น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตัวอย่างหนังสือทำมือ "ลิขิตอธิษฐาน" มาให้ลองอ่านกันค่ะ (ตอนที่ 2)

ชื่อตอน : ตัวอย่างหนังสือทำมือ "ลิขิตอธิษฐาน" มาให้ลองอ่านกันค่ะ (ตอนที่ 2)

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 922

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ธ.ค. 2559 17:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัวอย่างหนังสือทำมือ "ลิขิตอธิษฐาน" มาให้ลองอ่านกันค่ะ (ตอนที่ 2)
แบบอักษร

ตอนที่ ๒

 

 

ขวัญชีวีกราบเบญจางคประดิษฐ์แทบเท้าหลวงตางดงามก่อนจะเอ่ยกับหลวงตาเพื่อขอความเมตตาอีกครั้ง

หลวงตาเจ้าขา ตอนนี้ลูกพลัดถิ่นมาไกล ไกลเหลือเกินเจ้าค่ะ ลูกขอความเมตตาขออาศัยใบบุญวัดเป็นที่พึ่งชั่วคราวก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ

ภิกษุชรามองหญิงสาวอย่างเมตตาก่อนจะเอ่ยขึ้นกับเด็กหญิงที่หลงทางมาไกลตรงหน้า

โยมไปพักกับโยมหนวดโยมอ้อยเถิด ที่นั่นปลอดภัยและกว้างขวางพอให้โยมได้พักพิงชั่วคราว

ขวัญชีวีก้มลงกราบอย่างซาบซึ้งในเมตตาก่อนจะเดินตามหลวงตาไปยังด้านหลังวัดที่กำลังจะเป็นที่พักใหม่ของเธอ  หากหญิงสาวก็ไม่คาดคิดว่าหลวงตาจะพาเธอมาพักที่ ศาลาเก็บศพที่มีลุงหนวดสัปเหร่อพักอยู่กับเมียแก

ชายชราร่างเล็กคลานเข้ามากราบหลวงตาอย่างนอบน้อมพลางมองเด็กหญิงวัยไม่เกิน 12 ปีที่นั่งอยู่ข้างหลังหลวงตา ถึงแม้ว่าผมเผ้าจะสั้นเต่อจนแทบไม่เป็นทรง หากใบหน้าที่จิ้มลิ้มพริ้มเพรานั้นทำให้ลุงหนวดเงยหน้ามองหลวงตาอย่างลำบากใจ

เด็กคนนี้พลัดหลงมาไม่มีที่ไปแล้ว เลยขอมาพึ่งใบบุญวัด อาตมาก็คงต้องรบกวนโยมหนวดกับโยมอ้อยแล้ว เพราะที่แห่งนี้คงปลอดภัยที่สุดสำหรับแม่หนูคนนี้

ขอรับหลวงตา กระผมไม่ขัดข้องกระไรขอรับ

ลุงหนวดที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดก้มกราบหลวงตาอีกครั้งก่อนจะหันไปทางเด็กหญิงที่นั่งทำหน้าเสียเมื่อมองเห็นว่ารอบๆนี่คือสถานที่ใดของวัด

ไม่ต้องกลัวหรอกแม่หนู ดินแดนแห่งคนตายนั้นสงบเสมอ มาเถิด ฉันจะพาหนูไปหาเมียของฉัน หนูชื่อกระไร

ขวัญชีวี เอ่อ...ขวัญจ้ะ

ขวัญชีวีเอ่ยตอบชายชราตรงหน้า แม้จะกลัวที่จะต้องเดินผ่านป่าช้าไปเพื่อตรงไปยังบ้านพักของลุงสัปเหร่อผู้นี้ แต่หญิงสาวก็ไม่มีที่ไปจึงได้แต่จำยอมไปขอพักอาศัยด้วย

ลุงหนวดที่เดินนำหญิงสาวมาหยุดลงตรงหน้าหญิงวัยกลางคนร่างท้วม พลางแนะนำเธอให้เมียแกได้รู้จักตามที่ฟังจากหลวงตามา

แม่อ้อย ...นี่แม่ขวัญจ้ะ อีหนูนี่มันหลงทางมา หลวงตาเลยให้มาพักกับเราก่อนจ้ะ

ลุงหนวดรายงานเมียเสียงหวาน ด้วยเกรงว่าเมียจะหาว่าพาเมียน้อยเข้าบ้าน ...มนุษย์ป้าร่างใหญ่เดินวนรอบๆขวัญชีวีราวกับตรวจตรา  พอเห็นว่าเด็กหญิงตรงหน้าหัวกระเซิงและมาแต่ตัวจริงๆก็ถอนใจพลางบอกเสียงห้วนๆ

