น้ำมิ้ม

ใครชอบพีเรียดย้อนยุค...ห้ามพลาดเรื่องนี้ค่ะ...ไรท์ตั้งใจเขียนสุดฝีมือ ถ้าถามว่าเรื่องไหนคือ "ที่สุด" ของไรท์ ...คือ เรื่องนี้ค่ะ ^^ หวานบ้าง ขมบ้าง รักบ้าง เศร้าบ้าง หัวใจที่โหยหาอดีต มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ มาตกหลุมรักคุณหลวงกันเถอะค่ะ ><

ตัวอย่างหนังสือทำมือ "ลิขิตอธิษฐาน" มาให้ลองอ่านกันค่ะ (ตอนที่ 1)

ชื่อตอน : ตัวอย่างหนังสือทำมือ "ลิขิตอธิษฐาน" มาให้ลองอ่านกันค่ะ (ตอนที่ 1)

คำค้น : พีเรียด , ขวัญชีวี , ต้องรอด , ย้อนยุค , ร.๕ , ไพร่ , ทาส , ย้อนอดีต , คุณหลวง , นางทาส , ชมมะนาด , นิยายสีขาว , คำสาบาน , คำอธิษฐาน

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ธ.ค. 2559 17:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัวอย่างหนังสือทำมือ "ลิขิตอธิษฐาน" มาให้ลองอ่านกันค่ะ (ตอนที่ 1)
แบบอักษร

ตอนที่ ๑

 

 

เสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจทำให้หญิงสาวพยายามลืมตาขึ้นในขณะที่รู้สึกปวดหัวและอึดอัดไปหมด เธอคิดว่าตัวเองกำลังจะหายใจไม่ออกในขณะที่หูก็ได้ยินเสียงแว่วเป็นเสียงผู้ชายที่กำลังกราดเกรี้ยวและด่าทอเสียงดังลั่น ในขณะที่เสียงผู้หญิงนั้นก็กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ยอมหยุด

กูเข้าเมืองไปเกณฑ์ทหารรับใช้บ้านท่านขุนแค่ไม่กี่เดือน พอกลับมาถึงเรือนก็มาเจอเรื่องร้อนใจถึงเพียงนี้ มึงรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังจะทำให้กูฉิบหาย อีเด็กนี่มันเป็นลูกบ้านใดมึงรู้หรือไม่ หน้าตาผิวพรรณไม่เหมือนลูกไพร่ลูกทาสสักน้อย แล้วมึงยังกล้าพาเด็กกลับมาที่เรือนอย่างนั้นหรือ

ฉันผิดไปแล้วจะพี่ยม ฉันอยู่คนเดียวเหงานัก และพี่ก็รู้ว่าฉันอยากมีลูกมาตั้งนานแล้ว หลายเดือนก่อนฉันเห็นเด็กคนนี้จมน้ำอยู่ เลยช่วยมันขึ้นมา แต่จนป่านนี้มันก็ยังไม่ฟื้น หรือว่าตายไปแล้วก็ไม่รู้

ร่างล่ำสันหากเตี้ยเป็นมะขามข้อเดียวเดินเข้ามาดูร่างที่ซีดเซียวและผมเผ้าที่เริ่มยาวกระเซอะกระเซิงของเด็กหญิงที่เมียของตนพามาแล้วก็ยิ่งโกรธหนักขึ้น พลางหันไปด่าทอนางปริกผู้เป็นเมีย

ถ้ามันมาตายในเรือนเรา มันจะยิ่งฉิบหาย เวรจริงๆ กูจะไปเก็บสมุนไพรมามึงคอยดูมันให้ดีๆ นอนเป็นผักเป็นปลามาได้ตั้งหลายเดือนแล้วคงไม่ตายง่ายๆดอก

นายยมสั่งเมียเสียงเข้มก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้นางปริกรีบกุลีกุจอไปทำตามที่อีกฝ่ายต้องการ เพราะอย่างน้อยนั่นก็หมายความว่านายยมยอมให้เธอเลี้ยงเด็กคนนี้เอาไว้ได้

