junepopo

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : CHAPTER 38 : Broken NEW UPDATE

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.1k

ความคิดเห็น : 201

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ม.ค. 2561 21:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER 38 : Broken NEW UPDATE
แบบอักษร

CHAPTER 38 : Broken


เหตุการณ์ก่อนหน้า

“เรื่องที่ผมจะบอกกับท่านประธานมันสำคัญมาก และมันอาจทำให้ผมต้องเดือดร้อนอย่างหนัก แต่ว่า ผมบอกแล้วว่าผมจะตอบแทนพระคุณของท่านประธาน”กิตติบอกด้วยความแน่วแน่ ปวันพยักหน้ารับรู้

“คุณมีอะไรจะบอกผมครับ”

“ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นครับ ทั้งเรื่องทุจริตกองทุน และแผนการจ้างวานฆ่านั่น ผมรู้ว่าใครอยุ่เบื้องหลังทั้งหมด”

ปวันจ้องมองกิตติด้วยสายตาเคลือบแคลงอย่างเปิดเผย เขาไม่รู้ว่ากิตติรู้เรื่องทั้งหมดได้อย่างไร และมีเหตุผลอันใดที่นำความลับนั้นมาบอกแก่เขา และดูเหมือนกิตติจะเข้าใจความคิดของปวันดี

“เจ้านายผม คือผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด”

ปวันไม่แปลกใจสักนิด เขารู้อยู่แล้วว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตเงินกองทุนแล้วโยนความผิดให้อลันคือธีระ หากแต่ไม่มั่นใจว่านายแพทย์อวุโสจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจ้างวานฆ่าคริสาแล้วป้ายความผิดให้เขาหรือเปล่า

“คุณไม่ควรจะกล่าวหาใครโดยที่ไม่มีหลักฐาน”ปวันลองเชิง เขารู้ว่ากิตติไม่ใช่คนโง่ แต่ที่ไม่รู้คือทำไมเขาถึงขายเจ้านายตัวเอง

“เรื่องทุจริตเงินกองทุน ผมสามารถหาข้อมูลให้ท่านได้ง่ายนิดเดียว ผมรู้ที่มาที่ไปของบัญชีที่ถูกปลอมแปลง และผมก็รู้ด้วยว่าหลักฐานนั่นอยู่ที่ไหน”กิตติบอกด้วยท่าทางมั่นใจ

“งั้นคุณก็เอาหลักฐานนั่นมาให้ผมสิ”ปวันอยากรู้ว่ากิตติพูดจริงหรือแค่ลูกเล่นตุกติกอีกอย่างที่ธีระส่งมาเพื่อให้เขาติดกับ

“ถ้าผมให้หลักฐานการทุจริตเงินกองทุนแก่ท่าน คุณอลันก็จะพ้นจากข้อกล่าวหา แต่ว่าท่านก็ยังต้องคดีจ้างวานฆ่าภรรยาตัวเองอยู่ดี”

“หมายความว่าคุณไม่มีหลักฐานเอาผิดธีระเรื่องจ้างวานฆ่านะเหรอ”ปวันถามเพื่อให้เข้าใจตรงกัน

“ใช่ครับ เพราะว่าแผนการนี้เจ้านายผมไม่ยอมให้ใครล่วงรู้ เขาดำเนินการทุกอย่างด้วยตัวเอง และผมไม่คิดว่าจะมีหลักฐานใดเชื่อมโยงมาถึงเขา”กิตติอธิบายให้เข้าใจ ถ้าเขามอบหลักฐานการทุจริตกองทุนให้กับปวัน อย่างมากที่สุดคือธีระต้องคดีทุจริต หากแต่คดีจ้างวานฆ่า ปวันก็ยังคงตกเป็นผู้ต้องหาอยู่ดี

“แล้วจะทำยังไงถึงสามารถหาหลักฐานมาเอาผิดเขาได้”

“ทางเดียวคือให้เจ้านายผมรับสารภาพ”

“เป็นไปไม่ได้ จะมีใครยอมสารภาพผิดรับโทษที่ตัวเองทำไว้ จู่ๆจะเดินไปยอมรับกับตำรวจว่าผมเองนี่แหละคือคนจ้างวานฆ่าอย่างนั้นเหรอ ไม่มีทาง”ปวันบอกถึงความเป็นจริง กิตติบอกว่าต้องให้ธีระยอมรับสารภาพ มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน

“เราก็ไม่ต้องให้เขารู้สิครับ ว่ากำลังยอมรับสารภาพอยู่”กิตติกระตุกยิ้มมุมปาก ปวันเลิกคิ้วสูง สงสัยในสิ่งที่กิตติบอกมากเข้าไปอีก

“ยังไงกัน”

“ผมจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อตกปลา”

“เหยื่อตกปลา…”ปวันยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี กิตเหลือบมองไปรอบๆก่อนจะเบาเสียงจนแทบเป็นการกระซิบ

“ตอนนี้เรากำลังถูกใครบางคนสะกดรอยตามอยู่ ท่านประธานทำตัวปกติที่สุดนะครับ อย่าให้ศัตรูมันรู้ว่าเรารุ้”ปวันแทบกลั้นลมหายใจตัวเองเมื่อรับรู้ถึงสิ่งที่กิตติบอก เขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังตกเป็นเป้าของใคร นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าช้าๆ

“คุณกำลังจะทำอะไร บอกผมได้มั้ย”

“ตอนนี้เจ้านายผมคงจะรู้แล้วว่าผมทรยศเขา ซึ่งนั่นมันคือสิ่งที่ผมต้องการ”กิตติบอกในสื่งที่เข้าใจได้ยากที่สุด ยิ่งรู้ยิ่งไม่เข้าใจ

“หลังจากที่เขารู้ว่าผมหักหลังมาเข้ากับคุณ สิ่งต่อมาที่จะทำคือการให้คนตามประกบผมเพราะเขารู้ว่าผมจะต้องพยายามหาหลักฐานมาช่วยคุณ สิ่งที่ผมทำก็แค่เล่นตามเกมส์ที่วางไว้ คืนนี้ผมจะเข้าไปห้องทำงานของเจ้านายทำเหมือนว่าหาข้อมูลหลักฐาน แล้วก็ทำให้เขาจับได้ จากนั้นละครฉากใหญ่ก็จะเริ่ม”กิตติวางแผนไว้ทุกขั้นตอน เขารู้ว่ามันสุ่มเสี่ยงและมีโอกาสที่แผนการจะผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องเสี่ยง

“คุณจะให้เขาจับคุณได้ แล้วก็ล่อลวงให้เขาคายความจริงกับคุณนะเหรอ นั่นมันบ้ามาก คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตอย่างนี้ คุณบอกเองนี่ว่ามีคนสะกดรอยตามพวกเราอยู่ นั่นหมายความว่าธีระมีคนที่พร้อมจะทำตามคำสั่งฆ่าคนได้ทุกเมื่อ”ปวันเอ่ยอย่างหวั่นวิตก เขาไม่อยากให้ใครก็ตามมาเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดโดยที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน แม้ว่ามันจะสามารถช่วยให้เขารอดพ้นจากข้อกล่าวหาได้ก็ตาม

“ท่านประธานรู้มั้ยครับ ว่าทำไมผมถึงหักหลังเจ้านายที่ผมเป็นขี้ข้า เป็นทาสรับใช้อยู่หลายปี เพื่อมาช่วยท่าน”กิตติมองลึกเข้าไปในดวงตาปวัน นายแพทย์หนุ่มไม่อาจให้คำตอบได้

“เพราะท่านคือคนที่นึกถึงคนอื่นเสมอ ท่านช่วยเหลือแม้กระทั่งภรรยาของคนที่ไม่เคยคิดดีต่อท่าน ทั้งๆท่านรู้อยู่เต็มอกว่าผมเป็นคนของใครและทำเลวอะไรไว้บ้าง แต่ท่านก็ยังยื่นมือเข้ามาช่วย โดยไร้ซึ่งอคติใดๆ และแม้กระทั่งตอนนี้ท่านก็ไม่ยอมให้ใครต้องมาเสี่ยงชีวิตหรือว่าเดือดร้อนเพราะท่าน”กิตติบอกถึงความจริงในใจ เขาไม่ใช่คนดีหากแต่ยังรู้คุณคน การที่ปวันได้ช่วยเหลือผู้หญิงที่เขารักที่สุดในชีวิต นั่นก็เป็นเหตุผลมากพอที่จะทำให้เขายอมเสี่ยงทำเรื่องทั้งหมด

