vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 19 ♥ (คาร์ล&ท้องฟ้า) [UPDATE]

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 ♥ (คาร์ล&ท้องฟ้า) [UPDATE]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.5k

ความคิดเห็น : 54

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2562 22:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 ♥ (คาร์ล&ท้องฟ้า) [UPDATE]
แบบอักษร

ตอนที่ 19 (คาร์ลXท้องฟ้า)


                [PART : ท้องฟ้า**]**

                ตึก ตึก ตึก

                ฝีเท้าเล็กของผมวิ่งไปข้างหน้าและก็ต้องชะงักเมื่อเห็นคาร์ลนอนอยู่ตรงพื้นหญ้า ส่วนเอลีนกำลังเดินตรงเข้ามาหาเขา แถมดูเหมือนกำลังจะพูดอะไรด้วย ทั้งที่ตัวเองควรหยุดเดิน ทว่าขาสองข้างของผมกลับวิ่งเข้าไปหาร่างสูงพร้อมกับมือที่คว้าแขนของคาร์ลไว้

                “คาร์ลคะ คือว่าฉัน...” เอลีนเอ่ยปาก คาร์ลนอนอยู่ตรงพื้นหญ้าหันมามองมือผมงง ๆ เพราะเขาไม่รู้ว่าผมวิ่งมาจากทางไหน

                “ยะ อย่ามายุ่งกับคาร์ลของฉันนะ...” เสียงหวานฟังละมุนทำเอาร่างสูงอึ้ง ผิดกับเอลีนที่มองอย่างไม่เชื่อ

                “ท้องฟ้า นายพูดได้เหรอ นี่นายหลอกทุกคนว่าตัวเองพูดไม่ได้มาโดยตลอดงั้นเหรอ!” เธอขึ้นเสียง ผมสะดุ้ง

                คาร์ลเลยลุกขึ้นนั่งแล้วใช้สายตาไล่หญิงสาวตรงหน้า เอลีนยอมเดินออกไปจากตรงนี้ด้วยความอารมณ์เสีย เพราะเธอกะจะมาขอร่างสูงเป็นแฟน แต่ดันโดนผมขัดจังหวะซะได้

                ผมมองเธอเดินออกไปจากตรงนี้ก็ถอนหายใจโล่งอกและสะดุ้งอีกครั้ง เมื่อแขนของคาร์ลดึงผมให้ล้มลงไปนั่งบนตักของเขาพอดี

                “อ๊ะ...” สายตาผมเหลือบไปมองมือเขาถึงกับตาโต “คาร์ล! มือไปโดนอะไรมา” เลือดไหลอาบเต็มไปหมด ผมรีบหาผ้าเช็ดหน้าออกมาเพื่อซับให้

                “ไม่เป็นหรอก ฉันแค่กำแก้วเล่น” เขาว่าขำ ๆ แต่ผมซีเรียสนะ...ก็เขาเจ็บนี่นา คาร์ลเอานิ้วมาจิ้มหน้าผากผม

                “อย่าทำหน้าขมวดคิ้วสิ ฉันบอกว่าไม่เป็นไร...”

                “นายบีบแก้วเพราะฉันรึเปล่า” ผมถามออกไปอย่างนึกเข้าข้างตัวเอง เขาเงยหน้าขึ้นมองนิ่ง

                “ถ้าบอกว่าใช่ล่ะ”

                “อย่าทำอีกได้ไหม” ผมใช้ผ้าเช็ดหน้าซับด้วยความเป็นห่วง คาร์ลมองหน้าผมเงียบ ๆ

                “คำพูดเมื่อกี้ ออกมาจากใจนายรึเปล่า” เขาถามขึ้นทำให้ผมมองสบตาเขาที่จ้องเหมือนต้องการค้นหา มือหนาเลื่อนมาโอบเอวของผมไว้หลวม ๆ แล้วถามย้ำอีกรอบ

                “ว่ายังไงท้องฟ้า ประโยคที่ว่าฉันเป็นของนาย นายพูดมันออกมาจากใจรึเปล่า คนเราต้องซื่อสัตย์กับใจของตัวเองนะ”

