิดเป็นสำนักชายบำเรอแข่งขันกับหอนางคณิกาอย่างแพร่หลาย แต่สำหรับองค์ชายวิปลาสเช่นเฉินอวี่หลีกลับไม่เคยคิดจะสนใจมันเลยแม้แต่น้อย

ในหัวของเขามีเพียงแค่ความคิดที่ว่า วันนี้จะใช้วิธีใดเอาตัวรอดในดงสัตว์เดรัจฉานแห่งวังหลวง หรือไม่ก็วันนี้จะแสดงบทคนบ้าสติวิปลาสรูปแบบใดดีระหว่างคร่ำครวญน้ำตาแตกเป็นน้ำป่าไหลทะลัก หรือหัวเราะจนเสียงแหบแห้งให้ตายคาที่กันเลย

“กำยานดอกโบตั๋นเป็นของขวัญจากพระชายาเอกเซียนเตี๋ยเชียวนะเพคะ” เสี่ยวเมี้ยวได้ยินวาจาของผู้เป็นนายถึงกับเบิกตาโต ส่งผลให้ดวงหน้ากลมเกลี้ยงของนางยิ่งพองขยายขึ้นไม่ต่างจากพุงอึ่งอ่างยามสะสมลมเอาไว้จนเต็มเปี่ยม

ฮะฮะฮะ...ดูใบหน้าของเสี่ยวเมี้ยวซิ ช่างน่าขบขันยิ่งนัก!

เมื่อเห็นใบหน้าของเสี่ยวเมี้ยวดูน่าขบขันจนต้องลอบหัวเราะอยู่ในใจ อารมณ์ของเฉินอวี่หลีที่ขุ่นมัวจึงพลอยดีขึ้นมาหลายส่วน

“อืม!” เฉินอวี่หลีส่งเสียงรับคำในลำคอ พลางนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเตี้ยเบื้องหน้าโต๊ะเล็กที่วางกระจกทองเหลือง จากนั้นก็แย้มยิ้มน้อยๆ เอื้อมมือหยิบหวีไม้กฤษณาบนโต๊ะส่งให้กับนางกำนัลคนสนิท ซึ่งเสี่ยวเมี้ยวรับหวีไปถือไว้แล้วเอ่ยวาจาเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วน่าฟังว่า

“ขันทีที่นำของขวัญชิ้นนี้มาส่งเมื่อวันก่อนได้บอกกับหม่อมฉันเอาไว้ว่า ท่านแม่ทัพใหญ่แซ่เซียนได้ส่งกำยานหอมมากมายมาจากชายแดนแคว้นผู่โจวกับแคว้นผิงอัน เพื่อนำขึ้นทูลถวายแด่พระชายาเอกเซียนเตี๋ยผู้เป็นน้องสาวเพคะ แต่พระชายาเอกมีรับสั่งว่าจะทรงใช้เองก็คงไม่หมดเป็นแน่ พระนางจึงได้แบ่งกำยานหอมส่งไปยังตามตำหนักต่างๆ ในวังหลวง รวมทั้งแบ่งปันไปยังตำหนักขององค์ชายทุกพระองค์ด้วยเพคะ”

“ท่านแม่ทัพใหญ่แซ่เซียนที่เจ้าเอ่ยถึงนี่...ใช่แม่ทัพใหญ่แซ่เซียน นามว่าปู้เซียวผู้นั้นหรือไม่” องค์ชายเฉินอวี่หลีเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเป็นเชิงถาม มุมปากแสยะยิ้มน้อยๆ ด้วยความคิดซุกซน

“ใช่แล้วเพคะ เป็นท่านแม่ทัพใหญ่เซียนปู้เซียว”

“อ่าฮ้า...ที่แท้ก็เป็นท่านแม่ทัพหน้าดุ ผู้มีเสียงร่ำลือว่ายามลงมือสังหารศัตรูช่างโหดเหี้ยมนัก อีกทั้งยังมีอุปนิสัยแสนจะเย็นชายิ่งกว่าภูผาน้ำแข็ง” เฉินอวี่หลีเอ่ยถึงเรื่องร่ำลือเกี่ยวกับท่านแม่ทัพผู้นี้ออกมาอย่างลื่นไหล องค์ชายที่ถูกกักขังอยู่ในวังเช่นเขาไม่มีงานการทำ จึงใช้เวลาว่างไปกับการแอบฟังชาววังทั้งหลายจับกลุ่มพูดคุย