ขวัญชีวีได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเธอกำลังฝันไป และพยายามจะลืมตาตื่นขึ้นหากหญิงสาวทำไม่ได้ ได้แต่อึดอัดทรมานอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งนางปริกจัดการผลัดผ้าให้เธอจนเรียบร้อย นายยมก็กลับมาพร้อมกับสมุนไพรพลางรีบบดผสมให้เมียเอาไปป้อนให้เด็กหญิง

บัว กินหน่อยเถิดลูก

นางปริกเอ่ยพลางประคองศีรษะอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นมาดื่มยาสมุนไพร ขวัญชีวีที่รับรู้ทุกอย่างแต่ไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้นั้นได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายจัดการตามแต่ใจ ในขณะที่ในใจนั้นแสนหวาดหวั่นกับคำพูดที่เธอได้ยินจากเสียงสนทนาทั้งสอง...ผู้หญิงคนนี้เรียกเธอว่า บัว!

ในขณะที่นายยมมองสภาพผู้เป็นเมียที่ประคองร่างของเด็กหญิงอย่างทะนุถนอมแล้วก็ได้แต่ถอนใจ พลางสงสัยว่าเมียของเขาเก็บซากศพมาเลี้ยงหรือเปล่าก็ไม่รู้

.....................................................

กลางดึกคืนนั้น หญิงสาวนอนกระสับกระส่ายอย่างทรมาน เธอเห็นตัวเองเดินวนเวียนอยู่หน้าภาพวาดสีน้ำมันที่ห้องทำงานของนายสุขวัฒน์ผู้เป็นลุง ก่อนที่ตัวเธอจะยื่นมือออกไปแตะที่ใบหน้าคมเข้มในภาพ และทั้งภาพและกรอบนั้นก็หล่อนทับเธอทั้งตัว!

ขวัญชีวีสะดุ้งเฮือกพลางกระพริบตาตื่นขึ้นอย่างยากลำบาก ในที่สุดเธอก็ลืมตาได้เสียที อาการหอบหายใจอย่างแรงของตัวเองทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าตัวเองตื่นมีสติอย่างเต็มที่แล้ว หากทำไมภาพที่เธอเห็นในยามตื่นขณะนี้กลับทำให้เธอได้แต่ภาวนาว่าของให้ทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน

หญิงสาวกวาดตามองไปรอบๆตัวแล้วก็ได้แต่หวาดหวั่นในใจเพราะรอบตัวนั้นมืดสนิทจนแทบจะมองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง ขวัญชีวีพยายามเพ่งมองฝ่าความมืดเพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่ หากรอบๆตัวเธอไม่มีอะไรให้สังเกตเลยนอกจากแคร่ที่เธอใช้นอนนี้กับชั้นไม้ไผ่อันเล็กๆที่วางอยู่มุมห้องสำหรับใส่ผ้าที่พับวางไว้

สภาพกระท่อมโกโรโกโสที่ปรากฏให้เห็นในสายตาทำให้ขวัญชีวีคิดว่าตัวเองอาจจะถูกคนร้ายลักพาตัวมาที่ต่างจังหวัด เพราะในกรุงเทพฯคงจะไม่มีกระท่อมไม้ที่จะพังแหล่ไม่พังแหล่นี้

ทำไมเราถึงโดนลักพาตัวมาได้ เราอยู่ในห้องทำงานของคุณลุงนี่นา หญิงสาวพึมพำอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืน

หากแล้วหญิงสาวก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อเห็นชุดที่เธอสวมใส่อยู่ มันเป็นผ้านุ่งแบบโจงกระเบนและมีเพียงผ้าแถบผืนหน้าที่รัดรอบอกของเธอ

นี่มันอะไรกัน ...ทำไมเราแต่งตัวแบบนี้” 