                “ใช่ คำนั้นมันมาจากใจของฉัน...” ผมยอมเอ่ย  

                “คาร์ล...ฉันคิดว่า ฉันกำลังตกหลุมรักนายซะแล้วล่ะ” ผมสารภาพออกไป เรียกรอยยิ้มเขาได้ทันที

                “ของมันแน่อยู่แล้วไม่ใช่รึไง...แต่สำหรับฉัน ไม่ใช่แค่ตกหลุมรักแล้วล่ะ เพราะตอนนี้ ฉันรักนายไปแล้ว...” เสียงเข้มบอกออกมาพร้อมลูบหน้าของผม ผมใจเต้นรัวจนแทบจะบ้ากับคำว่ารักที่ยังดังซ้ำ ๆ ในใจของผม

                “ท้องฟ้า”

                “หือ?”

                “คบกับฉันนะ” ผมฟังประโยคสั้น ๆ ด้วยใจตึกตัก

                “.......”

                “ว่ายังไง ตอบเร็ว” เขาเร่ง คนเราควรซื่อสัตย์ต่อใจของตัวเองใช่ไหมครับ....ผมมองหน้าเขาอีกครั้งและพยักหน้า

                “อื้อ!”

                “สัญญาอะไรกับฉันสักอย่างหน่อยได้ไหม” เขาขอ

                “ได้สิ”

                “อย่ามองผู้ชายคนอื่นนอกจากฉัน” เขาบอกออกมาพร้อมกับปล่อยรังสีความหึงอย่างเห็นได้ชัด

                “ตะ ตกลง...คาร์ลก็ด้วยนะ อย่ามองคนอื่นนอกจากฉัน” ผมบอกกลับ เขายิ้มรับและพยักหน้ารับรู้

                “ไม่มีปัญหา ได้ตามที่ท้องฟ้าขอ” ผมกับเขายิ้มให้กันอย่างมีความสุข

                โดยไม่รู้ว่ามีสายตาอิจฉาของเอลีนมองอยู่หลังพุ่มไม้ด้วยความแค้น...


+1 อาทิตย์ต่อมา+

                ผมย้ายมาอยู่กับคาร์ลที่คฤหาสน์หลังใหญ่ได้ครบหนึ่งอาทิตย์แล้วครับ ตอนแรกผมคัดค้านแต่เขาเล่นให้พ่อบ้านไปขนข้าวของ ๆ ผมมาจนหมด ไม่เหลือทางเลือกให้ผมต่อกรเลย ผมเลยต้องอยู่ที่นี่ไปโดยปริยาย บอกตรง ๆ ว่าเกรงใจมากครับ (แต่คาร์ลยังยืนยันคำเดิมว่าให้ผมอยู่กับเขา)

                ผมกับเขาเริ่มคบกันในฐานะแฟน ในคฤหาสน์หลังนี้ นอกจากจะมีคาร์ลแล้ว ยังมีคุณฟอเรส ฮันนี่ นัมเบอร์และแอเรียอยู่ด้วยครับ แม้ผมจะแอบสงสัยเรื่องของคาร์ล แบบว่าความรู้สึกของผมมันรู้สึกว่าเขาไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป  แต่ผมก็ไม่ได้ถามอะไรเขาออกไป

                ตั้งแต่ที่เราสองคนสารภาพความในใจและเริ่มคบกันจริงจัง การทำ ‘กิจกรรมกลางคืน’ ระหว่างเรามันก็เลยกลายเป็นเรื่องปกติของคนรัก แม้จะเป็นเรื่องน่าอายและผมยังไม่ชินกับความเจ็บที่ต้องเจอทุกที แต่ผมก็หนีคาร์ลไปไหนไม่รอดหรอก ที่จริงมันไม่ได้รู้สึกแย่ขนาดนั้น ถ้าเราได้ทำเรื่องแบบนี้กับคนที่เรารัก มันย่อมมีความสุขอยู่แล้วล่ะครับ เขาโอบกอดผมด้วยความอ่อนโยนเสมอ ไม่รุนแรงเลยสักนิด...

