เตี๋ยหลาน

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

ชื่อตอน : 2 ยามหลับฝัน

คำค้น : Yaoi BL วาย จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.4k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 30 พ.ย. 2561 13:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
2 ยามหลับฝัน
แบบอักษร

ตอนที่ 2 ยามหลับฝัน

“อ๊า!”

เฉินอวี่หลีสะดุ้งพรวดขึ้นมาจากเตียงหลังใหญ่ ดวงหน้าบุรุษที่งดงามยิ่งกว่าโฉมสะคราญล่มเมืองนั้นซีดขาวและเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ผุดพรายตามหน้าผากและไรผมจนไหลลงเป็นสายธารใส

“ความฝันหรือ?”

ดวงเนตรคู่งามสีดำดั่งเม็ดลำไยกวาดมองห้องนอนของตนเองในตำหนัก ทุกอย่างยังคงเช่นเดิมเหมือนวันที่ผ่านมา

ทั้งเงียบเหงาและวังเวงไม่ต่างจากตำหนักเย็น...

เดิมทีองค์ชายเฉินอวี่หลีเคยถูกหมายตาให้เป็นหนึ่งในสามตัวเก็งตำแหน่งรัชทายาท แต่ยังไม่ทันได้เข้าสู่สนามรบแก่งแย่งอำนาจกับพี่น้องคนอื่นก็ต้องมีเหตุให้พบกับภัยพิบัติชีวิตเสียก่อน

ในปีที่เฉินอวี่หลีอายุย่างเข้าสิบชันษา พระมารดาผู้เป็นพระสนมเอกที่รักยิ่งของฮ่องเต้ก็สิ้นพระชนม์เพราะถูกวางยาพิษในเครื่องเสวย

ก่อนที่พระมารดาจะหมดลมหายใจได้กำชับเอาไว้ว่า ในวังนั้นเป็นยิ่งกว่านรกที่อยู่ท่ามกลางดงเดรัจฉาน หาสามารถหนีออกไปได้ก็จงจากไปอย่างไร้ซึ่งความอาวรณ์ และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ตามใจปรารถนา

น่าเสียดายที่วังหลวงอันมากล้นไปด้วยอำนาจกลับเป็นสถานที่ที่เข้ามาแล้วมิอาจออกไปโดยง่าย หลังจากพระมารดาสิ้นพระชนม์จากไป ลูกนกเดียวดายเช่นเฉินอวี่หลีก็ไร้ที่พึ่งพิง วันคืนจึงผ่านไปท่ามกลางความบอบช้ำเพราะถูกพี่น้องคอยแต่จะกลั่นแกล้งรังแก พระราชบิดาที่เคยเอ่ยวาจาสาบานรักแค่สนมเอกผู้จากไปเพียงคนเดียวก็เปลี่ยนแปร

ฮ่องเต้ผู้มีสาวงามเคียงข้างกายมากมายนับพันไยจะรั้งความจริงใจไว้ให้สตรีแค่นางเดียวได้ บุตรชายเช่นเขาจึงถูกลดความสำคัญลงอย่างรวดเร็วราวกับลมหายใจที่ปล่อยรดออกจากปอดหอบหนึ่ง

เพื่อชีวิตที่จะอยู่รอดปลอดภัยในวังหลวงที่เป็นเฉกเช่นดงสัตว์เดรัจฉาน องค์ชายเฉินอวี่หลีในยามสิบชันษาจึงกลายเป็นคนบ้าสติวิปลาสที่บางวันนั่งเหม่อลอยราววิญญาณหลุดหาย บางวันนั่งร่ำไห้ไม่หยุดจนกว่าตะวันจะผันแปรเป็นราตรี หรือบางทีก็อาละวาดขว้างปาข้าวของและทำร้ายผู้คน

สุดท้ายจึงถูกพระราชบิดาผลักไสให้ไปไกลจากสายพระเนตร โดยทรงพระราชทาน ‘ตำหนักสงบฟ้า’ ที่อยู่กลางระหว่างตำหนักเย็นและประตูผีซึ่งอยู่ห่างไกลที่สุดในฝ่ายใน จากองค์ชายคนสำคัญที่อยู่ในสายตากลับกลายเป็นองค์ชายปลายแถวที่ถูกผู้คนในวังหลวงพร้อมใจกันหลงลืมไปจากความทรงจำ