“เราไม่มีวิธีอื่นเหรอ”

“มีครับ แต่กว่าเราจะค้นพบวิธีอื่น มันคงสายเกินไป ฆ่าตกรนั่นก็คงถูกฆ่าปิดปาก และธีระคงจัดการกับหลักฐานทั้งหมด ไม่มีอะไรเหลือให้สาวถึงตัวเขา ผมคิดวิธีอื่นไม่ออก และผมตกลงใจจะใช้วิธีนี้ มั่นใจในตัวผม ผมจะทำให้สำเร็จ”กิตติยืนยันหนักแน่น แววตามุ่งมั่น

“ผมช่วยภรรยาคุณไว้ได้ แต่หากเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องสูญเสียคุณ ผมก็คงไม่ต่างอะไรจากฆ่าตกร”ปวันเอ่ยอย่างเจ็บปวด เขาไม่อยากให้ทุกอย่างออกมาอย่างนี้ แต่หนทางมันก็มืดมนเสียเหลือเกิน

“ผมจะไม่เป็นอะไร ถ้าท่านให้ความช่วยเหลือผมอีกแรงหนึ่ง”

“คุณจะให้ผมทำอะไร”

“ทำตามที่ผมบอก”

ผมติดกล้องวงจรปิดไว้ที่ห้องทำงานธีระแล้วเมื่อสองวันก่อน และผมจะติดกล้องและเครื่องบันทึกเสียงไว้ที่ตัวด้วยตอนที่ผมเข้าไปทำตามแผนการ ผมจะทำให้ธีระคายความจริงทั้งหมดออกมาให้ได้ สิ่งที่ท่านต้องทำคือหาคนที่ไว้ใจได้แล้วส่งคนมาคุ้มกันผม ให้พวกเขาดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่ผมจะต่อระบบไว้ให้ หากเกิดเรื่องที่เหนือความคาดหมายให้แสดงตัวได้เลย ถ้าเกิดผมดวงซวยถูกฆ่าตกรรมอำพรางในห้องทำงานนั้น อย่างน้อยก็มีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกไว้ แต่ถ้าหากผมถูกอุ้มฆ่าพาไปที่อื่นให้คนของท่านติดตามไปและช่วยเหลือผมออกมาด้วย และผมขอร้อง ไม่ว่าผมจะถูกทารุณกรรมใดๆในระหว่างนั้น อย่าแสดงตัวจนกว่ามันจะสารภาพทุกอย่างออกมา ท่านเข้าใจทั้งหมดใช่ไหมครับ

ปวันไตร่ตรองแผนการของกิตติซ้ำวนไปมา เขาไม่เห็นด้วยและคัดค้านจนถึงที่สุด หากแต่กิตติยังยืนยันจะทำตามแผนการ ปวันกดสายโทรหานดล ทนายของเขาทันที พร้อมกับเล่าทุกอย่าง นดล จัดการดำเนินตามแผนการ เขาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนตำรวจสายสืบฝีมือดีสองคนมาร่วมขบวนการด้วย แม้จะสุ่มเสี่ยงที่จะล้มเหลว หากแต่แผนตลบหลังก็มีความสำเร็จพอๆกัน เมื่อถึงเวลาดำเนินแผนการ กิตติทำหน้าที่เป็นเหยื่อเกี่ยวตัวเองไว้บนเบ็ดแห่งโชคชะตา รอให้ปลาใหญ่มางับเหยื่อ ปวันและผู้ร่วมแผนการอยู่ในรถแวนมองทุกอย่างจากจอมอนิเตอร์ที่แสดงภาพสัญญาณยิงตรงจากกล้องวงจรปิดด้วยใจลุ้นระทึก

“เข้าไปช่วยเค้ากันเถอะ”ปวันลุกพรวดขึ้น เมื่อภาพในจอแสดงให้เห็นว่ากิตติถูกเอาปืนจ่อหัว นดลจับแขนเพื่อนสนิทไว้ทันที

“อย่าเพิ่ง ถ้าพวกมันรู้ตัว คุณกิตติอาจเป็นอันตรายกว่านี้”

“นี่เขาก็กำลังตกอยู่ในอันตราย เราได้ยินคำสารภาพทั้งหมดแล้ว ทำไมถึงไม่บุกไปช่วยเขา”ปวันเอ่ยอย่างร้อนรน

“คุณกิตติถูกฟาดสลบไปแล้วครับ ผมคิดว่าเขากำลังถูกพาตัวออกมาจากที่นั่น เรารีบตามไปกันเถอะ”ตำรวจสายสืบบอกกับปวัน ก่อนจะส่งสัญญาณให้เพื่อนตำรวจอีกคนลงจากรถ จากนั้นบอกให้คนขับรถขับตามประกบ ภาพกิตติถูกยัดใส่ท้ายรถอยู่ในสายตาตลอดเวลา และเมื่อรถของมือปืนขับออกไป พวกเขาก็ขับตามจนไปถึงสถานที่ก่อสร้างร้างแห่งหนึ่ง

“พวกคุณอยู่ในรถ ตำรวจกำลังเสริมกำลังมาถึงที่นี่ ผมสองคนจะลงไปจัดการกับมือปืน”

“ระวังตัวนะครับ”

“มึงไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย”

“อื้อ  อื้อออ ฮ่อยยยยย อื้อออออ”ร่างที่ถูกมัดพยายามตะโกนร้องและดิ้นรน ชายชุดดำชักปืนออกมา ก่อนจะจ่อไปยังร่างกิตติ

“อโหสิกรรมให้กูด้วย”

“หะ เห้ยยยยยยย”

ปัง ปัง ปัง

ชายชุดดำถูกข้าชาร์ทจากทางด้านหลัง มือที่กำลังเหนี่ยวไกถูกบิดล็อกและเหยียดขึ้น ปืนลั่นขึ้นบนท้องฟ้าสามนัดติดต่อกัน จากนั้นก็ถูกแทงเข่าใส่เข้าที่หลังและปลดอาวุธอย่างรวดเร็ว คนร้ายคุกเข่าลงไปกับพื้น

“ยกมือขึ้น! ประสานไว้ที่ทายทอย”

คนร้ายถูกจับกุมตัวได้ กิตติถูกช่วยไว้ได้อย่างปลอดภัย

“ทีนี้ก็มาถึงฉากเรียกน้ำตาแล้ว”

ปัจจุบัน

ประตูห้องประชุมถูกเปิดออก ผู้มาใหม่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนในคดีของปวัน เกิดเสียงฮืออาขึ้น นักข่าวหันไปรัวกดชัตเตอร์เก็บภาพเหตุการณ์ ทุกคนมองหน้ากันอย่างสงสัย ทำไมถึงมีตำรวจมาปรากฏตัวในห้องประชุมได้

“พวกคุณเข้ามาได้ยังไงกันครับ”ธีระชี้ไปยังตำรวจที่ยืนเรียงหน้ากัน

“ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระ ลิ้มฉัตร คุณถูกจับกุมในข้อหาทุจริตเงินกองทุนมูลนิธิและจ้างวานฆ่าคุณคริสา ปรีชาไวยกิจ ขอเชิญตัวคุณไปดรงพักครับ”

เกิดเสียงฮือฮาลุกฮือขึ้นทันที ทุกคนในห้องประชุมลุกขึ้น ตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“พวกคุณมีหลักฐานอะไรมากล่าวหาผมแบบนี้ ผมจะฟ้องให้หมด”

“งั้นก็ฟ้องเลยสิครับ ท่านประธาน”

ปวันเดินเข้ามาภายในห้อง คริสาลุกขึ้นยืนทันที

“แกใส่ร้ายฉัน ไอ้ปวัน”ธีระชี้หน้าปวัน ด้วยมือสั่นเทา

“ใส่ร้ายหรือไม่ใส่ร้าย ผมว่าเรามีคนที่จะทำให้เรื่องนี้กระจ่าง”ปวันพุดจบ คนที่เดินเข้ามาภายในห้อง ทำให้ธีระตัวแข็งเป็นหิน

“กะ กิตติ”

“ครับท่าน ผมกิตติ ผมยังไม่ตาย”