                จนผมแอบคิดขำ ๆ ไปว่า ถ้าหากผมเป็นผู้หญิง ป่านนี้คงท้องไปแล้วล่ะครับ ก็เล่นทำไม่หยุดพักมาจนถึงหนึ่งอาทิตย์ขนาดนี้ เขารังแกผมทุกคืนเลยครับ กระหายอะไรขนาดนั้นก็ไม่รู้...

                วันนี้ผมลืมตาตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่ ด้วยอาการปวดตัว เพราะเมื่อคืนคาร์ลค่อนข้างนัวเนียผมหนักพอสมควร เขาใช้แรงลงมาหาผมเยอะมาก ผมพยุงตัวเองลุกขึ้นพลางจับไหล่ตัวเองเบา ๆ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมือหนาเลื่อนมาโอบเอวผมไว้

                “จะไปไหน...” เขาถามเสียงงัวเงียแถมยังไม่ลืมตา

                “จะไปอาบน้ำ” ผมตอบพร้อมกับแกะมือเขาออก เหมือนละเมอเลย ตื่นรึยังเนี่ย?

                “ไปไหวหรือเปล่า? ปวดตัวมากไหม ถ้าไม่ไหวก็นอนต่อ” เขาลืมตามองผมนิด ๆ

                “ไหว ๆ วันนี้ฉันมีเรียนภาคเช้า เดี๋ยวบ่ายก็กลับมาแล้ว” ผมว่า เพราะวันนี้มีจดโน้ตย่อสำหรับสอบย่อย เลยไม่อยากขาดเรียน คาร์ลยอมปล่อยผมให้เป็นอิสระอย่างเข้าใจ

                “รีบกลับมานะ”  เขาดึงแขนของผมลงไปใกล้เขาก่อนจะหอมแก้มผมฟอดใหญ่จนผมหลุดยิ้ม

                “อือ แล้วฉันจะรีบกลับมา...” ผมก้าวลงจากเตียงเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำ ส่วนร่างสูงก็พลิกตัวนอนหลับต่อเหมือนเด็กอนุบาล

                |มหาวิทยาลัย|

                พอเวลาหมดคาบดัง เหล่านักศึกษาพากันดีใจยกใหญ่ เพราะอาจารย์บรรยายเนื้อหาหนักหน่วงมาก ดีนะครับที่มาวันนี้ ท่านบอกแนวข้อสอบหลายอย่างเลย ผมเก็บของใส่กระเป๋าเพื่อที่จะกลับไปหาคาร์ลเร็ว ๆ ไว้ไปกินข้าวเที่ยงกับเขาดีกว่า พอคิดแบบนั้น ผมก็อดยิ้มไม่ได้

                ผมเดินลงบันไดมาถึงกับหยุดกึก เมื่อเจอเอลีนยืนอยู่พอดี

                “ฉันขอคุยกับนายหน่อยสิ” เธอบอกเสียงเรียบ ทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับเธอทำให้ผมหวั่นใจทุกที แต่ผมกลับรู้สึกว่าไม่อยากหนีครับ ถ้าอยากจะคุยอะไร ก็ควรคุยให้รู้เรื่องกันไปเลยดีกว่า ผมพยักหน้าตอบรับ

                ผมกับเธอเดินมาทางสวนหย่อมเพื่อหาที่คุย จริง ๆ ไม่เห็นต้องมาคุยในสวนแบบนี้เลย...

                “นี่ มีธุระอะไรจะคุยเหรอ” ผมหยุดเดินและถามเธอ เอลีนหยุดก่อนจะหันขวับมาหาผม แววตาของเธอจ้องมา ทำให้ผมเบิกตากว้างถอยหลังกรูออกห่างจากเธอ

                เพราะเอลีนหยิบมีดสั้นออกมาจากกระเป๋า

                “เอลีนเธอจะทำอะไร...”

                “ทำไม กลัวรึไง?” เธอถามเสียงเย็น

                “ของมีคมแบบนั้นมันอันตรายนะ เธอพกมามหา’ลัยทำไม” ผมก้าวถอยหลังพลางเหลือบมองเส้นทางหนี

                “ทำไมทุกคนที่ฉันหมายตาไว้ ต้องไปเอ็นดูนายด้วย!! นายนี่มันตัวเกะกะจริง ๆ ทั้งที่เป็นแค่ผู้ชายแท้ ๆ ไม่เห็นมีอะไรสู้ฉันได้สักนิด”

                “ฉันไม่เคยทำอะไรเลยนะเอลีน” ผมว่าตามความจริง และเตรียมวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้ ทว่าเธอกลับวิ่งตามแล้วกระชากผมของผมโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว

                กึก! แรงกระชากผมของผมโดนมือเธอกำแน่นจนผมเจ็บ...

