น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตัวอย่างหนังสือทำมือ "ลิขิตอธิษฐาน" มาให้ลองอ่านกันค่ะ (ตอนที่ 3)

ชื่อตอน : ตัวอย่างหนังสือทำมือ "ลิขิตอธิษฐาน" มาให้ลองอ่านกันค่ะ (ตอนที่ 3)

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ธ.ค. 2559 17:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัวอย่างหนังสือทำมือ "ลิขิตอธิษฐาน" มาให้ลองอ่านกันค่ะ (ตอนที่ 3)
แบบอักษร

ตอนที่ ๓

 

 

วันรุ่งขึ้น ขวัญชีวีพยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตชาวบ้านเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเท่าที่จะทำได้ในเมื่อตอนนี้เธอยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะกลับบ้านไปยังที่ที่เธอจากมาได้ ดังนั้นการเอาตัวรอดในยุคอดีตที่ไม่คุ้นเคยจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่หญิงสาวกำลังพยายามอย่างยิ่งในขณะนี้

เธอไม่มีที่พึ่งที่ไหนจึงได้แต่ตามติดป้าผู้ใจดีออกไปที่ตลาดที่อยู่หน้าวัด แน่นอนว่าป้าแกไม่ได้มาจับจ่ายซื้อหาอะไร แต่แกเอาพริก มะนาว ชะอม และสรรพบรรดาผักทั้งหลายที่ขึ้นอยู่บริเวณป่าช้า มาตั้งกระจาดขายเพื่อแลกเงินเอาไว้ใช้จ่าย

ขวัญชีวีมองเหรียญทองแดงที่บรรดาผู้คนใช้อย่างสนใจ นี่มันเหรียญสตางค์คล้ายๆเหรียญสลึงเลยนี่ ขวัญชีวีนึกว่าจะเป็นเงินพดด้วงเสียอีก แต่ดูจากขนาดและสีที่ต่างกันตามค่าเงินแล้ว หญิงสาวจดจำเอาไว้ในใจ  ไม่น่ายาก! วิวัฒนาการทางด้านการใช้เงินของคนไทยไม่ได้แตกต่างจากร้อยปีข้างหน้าสักเท่าไรนักหรอก เสียอย่างเดียวยุคนี้ยังใช้แบงค์พันไม่ได้เนี่ยแหละ

ป้าจ๋า ฉันขอไปเดินดูร้านค้าแถวๆนี้ได้หรือไม่จ๊ะ?”

หญิงสาวเอ่ยถามเสียงแจ๋วพลางส่งประกายสายตาอ้อนวอนระยิบระยับจนนางอ้อยใจอ่อน หากยังคงแกล้งทำเสียงแข็งเมื่อเอ่ยกับเด็กหญิงตรงหน้า

ได้  แต่อย่าเถลไถลนะ ประเดี๋ยวพลัดหลงไปอีกข้าไม่รู้ด้วยนะโว้ย

ขอบใจจ้ะป้า ...ฉันไปเดี๋ยวเดียวเท่านั้น

ขวัญชีวีพนมมือไหว้นางอ้อยพลางวิ่งออกไปอย่างร่าเริง เพื่อไปเดินดูตามร้านรวงต่างๆอย่างสนใจ ร้านค้าแต่ละร้านที่นำของมาขายนั้นคล้ายกับเป็นการเอาแคร่มาตั้งวางเพื่อขายของชั่วครู่เท่านั้น เพราะหญิงสาวสังเกตว่ามีบางร้านที่ขายหมดแล้วก็จะเก็บของกลับไป

หญิงสาวเดินไปจนกระทั่งเห็นร้านร้านหนึ่งที่มีชายร่างสูงสองคนนั่งคุยกันอย่างเคร่งเครียด

เอ็งรีบเอาข้อความลับนี้ไปส่งให้คุณหลวงสุรเดชท่านเถิด หากชักช้าจะไม่ทันการณ์ เพราะข้าเกรงว่าการมาสยามของ กงสุลโอกุสต์ ปาวีจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสักเท่าใดนัก

ร่างสูงของอีกฝ่ายนั้นรับกระดาษที่พับจนเล็กเอาไว้พลางสอดเข้าไปเก็บไว้อย่างดี หากยังไม่ทันจะได้เดินไปไหนก็พบว่ามีชายชาวฝรั่งเศสสองคนกำลังเดินตรงมาที่ร้านที่เขาทั้งคู่ยืนคุยกันอยู่