หญิงสาวพึมพำกับตัวเองพลางพยายามขยับตัวให้เบาที่สุด เพราะเท่าที่ได้ยินเสียงในกระท่อมนี้ไม่ได้มีแค่เธอเพียงคนเดียว หญิงสาวกวาดตามองฝ่าความมืดไปรอบๆก่อนจะค่อยๆย่องไปที่ประตู ขณะนี้เหมือนจะเป็นเวลาดึกมากอยู่ เพราะแสงสว่างรอบตัวเธอมีเพียงอย่างเดียวคือ แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างแคบๆที่งับไว้อย่างไม่แข็งแรงสักเท่าไหร่นัก ด้านนอกเธอได้ยินเสียงชายหญิงคู่หนึ่งคุยกันแว่วๆ เธอจึงค่อยๆย่องไปแอบฟัง

ไม่ได้นะจ๊ะพี่ พี่จะเอาลูกของฉันไปขายให้ท่านขุนไม่ได้นะจ๊ะ

แล้วเอ็งจะเลี้ยงมันไว้ทำไม เด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้าแบบนั้นเลี้ยงไปจะเป็นภัยแก่ตัว

พี่ยมจ๋า แต่หลายเดือนมานี้ฉันฟูมฟักดูแลนังบัวมันมาอย่างดี  ถึงอย่างไรฉันก็รักมันไม่ต่างจากลูกเลย ฉันขอร้องเถอะนะจ๊ะพี่ยม

เอ็งนี่โง่จริง นังบัวมันเพิ่งแรกรุ่น รีบเอาไปขายให้บ้านขุนน้ำขุนนางตอนนี้ เผื่อโชคดีจับพลัดจับผลูได้เป็นเมียบ่าวก็สบายไปทั้งชาติ ที่ข้าทำนี่ก็เพื่อเอ็งเพื่อนังเด็กนั่นทั้งนั้น

เสียงผู้ชายที่แหบห้าวตวาดกลับอย่างหงุดหงิด แต่ทางฝั่งเมียก็หาได้สะทกสะท้านอันใดไม่

แต่เขาว่า บ้านท่านขุนเดชกำแหง ผู้นี้ไม่เป็นที่โปรดปรานเท่าใดนัก เนื่องด้วยเป็นผู้นิยมสุรานารี ข้ากลัวว่าลูกจะไปลำบาก

เอ็งนี่มัวพิรี้พิไรนัก ข้ารำคาญ ถึงอย่างไรวันพรุ่งเราจักนำอีบัวไปขายที่เรือนท่านขุน เอ็งรีบไปปลุกมันให้รีบเก็บผ้าผ่อนเถิด กะเดี๋ยวไปถึงเรือนท่านสาย จะไม่เจอกับท่านเสีย

ขวัญชีวีรีบเอามืออุดปากตัวเอง เรื่องทั้งหมดนี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน ...นี่เธอถูกลักพาตัวมาขายอย่างนั้นหรือ แล้วทำไมพวกนั้นจะพาเธอไปขายที่บ้านขุนนาง มันหมายความว่ายังไงกันแน่?

หากขวัญชีวีไม่คิดจะหาคำตอบให้ตัวเองตอนนี้ แม้ว่าเธอจะไม่มั่นใจว่าสองผัวเมียด้านนอกนั่นกำลังพูดถึงเธอหรือเปล่า หรือเธอจะชื่อบัว ที่กำลังจะถูกพ่อแม่พาไปขายหรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่สำคัญอีกต่อไป ถึงอย่างไรเธอก็อยู่ที่อันตรายแห่งนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ...ไม่ได้ๆ เธอไม่ยอมเด็ดขาด

ขวัญชีวีตัดสินใจทันที เธอคว้าผ้าสีคล้ำที่ชั้นมาสองผืนพลางก้มลงพันเท้าที่เปล่าเปลือยของเธอ และหยิบผ้าห่มผืนหนาคลุมกายก่อนรีบปีนออกนอกหน้าต่างที่เปิดแง้มเอาไว้เพื่อหนีไปตายเอาดาบหน้า ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ยอมถูกขายเด็ดขาด!