                “โอ๊ย!”

                “จะหนีไปไหน! ฉันจะไม่ปล่อยให้นายรอดไปได้!! ฉันจะไม่ปล่อยให้นายได้มีความสุขกับคาร์ล” เธอพูดเหมือนคนเสียสติและหัวเราะออกมา

                เธอกระชากผมของผมให้ผมหันหน้าไปหาเธอ ผมมองมีดสั้นจ่ออยู่ตรงหน้าด้วยหัวใจที่สั่นกลัว ผู้หญิงคนนี้แรงเยอะมาก ใครก็ได้ช่วยผมด้วย ทำไมผมต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก เข้มแข็งไว้สิท้องฟ้า....

                “อย่าทำแบบนี้เลยนะ เอลีน ปล่อยฉันไปเถอะ” ผมพยายามแกะมือของเธอแต่ไม่ขยับเลยสักนิด

ก่อนผมจะเบิกตากว้างเมื่อจู่ ๆ เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเอลีนพุ่งมีดเข้ามาตรงท้องของผมโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว

                ฉึกกก!!!

                “ฮะ!!” ผมตาโตพร้อมกับความเจ็บปวดพุ่งเข้าสู่ร่างกายของผม เลือดค่อย ๆ ไหลซึมเป็นวงกว้างราวกับผมกำลังหยุดหายใจไปชั่วขณะ เธอปล่อยผมของผมออกทำให้ร่างผมเซถอยหลัง

                ผมก้มมองท้องของตัวเองที่มีเลือดไหลออกมาไม่หยุด เอลีนยิ้มเหมือนคนเสียสติ ก่อนน้ำตาผมจะไหลเมื่อได้ยินเสียงเข้มที่ผมจำได้ดีว่าเป็นเสียงใคร...

                “ท้องฟ้า!!” คาร์ลวิ่งเข้ามาช้าเพียงแค่ก้าวเดียวก็เบิกตากว้างหน้าซีดเผือกกับภาพตรงหน้า ร่างสูงดูโกรธชัดเจน

                “เธอทำอะไรของเธอ!!!” ผมกำลังล้มลงกับพื้นมองคาร์ลที่บีบคอเอลีนด้วยความโกรธ พ่อบ้านวิ่งเข้ามาดูผมที่ล้มลงกับพื้น

                “คุณท้องฟ้า แข็งใจไว้นะครับ”

                ผมกำลังเจ็บจนรู้สึกชาที่หัวใจไปหมด คาร์ลกำลังบีบคอเอลีนจนเธอกำลังจะหายใจไม่ออก

                “คาร์ล อย่าทำร้ายใคร...” ผมบอกออกไปแผ่วเบาแต่มันกลับดึงสติของคาร์ลกลับมาได้ เขาเหวี่ยงเอลีนลงกับพื้นเธอสลบไปด้วยความตกใจ

                “ท้องฟ้า เป็นยังไงบ้าง” เขารีบอุ้มไว้ในอ้อมแขน “จัดการผู้หญิงคนนั้นฉันด้วย เอาเรื่องให้ถึงที่สุด” คาร์ลสั่งพ่อบ้าน แล้วมองผมอย่างเป็นห่วง ผมรับรู้ว่ามือเขากำลังสั่น      

                “ท่านคาร์ลรีบพาคุณท้องฟ้ากลับบ้านเถอะครับ” พ่อบ้านบอกทำให้เขารีบอุ้มผมไปขึ้นรถที่จอดอยู่

                “ฉันเจ็บจังเลยคาร์ล...อึก” ผมพยายามจะพูดออกมา เขาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว

                “อย่าพูดนะ เดี๋ยวมันจะเจ็บเพิ่ม นายจะไม่เป็นไรแน่นอน ท้องฟ้า” คาร์ลบอกแบบนั้นและประคองร่างเย็นเฉียบของผมไว้ ผมรู้ครับว่าเขาพูดปลอบใจให้ผมสบายใจ ผมรู้ร่างกายของตัวเองดี ว่าผมไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น เลือดที่เสียออกมามากมายค่อย ๆ บั่นทอนลมหายใจของผมให้แผ่วลง

จู่ ๆ คาร์ลก็รีบสั่งคนขับรถเมื่อเห็นผมกำลังจะหลับตาลง

                “พาฉันตรงกับไปที่คฤหาสน์ให้เร็วที่สุด!!” ผมได้ยินแค่นั้น ก่อนจะรู้สึกว่าโลกของผมมันมืดสนิทไป...

                คาร์ล...ฉันไม่อยากทิ้งนายไปไหน 



[PART: คาร์ล]

                ผมรู้สึกกระวนกระวายใจตั้งแต่เช้า ไม่รู้เป็นอะไรขึ้นมา ผมเอาแต่มองนาฬิกาที่มันถึงเวลาเลิกเรียนของท้องฟ้าแล้ว ผมก็เลยว่าจะออกไปรับเขา ผมอาบน้ำแต่งตัวแล้วหยิบนาฬิกาขึ้นมา จู่ ๆ กรอบรูปของท้องฟ้าที่เขาเพิ่งขอรูปจากเจ้าตัวมา ตกกระทบกับพื้นจนแตก

                เพล้ง!

                “เกิดอะไรขึ้นครับ ท่านคาร์ล เสียงดังมาถึงข้างนอก” พ่อบ้านเดินเข้ามามองที่พื้น ผมตาโตและรู้สึกห่วงท้องฟ้า

                “ไปเอารถออกเดี๋ยวนี้!!” ผมรีบมาที่มหาวิทยาลัย

                แต่มันก็ช้าไปเพียงก้าวเดียวเท่านั้น...ผมแทบใจสลายกับภาพตรงหน้า ภาพท้องฟ้าล้มลงไปกับพื้น ผมรู้ว่าถึงจะไปโรงพยาบาล เราคงไปไม่ทันแน่ ๆ ร่างกายของร่างบางไม่ได้แข็งแกร่งพอจะทนเลือดที่ไหลไม่หยุดขนาดนี้ได้ ทำให้ผมตัดสินใจทำบางอย่าง

                คฤหาสน์

                ผมอุ้มร่างบางไร้สติแต่หัวใจยังคงเต้นอย่างอ่อนแรงอยู่ สร้างความตกใจให้ทุกคนมากเมื่อเห็นผมอุ้มท้องฟ้าที่ชุ่มไปด้วยเลือด

                “เกิดอะไรขึ้น คาร์ล” ฟอเรสถามอย่างตกใจ ไม่แพ้กับคนอื่น ๆ ที่อยู่ด้วย ผมวางท้องฟ้าลงบนเตียงของผม แอเรียที่ยืนอยู่ใกล้ทำหน้าเหมือนรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง เมื่อเขาเลื่อนมือผ่านไปที่ท้องของท้องฟ้าก็ตาโต

                แอเรียมีพลังในการรับรู้และสัญชาตญาณ

                “คาร์ล...ในท้องของท้องฟ้ามีเสียงเต้นของหัวใจเล็ก ๆ” พอแอเรียพูดออกมาแค่นั้น ผมเป็นฝ่ายตาโต

                “นายกำลังจะบอกว่า ท้องฟ้ากำลังท้องเหรอ” ผมถามพร้อมกับใจหล่นวูบเพราะหากร่างบางกำลังตั้งครรภ์จริง ยิ่งทำให้ร่างบางอ่อนแอมากกว่าเดิม เลือดที่เสียไปมากยิ่งมีความเสี่ยงสูง

                และตอนนี้หัวใจของท้องฟ้ากำลังหยุดเต้น...