“เห็นว่าปีนี้เป็นครั้งแรกที่ท่านแม่ทัพเซียนเดินทางจากชายแดนมายังเมืองหลวง เพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีสักการะเทพเจ้าด้วยนะเพคะ” เสี่ยวเมี้ยวใช้หวีไม้กฤษณาหวีรวบเส้นผมสีดำสนิทที่ยาวสลวยดั่งเส้นไหมของผู้เป็นนายขึ้นเป็นมวยทรงสูง จากนั้นก็ใช้เชือกหนังสีดำรัดให้อยู่ทรง ก่อนจะทับลงไปด้วยหยกประดับสีม่วงอมชมพูอ่อนที่แม้นจะเป็นหยกเก่าแก่เกินสิบกว่าปีแต่ยังคงความหรูหรางดงาม ระหว่างนั้นน้ำเสียงสดใสเจื้อยแจ้วของนางกำนัลประจำตำหนักสงบฟ้าก็ยังคงเล่าเรื่องติดต่อกันได้อย่างไม่ขาดอรรถรส

“ปีก่อนๆ และหลายปีก่อนหน้านั้น ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่เคยเข้าร่วมงามพระราชพิธีสักการะเทพเจ้าประจำแคว้นเลยสักครั้งเพคะ เห็นว่าสาเหตุเป็นเพราะท่านแม่ทัพใหญ่ต้องอยู่ประจำชายแดนคอยรับมือกับพวกโจรป่าอยู่ตลอด ประกอบกับการเดินทางจากชายแดนมาถึงเมืองหลวงค่อนข้างห่างไกลและใช้เวลาในการเดินทางนานหลายวันสิบ ฝ่าบาทเองก็ทรงเข้าใจในเรื่องความลำบากนี้ดี จึงได้ทรงอนุญาตให้ท่านแม่ทัพใหญ่เซียนปู้เซียวเป็นข้าราชสำนักคนเดียวที่ไม่ต้องเดินทางมาเข้าร่วมงานพระราชพิธีสักการะเทพเจ้าประจำแคว้น เพียงแค่ส่งตัวแทนถือตราท่านแม่ทัพใหญ่มาร่วมงานพระราชพิธีก็พอเพคะ”

“พระชายาเอกเซียนเตี๋ยเป็นน้องสาวคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่แซ่เซียนผู้นั้น ปีนี้นางให้กำเนิดพระโอรส เขาในฐานะพี่ชายของนางจะไม่มาร่วมงานพระราชพิธีในครั้งนี้ได้อย่างไรกัน...ตราบใดที่เสด็จพ่อยังทรงไม่แต่งตั้งองค์รัชทายาท น้องชายของข้าที่พึ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่เดือนก็นับว่ามีสิทธิ์ได้นั่งบัลลังก์เช่นเดียวกับองค์ชายคนอื่นๆ”

บัลลังก์มังกรที่เปี่ยมไปด้วยพระราชอำนาจล้นฟ้า อยู่เหนือผู้คนทั่วหล้ามีผู้ใดบ้างไม่ปรารถนาอยากจะครอบครอง ยามเมื่อมีคนแย่งชิงเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ผู้กระหายในความโลภมีหรือจะอยู่นิ่งเฉยปล่อยให้ผู้ร่วมชิงคนใหม่ได้พานพบกับการเสวยสุขอย่างไร้ซึ่งอุปสรรค

อ่า...พระราชพิธีสักการะเทพเจ้าประจำแคว้น ที่รวมเอาองค์ชายทุกคนมารวมตัวกันไว้อย่างพร้อมหน้าในวันนี้ ย่อมต้องมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เพียงแค่คิดถึงตรงนี้ องค์ชายสิบสองเฉินอวี่หลีก็แทบเห็นเปลวไฟลุกโชนไปทั่วแคว้นผู่โจวอยู่ในจินตนาการแล้ว

ทว่า...

เบื้องหลังองค์ชายน้อยกลับมีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งอย่างท่านแม่ทัพใหญ่เซียนปู้เซียว บุรุษห้าวหาญผู้มีกำลังทหารกล้าในมือนับหมื่นนับแสนคน ต่อให้องค์ชายพระองค์ใดต้องการที่จะครอบครองตำแหน่งองค์รัชทายาทมาอยู่ในมือ คงจะต้องใคร่ครวญให้ถี่ถ้วนเสียก่อนจะลงมือวางแผน มิเช่นนั้นแล้ว...ก็อาจเป็นฝ่ายที่ถูกกำจัดทิ้งเสียเองก็เป็นได้

หึหึหึ เรื่องสนุกเช่นนี้... 

องค์ชายวิปลาสเช่นเฉินอวี่หลีจะพลาดไปได้อย่างไรกัน! 

 

 

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ 

[蝶兰](https://my.dek-d.com/8246/ "My.iD ของ เตี๋ยหลาน 蝶兰") 

เตี๋ยหลาน 

23/12/2559 

ความคิดเห็น