ธีระตะลึงงันไปในทันที เป็นไปได้ยังไงที่กิตติยังไม่ตาย มือปืนโทรมาบอกเขาว่าจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หรือว่านั่นจะเป็นกับดัก นายแพทย์อวุโสซวนเซจวนเจียนล้มพับลงตรงนั้น ภรรยารีบปรี่ขึ้นไปบนเวทีแล้วประคองสามีไว้

“พวกคุณอย่ามากล่าวหาสามีฉัน ไหนหลักฐานที่ชี้ว่าคุณธีระเป็นคนทำ”

“หลักฐานทั้งหมดถูกบันทึกไว้เป็นที่เรียบร้อย ทางตำรวจต้องควบคุมตัวนายแพทย์ธีระไปยังโรงพักเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา และดูหลักฐานทั้งหมด”เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งแก่ธีระและภรรยา นายแพทย์อวุโสถูกใส่กุญแจมือและควบคุมตัวออกไปจากห้องประชุม ท่ามกลางความมึนงงปนตกใจของทุกคนในขณะที่กองทัพนักข่าวแห่กันตามเกาะติดสถานการณ์ ในช่วงเวลาแห่งความชุลมุนปวันและคริสาสบตากันเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่นดลจะพาเขาฝ่าวงล้อมนักข่าวออกไป คริสาได้แต่ช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องราวพลิกผันตาลปัตรจนไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริงไม่จริงกันแน่

“คริส หนูเป็นอะไรรึเปล่า”วรัญถามไถ่คริสาอย่างเป็นห่วง หญิงสาวมีสีหน้าและท่าทางไม่สู้ดีเอาเสียเลย ขนาดเขาเองยังช็อกกับสิ่งที่เพิ่งรับรู้ คริสาคงไม่ต่างกัน

“หนะ หนู…”คริสาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง สับสนกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้

16ชั่วโมงต่อมา

หลังจากธีระถูกจับกุม ความจริงทุกอย่างเปิดเผย หลักฐานจากกล้องวงจรปิดและเทปบันทึกเสียงคำสารภาพของธีระที่กิตติได้มาถูกนำมาเป็นหลักฐานในการมัดตัวเขา นำไปสู่การสอบสวนผู้ต้องหาที่ให้การซัดทอดว่าปวันจ้างวานฆ่าในทีแรก เมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผย ผู้ต้องหากลับคำให้การและสารภาพทุกอย่าง ธีระว่าจ้างเขาด้วยเงินมูลค่าห้าล้านบาทเพื่อลอบฆ่าคริสาและโยนความผิดทุกอย่างให้ปวัน จากนั้นขยายผลการสืบสวนไปถึงคดีทุจริตเงินในกองทุนกลางที่นำไปช่วยมูลนิธิมูลค่าร้อยห้าสิบล้านบาท ซึ่งกิตตินำหลักฐานทั้งหมดมอบให้แก่ตำรวจ จากความผิดทั้งหมดทำให้ธีระกลายเป็นนักโทษต้องคดีหลายกระทง และคงต้องใช้ชีวิตบั้นปลายที่เหลืออยู่ในคุกอย่างแน่นอน

“จบเรื่องสักที ที่เหลือก็คงเป็นหน้าที่ของทางตำรวจ”นดลเอ่ยกับปวัน ในขณะที่ทั้งสองคนอยู่บนรถที่กำลังแล่นอยู่บนท้องถนน ธีระรับกรรมที่ตัวเองก่อ อลันพ้นข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตเงินในมูลนิธิ และปวันพ้นข้อหาจ้างวานฆ่าภรรยาตัวเอง เรื่องราวคลี่คลายไปในทางที่ดีแต่ถึงอย่างนั้น ปวัน ก็ยังมีท่าทีเงียบขรึมไม่ยินดีที่ตัวเองรอดพ้นข้อกล่าวหาอย่างที่ควรจะเป็น

“แกกำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมเงียบไป”นดลเอ่ยถาม นายแพทย์หนุ่มส่ายหน้าช้าๆกลบเกลื่อนสีหน้า

“ไม่มีอะไร แค่กำลังคิดอะไรอยู่นิดหน่อย”

“แกพ้นข้อกล่าวหาแล้ว ศาลยกเลิกคำสั่งอยู่ห่างคุณคริสา อย่างนี้แกก็กลับไปหาเมียได้แล้ว ดีใจด้วยนะ จะได้กลับบ้านไปกอดเมียสักที”นดลยื่นมือไปตบไหล่ปวัน เขากำลังเลี้ยวรถไปในเส้นทางที่จะพาไปยังคฤหาสถ์ปรีชาเวชย์หากแต่ปวันเอ่ยท้วง

“นายไปส่งฉันที่คอนโดได้มั้ย ฉันจะนอนที่นั่น”

“เอ้า ทำไมเป็นงั้นอ่ะ”

“ไม่มีไรหรอก แค่ยังไม่อยากกลับตอนนี้ ขอคิดไรเงียบๆคนเดียวสักพัก”ปวันบอกเสียงเรียบเฉย เขาเลื่อนสายตาเหม่อมองออกไปนอกรถ นดลไม่ถามต่อ เลี้ยวรถเปลี่ยนเส้นทางไปส่งเพื่อนรักที่คอนโดทันที

ปวันทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างอ่อนแรง หลายวันมานี้เขาต้องผ่านช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายและหนักหนาสาหัส เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสุดท้ายมันจะจบลงอย่างไร หากแต่ตอนนี้ทุกอย่างคลี่คลายและจบลงในแบบที่ควรจะเป็น เขาควรจะพอใจกับทุกอย่างและกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติในแบบเดิม ทว่ามันกลับไม่เป็นอย่างนั้น นายแพทย์หนุ่มรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในตัวเขาเปลี่ยนไป ปวันดึงสมาร์ทโฟนออกมาเปิดไปยังไฟล์แกลอรี่ เขาเลื่อนเปิดภาพทั้งหมดที่มีอยู่และพบว่ามันมีไว้เพียงเพื่อเก็บภาพความทรงจำที่มีเพียงคนๆเดียวอยู่ในนั้น

คริสาตอนหลับ

คริสาตอนกินขนม

คริสาตอนกำลังรอ

ตอนเธออยู่ในชุดแต่งงาน ในวันรับปริญญา  มัธยมถักเปียสองข้าง เขาเก็บภาพทุกๆช่วงชีวิตของคริสาไว้อย่างดี แต่ไม่มีรูปไหนเลยที่เธอจะมองมาที่เขา มันเป็นเพียงความทรงจำที่เขาขโมยเอาช่วงเวลาที่คริสาไม่เคยรู้ตัว  ปวันเลื่อนรูปพวกนั้นไปอย่างเชื่องช้า ราวกับจะซึมซับทุกๆช่วงเวลาที่ดำเนินผ่านไปแล้ว ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนที่การมองรูปเหล่านั้น เรียกทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นจนมันกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำตา

ชีวิตในแบบที่ผมรู้จัก คือการมีคริสาอยู่ในนั้น

เธอเป็นมากกว่าความรัก เธอคืออีกครึ่งหนึ่งในชีวิตของผม

แต่ตอนนี้ ผมรู้สึกว่ามีบางส่วนในชีวิตผมกำลังแตกสลายอยู่ในนั้น

และผมไม่อาจที่จะกู้คืนหรือประกอบให้มันเป็นรูปเป็นร่างได้อีกต่อไป

มันคงถึงเวลาที่ผมจะละทิ้งส่วนนั้นไป เพื่อให้โอกาสตัวเองได้มีชีวิตต่ออีกครั้ง

โรงพยาบาล

หลังจากอานนท์ผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปได้ เขาฟื้นคืนสติหากแต่ยังไม่สมบูรณ์พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถึงอย่างนั้นแพทย์ก็อนุญาติให้เขาย้ายออกจากห้องไอซียูได้ อานนท์ถูกย้ายไปยังตึกวีไอพี ชั้นเดียวกับอลัน ทันทีที่พี่ชายถูกย้ายเข้าห้อง น้องชายอย่างอลันก็เข้าไปเยี่ยมทันที ตอนนี้เขาเริ่มชินกับสภาพที่เป็นอยู่ นานเป็นอาทิตย์ที่ต้องปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับความมืด มันอาจไม่นานพอที่จะทำให้ชินแต่ยังพอยอมรับได้