ฉิบหายแล้ว หรือว่ามันจะรู้เรื่องที่เราไปตามสืบกันมา

ทำเยี่ยงไรดี จะให้พวกมันเห็นหน้าเราไปป้วนเปี้ยนแถวโรงพักไม่ได้เด็ดขาด

ในขณะที่กำลังกระวนกระวายกันนั้น ชายหนุ่มก็เหลือบเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งจึงรีบเดินเข้ามาใกล้พลางเอ่ยกับเด็กหญิงเสียงเครียด

แม่หนู ฉันวานอะไรหน่อยเถิด หนูเอากระดาษนี้ไปที่โรงพักกองตระเวนได้หรือไม่ ห้ามเอาให้ใครอย่างเด็ดขาดนอกจากหลวงสุรเดชเพียงผู้เดียวเท่านั้น บอกว่า พันทนาย ฝากมาให้ เท่านี้ ได้หรือไม่!

พันทนายเอ่ยกับขวัญชีวีที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงมุมร้านอย่างไม่เข้าใจ หากชายหนุ่มไม่รอช้าพลางยัดเหรียญสีทองแดงให้เธอเต็มถุงในขณะที่ข้างใต้สอดกระดาษชิ้นเล็กที่พับเอาไว้อย่างแยบยล

นี่เป็นเงินค่าจ้างเล็กๆน้อยๆ ฉันต้องหลบไปก่อนแล้ว อย่าลืมที่ฉันขอร้อง ต้องเอาไปส่งให้ได้ และห้ามเปิดอ่านเด็ดขาด ฉันจะคอยให้คนตามดูเข้าใจหรือไม่!

ชายแปลกหน้าคนนั้นเอ่ยเสียงเข้มงวดและบีบบังคับเธอทั้งถ้อยคำและสายตา ครั้นหญิงสาวจะปฏิเสธก็ไม่ได้เสียแล้วเพราะร่างสูงๆของทั้งคู่กลืนหายไปกับผู้คนอย่างรวดเร็ว

ขวัญชีวียืนมองเงินในมืออย่างงงๆก่อนจะรีบเดินแยกหลบไปที่ร้านอื่นปล่อยให้ชายชาวฝรั่งเศสสองคนเดินตามหาคนที่เพิ่งเห็นหลังไวๆแต่ก็หายลับไปจากสายตาเสียแล้ว

                           .......................................

ป้าจ๊ะ ที่นี่มีโรงพักอยู่ที่ใดหรือ?”

ขวัญชีวีเดินกลับมาหานางอ้อยที่ยังคงนั่งขายผักอยู่ หญิงวัยกลางคนเงยหน้ามองเด็กสาวก่อนจะเอ่ยถามอย่างสงสัย

เอ็งจะไปโรงพักทำไมหรือนังหนู

ฉันจะเอาถุงเงินนี่ไปส่งโรงพักจ้ะหญิงสาวเอ่ยพลางชูถุงเงินให้นางอ้อยดู อีกฝ่ายจึงยอมบอกเมื่อหายข้องใจ

อ๋อ..เอ็งเก็บถุงเงินได้หรอกหรือ เอาเถิดเอ็งเดินไปตามทางนี้สุดทาง แล้วเดินเลาะริมน้ำไป ด้านขวามือไปเรื่อยๆเดี๋ยวเอ็งก็จะเห็นโรงพักเอง

ขอบใจจ้ะป้า

หญิงสาวเอ่ยกับนางอ้อยก่อนจะเดินไปตามทางที่หญิงวัยกลางคนบอก พลางสังเกตรอบด้านอย่างแปลกหูแปลกตา

ชาวบ้านบางคนไม่ค่อยใส่เสื้อสักเท่าใดนัก แต่บางคนก็หันมาใส่เสื้อป่านคอกลมกันก็มีไม่น้อย หากสีผิวของคนทั่วไปจะออกดำแดงเสียเป็นส่วนมาก ต่างจากผิวนวลละอองของเธอทำให้ขวัญชีวีนึกแปลกใจตัวเองอยู่ครามครัน เด็กผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันแน่...