ขวัญชีวี วิ่งออกมาอย่างไม่รู้ทิศทาง อาศัยแสงจันทร์ที่ค่อนข้างสว่างพอเห็นทางข้างหน้า ก่อนจะวิ่งสุดฝีเท้าอย่างไม่คิดชีวิต หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบตัวๆที่มีแต่ทุ่งนาและเงาต้นตาลที่ขึ้นเรียงรายตามคันนามองดูแล้วชวนขนหัวลุก แต่ขวัญชีวีกลัวที่จะถูกขายมากกว่ารีบกระชับผ้าห่มพลางก้มหน้าก้มตาวิ่งต่อไป วินาทีนี้เธอได้แต่ภาวนาต่อเทวดาฟ้าดิน ขอให้เธอรอดจากการถูกขายในครั้งนี้ด้วยเถิด

หญิงสาววิ่งไปอย่างไม่มีจุดหมายแต่ทันใดนั้นเธอก็เหลือบเห็นคล้ายยอดเจดีย์ ...วัด!...ขวัญชีวีแทบโห่ร้องอย่างยินดี ถึงอย่างไรขอไปตั้งหลักที่วัดก่อนล่ะ

ขวัญชีวีเดินจ้ำมาเกือบทั้งคืน ยอดเจดีย์ที่ว่าถึงค่อยชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ แม้จะเมื่อยขบจนแทบยกขาไม่ขึ้น ทว่าความหวาดหวั่นในจิตใจและความตื่นตระหนกทำให้สารอะดรีนาลีนในตัวเธอหลั่งมากผิดปรกติแน่ ดังนั้นหญิงสาวจึงฝืนเดินมาจนถึงกำแพงวัดจนได้

เสียงไก่ขันที่ดังแว่วมา ทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าคงเช้ามืดแล้วแน่ๆ แม้แสงอาทิตย์จะยังไม่ขึ้น แต่อย่างน้อยก็พอจะข่มกลบความกลัวที่จะเข้าไปวัดตอนมืดๆได้เป็นอย่างดี

ขวัญชีวีเดินไปกระชับผ้าที่คลุมตัวไปแน่น เธอเดินเข้าวัดไปไม่กี่ก้าว ขาก็เหมือนจะหมดแรงเอาดื้อๆ หญิงสาวเลยนั่งพิงบันไดวัดหน้าโบสถ์นั่นเอง ... ความหวาดกลัวทุกอย่างที่เธอต้องข่มกลั้นมันเอาไว้จู่ๆก็ทลายออกมา  น้ำตาที่อุตส่าห์กลั้นไว้รินไหลออกมาไม่ขาดสาย ชีวิตเธอที่ต้องสูญสิ้นครอบครัวไปหมดทุกอย่างแล้วยังต้องโดนลักพาตัวมาที่ไหนอีกก็ไม่รู้ทำให้หญิงสาวได้แต่คิดถึงบิดามารดาที่จากไป

แม่จ๋า พ่อจ๋า ตอนนี้หนูอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ....ช่วยหนูด้วย

หญิงสาวร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม กลั้นสะอื้นจนลมหายใจแทบจะขาดเป็นห้วงๆ ในใจนั้นเฝ้าแต่พร่ำคิดว่า ทำไมเธอต้องมาเจอเรื่องแบบนี้  เธออยากให้มันเป็นแค่ความฝันที่เมื่อเธอสะอื้นจนเหนื่อยแล้วลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง ตรงหน้าจะเป็นห้องนอนของเธอ แต่เธอก็รู้ว่ามันคงจะเป็นไปไม่ได้ เมื่อร่างกายของเธอมันประท้วงว่าขณะนี้มันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด

ขวัญชีวีคิดว่าตัวเธอคงผล็อยหลับไป เพราะเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอพบว่ามีเด็กวัดหลายคนกำลังยืนจดๆจ้องๆเธออยู่ หญิงสาวกระชับผ้าคลุมตัวแน่น  สายตาที่หวาดระแวงแกมตื่นกลัวทำให้เด็กวัดตัวน้อยคิดว่าเธอเป็นคนบ้าสติวิปลาส จึงฉวยกิ่งไม้มาไล่ตีเธอ