“พี่เป็นยังไงบ้าง”อลันเอ่ยถาม พยาบาลประคองเขาให้นั่งลงข้างเตียงอานนท์

“ฉันไม่เป็นไรแล้ว แล้วแกละ”อานนท์เอ่ยถาม น้ำเสียงของเขายังดูอ่อนเพลีย

“ผมไม่ต้องนอนแหมะอยู่บนเตียงอย่างพี่ ฮึฮึ”อลันเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความจริง

“แกจะต้องกลับมามองเห็น ฉันเชื่อในตัวแกอลัน”อานนท์เอื้อมมือไปกุมมือน้องชายไว้ อลันพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกตัวเอง แม้แต่ในช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุด เขาก็อยากแสดงให้เห็นว่าเข้มแข็งทีสุด

“พี่รู้เหรอ ว่าผมมองไม่เห็น”

“ตลอดเวลาที่ฉันนอนอยู่ในห้องไอซียู ฉันอาจดูเหมือนผักเน่าๆ แต่นั่นไม่ได้ปิดกั้นข้อมูลอะไรจากฉัน ฉันยังคงรู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นข้างนอกห้องไอซียู เพียงแต่ฉันทำอะไรไม่ได้”

“ผมมันไร้ประโยชน์ ช่วงเวลาที่ปรีชาไวยกิจลำบากที่สุด ผมกลับทำอะไรไม่ได้เลย”อลันโทษตัวเอง แม้เรื่องราวทุกอย่างจะคลี่คาย แต่เขาไม่ได้มีส่วนช่วยเหลือเลยแม้แต่นิด

“ไม่ต้องโทษตัวเองหรอก ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น”ไม่ได้เป็นการปลอบใจหากแต่เป็นความจริง

“พี่พักก่อนดีกว่า ร่างกายยังอ่อนเพลียอยู่”

“ป่วยคราวนี้ได้พักมากกว่าที่พักมาทั้งชีวิตอีก ฮึฮึ”อานนท์หัวเราะเบาๆ พลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง

“คริสไปไหน ย้ายห้องมาฉันยังไม่เจอลูกเลย”อานนท์ถามหาลูกสาว

“ยัยคริสเองก็ต้องเจอกับช่วงเวลายากลำบากมากๆ ผมสงสารหลาน”

“ฉันรู้ว่าลูกกำลังทุกข์ใจมาก แกร้องไห้อยู่ข้างเตียงฉันทุกครั้งที่มาเฝ้า ฉันรู้ว่าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น แต่ก็ไมได้รู้ทั้งหมด แกมาก็ดี เล่าทุกอย่างมาให้หมด ฉันจะได้รู้ว่าจะช่วยลูกได้ยังไง”อานนท์เอ่ยขอกับน้องชาย อลันหน้าสลดลงทันที เขาไม่คิดว่าจะมีใครช่วยเรื่องนี้ได้

“ผมไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว เราจะช่วยอะไรได้รึเปล่า ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องของบริษัทหรืออะไรอีกแล้ว มันคือเรื่องของพวกเขาสองคน ปวันกับคริสา พวกเขาต้องผ่านมันไปด้วยกัน”

…………………………………….

คริสากลับมายังคฤหาสถ์ ด้วยหวังว่าปวันจะกลับมาที่นี่ ทว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เธออยากเจอกับเขาเพื่อจะได้ถามทุกเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่มีใครให้คำอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างได้ดีเท่ากับเขา แต่ดูเหมือนว่าปวันไม่ได้อยากจะพบเธอในตอนนี้ เขาคงโกรธและผิดหวังที่เธอไม่เคยเชื่อใจในตัวเขาและนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้คริสาเจ็บปวดมากที่สุด

“ปานวาด คุณเจอปวันบ้างรึเปล่า”คริสาเข้าไปดักหน้าปานวาดที่กำลังจะก้าวขึ้นรถ หลังจากเรื่องทุกอย่างคริสายอมให้ปานวาดไปดูแลอานนท์เหมือนเดิม

“ดิฉันเจอปันล่าสุดเมื่อวานซืน คิดว่าหลังจากทุกอย่างเรียบร้อยเขาจะกลับมาที่คฤหาสถ์ซะอีก แต่ก็ไม่ได้กลับมา”ปานวาดบอกกับคริสา เธอเองก็หวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

“ฉันอยากคุยกับเค้า แต่ฉันไม่รู้ว่าเค้าอยุ่ไหน”

“ดิฉันเองก็พยายามติดต่อ โทรไปก็ไม่รับ ไปหาที่คอนโดก็ไม่อยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าปันหายไปไหน”ปานวาดเองก็เป็นกังวลไม่น้อย เธอรู้สึกว่าหลานของตัวเองมีท่าทีแปลกไป

“คุณคริสไม่ต้องเป็นกังวลหรอกคะ ปันอาจจะแค่เหนื่อย เขาคงอยากพักนิ่งๆสักสองสามวัน แล้วคงกลับมาเมื่อพร้อม”ปานวาดบอกให้สบายใจ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้คิดแบบนั้น คริสาพยักหน้าช้าๆแล้วเดินจากไปอย่างผิดหวัง

ผ่านไปอีกวัน ยังคงไร้ซึ่งเงาของปวัน คริสาใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการพ่อของตัวเองอย่างใกล้ชิด ท่าทีซึมเศร้าเหม่อลอยทำให้คนเป็นพ่อพลอยทุกข์ใจไปด้วย

“คริส ยังไม่ได้คุยกับปวันอีกเหรอลูก”อานนท์ถามทั้งที่รู้ดี เขาไม่เห็นปวันอีกเลยหลังจากเข้ารับการผ่าตัด และจากเรื่องที่เกิดขึ้น เขารู้ว่าทั้งลูกสาวและลูกเขยของตัวเองกำลังเผชิญกับจุดวิกฤติที่สุดในความสัมพันธ์

“หนูไม่รู้ว่าเค้าอยู่ที่ไหนคะพ่อ”คริสาบอกเสียงเศร้า เธอเองก็รอคอยการปรากฏตัวของเขา

“บอกพ่อได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างหนูกับปวัน”

คริสาก้มลงมองตัวเองที่ประสานกันอยู่ ความเงียบทำให้ได้ยินเสียงลมหายใจ อานนท์ทนเห็นลูกสาวตัวเองเจ็บปวดมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

“เพราะหนูเองคะพ่อ หนูมันคนโง่”หยดน้ำใสไหลอาบแก้ม เมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอทำกับปวัน ทำกับความรู้สึกของเขา

“ทั้งที่ปวันแค่อยากให้หนูเชื่อใจเขา แต่หนูทำไม่ได้ หนูทำไม่ได้”อานนท์เหมือนกำลังเห็นเด้กหญิงตัวเล็กในวันวานร้องไห้ ตอนคริสายังเด็กความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมาจากรอยแผลถลอกตามร่างกาย ทว่าตอนนี้บาดแผลกลับเกิดขึ้นภายในจิตใจ

“หนูโกรธที่เขาปกปิดเรื่องอาการป่วยของพ่อ แล้วเขายังติดต่อกับศัตรูของปรีชาเวชย์ ทำเหมือนกับว่าไปเป็นคนของพวกนั้น และที่ร้ายที่สุด หนูกลับเชื่อว่าเขาคือคนสั่งฆ่าหนู”

“หนูคิดว่าตัวเองกำลังถูกหักหลังอีกแล้ว หนูไม่อยากจะเชื่อใจใคร เพราะสุดท้ายแล้วมันจะทำหนูเจ็บปวด”อานนท์กำมือตัวเองแน่น ทุกอย่างมันเป็นเพราะเขา คนที่ทำให้คริสาเติบโตขึ้นมาโดยไร้ซึ่งความเชื่อใจในตัวคนอื่นก็คือเขา เพราะเขาทรยศต่อภรรยาตัวเอง เขานอกใจแม่ของคริสาแล้วเอาปานวาดขึ้นมาแทนที่ และเหนืออื่นใด คนที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่างก็คือเขา เขาคือคนที่สั่งให้ปวันทำตามแผนทุกอย่าง

“เพราะว่าหนูไม่เชื่อใจเขา ตอนนี้เขาก็เลยไม่อยากแม้แต่จะมองหน้าหนูด้วยซ้ำ ฮืออออ”คริสาสะอื้นไห้ใส่ฝ่ามือตัวเอง เมื่อเห็นลูกตัวเองหัวใจสลายเขาก้พลอยใจสลายไปด้วย