หญิงสาวเดินมาตามทางที่นางอ้อยบอกครู่ใหญ่ก็ถึงอาคารไม้สองชั้นที่มีใต้ถุนสูงและมีบันไดให้ขึ้นไปด้านบนทั้งสองด้านซ้ายขวา ด้านหน้ามีป้ายไม้ที่เขียนประดับเอาไว้ว่าเป็น โรงพักกองตระเวนให้เห็นชัดเจน ขวัญชีวีจึงก้าวขึ้นบันไดไปอย่างมั่นใจว่าคงไม่มาผิดที่

หญิงสาวเหลียวมองไปรอบๆเห็นผู้คนเดินผ่านไปมามากหน้าหลายตา หากเธอจะรู้ได้อย่างไรกันว่าใครคือ หลวงสุรเดช

ขวัญชีวีตัดสินใจเดินตรงไปยังนายตำรวจร่างสูงใหญ่คนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ด้านหน้าสุด ชุดเครื่องแบบสีกากีที่เขาสวมอยู่นั้นยิ่งขับให้ใบหน้าคมเข้มยิ่งดุดัน โดยเฉพาะดวงตาคมปลาบที่เงยหน้าจ้องมองเธออย่างไม่วางตา

ฉัน...ฉันมาหาคุณหลวงสุรเดชค่ะ เอ่อ เจ้าค่ะ

ขวัญชีวีพยายามระงับความตื่นเต้นเมื่อถูกสายตาคมกริบจ้องมองมาราวกับมองหาพิรุธ ก่อนที่น้ำเสียงห้าวดุนั้นจะเอ่ยถามขึ้นห้วนๆ

มาหาด้วยเหตุอันใด

เอ่อ ..ฉันอยากพบหลวงสุรเดชเท่านั้นค่ะ บอกคนอื่นไม่ได้

ขวัญชีวีเอ่ยตะกุกตะกักพลางลืมตัวพูดไปอย่างที่เคยปาก หากชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้ม ก่อนจะวางเอกสารในมือลงและเงยหน้าพินิจเด็กหญิงตรงหน้าอย่างจริงจัง

หล่อนจะมาหาฉัน แล้วไม่รู้จักฉันอย่างนั้นหรือแม่หนู มีเรื่องกระไรก็ว่ามาเถิด

ขวัญชีวีมองผู้ชายคนที่เพิ่งบอกว่าตัวเองคือ หลวงสุรเดช อย่างตกใจปนแปลกใจ ทำไมคุณหลวงถึงไม่เหมือนในละครทีวีล่ะ!

ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่และออกจะกำยำเพราะอาชีพที่ต้องฝึกฝนตัวเอง และยังผิวที่ออกสีเข้มจนเกือบเป็นสีแทนทำให้รูปหน้าที่คมเข้มอยู่แล้วยิ่งดูดุดัน

ขวัญชีวีกลืนน้ำลายพลางชั่งใจว่าเธอควรจะเชื่อเขาดีหรือไม่ หากหญิงสาวเลือกที่จะเชื่อตัวเอง เธอเดินก้าวขาไปหาชายหนุ่มอีกคนหนึ่งในชุดกากีห่างออกไปพอสมควร ก่อนจะเอ่ยถามชายคนนั้นอย่างอ่อนหวาน

พี่ชายจ๊ะ ผู้ชายคนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหน้าสุดตรงนั้นใช่หลวงสุรเดชหรือไม่จ๊ะ

ชายหนุ่มที่สวมชุดสีกากีเช่นกันหันมองไปตามทิศทางที่เด็กสาวชี้ให้ดูพลางพยักหน้าให้และเอ่ยตอบอย่างใจดี

ใช่แล้ว แม่หนูจะมาหาคุณหลวงท่านหรือ

จ้ะพี่ชาย ขอบใจพี่ชายมากๆนะจ๊ะ

หญิงสาวเอ่ยขอบคุณพลางหันหลังเดินกลับไปหาหลวงสุรเดชอีกครั้ง คราวนี้ชายหนุ่มกำลังจ้องพินิจเด็กสาวอย่างประหลาดใจแกมชื่นชมในไหวพริบของอีกฝ่าย และนั่นทำให้เขายิ่งสงสัย เด็กผู้หญิงคนนี้มาหาเขาด้วยเรื่องอะไร