วันนี้เอ็งก็นอนที่นี่ไปก่อนละกัน เดี๋ยวป้าจะไปเอาหมอนมุ้งมาให้

ที่นี่.. ของป้าแกก็คือ หน้าโลงศพที่เพิ่งเอาขึ้นมาเก็บเอาไว้ ขวัญชีวีแทบอยากจะร้องไห้ แต่คนที่ไร้หนทางไปอย่างเธอต้องจำยอม แม้กระทั่งวินาทีนี้เธอก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเธอหลงเข้ามาในอดีตเมื่อร้อย 124 ปีที่แล้ว หากจากคำยืนยันของพระภิกษุชราแล้วจะยังสภาพแวดล้อมรอบๆตัวทำให้หญิงสาวหลอกตัวเองไม่ได้ว่าเธอแค่มาเที่ยวเมืองจำลองหรือเมืองโบราณ ในเมื่ออากาศที่เธอกำลังสูดหายใจเข้าไปอยู่นี้นั้นทั้งสดชื่นและเต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งอดีตกาลชนิดที่ไม่ต้องพึ่งเอฟเฟ็คใดๆทั้งสิ้น

ขวัญชีวีนั่งลงอย่างเรียบร้อยพลางเงยหน้ามองตามหญิงสูงวัยที่กำลังจัดหาหมอนมุ้งให้กับเธอ ก่อนที่หญิงสาวจะตัดสินใจเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ยังตื่นกลัวแกมหวาดหวั่น

ป้าจ๋า ฉัน...ฉันจะพักอยู่ที่นี่ได้นานสุดกี่วันจ๊ะ

นางอ้อยหันมามองหญิงสาวอย่างเต็มตาอีกครั้ง ครั้นเมื่อเห็นใบหน้าเยาว์วัยที่ตื่นกลัวนั้นก็ได้แต่เวทนาในใจ ไม่รู้ว่านังหนูคนนี้มันพลัดหลงจากพ่อแม่ที่ไหนมา

ศาลาหลังนี้เป็นที่วัดประเดี๋ยวก็มีศพใหม่ทยอยมาเรื่อยแทบทุกวัน คงไม่เหมาะหากเอ็งจะกินอยู่หลับนอนที่นี่  ทำไมเอ็งถามราวกับว่าจะไม่กลับบ้านเล่า

ขวัญชีวีได้แต่อึกอักไม่รู้ว่าจะตอบหญิงร่างท้วมตรงหน้าอย่างไร จึงได้แต่เอ่ยบอกในสิ่งที่เธอเพิ่งเผชิญมาสดๆร้อนๆ

ฉันหนีออกจากบ้านมาจ้ะ เขาจะเอาฉันไปขาย

ป้าอ้อยมองใบหน้าจิ้มลิ้มตรงหน้าแล้วก็ยิ่งสงสารจับใจ ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของนังหนูนี่คิดอย่างไรจึงจะเอาลูกไปขายได้ลงคอ 

หากเอ็งไม่มีที่จะไปจริงๆ เอ็งก็อยู่กับข้ากับไอ้หนวดที่เรือนของข้าหลังป่าช้าด้านโน้นเถิด อย่ามาอยู่ที่ศาลานี้เลยมันน่ากลัว

ขวัญชีวีเงยหน้ามองหญิงสูงวัยอย่างไม่เชื่อหู ครั้นพอสบตาที่มองเธอมาอย่างเวทนานั้นก็ได้แต่กลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างสุดความสามารถก่อนจะยกมือพนมไหว้นางอ้อยที่เอ่ยปากช่วยเหลือเธออย่างซาบซึ้งใจ

ฉันขอบพระคุณป้าจริงๆจ้ะที่เมตตาคนหลงทางอย่างฉัน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับไปที่บ้านอีกหรือไม่ แต่ตอนนี้ฉันคงต้องอาศัยความเมตตากรุณาจากป้าแล้วล่ะจ้ะ

เอาเถิด ถ้าเช่นนั้นเอ็งก็เก็บข้าวของแล้วเดินตามข้ามา ข้าจะพาไปที่เรือนจัดหาที่หลับที่นอนให้

นางอ้อยเอ่ยพลางเดินนำหญิงสาวลงจากศาลาเก็บศพไป ในขณะที่ขวัญชีวีได้แต่พยายามเรียกสติกลับมาให้มากที่สุด เพราะนับจากนี้ไปเธอต้องอยู่ในอดีตนับร้อยปีแห่งนี้เพียงลำพังแล้ว...และคงไม่มีใครจะช่วยเธอได้นอกจากตัวของเธอเอง

.......................................................

         ป้าจ๋า ฉันถามอะไรป้าสักอย่างจะได้หรือไม่จ๊ะ ฉันเองตัวคนเดียว หนีร้อนมาพึ่งเย็น เงินสักแดงเดียวก็ไม่มี แถวนี้เขามีงานรับจ้างให้ฉันพอจะหาเงินหรือเปล่าจ๊ะ

ขวัญชีวีเอ่ยถามเมื่อเดินตามนางอ้อยมาถึงเรือนพัก หญิงสูงวัยมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างประเมินคงจะเพิ่งตัดจุกได้ไม่กี่ปี อีกทั้งรูปร่างหน้าตาก็ดูไม่เหมือนเด็กชาวบ้านทั่วไปนัก และยิ่งเมื่อเด็กหญิงกำลังผุดผาดรุ่นสาว ผมยาวประบ่ายังไม่ทันได้ตัดเป็นทรงกระพุ่มแบบผู้หญิงคนอื่นๆ แต่ก็ดูมีแววว่าโตไปคงจะงามจนหาตัวจับยาก