“พ่อขอโทษ มันเป็นเพราะพ่อเอง ทุกอย่างมันเป็นเพราะพ่อ”อานนท์เอ่ยด้วยเสียงพร่าสั่น คริสาเงยหน้าขึ้นมองคนเป็นพ่อ ส่งสายตาแห่งความไม่เข้าใจจ้องมองเขา

“พ่อหมายความว่ายังไงคะ”

“เรื่องอาการป่วย พ่อเป็นคนขอร้องไม่ให้ปวันบอกลูก เพราะพ่อกลัวว่าหนูจะรับกับการสูญเสียไม่ได้ เรื่องนี้ทั้งอลันและปานวาดก็รู้ พวกเขาก็ถูกสั่งห้ามเหมือนกัน แล้วก็เรื่อง…”อานนท์เว้นช่วง เขาไม่อยากเห็นแววตาผิดหวังจากคริสายามจ้องมองมาที่เขา

“แล้วก็เรื่องที่ปวันไปเข้ากับพวกศัตรู พ่อเป็นคนบอกให้เขาทำอย่างนั้นเอง”อานนท์สารภาพความจริงกับคริสา มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่อลันถูกป้ายสีเรื่องการทุจริตเงินในกองทุน เขารู้ดีว่าชานนท์คือคนที่อยู่เบื้องหลังและกำลังชักใยใครบางคนในองค์กรณ์ให้ร่วมมือกับเขา เพราะอย่างนั้นสิ่งที่อานนท์ทำก็คือ การสั่งให้ปวันไปพบกับชานนท์ตามข้อเสนอและให้ปวันโหวตให้แก่ทีมต่อต้านเพื่อให้อลันลงจากตำแหน่ง หลังจากนั้นชักจูงใจอลันให้เชื่อใจปวันและยอมมอบตำแหน่งให้กับเขา และเมื่อปวันได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน เขาอยากให้ปวันทำเหมือนว่าจะเข้าร่วมกับศัตรูค่อยๆแทรกซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อที่จะได้รู้ความเคลื่อนไหว และสามารถสะกัดกั้นอะไรก็ตามที่คนพวกนั้นจะสร้างความเสียหายให้แก่องค์กรณ์ จนกว่าจะเจอกับข้อมูลที่สามารถเอาผิดได้ ถึงจะเปิดเผยทุกอย่าง หากแต่เรื่องมันไม่ได้เป็นไปตามนั้น ธีระพาตัวเองไปถึงหลุมเร็วกว่าที่คิด เพราะต้องการเป็นใหญ่เหนือคนอื่น อำนาจและความโลภครอบงำถึงขั้นวางแผนที่ซับซ้อนแล้วโยนความผิดให้ผู้อื่น โชคยังดีแค่ไหนที่ถูกเปิดโปงเสียก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องเสียทั้งลูกสาวและคนดีๆอย่างปวันไป

“พ่อกำลังบอกว่าทุกอย่างเป็นเพราะพ่อสั่งเค้าเหรอคะ”คริสาถามด้วยเสียงเหลือเชื่อ ผู้ชายคนนั้นทำเหมือนตัวเองเป็นคนโง่เง่าที่ยอมเอาตัวเข้าไปพัวพันทุกอย่างเพียงเพราะพ่อของเธอเป็นคนสั่ง

“ใช่ พ่อเอง พ่อทำเอง”อานนท์ยอมรับแต่โดยดี

“แล้วเค้าก็ยอมทำทุกอย่าง ยอมแม้กระทั่งต้องกลายเป็นคนเลวในสายตาใครๆ ในสายตาหนู”คริสา ตัวสั่นไปหมด ทั้งโกรธทั้งเจ็บปะปนกันไป

“พ่อใช้ความกตัญญูของเขามาเป็นเครื่องมือในการใช้งานเขาเหรอคะ”อานนท์จุกจนพูดไม่ออก เขามันก็ไม่ต่างจากคนอื่น เห็นเพียงผลประโยชน์ของตัวเองจนมองเลยข้ามถึงสิ่งที่ปวันต้องเผชิญ

“พ่อก็รู้ว่าถ้าพ่อสั่งให้เขาทำอะไร เขาก็จะทำ สั่งให้เขาไปตายแทนพ่อยังได้”

“พ่อขอโทษ พ่อผิดเอง”

“แล้วเป็นหนูเอง เป็นหนูเองที่ติดกับดักนั่น เพราะว่าหนูไม่เคยเชื่อใจเขาเลย”

“คริส คริส พ่อขอโทษ”

“พ่อขอโทษปวันเถอะคะ อย่าขอโทษหนู เพราะหนูเองก็ทำร้ายเขาไม่แพ้กัน”คริสาปาดน้ำตาตัวเอง หันหลังให้คนเป็นพ่อแล้วเดินออกไปจากห้อง เจอกับปานวาดที่อยู่หน้าห้อง

“คุณน่าจะบอกทุกอย่างกับฉัน บอกฉันก่อนที่ฉันจะทำร้ายเขาขนาดนั้น”

“ฉันขอโทษคะ”ปานวาดเอ่ยเสียงเบา คริสาเดินจากไป ไม่มีใครไม่เจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ร่างบางก้าวฉับๆไปตามทางเดิน คริสาไม่รู้ว่าควรจะพาตัวเองไปอยู่ตรงไหน เธออยากออกไปตามหาปวัน อยากเจอเขาตอนนี้ เอ่ยคำขอโทษหรืออะไรก็ได้ต่อหน้าเขาเพื่อช่วยให้ความรู้สึกอันหนักอึ้งในจิตใจได้เบาบางลง ทว่าเธอไม่รู้ว่าเขาอยุ่ไหน มือบางกดเบอร์โทรศัพท์ซ้ำๆ แต่ปวันปิดเครื่อง

“ยัยคริส!”เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง คริสาหันไปตามเสียง จริยาโบกไม้โบกมือมาจากสุดทางเดิน ก่อนจะวิ่งมาหาคริสา

“จ๋อม”

“คริส”

สองเพื่อนสาวโผกอดเข้าหากัน คริสากอดจริยาแน่นในขณะที่จริยาตบหลังเพื่อนรักเบาๆ

“แกกลับมาซักที”

“ฉันขอโทษที่ไม่อยู่ตอนที่แกลำบาก ขอโทษน้า”

“ไม่เป็นไร แกก็กลับมาแล้วนี่ไง”สองเพื่อนสาวผละออกจากกัน จริยาเพ่งมองคนตรงหน้า คริสาดูท่าทางอิดโรย ใบหน้าซูบซิดและผอมลงอย่างเห็นได้ชัด

“แกไม่โอเคเลยใช่มั้ย”จริยาเท้าสะเอวแล้วเอ่ยถาม คริสาไม่ตอบอะไร

“มีอะไรเล่ามาให้หมด”

แพรพลอยเข้ามาตรวจอลันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะอนุญาติให้คนไข้เธอกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้ แพทย์หญิงบอกถึงผลการตรวจล่าสุด ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปในทางที่ดี

“สองสัปดาห์แล้วที่เกิดปัญหาการมองเห็น ตอนนี้อาการคงที่แม้จะยังมองไม่เห็นเป็นปกติ แต่อาการไม่ได้แย่ลง ฉันจะส่งตัวคุณให้แพทย์เฉพาะทางเรื่องนี้ดูแล อย่างที่เราคุยกันตอนแรก คุณต้องเดินทางไปพบผู้เชี่ยวชาญที่นิวยอร์ค ฉันคุยกับทางนู้นแล้วก็ส่งข้อมูลทุกอย่างให้แล้ว”แพรพลอยบอกถึงแผนการรักษาต่อเนื่องให้อลันรับทราบ นายแพทย์ใหญ่พยักหน้ารับรู้ข้อมูล

“ผมคงจะเดินทางไปนิวยอร์กทันทีเลยไม่ได้ เพราะทางนี้ยังไม่เรียบร้อย”อลันบอกถึงสิ่งที่เป็นกังวล เกิดเรื่องมากมายขึ้นภายในองค์กรณ์และมีเรื่องให้สะสางอีกมากมาย

“คุณรอไม่ได้คะ ยิ่งรักษาเร็วก็มีโอกาสหายเร็ว”

“ผมขอเวลาอาทิตย์เดียว เพื่อสะสางและส่งมอบงาน หมอคิดว่ามันพอจะได้มั้ย”อลันขอความเห็น แพรพลอยครุ่นคิด

“คิดว่าได้คะ แต่แค่อาทิตย์เดียวนะคะ”