ด้วยความที่ตำหนักสงบฟ้าอยู่กึ่งกลางระหว่างเขตตำหนักเย็นและประตูผีที่ใช้นำศพคนตายออกจากวังหลวง สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความอัปมงคลเช่นนี้จึงไม่มีใครคิดจะเดินเข้ามาเฉียดใกล้ บ่าวไพร่ที่ถูกสั่งเข้ามารับใช้ในตำหนักจึงอยู่ได้ไม่นานก็หาทางย้ายไปยังตำหนักอื่นที่ดีกว่า

ดังนั้นตลอดหลายปีนี้จงมีบ่าวไพร่ที่อยู่รับใช้เพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น...สามในห้าคนเป็นขันทีและนางกำนัลวัยชราที่จวนเจียนจะเข้าโลงลงหลุม ที่เหลืออีกสองคนคือขันทีใบ้กับ นาง...

“องค์ชายเพคะ”

เสียงดังสะท้านสะเทือนฟ้าดินมาพร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักอย่างแรงจนแทบพังทลาย เรือนร่างอวบอ้วนของนางกำนัลสาวคนเดียวในตำหนักย่ำฝ่าเท้าเข้ามารวดเร็วดุจพายุ มือหนึ่งถืออ่างทองเหลืองใส่นำสะอาดเอาไว้จนเต็ม

“เสี่ยวเมี้ยว...ข้าบอกเจ้าแล้วใช่ไหมว่าประตูห้องข้ามันเปราะบาง หากเจ้ายังไม่เบามือประตูห้องข้ามันจะ...”

เฉินอวี่หลีบ่นได้ไม่ทันครบประโยค บานประตูสภาพเก่าทรุดโทรมที่ผ่านการซ่อมแซมมาแล้วนับร้อยครั้งก็ล้มตึงไปด้านข้าง เสียงดังกัมปนาทกึกก้องท่ามกลางความเงียบวังเวงของพระตำหนักสงบฟ้า

“ช่างเถอะ เดี๋ยวเจ้าไปบอกกองช่างหลวงก็แล้วกันว่าเป็นฝีมือข้าอาละวาดอีกแล้ว ให้พวกเขามาซ่อมแซมยามว่าง...”

องค์ชายเฉินอวี่หลีเหลือบตามองฟ้าสวรรค์อย่างน้อยใจที่ทำให้เขาต้องพานพบกับเรื่องไร้สาระตั้งแต่เช้าตรู่ ในขณะที่นางกำนัลนามเสี่ยวเมี้ยวกลับใช้มือแค่ข้างเดียวที่ว่างเปล่ายกบานประตูขึ้นและปิดมันกลับสู่ที่เดิมราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น และเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยอีกรอบ นางก็ใช้อ่างล้างหน้าของผู้เป็นนายวางดันเอาไว้

“หม่อมฉันขออภัยเพคะ เมื่อครู่หม่อมฉันก็ยั้งแรงไว้หลายส่วน แต่ประตูบานนั้นมันสมควรเปลี่ยนใหม่มาตั้งนานแล้วเพคะ”

เสี่ยวเมี้ยวไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ นางเริ่มงานรวบเก็บม่านหน้าต่างเปิดทางให้แสงสว่างลอดผ่านเข้ามาในห้องสลัว อากาศบริสุทธิ์ถ่ายเทเข้ามานำพากลิ่นกำยานที่เหลือตกค้างเจือจางหายไป

เฉินอวี่หลีตวัดผ้าห่มผืนบางออกเตรียมจะเคลื่อนลงจากเตียง แต่กลับต้องชะงักค้างเมื่อสายตาจดจ้องร่องรอยเปียกชื้นบนผ้าปูเตียงสีขาว ซึ่งแผ่ขยายอาณาเขตออกเป็นวงกว้างราวกับต้องการเป็นประจักษ์พยานและหลักฐานสำคัญในค่ำคืนที่ผ่านมา

“อ่า...”