คราวนี้เชื่อหรือยังว่าฉันคือหลวงสุรเดชจริงๆ หล่อนเป็นใครกันแน่ มาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน

เสียงห้าวเข้มเอ่ยถามขึ้นอย่างดุดัน หากขวัญชีวีกลับยื่นกระดาษใบเล็กที่ถูกพับไว้อย่างดีให้กับชายตรงหน้าพลางเอ่ยขึ้นตามที่คนแปลกหน้าคนนั้นขอร้องเอาไว้

มีผู้ชายคนหนึ่งฝากให้ฉันเอามาให้ เขาบอกว่าให้เอามาให้กับมือหลวงสุรเดชแต่เพียงผู้เดียว แล้วบอกว่า พันทนายฝากมา

หลวงสุรเดชหยิบกระดาษในมือเด็กสาวมาคลี่ดูอย่างรวดเร็ว ครั้นเมื่ออ่านแล้วก็ยิ่งขมวดคิ้วเข้มนั้นก่อนจะเอ่ยถามเสียงห้วน

หล่อนได้กระดาษนี้ตั้งแต่เมื่อใด

เมื่อเช้านี้ค่ะ ที่ตลาดหน้าวัด

แล้วได้เปิดอ่านข้อความข้างในหรือไม่

เปล่าค่ะ

 หลวงสุรเดชลุกขึ้นยืนพลางจ้องเด็กสาวที่สูงเพียงแค่อกเขาอย่างเขม็ง พลางเอ่ยขึ้น

ถ้าเช่นนั้นแล้ว บ้านหล่อนอยู่ที่ใด ฉันจะไปส่ง

ไม่ต้องลำบากคุณหลวงหรอกค่ะ ฉันกลับเองได้ ตอนนี้ฉันอยู่ที่วัดฉันไม่มีบ้านหรอกค่ะ

ขวัญชีวีเอ่ยไปตรงๆจนหลวงสุรเดชยิ่งพินิจเด็กหญิงตรงหน้ามากยิ่งขึ้น การพูดการจาที่แปลกประหลาดที่ผิดแปลกไปจากคนทั่วไป อีกทั้งยังไม่มีหัวนอนปลายเท้าให้ได้ตรวจสอบทำให้ชายหนุ่มยิ่งสงสัย

หล่อนชื่อว่ากระไร

ขวัญชีวี เอ่อ ขวัญเจ้าค่ะหญิงสาวรีบเอ่ยแก้หากชายหนุ่มตรงหน้ายิ่งจ้องราวกับจับพิรุธมากกว่าเดิม

แม่ขวัญ ขอบใจหล่อนมากที่ดั้นด้นเอาเอกสารนี้มาให้ฉันถึงมือ ให้ฉันตอบแทนน้ำใจของหล่อนเถิด

หลวงสุรเดชเอ่ยขึ้นพลางจะหยิบถุงเงินส่งให้ หากหญิงสาวรีบชูถุงเหรียญที่พันทนายยัดใส่มือเธอพลางเอ่ย

ฉันได้มามากพอแล้วค่ะ ฉันขอลาตรงนี้เลยนะคะ

ฉันจะเดินไปส่งหล่อนเอง

หลวงสุรเดชเอ่ยย้ำกับอีกฝ่าย พลางเดินนำหญิงสาวลงไปจากโรงพัก ทำให้ขวัญชีวีต้องเดินตามชายหนุ่มไปอย่างไม่มีทางเลือก

หล่อนเป็นกำพร้าหรือ ถึงต้องมาอยู่ที่วัด

เสียงห้าวดุของหลวงสุรเดชเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบในระหว่างที่เดินมาส่งเด็กสาว หากขวัญชีวีไม่แน่ใจว่าควรจะบอกความจริงชายหนุ่มไปดีหรือไม่ว่าเธอไม่ได้กำพร้าแต่เธอหลงยุคมาต่างหาก แถมยังต้องมาหนีจากผัวเมียมหาภัยที่จะเอาเธอไปขายอีก แต่เอ๊ะ! เขาเป็นตำรวจนี่ ..ถ้าเผื่อผัวเมียคู่นั้นมาอีกเธอจะได้มาขอความช่วยเหลือจากเขาได้