“ขอบคุณมากสำหรับการเป็นหมอที่ดีเยี่ยมให้กับคนไข้ที่ไม่ได้เรื่องอย่างผม” แพรพลอยหัวเราะออกมา อลันก็รู้ตัวเองด้วยเหมือนกัน

“เราต่างก็เคยมีคนไข้ดื้อๆกันทั้งนั้น”

คราวนี้ทั้งสองคนหัวเราะออกมาพร้อมๆกัน หลายวันมานี้อลันไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายอย่างนี้มาก่อน

“ฉันดีใจที่คุณยังหัวเราะได้ คุณจะต้องหาย และกลับมามองเห็นเป็นปกติ”

“ผมรู้”

แพรพลอยระบายรอยยิ้มออกมา อลันดูเข้มแข็งและพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้ดีเยี่ยม

“ฉันขอตัวก่อนนะคะ จะมีหมอตาเข้ามาตรวจคุณอีกรอบก่อนดิสชาร์ท”

“ขอบคุณอีกครั้งหมอ”แพรพลอยโค้งต่ำด้วยความเคารพ ทำท่าจะเดินออกไปแต่นึกบางเรื่องขึ้นมาได้

“คุณอลันบอกฉันว่าคุณมีคนที่จะต้องไปตามหา ตอนนี้คุณยังจะไปตามหาเธออีกหรือเปล่าคะ”ศัลยแพทย์หญิงมองเห็นสีหน้าเปลี่ยนไปของคนไข้ รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้าอลัน

“ผมจะตามหาเธอ ไม่ว่าจะกลับมามองเห็นอีกหรือไม่ผมก็จะตามหาเธอให้เจอ”

“ฉันขอให้คุณเจอ โชคดีนะคะ”แพรพลอยเอ่ยประโยคสุดท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไป เมื่ออยุ่ตามลำพัง อลันกลับไปจมกับความรู้สึกตัวเองอีกครั้ง แต่ก้เพียงชั่วครู่ เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู และใครบางคนเข้ามาในห้อง คงจะเป็นจักษุแพทย์มาตรวจอีกครั้งอย่างที่แพรพลอยบอก

“หมอมาตรวจเหรอครับ”อลันเอ่ยถาม

“ผมเองครับ”เจ้าของเสียงนั้น คือคนที่หายตัวไปในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ปวันเดินเข้ามาภายในห้อง เขามีเรื่องบางอย่างต้องพูดคุยกับอลัน

“ปวัน นายหายไปไหนมา แล้วเจอยัยคริสหรือยัง”อลันเอ่ยถามทันที หลานเขยเขาควรไปหาคริสาเป็นคนแรก แต่ทำไมถึงมายืนอยู่ตรงนี้

“ผมแค่หลบไปคิดอะไรสักหน่อย”

“แล้วนายคิดได้รึยัง ถ้าคิดได้แล้วก็ไปหายัยคริสซะ เมียนายรอนายทั้งวันทั้งคืน ยัยคริสคงมีเรื่องอยากจะบอกกับนายมากมาย”

“ผมไม่ได้มาอยู่ในห้องนี้เพื่อจะบอกว่าผมกลับมาแล้ว แต่ผมจะบอกว่า ผมกำลังจะไป”

“นายหมายความว่ายังไงปวัน ที่บอกว่าจะไป ไปไหน”

“ผมจะคืนตำแหน่งประธานบริหารปรีชาเวชย์ให้กับคุณอลัน และจะหย่ากับคริสาครับ”

“แก!”

อลันพรวดพราดลุกจากเตียง พุ่งตัวไปหาปวันอย่างสะเปะสะปะ จนเกือบล้ม ปวันเข้าไปประคองไว้ แต่กลายเป็นอลันที่กระชากคอเสื้อปวันแน่น

“นายจะทิ้งยัยคริสเหรอ นายจะทำอย่างนั้นเหรอ!”เขาตะโกนใส่หน้าปวันจนสุดเสียง เมื่อนึกว่าคริสาต้องถูกทอดทิ้งและปล่อยให้เผชิญหน้าทุกอย่างตามลำพัง

“ผมไม่ได้เป็นคนทอดทิ้งเธอ แต่เธอต่างหากคือคนที่ทอดทิ้งผม”ปวันเอ่ยอย่างขมขื่น คริสาเป็นคนเอ่ยขอหย่าขาดกับเขาก่อน

“เธอทำแบบนั้นเพราะเธอไม่รู้ เพราะเธอคิดว่านายหักหลังเธอ”

“มันไม่ใช่แค่นั้นหรอก ถึงไม่เกิดเรื่องสักวันมันก็ต้องเป็นแบบนี้ เพราะอะไรคุณอลันรู้มั้ยครับ เพราะว่าคริสาไม่เคยรักผมเลย แล้วผมเหนื่อยกับความสัมพันธ์ในแบบนี้เต็มที”

“นายอย่าทำแบบนั้น อย่าหย่ากับคริสา เด็กคนนั้นเปลี่ยนไปแล้ว”

“เธอไม่เคยเปลี่ยนครับ และผมก็ไม่เคยเปลี่ยนเหมือนกัน แต่ผมทนกับมันไม่ไหวแล้ว”

มีเพียงความเงียบที่ปกคลุมไปทั้งห้อง อลันค่อยๆคลายมือออกจากคอเสื้อปวัน แล้วถอยลงไปนั่งบนเตียงตามเดิม

“ผมมาหาคุณอลันวันนี้ก็เพื่อบอกว่าผมจะไปจากปรีชาไวยกิจ ไปจากปรีชาเวชย์ และผม…”

“และผมไม่อาจยืนเคียงข้างคริสาได้อีกต่อไป”

เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง ต่างฝ่ายไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกมาอีก อลันรู้ดีว่าเขาไม่มีสิทธิ์ร้องขอกับปวัน แต่เขาก็ยังอยากให้หลานเขยคิดทบทวนอีกที

“ลองคิดดูอีกทีได้ไหม”

“ผมคิดมาดีแล้ว”ปวันบอกอย่างหนักแน่น

“ไม่มีอะไรเปลี่ยนใจนายได้ใช่มั้ย”

“……”ความเงียบคงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

“ผมฝากคริสาด้วย ช่วยดูแลเธอแทนผมที”

“ฉันยังดูแลของๆฉันไม่ได้เลย ณฉัตรก็หนีไป นายเองก็กำลังจะไปอีกคน ฉันเพิ่งรู้ว่าคนในตระกูลเราไม่เก่งเรื่องการรักษาของสำคัญไว้เลย”อลันตัดพ้อ เมื่อนึกถึงณฉัตร

“แล้วนายจะทำยังไงต่อ แพลนของนายต่อจากนี้”

“ผมมีแค่แผนการชีวิตระยะสั้น ผมยังไม่รู้อนาคตต่อจากนี้ แต่ผมคงหายไปสักพัก”ปวันบอกถึงความตั้งใจของตัวเอง เขาอาจไปที่ไหนสักที่ ที่ไกลๆ ที่ๆห่างไกลจากสิ่งที่แป็นอยู่

“ฉันจะไม่บอกลานายในตอนนี้ เพราะฉันมั่นใจ ว่านายจะกลับมา”

วันต่อมา

อลันออกจากโรงพยาบาลได้ในเช้าวันรุ่งขึ้น เขาเรียกบอร์ดบริหารประชุมทันที เพื่อสะสางเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้นกับปรีชาเวชย์ ทุกคนมารวมตัวกันในที่ประชุม ต่างคนอยากรู้ว่าองค์กรณ์จะเดินหน้าไปในทิศทางใด ปวันจะเป็นคนกุมบังเหียนในตำแหน่งประธานต่อหรือเป็นอลันที่กลับเข้ามาดำรงตำแหน่ง หากว่าข่าวการเจ็บป่วยของอลันแพร่สะพัดไปทั่ว มีคนบอกว่าอุบัติเหตทำให้นายแพทย์ใหญ่สูญเสียการมองเห็น และการปรากฏตัวของเขาในที่ประชุมก็เป็นการยืนยันข่าวลือได้ดีที่สุด

“อลันตาบอดจริงๆด้วย”

“เขามองไม่เห็นแล้วจะดำรงตำแหน่งประธานได้ยังไง”

“ถ้าอย่างนั้นปวันต้องดำรงตำแหน่งต่อแน่”

เกิดเสียงวิพากวิจารณ์รอบทิศ ผู้ช่วยประคองอลันมานั่งประจำตำแหน่ง และปวันที่ปรากฏตัวขึ้นในที่ประชุม