                มันคงไม่มีทางเลือกที่ผมจะต้องทำแบบนี้...ผมมองหน้าคนรักที่หลับใหลแน่นิ่ง ผมมองหน้าฟอเรสอย่างขอร้อง

                “ผมไม่มีวิธีไหน นอกจากเวทมนตร์ของผม” ผมเอ่ยขึ้นอย่างตัดสินใจ และรู้ดีกว่าการใช้เวทมนตร์ในโลกมนุษย์ คือ ‘สิ่งต้องห้าม’ และกระทรวงเวทมนตร์ผู้ควบคุมกฎหมายไม่อนุญาตให้ใช้เวทมนตร์เด็ดขาดโดยไม่ได้ผ่านการอนุมัติ แต่ผมไม่สนหรอกครับตอนนี้ เพื่อท้องฟ้า อะไรผมก็ยอมได้ทั้งนั้น ตอนนี้รู้เพียงแค่ว่า ผมต้องการทำให้เขาปลอดภัยให้เร็วที่สุด

                “หากมันคือทางเดียว นายก็จงทำมันให้ดีที่สุดเถอะ” ฟอเรสบอก แม้รู้ว่าเสี่ยงแต่วิธีนี้เป็นทางออกเดียวที่ได้ผลที่สุด

                ผมยิ้มรับก่อนจะแบมือสองข้างออกมา ทุกคนยืนอยู่ข้างเตียงถอยออกห่างอย่างพอเหมาะ ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพราะผมไม่คิดว่าจะได้ใช้เวทมนตร์ที่ผมเคยผนึกมันไว้

ความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาจากเชื้อราชวงศ์ของผมคือ ‘สามารถช่วยชีวิตของคนได้’ แต่ก็ต้องแลกด้วยพลังชีวิตของผม อักขระตัวอักษรสีฟ้าลอยขึ้นมาต่อหน้าของผมพร้อมกับชุดของผมที่เปลี่ยนเป็นชุดสีน้ำเงินมีผ้าคลุมกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มเข้ากันและตราประจำราชวงศ์ที่ผมไม่ยอมรับมันสักเท่าไหร่

                “Aa ka lo ji po ko hai” เสียงเข้มท่องมนตร์ตามตัวอักษรที่ถูกถ่ายทอดมาจากแม่ของผมที่เคยสอนไว้

                แสงสีทองสว่างวาบขึ้นพร้อมกับประกายแสงวิ่งเข้าไปที่แผลของท้องฟ้า ผมทรุดลงพร้อมกับความเจ็บปวดที่ร่างบางได้รับไป มันกำลังวิ่งเข้ามาหาผมแทน ผมกำมือแน่นอยู่ข้างเตียงและมองแผลของท้องฟ้าค่อย ๆ สมาน เข้าด้วยกันจนหายเป็นปกติ ราวกับว่าไม่เคยมีแผลจากการถูกแทงมาก่อน

                “รีบตามหมอมา” ฟอเรสสั่งขึ้นเมื่อเห็นแสงสว่างวาบหายไป นัมเบอร์เข้ามาช่วยพยุงผมขึ้น

                “ฉันไหว แค่รู้สึกหน้ามืดนิดหน่อย” ผมบอก

                “พักสักหน่อยละกัน นายใช้พลังไปมาก” ฟอเรสว่า

                “คือ ผมขอนอนกับท้องฟ้าตรงนี้แหละครับ” ผมขอ เพราะผมไม่อยากจะห่างร่างบางไปไหนทั้งนั้น ฟอเรสพยักหน้ารับรู้ ก่อนทุกคนจะทยอยออกไปจากห้องเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

                แต่ถ้าหากเรื่องการใช้เวทมนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตรู้ถึงหูกระทรวง...คงได้มีการสอบสวนเรื่องนี้ยาวแน่ ๆ

                1 ชั่วโมงผ่านไป...

                ผมนอนมองร่างบางที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ มีสายน้ำเกลือใส่อยู่เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ท้องฟ้า พอดีว่าท่านฟอเรสตามหมอของโลกมนุษย์มาตรวจดูอีกที ผมมองเขาด้วยความเป็นห่วง แม้จะรู้ว่าปลอดภัยทั้งแม่และลูก...