เปล่าค่ะ ฉันหนีออกจากบ้านมาน่ะ พวกเขาจะเอาฉันไปขาย

หลวงสุรเดชแม้จะขัดหูอยู่บ้างแต่เนื้อความที่เจ้าหล่อนเอ่ยมานั้นน่าสนใจมากกว่า จึงหันมาหาหญิงสาวตรงหน้าพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวด

แต่ในหลวงท่านประกาศห้ามซื้อขายทาสเด็ดขาดตั้งแต่ปี ๒๔๑๑ แล้วนี่ ทำไมพ่อแม่ของหล่อนจะเอาหล่อนไปขายอีกเล่า

ฉันจะไปรู้หรือ ก็เห็นยังมีทาสไพร่อยู่เต็มไปหมดนี่คะ ฉันกลัวฉันก็ต้องหนีออกมาก่อนนะสิ

แล้วตอนนี้หล่อนสังกัดมูลนายคนไหนหรือไม่ล่ะ

คราวนี้เป็นขวัญชีวีที่งงเป็นไก่ตาแตก คนธรรมดาสมัยนี้ก็ต้องมีสังกัดด้วยหรือ หน้าตาของขวัญชีวีคงเหลอหลา คุณหลวงหนุ่มตรงหน้าจึงไม่ถามต่อ พลางเอื้อมมาจับข้อมือเด็กสาวพลิกดู

ไม่มีรอยสักเลก พ่อกับแม่ของหล่อนคงยังไม่ได้พาไปขึ้นบัญชีกับกองสักเลกล่ะสิ

แม้ปากจะพูดอย่างนั้น หากชายหนุ่มกลับคิดตรงข้ามพลางจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่เพิ่งแรกรุ่นอย่างพินิจในใจ ...ที่พ่อกับแม่ของเจ้าหล่อนไม่คิดจะพาไปขึ้นบัญชีไพร่เพื่อไว้ช่วยทำมาหากิน หากแต่จะนำไปขายเป็นทาส จุดประสงค์คงต้องการขายลูกไปเป็นเมียทาสเมียบ่าวมากกว่า  

หลวงสุรเดชปล่อยมือพร้อมๆกับที่ขวัญชีวีกระชากข้อมือของเธอกลับ แม้เธอต้องการความช่วยเหลือจากนายตำรวจหนุ่มตรงหน้าแต่เธอก็ไม่นิยมคนที่ชอบมือไวกับเธอเช่นกัน

แล้วหล่อนจะให้ฉันช่วยเหลืออันใดหรือไม่ หากมีก็จงบอกมาอย่าได้เกรงใจ คิดเสียว่าฉันตอบแทนที่หล่อนนำข่าวมาให้ฉันก็แล้วกัน

ไม่มีค่ะ

ไม่มีเจ้าค่ะเสียงเข้มทวนทันควันชายหนุ่มขัดหูมานานแล้ว ดังนั้นเมื่อสบโอกาสจึงรีบสั่งสอนเจ้าหล่อนให้พูดจาให้ถูกต้องเหมาะสม พร้อมส่งสายตากำชับให้เธอว่าตาม ขวัญชีวีกลอกตาขึ้นฟ้าพลางถอนหายใจ...เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตามสินะ’ ...หญิงสาวบ่นในใจก่อนจะยอมเอ่ยตามแต่โดยดี

ไม่มีเจ้าค่ะเอาไว้ถ้าฉันต้องการความช่วยเหลือจริงๆ คุณตำรวจ...

เรียกฉันว่าหลวงเดชเสียงเข้มแทรกขึ้นมา ขวัญชีวีจึงต้องเอ่ยทวนอีกครั้ง

เจ้าค่ะ เอาไว้ถ้าฉันต้องการความช่วยเหลือจริงๆ คุณหลวงเดชค่อยคอยช่วยฉันตอนนั้นก็ได้เจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ฉันคงต้องไปขอพึ่งใบบุญพระสงฆ์ที่วัดก่อนแล้วค่อยหาลู่ทางทำกินหาเลี้ยงตัวเองต่อไป

ขวัญชีวีตอบพลางถอนหายใจไปพลาง ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะต้องกลายมาเป็นเด็กวัดเอาตอนนี้ ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าวัดก็คือสถานที่สำหรับพระ แต่มาวันนี้เธอรู้แล้วว่าในทุกยุคทุกสมัย วัด คือศูนย์กลางของชุมชนและผู้คนจริงๆ ....ยิ่งคิดยิ่งเสียใจ ...ถ้ารู้อย่างนี้เธอจะไม่เกี่ยงรับซองผ้าป่าอีกเลย