“ขอบคุณทุกท่านที่มารวมตัวกันอีกครั้ง ผมรู้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาองค์กรณ์ของเราต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก มีเรื่องราววุ่นวายมากมายที่เกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ยังยืนหยัดและเคียงข้างกัน ต่อจากนี้จะเป็นช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนบางอย่างในปรีชาเวชย์อีกครั้ง แต่ก่อนอื่น นายแพทย์ปวันมีอะไรจะประกาศกับทุกท่าน”

ปวันลุกขึ้นก่อนจะโค้งความเคารพให้ทุกคน เตรียมตัวจะประกาสเรื่องสำคัญ

คริสากำลังเตรียมตัวออกจากคฤหาสถ์เพื่อจะไปเฝ้าไข้คนเป็นพ่อที่โรงพยาบาล เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นจริยาที่โทรมา

“ฮัลโหลจ๋อม”

“คริส แกอยู่ไหน”น้ำเสียงคนปลายสายดูร้อนรน

“กำลังจะออกจากบ้าน ไปโรงพยาบาล แกมีไรรึเปล่า เสียงตื่นเต้นจัง”

“แกรีบมาตอนนี้เลย พี่ปันอยู่ที่โรงพยาบาล กำลังประกาศลาออกจากตำแหน่ง”

ตรู้ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

“ยัยคริส ยัยคริส !”

สายจริยาถูกตัดทิ้งทันที หญิงสาวมาโรงพยาบาลเพื่อจะเยี่ยมอาการอานนท์ แต่กลับรู้ข่าวเรื่องการประกาศลาออกจากตำแหน่งของปวันจากเลขาคนสนิทคือนลิน

ปวันคืนตำแหน่งประธานบริหารให้แก่อลันและยุติบทบาทผู้อำนวยการโรงพยาบาลรวมถึงลาออกจากการศัลยแพทย์โรงพยาบาลปรีชาเวชย์ แม้จะเกิดเสียงคัดค้านจากทุกฝ่าย แต่ก็ไม่เป๋นผล นายแพทย์หนุ่มกล่าวอำลาทุกคนในที่ประชุมท่ามกลางความสงสัย ทั้งที่ปวันพ้นจากข้อกล่าวหาทุกอย่างแต่เขาเลือกจะรับผิดชอบความวุ่นวายที่เกิดขึ้นโดยการยุติทุกบทบาทในปรีชาไวยกิจ ปวันออกมาจากที่ประชุมก่อนใคร เขาไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับปรีชาเวชย์อีก ไม่จำเป็นต้องอยู่รับรู้ความเป็นไปขององค์กรณ์อีกแล้ว

“คิดดีแล้วใช่มั้ย” แพรพลอยเอ่ยถาม เธอมาดักรอปวันหน้าห้องประชุมทันทีที่ทราบข่าวการลาออกของเขา แพทย์หญิงลากร่างสูงให้ตามเธอไปบนดาดฟ้า สถานที่ที่พวกเขามักพบปะพูดคุยและเปิดใจกันทุกเรื่อง ปวันไม่ตอบคำถาม เขาหันหลังให้แพรพลอย จ้องมองออกไปยังวิวเบื้องหน้า บนท้องฟ้าเมฆฝนดำครึ้ม สายลมพัดพาเอากลิ่นฝนจากที่ไกลๆโชยมา

“ตอบสิปัน ว่าคิดดีแล้วใช่มั้ย”

“บางเรื่องก็ไม่ต้องใช้สมองตัดสินใจหรอกแพร แค่ใช้หัวใจก็พอ”

“แล้วหัวใจนายมันเป็นยังไง หัวใจนายมันบอกให้นายทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไปอย่างนี้เหรอ”แพรพลอยไม่เข้าใจปวันสักนิด เขาเป็นคนมุ่งมั่น มีความรับผิดชอบและไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ ซึ่งมันตรงข้ามกับความจริงในตอนนี้

“ผมทำอย่างนี้ไม่ได้เหรอ ผมอยากจะเป็นคนเห็นแก่ตัวสักครั้งไม่ได้เหรอ”ปวันหันไปเผชิญหน้ากับแพรพลอยแล้วเอ่ยถาม

“ถ้าเป็นเรื่องปรีชาเวชย์ ปันจะทิ้งมันไปแพรไม่ห้ามหรอก แต่แพรรู้มาว่าปันจะหย่ากับคุณคริส มันไม่จริงใช่มั้ย”

“จริง”ปวันตอบโดยไม่คิดด้วยซ้ำ แพรพลอยอึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยิน

“ทำไมละ ทั้งที่ปันรักเธอขนาดนั้น”

“เพราะรักมากไง ผมถึงต้องไป ผมยอมแพ้แล้วแพร ผมยอมแพ้ทุกอย่าง ผมเหนื่อยที่ต้องเป็นเพียงคนเดียวที่ยื้อความสัมพันธ์นี้ไว้ ความรักมันจบลงด้วยการไม่รักแพรก็รู้ และคริสาไม่เคยรักผม”ปวันเอ่ยอย่าร้าวราน แพรพลอยเห็นเพียงผู้ชายที่พ่ายแพ้ต่อทุกอย่าง

“จริงๆแล้วแพรเป็นคนนอกสำหรับเรื่องนี้ แต่พอนึกถึงตอนนั้น ตอนที่ปันมาก้มหัวขอโทษแล้วบอกเลิกกัน ปันบอกว่ามีใครบางคนอยู่ในใจ เธอคนนั้นเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่อยากรักษาไว้ในชีวิต แพรก็แค่คิดว่ามันไม่ควรจะออกมาเป็นอย่างนี้”

“แพรกำลังเป็นห่วงผมเหรอ จริงๆแล้วแพรกลัวว่าผมจะอยู่ไหวรึเปล่ามั้ยใช่มั้ย ถ้าไม่มีคริสา”ปวันรู้ดีว่าแพรพลอยเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง เธอคอยเอาใจใส่และเป็นห่วงความรู้สึกของเขาเสมอ

“รู้ก็ดีนี่”

“บอกตามตรงนะ ผมยังไม่รู้เลย ผมไม่รู้ว่าจะอยู่ไหวรึเปล่า แต่ผมเลือกแล้ว และผมเลือกให้มันเป็นแบบนี้”

ปวันแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน เมฆฝนที่ลอยอยู่เหนือหัวกำลังกลั่นตัวและจะกลายเป็นละอองไอฝนในอีกไม่ช้า

คริสาวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงโรงพยาบาล พบกับจริยาที่ยืนรออยู่ด้านหน้าเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ เพื่อนสาวรีบวิ่งไปดึงลากคริสาทันที

“ยัยคริสทำไมแกช้ายัง”

“นี่ก็เร็วที่สุดในชีวิตแล้ว ปวันอยู่ไหน”คริสาเอ่ยถามแบบไม่หายใจ

“น่าจะบนห้องประชุม รีบไปกันเถอะ”

คริสาพยักหน้ารัวเร็วก่อนจะวิ่งนำไปกดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นบน ประตูลิฟต์เปิดออก คนที่อยู่ในนั้นคือแพรพลอย

“อ้าว คุณคริส”

“หมอแพร”

“ห้องประชุมนี่อยู่ชั้นไหนแล้วนะยัยคริส”จริยาที่เข้าไปในลิฟต์หันไปถามคริสา

“ชั้น13”

“นี่พวกคุณกำลังจะไปห้องประชุมกันเหรอคะ”แพรพลอยถามขึ้น คริสาและจริยาพยักหน้าพร้อมกัน

“คุณคริส ถ้าคุณจะไปหาปวัน เขาไม่ได้อยู่ที่ห้องประชุมแล้วคะ”

“แล้วเขาอยู่ที่ไหนคะ”

ครืน ครืน

เสียงฟ้าร้องและแสงแลบแปร้บปร้าบทำให้ปวันลืมตาขึ้น เขายืนอยู่บนดาดฟ้าตามลำพัง อยากจะใช้เวลาเพื่อซึมซับทุกๆอย่างที่นี่ ลมกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ ร่างสูงที่ยืนตระหง่านเหมือนจะถูกพัดปลิวไปตามแรงลม ขายาวก้าวถอยหลังก่อนจะหมุนตัวออกไปจากจุดนั้น ทว่าเมื่อหันไป กลับเจอใครบางคนปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า คริสาหายใจหอบโยนจากการออกแรงวิ่งขึ้นบันไดมา คนตัวเล็กค่อยๆเดินเข้าไปหาคนตัวโต เป็นการเผชิญหน้ากันครั้งแรกนับตั้งแต่เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น