มือเรียวขาวผ่องตวัดผ้าห่มกลับมาปกปิดหลักฐานอีกครั้ง ดวงพักตร์หวานปานประหนึ่งสตรีมีสีหน้านิ่งเรียบเฉย

ไม่ต้องถามว่ารอยวงน้ำนี้มีที่มาจากไหนถ้าไม่ใช่มาจากกางเกงของตัวเอง

‘บัดซบ ฝันบ้าบอเมื่อคืนถึงกับทำให้ข้า...สำเร็จเลยรึ! ’

มันเป็นความฝันที่สมจริงเกินไปหน่อยแล้วกระมัง...

“อ่าว องค์ชายทำไมยังไม่ลุกออกจากพระที่อีกล่ะเพคะ”

เสี่ยวเมี้ยวหันร่างอวบอ้วนมาอยู่เบื้องหน้าผู้เป็นเจ้านายแห่งตำหนักสงบฟ้า มืออวบอูมทั้งสองข้างยกขึ้นกอดอก ดวงหน้าที่กลมเกลี้ยงไม่ต่างไปจากซาลาเปายัดไส้จนล้นฉายแววไม่พอใจยิ่ง นางบ่นยืดยาวโดยไม่สังเกตสีหน้าคนบนเตียงเลยแม้แต่น้อยว่ามีสีหน้าแดงเรื่อเช่นใด

เรื่องแบบนี้...เรื่องแบบนี้น่ะนะ

เรื่องน่าอดสูและน่าอับอายขายหน้าจะให้สตรีปากมากเช่นนางรู้ได้อย่างไรกัน!

“เจ้าออกไปเถอะ ข้าจะนอนต่อ”

เฉินอวี่หลีตั้งท่าเอนร่างลงนอนอีกครั้งโดยไม่ลืมดึงผ้าห่มเก่าสีตุ่นๆ ผืนบางขึ้นคลุมกายอย่างมิดชิด

“องค์ชาย! นี้มันสายมากแล้วนะเพคะ ถ้ายังทรงชักช้าอ้อยอิ่งพิรี้พิไรอย่างนี้จะไปสายนะเพคะ”

เสี่ยวเมี้ยวลงมือจับผ้าห่มมุ่งหมายจะดึงออกแต่องค์ชายเฉินอวี่หลียังดึงดันอย่างไม่ยอมแพ้ เขาทุ่มเทแรงกายทั้งหมดในร่างเหนี่ยวรั้งผ้าห่มผืนบางเอาไว้แน่น

“องค์ชายสติวิปลาสเช่นข้า ถึงไม่ไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อที่ท้องพระโรงก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอกน่า”

“แต่วันนี้เป็นวันสักการะเทพเจ้าประจำแคว้นนะเพคะ เหล่าเชื้อพระวงศ์ตลอดจนขุนนางในราชสำนักจำต้องเข้าร่วมทุกคนโดยไม่มีการยกเว้น " เสี่ยวเมี้ยวเริ่มร่ายเทศนายาว

"ถ้าหากองค์ชายไม่เสด็จไปเข้าร่วมพิธี หม่อมฉันกับบ่าวไพร่ในตำหนักจะถูกลงโทษ ทรงไม่คิดบ้างหรือเพคะว่าท่านย่าจู ปู่เสิน และปู่หนู๋ จะทนแรงโบยได้นานสักกี่ไม้กัน ยังมีอาใบ้อีกคน อาใบ้โดนตอนเป็นขันทีก็น่าสงสารพออยู่แล้ว ยังถูกนายเก่าตัดลิ้นกลายเป็นคนใบ้ไปชั่วชีวิต องค์ชายทนเห็นอาใบ้ที่ทรงช่วยชีวิตด้วยองค์เองถูกคนโบยได้ลงคอหรือเพคะ ทำไมทรงเป็นคนใจร้ายใจดำเช่นนี้เล่าเพคะ”

“ข้าจะเป็นคนรับโทษแทนพวกเจ้าเอง”

เขายังคงดื้อดึงไม่ยอมแพ้ ขอแค่นางหายหัวออกไปจากห้องนี้ซะ เขาจะได้ลงมือกำจัดหลักฐานอันน่าขัดเขินพวกนี้เสียที

“องค์ชาย!”