หลวงสุรเดชแปลกใจด้วยไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบแบบนี้จากปากเด็กสาวตรงหน้า จึงถือโอกาสซักถามความต้องการของเด็กสาวเสียเลย

หล่อนอยากทำมาหากินหรือ หล่อนทำอะไรได้บ้างล่ะ เผื่อฉันจะพอช่วยเหลืออะไรหล่อนได้

อืม...ฉันก็ทำได้หลายอย่างนะคะ แต่คงใช้กับที่นี่ได้ไม่กี่อย่าง อ้อ!นึกออกแล้ว ฉันอ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้ แล้วก็วาดรูปได้ด้วย ให้ฉันสเก็ตภาพคนร้ายให้เอาไหม ฉันวาดรูปเก่งนะ เผื่อคุณเอาไว้จับโจรผู้ร้ายไงคะ

หลวงสุรเดชมัวแต่มองใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นจนเพลินจึงไม่ทันได้ฟังสักเท่าไหร่ หากเมื่อเด็กสาวหันมาเอ่ยพลางยิ้มกว้างให้ คราวนี้ชายหนุ่มถึงกับใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็น หากก็รีบกระไอกระแอมกลบเกลื่อนจนขวัญชีวีไม่ทันได้รู้ตัวว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ

จริงสิคะ คุณบอกว่าเป็นคุณหลวง แต่คุณเป็นตำรวจนี่ ตำรวจสมัยนี้ก็เป็นคุณหลวงได้ด้วยหรือคะ

หลวงสุรเดชพยายามหันเหความสนใจจากใบหน้าพริ้มเพรานั้นพลางพยายามประมวลผลคำถามเด็กสาวตรงหน้าอยู่ครู่ ก่อนจะค่อยๆอธิบายให้ฟัง

หลวง คือ บรรณาศักดิ์ที่ในหลวงทรงโปรดเกล้าพระราชทานให้ ส่วนตำแหน่งของฉัน ฉันรับราชการตำรวจใน กรมกองตระเวนหัวเมืองขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ฉันจึงมียศตามตำแหน่งในกรมสังกัดของฉัน   ...นายพันตำรวจตรีหลวงสุรเดชพิทักษ์ชน

*** ตำรวจในขณะนั้น ยังคงเป็นกรมกองตระเวนหัวเมือง  ซึ่งในปีต่อมา พ.ศ. 2440 ได้เปลี่ยนเป็นกรมตำรวจภูธร (สังกัดกระทรวงมหาดไทย) ทำหน้าที่ลาดตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อยจับกุมโจรผู้ร้ายแล้วส่งให้อำเภอไต่สวนทำสำนวนฟ้อง ณ ศาลอาญาประจำจังหวัดนั้นๆ

 

งั้นคุณก็เป็นตำรวจจริงๆสินะ ฉันนึกว่ายุคนี้ไม่มีตำรวจซะอีก ว้าว...ฉันต้องกลับไปเล่าให้ยัยวิรงรองฟังแล้วล่ะ ยัยนั่นต้องไม่เชื่อแน่ๆ

ขวัญชีวีพูดพึมพำกับตัวเองคนเดียวอย่างตื่นเต้น ก่อนจะค่อยๆซึมซับรับรู้ความจริงว่า ตอนนี้เธอยังอยู่กับคุณหลวงตำรวจคนนี้ และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับไปเจอวิรงรองเพื่อนสนิทของเธอในยุคปัจจุบันที่หากนับจากตอนนี้ก็คือในอนาคตข้างหน้าอีกร้อยกว่าปีหรือเปล่า

หลวงสุรเดชยังคงพยายามแปลไทยเป็นไทยจากคำพูดของเด็กสาวตรงหน้าอย่างมึนงง ทำไมหล่อนถึงพูดภาษาไทยไม่เหมือนภาษาไทยได้ขนาดนี้

หากเมื่อถึงที่หน้าวัดแล้วหญิงสาวก็หันมาบอกกับชายหนุ่มเสียงสดใส พลางเอ่ยอย่างจริงใจ