                แต่การที่เขาได้รับบาดเจ็บมันทำให้ผมทรมานใจและมันเป็นความผิดของผมที่ไม่ดูแลเขาให้ดีกว่านี้ ผมเลื่อนมือไปกุมมือเล็กไว้

                “ท้องฟ้า ฉันจะพานายกลับไปหาพ่อกับแม่ของฉันนะ ฉันพร้อมจะพานายไปเมืองเวทมนตร์แล้ว...”

                ผมไม่เคยคิดเรื่องของท้องฟ้าเล่น ๆ ครั้งแรกที่พบเขา อาจมีแค่เพียงความสงสาร แต่พอได้เข้าใกล้ เขาทำให้ผมรู้ว่าเขาเกิดมาเพื่ออยู่ผม ผมมองใบหน้าหวานอยู่สักพักก่อนจะเผลอหลับไปเนื่องจากตัวเองใช้พลังมากเกินไปโดยที่ผมกุมมือเขาไว้ไม่ปล่อย

                ผมนอนหลับไปสักพักใหญ่ ๆ พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เป็นตอนเย็นซะแล้ว แต่ท้องฟ้ากลับยังไม่ฟื้น สีหน้าเขาดีขึ้นมาแล้ว ผมเลยไม่ค่อยห่วงมาก ผมก้าวลงจากเตียงเพื่อไปหาอะไรมากินด้วยความรู้สึกหิว พอเดินออกมาจากห้องก็เจอฝ่าบาทและราชินีของอาณาจักรเวทมนตร์ยืนป้อนขนมโปรยความหวานฉ่ำกันอยู่ตรงหน้าต่าง

                “ไง ตื่นแล้วหรือ ท้องฟ้าเป็นยังไงบ้างล่ะ” ฟอเรสถามไถ่ ผมโค้งทักทาย

                “สีหน้าดีขึ้นมากแล้วครับ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพียงแค่รอเขาฟื้นขึ้นมาเท่านั้น” ผมว่าก่อนจะพูดต่อ

                “ผมขอบคุณฝ่าบาทมากนะครับที่อนุญาตให้ผมพาท้องฟ้าเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์...” ผมพูดขอบคุณจากใจจริง ฟอเรสยกยิ้มมุมปากมีออร่าความเป็นผู้นำสมกับเป็นราชา

                “อาณาจักรเวทมนตร์ปกครองด้วยความรัก ความเมตตา หากมีอะไรเราก็ช่วยเหลือกันเสมอ” ผมพยักหน้าและทำหน้ากังวลโดยไม่รู้ตัว ฟอเรสเลยพูดต่อ

                “ส่วนเรื่องการฝ่าฝืนใช้เวทมนตร์ในโลกมนุษย์ ฉันไม่รู้ว่ากระทรวงจะตรวจสอบเจอหรือเปล่า ได้แต่ภาวนาว่า คฤหาสน์ของฉันจะสามารถป้องกันการกระจายข่าวไว้ได้...”

                “ถ้าหากเรื่องรู้ถึงกระทรวงเวทมนตร์ ผมจะเป็นคนจัดการปัญหาทุกอย่างด้วยตัวของผมเองครับ” ผมรับปากหนักแน่นอย่างลูกผู้ชาย

                “นายกลับไปดูคนรักของนายได้แล้วไป หากตื่นมาไม่เจอหน้าของนาย เขาอาจจะร้องได้ก็ได้นะ” ฟอเรสว่า

                ฮันนี่พยักหน้าเห็นด้วย “จริงครับ คาร์ลรีบเข้าไปอยู่กับท้องฟ้านะครับ เพราะเวลาตื่นมาแล้วไม่เจอหน้าของคนรัก จะรู้สึกเหงามากเลยล่ะ” เสียงหวานบ่งบอกความสนใจ ฟอเรสดึงคนรักของเขาไปกอดไว้ข้างกาย

                ผมยิ้มให้ทั้งสองคน และเดินกลับมายังห้องตัวเองโดยที่ไม่ได้เดินไปห้องครัวอย่างที่ตั้งใจไว้ตอนแรก เพราะกลัวท้องฟ้าตื่นมาแล้วไม่เจอผม แต่เขาก็ยังไม่ตื่นเลย

                ผมนั่งลงตรงข้างเตียงแล้วหยิบโทรศัพท์มากดโทรทางไกลข้ามไปยังอาณาจักรเวทมนตร์ (ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมถึงทำได้ เทคโนโลยีโลกเวทมนตร์ก้าวไกลมากนะครับ)

                ตู้ดดด...ติ้ด

                รอสายยังไม่ถึงหนึ่งนาทีเลยด้วยซ้ำ...