ขวัญชีวีแทบจะกรีดร้องอาละวาด หากเธอไม่เห็นชายผ้าเหลืองที่ยืนสงบนิ่งตรงหน้า แม้ใบหน้าและสังขารจะเหี่ยวย่นไปตามความชราภาพ แต่ดวงตาที่ใสกระจ่างมองตรงมาที่เธออย่างเมตตาทำให้ขวัญชีวีรับรู้ถึงรังสีแห่งความสงบนิ่งภายใต้พระภิกษุชราภาพตรงหน้า ...หญิงสาวก้มลงกราบหน้าผากจรดดิน พลางเอ่ยเสียงสั่น

ลูกหมดที่พึ่งแล้วจริงๆเจ้าค่ะ หลวงตา...ได้โปรดช่วยลูกด้วย

วัดเป็นที่พึ่งของมนุษย์เสมอ ไม่แบ่งแยกชนชั้นไม่แบ่งแยกคนแปลกถิ่นแปลกหน้า ตราบใดที่โยมยังมีศรัทธา พระพุทธศาสนาย่อมเป็นที่พึ่งแห่งจิตใจได้เสมอ

ขวัญชีวีกลืนคำพูดลงคอ เธอไม่รู้ว่าจะเล่าให้หลวงตาฟังได้อย่างไร จึงตัดสินใจเอ่ยเพียงสั้นๆ

ลูกถูกโจรลักพาตัวมาเจ้าค่ะหลวงตา แต่ลูกไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่

ที่นี่ก็บางกอกอย่างไรเล่าแม่หนู

ขวัญชีวีเงยหน้ามองหลวงตาอย่างไม่เข้าใจ หากหลวงตานั้นเอ่ยขึ้นอย่างมีเมตตาราวกับล่วงรู้อะไรบางอย่าง

ที่นี่คือบางกอก พุทธศักราช ๒๔๓๕ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างไรเล่า"

ขวัญชีวีอยากจะร้องตะโกนออกมาว่า โกหกหากผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้คือผู้ทรงศีล ๒๒๗ ข้อ แน่นอนว่าหลวงตาไม่มีวันโกหกเธออย่างแน่นอน

หญิงสาวพยายามเรียกสติให้กับตัวเองอย่างยากเย็น เธออยากให้เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนี้เป็นเพียงเรื่องล้อเล่น หรือเป็นเพียงละครที่เธอเคยดูพลางกล่าวปรามาสบรรดานางเอกเอาไว้ในใจ ทำไมแม่ผู้หญิงพวกนั้นถึงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ดีแต่ร้องไห้ไปวันๆ

แต่ตอนนี้ขวัญชีวีเองต่างหากที่อยากจะร้องไห้ เพราะถ้าเป็นจริงอย่างที่หลวงตาพูด แสดงว่าตอนนี้ เธอจะต้องหลงยุคมาแน่ๆ!

แต่ชาตินี้เธอทำบาปมาเยอะหรืออย่างไร ทำไมไม่หลงยุคมาแบบลูกคุณหนูสวยๆรวยๆบ้าง แล้วตัวเธอกับประวัติศาสตร์นั้นก็ช่างห่างไกลกันราวกับคนละโลก ตัวเองนั้นไม่สันทัดเรื่องประวัติศาสตร์เอาเสียเลย สิ่งที่เธอจำได้อย่างแม่นยำส่วนใหญ่มักจะมาจากเกร็ดเล็กๆน้อยๆในละครหรือหนังสือนวนิยายที่เธอเคยอ่านสมัยวัยรุ่น และเธอก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากเมื่อวันที่เธอไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นนี้ได้มาถึง วันที่เธอลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบกับผ้าห่มอุ่นที่นอนนุ่มและแอร์เย็นๆ

 

............................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น