ขอบคุณที่เดินมาส่งเจ้าค่ะ ถ้าหากฉันต้องการความช่วยเหลือเมื่อไหร่ ฉันจะไปหาคุณหลวงถึงโรงพักแน่นอน

หญิงสาวเอ่ยพลางส่งรอยยิ้มสดใสให้คุณหลวงตำรวจได้ใจเต้นแรงอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าประตูวัดไป

หลวงสุรเดชมองตามร่างแน่งน้อยนั้นไปจนลับตา วันนี้เขาได้เจอแต่เรื่องน่าประหลาดใจ ทั้งเด็กสาวใบหน้าพริ้มเพราที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนนั้นและข้อความลับจากพันทนายฉบับนี้ พลางก้มลงมองกระดาษแผ่นเล็กในมืออย่างกังวลใจ โอกุสต์ ปาวีจะมาเป็นกงสุลประจำสยามคนใหม่ พร้อมๆกับความต้องการที่ละโมบโลภมากจากฝรั่งเศสที่ต้องการดินแดนฝั่งแม่น้ำโขงของสยาม!

...................................................

หลวงสุรเดชตัดสินใจเดินเลยมายังที่ไปรษณียาคารเพื่อมาพบกับหลวงดำรงที่ทำงานประจำอยู่ที่กรมไปรษณีย์โทรเลขแห่งนี้ ครั้นเมื่อเจอหน้ากันชายหนุ่มก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงพลางยื่นกระดาษแผ่นเล็กนั้นส่งให้ผู้เป็นเพื่อนได้ดู

เห็นทีเรื่องยุ่งยากในลาวคงจะเข้ามาสู่สยามไม่ช้าไม่นานนี้เป็นแน่

หลวงสุรเดชเอ่ยขึ้นอย่างกังวลใจ แม้ว่าตัวเขาจะย้ายสังกัดจากกองทหารมาประจำในกรมกองตระเวนหัวเมืองหากชายหนุ่มยังคงได้ข่าวคราวจากเพื่อนที่เคยร่วมเป็นทหารด้วยกันเสมอ โดยเฉพาะล่าสุดที่ทหารถูกเรียกระดมพลไปยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงเพื่อรับมือกับกองทัพเรือของฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสได้ดินแดนฝั่งซ้ายลุ่มแม่น้ำสาละวินจากสยามเราไปแล้ว 13 เมืองยังไม่เพียงพออีกหรือ กงสุลชาวฝรั่งเศสผู้นี้ต้องการอะไรกันแน่

คิ้วเรียวพาดเฉียงของหลวงดำรงขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ หากหลวงสุรเดชกลับไม่สามารถตอบคำถามแก่เพื่อนรักได้ เพราะตัวชายหนุ่มเองก็กังวลใจอยู่เช่นกัน

แล้วทำไมพันทนายถึงไม่ส่งโทรเลขถึงข้าเอง ต้องให้คนถือข้อความมาให้ทำไมกัน หลวงสุรเดชพ่นพึมพำในใจ หากหลวงดำรงกลับสวนขึ้นอย่างทันควัน

พันทนายไม่ต้องการให้คนอื่นได้รู้อีกนอกจากเอ็ง การส่งโทรเลขมันต้องเข้ารหัสข้อความทั้งคนรับและคนส่งจึงจะส่งโทรเลขได้ อย่างน้อยเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ก็ต้องรู้ ข้าว่าเรื่องนี้มันมีเงื่อนงำเสียแล้วไอ้เดช

สยามจะรอดจากการไล่ล่าอาณานิคมได้อย่างไรกัน ข้ามองไม่เห็นหนทางเลย พรุ่งข้าจักเข้าไปที่กรมแลจะขออาสาไปเป็นกำลังพลเสริมที่ฝั่งแม่น้ำโขงเอง

 

หลวงสุรเดชเอ่ยขึ้นพลางถอดถอนใจ บัดนี้สยามกำลังอยู่ระหว่างปากเหยี่ยวปากกาอย่างแท้จริง มหาอำนาจอย่างอังกฤษที่สยามคิดมาตลอดว่าจะเป็นพันธมิตรในยามยากจะสามารถช่วยยันฝรั่งเศสไม่ให้รุกรานไทยได้จริงหรือ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น