เสี่ยวเมี้ยวขึ้นเสียงดุดัน นางเป็นนางกำนัลที่รูปร่างอวบอ้วนแต่ปราดเปรียว มีเรี่ยวแรงมากมายไม่ต่างจากวัวคึกวิ่งคะนองไปตามท้องนาอย่างไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นเพียงแค่มือเดียวก็สามารถกระชากผ้าห่มผืนน้อยออกจากมือผอมบางของเฉินอวี่หลีได้อย่างง่ายดายราวกับหยิบเศษเส้นด้ายออกจากแผ่นกระดาษ

เฉินอวี่หลีใบหน้าแดงก่ำจัด ผ้าผืนบางเปิดเผยความจริงทุกอย่างจนไม่จำเป็นต้องแก้ตัวอธิบายสิ่งใดอีก

“องค์ชายเฉินอวี่หลี...ทรงอายุเกินสิบแปดแล้วนะเพคะ ถึงแม้จะทรงแสร้งทำตัวเป็นคนบ้าสติวิปลาสก็ไม่เห็นต้องทำตัวเป็นเด็กฉี่รดที่นอนซะหน่อย”

“เจ้าเสียงดังเกินไปแล้วเสี่ยวเมี้ยว รอยน้ำบนเตียงข้านั้นไม่ใช่ฉี่ข้า แต่เป็นน้ำ...น้ำ...น้ำอะไรก็ช่าง เจ้าไปถามเอากับอาใบ้ก็แล้วกัน”

ร่างผอมบอบบางวิ่งถลาลงจากเตียงอย่างรีบร้อนด้วยความอับอาย เขาพุ่งตรงเข้าไปหลบหลังฉากไม้ที่กางกันเป็นห้องน้อยสำหรับเป็นส่วนวางถังอาบน้ำขนาดกลางและพื้นที่สำหรับผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า

“องค์ชายก็ทรงทราบว่าอาใบ้พูดไม่ได้ หม่อมฉันถามไปจะได้คำตอบหรือ ทรงยอมรับเถอะเพคะว่าทรงฉี่รดที่นอนน่ะ”

เสียงของเสี่ยวเมี้ยวค่อนข้างดัง เขาเองก็เหนื่อยที่จะห้ามปรามนางกำนัลแสนน่ารำคาญผู้นี้เสียแล้ว จึงปล่อยให้ความเข้าใจผิดทั้งหมดดำเนินต่อไป จากนั้นก็เริ่มผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวใหม่ เป็นชุดผ้าไหมสีม่วงอ่อนเต็มยศให้เหมาะสมกับฐานะองค์ชายสิบสองแห่งแคว้นผู่โจว

“ก็เพราะกำยานที่เจ้าจุดเมื่อคืน ข้าถึงได้ฝันร้าย ต่อไปไม่ต้องจุดมันให้ข้าอีก”

เฉินอวี่หลีย่างเท้าออกมาจากหลังฉาก ภาพความฝันอันน่ารัญจวนใจกับบุรุษเพศด้วยกันทำเอาขนลุกอย่างน่าขยะแขยง ถึงแม้ในยุคสมัยนี้จะมีชายบำเรอที่สนองรสรักให้กับบุรุษด้วยกันอยู่มากมายจนเปิดเป็นสำนักแข่งขันกับหอนางคณิกา

แต่สำหรับองค์ชายวิปลาสเช่นเขากลับไม่เคยคิดจะสนใจมันเลยแม้แต่น้อย ในหัวของเขามีเพียงแค่ความคิดที่ว่าจะเอาตัวรอดเช่นใดในดงเดรัจฉานแห่งวังหลวง หรือไม่ก็วันนี้จะแสดงบทคนบ้าวิปลาสรูปแบบใดดีระหว่างคร่ำครวญน้ำตาแตกเป็นน้ำป่าไหลทะลัก หรือหัวเราะจนเสียงแหบแห้งกันไปข้างหนึ่ง

“กำยานดอกโบตั๋นเป็นของขวัญจากพระชายาเอกเซียนเตี๋ยเชียวนะเพคะ”

เสี่ยวเมี้ยวเบิกตาโต ส่งผลให้ดวงหน้ากลมเกลี้ยงของนางยิ่งพองขึ้นไม่ต่างจากพุงอึ่งอ่างยามสะสมลมเอาไว้จนเต็ม...