นางอ้อยถอนหายใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง เด็กสาวแรกรุ่นที่โดดเด่นทั้งรูปร่างหน้าตาเช่นนี้ ถ้าออกไปขายแรงหางานทำ เกรงว่าเจ้าหล่อนคงไม่พ้นพวกเสือสิงห์กระทิงแรดทั้งหลายเอาเสียก่อน

แถวนี้น่ะมีแต่ชาวบ้านร้านตลาด ไอ้ที่จะว่าจ้างหาคนมาขายแรงก็ต้องรอหน้านาโน่น หรือไม่เอ็งก็ต้องไปขายแรงทำงานที่บ้านขุนนาง แต่หน้าตาจิ้มลิ้มอย่างเอ็งข้าว่าเอ็งคงไม่ได้ขายแรงหรอก แต่จะโดนพาตัวไปขายเป็นเมียบ่าวเสียเปล่าๆ

ขวัญชีวีหน้าเสีย ถึงอย่างไรในยุคนี้สมัยนี้ การค้าแรงงานทาสก็ยังเป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากอาชีพหลักของคนไทยยังเป็นเกษตรกร และชนชั้นที่พอจะว่าจ้างแรงงานได้ก็มีแต่ระดับเจ้าขุนมูลนาย หรือไม่ก็พวกพ่อค้าต่างชาติ แล้วตอนนี้เธอไม่มีวุฒิการศึกษา ไม่มีเงิน ไม่มีแม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน แล้วในสังคมที่ชายยังคงเป็นใหญ่อยู่เช่นนี้ ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างเธอจะมีชีวิตรอดต่อไปได้อย่างไร

เอ็งนอนพักเสียก่อนเถิด ที่นี่อยู่ติดป่าช้าหลังวัด ไม่มีใครมากวนใจเอ็งดอก เอ็งค่อยๆนอนตรองให้ถ้วนถี่ ถึงอย่างไรตอนนี้เอ็งก็ยังมีที่ซุกหัวนอน มีข้าววัดให้ประทังชีวิตนะ

ป้าสูงวัยที่แม้ว่าจะหน้าดุดัน แต่น้ำใจที่มีให้เธอที่เป็นหญิงสาวแปลกหน้า ทำให้ขวัญชีวีซึ้งใจจนน้ำตารื้น ถึงอย่างไรตอนนี้เธอก็มีที่ซุกหัวนอน แม้จะเป็นที่นอนที่น่ากลัวไปสักนิดก็ตาม

                 ...........................................................

ขวัญชีวีจ้องมองใบหน้าตัวเองที่กระจกเงาบานเล็กอย่างตกตะลึง เธอเพิ่งมีโอกาสได้อาบน้ำอาบท่าและได้สังเกตตัวเองชัดๆก็วันนี้ ตัวเธอไม่ใช่หญิงสาวอายุ 25 ปีอีกแล้ว แต่กลับมาอยู่ในร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะเกิน 12-13 ปี หากใบหน้าพริ้มเพรานั้นไม่ต่างจากเธอในยามเด็กสักเท่าไหร่นัก จนหญิงสาวได้แต่สงสัย หรือเธอกับเด็กคนนี้จะมีความเกี่ยวข้องกันและทำให้เธอต้องมีอันย้อนกลับมาอยู่ในร่างของเด็กผู้หญิงคนนี้

ขวัญชีวีปัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปพลางตั้งใจสวดมนต์เท่าที่เธอพอจะจำได้ ก่อนจะล้มตัวลงนอน ในยามนี้เธออดคิดไม่ได้ว่า เธออยากหลับตาลงแล้วลืมตาตื่นขึ้นมาบนที่นอนในห้องนอนของเธอ ถึงแม้ว่าในโลกแห่งนั้นไม่มีพ่อแม่และครอบครัวของเธอเหลืออยู่แล้ว แต่อย่างน้อยเธอก็จัดการชีวิตตัวเองได้ ไม่เหมือนในที่แห่งนี้ที่เธอไม่สามารถคาดเดาชะตาชีวิตตัวเองไว้ได้เลย ได้แต่กระเสือกกระสนดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพียงวันๆเท่านั้น

ฉันจะต้องทำยังไงถึงจะกลับบ้านได้กัน  ถ้าหากว่าฉันตาย ฉันจะได้กลับไปเป็นขวัญชีวีคนเดิมหรือเปล่านะ

หญิงสาวพึมพำก่อนจะหลับตาลง หากแล้วความฝันเดิมๆก็กลับเข้ามาสู่ห้วงคำนึงอีกครั้ง ...ภาพที่หญิงสาวเอื้อมมือไปแตะใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มในภาพสีน้ำมันพร้อมๆกับที่กรอบหลุยส์ที่หนาหนักนั้นจะหล่นลงมาทับตัวเธอจนหมดสติไป

 

                     ..................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น