                (“แม่รึว่าไปอยู่โลกมนุษย์เพลินจนลืมแม่ซะแล้ว!”) เสียงผู้เป็นแม่รับและพูดกวน

                “ใครจะกล้าลืมแม่ที่ให้เงินไปเที่ยวเล่นล่ะครับ” ผมตอบกวนกลับเรียกเสียงหัวเราะจากแม่

                (“ไง มีอะไรย่ะ อ๊ะ...จริงสิ เจอหนูนางฟ้าน้อยของแม่ไหม ไปโลกมนุษย์อ่ะ”) แม่ถามตื่นเต้น ผมเหลือบมองท้องฟ้าที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ

                “เจอ”

                (“น่ารักไหม! เป็นยังไงบ้าง ได้ทักทายเขาไหม”) แม่ถามรัวจนผมต้องเบรก ผมกับท้องฟ้าไปไกลกว่าคำว่าทักทายแล้วล่ะแม่...

                “แม่ฟังผมนะ...คือ ผมกับท้องฟ้าคบกันแล้ว คนที่แม่เอารูปให้ผมดู”

                (“ห๊ะ!!! คบกันแล้ว! อะไรอย่ามาหลอกแม่นะ! คุณคะ มานี่เร็ว...คาร์ลบอกฉันว่าเขาได้คบกับท้องฟ้า เอ๊ะ? หนูคนนั้นชื่อท้องฟ้าเหรอ?”)

                “ก็คนที่แม่ชอบนั่นแหละ” ผมว่าขำ ๆ เมื่อได้ยินแม่เรียกพ่อเข้ามาช่วยฟังอีกแรง

                (“จริงเหรอ!! ว้าย น่ารัก...คุณมาฟังช่วยฉันหน่อย ฉันหูฝาดรึเปล่า”)

                “และเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องบอกแม่ก็คือ....”

                (“รีบพูดสิย่ะ”) เร่งจังครับ พอรู้ว่าจะมีลูกสะใภ้เนี่ย...ผมเองก็อมยิ้มทำไมคนเดียว

                “ผมทำลูกสะใภ้ของแม่ท้องก่อนแต่งซะแล้ว” ผมบอก และตามมาด้วยเสียงด่าของพ่อ

                (“ห๊ะ! ท้องแล้ว!? ไอ้นี่! ทำไมทำแบบนี้เจ้าคาร์ล ทำแบบนี้ต้องรับผิดชอบเลยนะ รีบกลับมาจัดงานแต่งงานให้เร็วที่สุด!! คุณหาสถานที่จัดด่วนเลย”) พ่อพูดรวบรัด ผมถึงกับยิ้มกว้าง

                “ผมจะพาเขากลับไปให้เร็วที่สุด ไม่เกินสองวันครับ...จะพาลูกสะใภ้กับหลานไปหานะ” ผมได้ยินเสียงแม่กรี๊ดดีใจลั่นเลยครับ

                (“อ๊ายยย! ทำตัวถูกใจฉันก็วันนี้แหละ คาร์ลลูกรัก รีบ ๆ พาหนูท้องฟ้ามาหาแม่ด่วนเลยนะ บายจ๊ะ ไว้เจอกัน”) แม่บอกรัวแล้ววางสายทิ้งไปเฉยเลย ผมหัวเราะเบา ๆ พอหันไปมองท้องฟ้าที่หลับอยู่ ผมก็อดที่จะยื่นมือไปสัมผัสแก้มนุ่มของเขาไม่ได้ ไม่ว่าส่วนไหน ๆ น่ามองไปหมด...

..............................................................................................

ขอบคุณคอมเมนต์เเละกำลังใจดี ๆ จากคนอ่านที่น่ารัก ^^

http://cdn-th.tunwalai.net/files/emotions/Cartoon00027.gif

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}