น่าขบขันยิ่ง

อารมณ์ของเฉินอวี่หลีจึงพลอยดีขึ้นหลายขั้น เขานั่งลงบนเก้าอี้น้อยเบื้องหน้าโต๊ะเตี้ยที่วางกระจกทองเหลือง แย้มยิ้มน้อยๆ พลางหยิบหวีไม้กฤษณาส่งให้กับนางกำนัล

“ขันทีที่นำของขวัญชิ้นนี้มาส่งเมื่อสามวันก่อน บอกหม่อมฉันว่าท่านแม่ทัพเซียนได้ส่งกำยานมากมายมาจากชายแดนผู่โจวกับแคว้นหม่าชวน พระชายาเซียนเตี๋ยจะใช้เองก็คงใช้ไม่หมดจึงได้แบ่งไปตามตำหนักต่างๆ ในวังหลวง รวมทั้งแบ่งปันไปยังตำหนักขององค์ชายทุกคนด้วยเพคะ”

“แม่ทัพเซียนที่เจ้าเอ่ยถึง ใช่แม่ทัพเซียนปู้เซียวผู้นั้นหรือไม่” องค์ชายเฉินอวี่หลีแสะยิ้มที่มุมปาก “แม่ทัพหน้าเหี้ยมลงมือสังหารศัตรูอย่างโหดร้าย และนิสัยแสนจะเย็นชาผู้นั้น...”

“ใช่เพคะ เห็นว่าปีนี้แม่ทัพเซียนเดินทางจากชายแดนมาเข้าร่วมพิธีเป็นครั้งแรกด้วยนะเพคะ”

เสี่ยวเมี้ยวใช้หวีรวมเส้นผมดำสนิทที่ยาวสลวยดั่งเส้นไหมของผู้เป็นนายขึ้นเป็นมวยแล้วใช้เชือกรัดให้อยู่ทรงก่อนจะทับด้วยหยกประดับ

“ปีก่อนๆ และหลายๆ ปีก่อนหน้านั้นไม่เคยเข้าร่วมพิธีสักการะเทพเจ้าประจำแคว้นเลยสักครั้ง เพราะต้องอยู่ประจำชายแดนคอยรบกับพวกโจรป่าและโจรสลัดอยู่ตลอด และค่อนข้างเดินทางไกลใช้เวลานาน ฝ่าบาทเองก็ทรงเข้าใจเลยทรงอนุญาตให้เป็นข้าราชสำนักคนเดียวที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาเข้าร่วมพิธีนี้นอกจากส่งตัวแทนถือตราแม่ทัพใหญ่มาร่วมพิธีก็พอ”

“พระสนมเซียนเตี๋ยเป็นน้องสาวของแม่ทัพเซียน ปีนี้ให้กำเนิดพระโอรส เขาในฐานะพี่ชายของนางจะไม่มาร่วมพิธีได้อย่างไรกัน...ตราบใดที่เสด็จพ่อยังไม่แต่งตั้งรัชทายาท น้องชายของข้าที่พึ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่เดือนนี้ก็มีมีสิทธ์ได้นั่งบัลลังก์เช่นเดียวกับองค์ชายคนอื่นๆ”

เรื่องสนุกเช่นนี้...องค์ชายวิปลาสเช่นเฉินอวี่หลีจะพลาดไปได้อย่างไรกัน!

#

ขอบคุณสำหรับคำชีแนะ แก้ไขคำผิด และการติดตาม

โปรดรออ่านตอนต่อไปอย่างใจเย็นนะเจ้าคะ

ไรท์จะพยายามรีบกลับมาปั่นต่อ

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

[蝶兰](https://my.dek-d.com/8246/ "My.iD ของ เตี๋ยหลาน 蝶兰")

เตี๋ยหลาน

23/12/2559

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}