“กำลังเล่นซ่อนหาเหรอ ก็รู้นี่ว่าฉันหาไม่เก่ง”คริสาเอ่ยขึ้น สายตาจ้องมองยังคนตรงหน้า

“แต่คริสก็หาเจอนี่”การต้องมองหน้าคริสาในระยะใกล้ขนาดนี้ มันทำให้หัวใจเขาปวดบีบจนทรมานไปหมด

“ทำไมถึงหายไปละ ทำไมถึงไม่กลับบ้าน”น้ำเสียงแผ่วลงยามเอ่ยคำถาม

“พี่แค่อยากจะอยู่กับตัวเองสักพัก”

“แล้วสักพักของนายมันผ่านไปรึยัง สักพักของนายมันอีกนานมั้ย”เป็นคำถามที่เจือไปด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ฟังแล้วต้องใจอ่อนยวบ แววตาโหยหานั่นอีก คริสากำลังทำให้หัวใจเขาทำงานหนัก

“ฉันกลัวว่านายจะไม่อยากเจอฉันอีก ฉันกลัวว่าจะไม่ได้บอกทุกอย่างกับนาย”

“คริสมีอะไรจะบอกกับพี่”

“พ่อบอกทุกเรื่องหมดแล้วทั้งเรื่องอาการป่วยที่สั่งให้ทุกคนปกปิด แล้วก็แผนการที่ให้นายไปเข้ากับฝั่งศัตรู ฉันรู้แล้วว่านายไม่ได้หักหลังทุกคน เรื่องจ้างวานฆ่านั่นก็ด้วย ทุกอย่างมันก็แค่เรื่องที่นายถูกใส่ร้ายป้ายสี”คริสบอกด้วยหวังจะให้ปวันรู้ว่าเธอเข้าใจทุกอย่าง และเมื่อเรื่องราวคลี่คลาย ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม

“แค่นี้เหรอที่จะบอก”ปวันถามด้วยเสียงเลื่อนลอย ใบหน้าเรียบเฉยเสียจนคริสารู้สึกว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เธอกำลังพูด

“ฉันขอโทษกับทุกเรื่อง ขอโทษที่ไม่เชื่อใจนาย”เอ่ยด้วยเสียงพร่าสั่น ขอเพียงแค่ปวันยกโทษให้ เธอพร้อมจะปรับปรุงตัวเองและทำให้มันดีขึ้น

“มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก”

“สำคัญสิ มันสำคัญสำหรับฉัน นายจะไม่ยกโทษให้ฉันเหรอ”

“พี่ไม่ได้โกรธ ไม่เคยโกรธด้วย พี่เข้าใจดีว่าทำไม คริสไม่ต้องรู้สึกผิดกับทุกอย่างหรอก”ทั้งที่ปวันบอกอย่างนั้น แต่คริสารู้สึกได้ว่าทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“แล้วทำไมถึงประกาศลาออกละ ถ้าไม่ได้โกรธแล้วลาออกทำไม”

“เพราะว่าทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”

ครืน ครืน

เสียงฟ้าร้องดังขึ้น ลมพายุพัดพาเส้นผมปลิวไสว ละอองฝนหยาดเล็กหยดลงมากระทบผิวหน้า ความเย็นชื้นเข้ามาครอบคลุมและโอบล้อมไว้ทุกทิศทาง

“หมายความว่ายังไง”คริสาเอ่ยถามเสียงแหบพร่า รู้สึกถึงบางสิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามา

“พี่รู้ว่าที่ผ่านมาเป็นคนเห็นแก่ตัว คำสั่งการแต่งงานมันก็เป็นเพียงข้ออ้างที่ได้ยึดตัวเธอไว้มาเป็นของพี่ แต่ว่าเธอไม่เคยเป็นของพี่เลยจริงๆสักครั้ง พี่รู้ว่าเธอเกลียดพี่และทรมานกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่ว่าตอนนี้พี่จะคืนทุกอย่างให้เธอ พี่จะคืนชีวิตให้เธอ”ปวันบังคับไม่ให้ตัวเองต้องร้องไห้ออกมา เขารู้สึกตัวเองอ่อนแอและพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ

“คืนชีวิตให้กันเหรอ”

“พี่จะทำตามที่เธอขอ พี่จะหย่ากับเธอ แล้วออกไปจากชีวิตเธอ เธอจะเป็นอิสระอีกครั้ง”

ซ่า ซ่า !!!

พายุพัดพาให้สายฝนตกกระหน่ำลงมา เม็ดฝนเย็นเฉียบทำให้หนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ

“เราไม่ต้องทนกับความเจ็บปวดจากการฝืนความรู้สึกตัวเองอีกแล้ว ไม่มีใครต้องอดทนอีกแล้ว”

“ไม่ใช่นะปวัน มันไม่ใช่อย่างนั้น”

“มันเป็นอย่างนั้นแหละคริส เราอย่าทำร้ายความรู้สึกกันอีกเลย มันไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว”ปวันเอ่ยอย่างอ่อนล้า คริสาน้ำตาไหลพราก ร่างสูงก้าวถอยและหันแผ่นหลังให้กับคนตัวเล็ก เขากลัวการได้เห็นคริสาร้องไห้ เพราะมันจะทำให้เขาอ่อนแอและทุกอย่างจะพังทลายลงอีก

“ไม่เอา ไม่เอาแบบนี้ปวันอย่าทำแบบนี้”คริสาพุ่งเข้าไปกอดร่างสูงจากทางด้านหลัง เพิ่งรู้ว่าสิ่งที่หวาดกลัวที่สุดคือการที่คนในวงแขนเล็กๆนี่จะหายไป ปวันตัวสั่นเทิ้ม สายฝนซัดสาดจนคนทั้งสองเปียกปอน เสียงสายลมหวีดหวิวดังก้อง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้ยินเสียงสะอื้อนไห้ของคนตัวเล็ก

“คริสไม่ให้ไปนะ ไหนเคยสัญญาไงว่าจะดูแลคริสตลอดไป คนโกหก ไหนพี่บอกว่าจะดูแลคริสตลอดไปไง”เสียงร้องไห้นั้นบาดลึกเข้าไปในหัวใจของปวัน คริสาเพียงแค่กลัวตัวเองจะสูญเสียบางอย่าง ผู้หญิงที่กอดเขาอยู่ไม่ได้รักเขาสักนิด บอกกับตัวเองซ้ำๆอย่างนั้น ด้วยหวังว่ามันจะทำให้เขาใจแข็งพอที่จะเดินจากไปได้

“เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้เหรอ ไม่ได้เหรอ”

คริสาอ้อนวอน กระชับกอดแน่นที่สุดในชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างคงจะพังทลายและแตกสลายลงตรงนี้ หากเขาเดินจากเธอไป ปวันเลื่อนมือขึ้นมากอบกุมมือเล็กที่กอดรอบเอวเขาเบาๆ ก่อนจะแกะมือนั้นออก และพาตัวออกห่างคริสา

“ไม่ได้แล้ว เราเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว”


ฉันได้ยินเสียงหัวใจตัวเองแตกสลายลงในตอนนั้น

เหมือนกับว่าอีกครึ่งหนึ่งในตัวฉันกำลังสูญสลาย

เหมือนกับว่าพายุกำลังพัดพาโลกทั้งใบของฉันปลิวหายไป

เบื้องหน้าของฉันคือแผ่นหลังที่สั่นไหวของเขา

ฉันไม่เคยต้องมองเขาจากข้างหลังเลยสักครั้ง

ฉันคุ้นเคยกับการมองไปข้างหน้า โดยที่รู้ว่ามีเขาอยู่ข้างหลัง

ฉันรู้ว่าเขาจะเป็นเงาของฉัน

ฉันรู้ว่ามองกลับไปเมื่อไหร่ เขาจะยืนอยู่ตรงนั้น

แต่ฉันไม่ได้ทำอย่างนั้น ฉันไม่เคยหันไปมองข้างหลังสักครั้ง

และในตอนนี้ เงานั้น กำลังสูญสลายหายไปตลอดกาล

ฉันกำลังจะเสียเขาไป***…***

…………………………………………………………………………


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น