akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 25 คนรู้จัก

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 25 คนรู้จัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 34.1k

ความคิดเห็น : 138

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ธ.ค. 2559 22:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 25 คนรู้จัก
แบบอักษร

25

คนรู้จัก

 

            ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่โชคชะตาก็ยังเล่นตลกอยู่เสมอ ร่างกายสูงโปร่งทรุดลงกับพื้นด้วยท่าทางที่ทรมาน เมื่อความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่บริเวณอกซ้ายขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

                แม้ไม่เคยคิดว่าวันนี้จะมาถึงอีกครั้ง แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีสักนิดที่อยู่ๆอาการของเขาก็กำเริบขึ้นมา ทั้งๆที่เพิ่งห่างจากพอลได้ไม่นาน

                ก๊อกๆๆ

                “คุณรุจน์ครับ คุณเสือให้ผมมาตามคุณลงไปทานข้าวครับ”

                วิรุจน์เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก หันไปมองทางประตู เสียงของนพวินดังเข้าหูของเขา แต่ทว่าวิรุจน์ไม่อยากจะขยับตัวเลยสักนิด

                “คุณรุจน์ครับ”

                นพวินเอ่ยเรียกอีกครั้ง แต่ทว่าก็ยังไม่มีเสียงตอบรับ เขายกมือจะเคาะประตูอีกรอบ แต่ทว่าก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อมีฝ่ามือใหญ่ของกรวัฒน์จับเข้าที่ไหล่ของนพวิน ชายหนุ่มหันไปมองเด็กตัวโตที่ไม่เคยให้ความเคารพเขาเลยแม้แต่น้อย

                “มัวทำอะไรอยู่”

                “ก็คุณรุจน์ไม่ตอบฉัน ฉันก็เลยเรียกอีกก็เท่านั้น”

                เขาเชิดหน้าขึ้น ตอบสวนกลับไป ยิ่งอยู่บ้านเดียวกัน นพวินก็รับรู้ถึงความไม่เป็นมิตรของกรวัฒน์

                “เดี๋ยวฉันเรียกเอง”

                เด็กหนุ่มเข้ามาแทรกแทนที่ของนพวิน เพื่อที่จะเคาะประตูห้องเรียกคนข้างใน แต่เพียงแค่ยกมือจะเคาะ เขาก็ต้องชะงัก เมื่อประตูห้องเปิดขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งที่ยืนมองทั้งคู่

                “อะไรกันเนี่ย มาตามฉันกันทั้งสองคนเลยเหรอ”

                วิรุจน์กระตุกยิ้ม ในขณะที่กรวัฒน์ขมวดคิ้วฉับ เพราะเห็นใบหน้าของร่างสูงดูไม่ค่อยจะดีนัก

                “คุณไม่สบายหรือเปล่า”

                “อืม เป็นห่วงฉันเหรอน้องเหมียว”

                เขาทำเป็นยิ้มแย้ม แต่ก็มีเพียงเสียงพ่นลมหายใจออกจมูกที่บอกให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายใจกับอาการของคนป่วย

                “คุณรุจน์จะลงไปทานข้าวเลยไหมครับ”นพวินถาม          

                “อืม  ให้แม่บ้านยกมาให้ฉันแล้วกัน รู้สึกเหมือนสบายน่ะ รบกวนด้วยนะ”

                “ครับ”

                ทั้งสองไม่ได้ทักท้วงวิรุจน์ เพราะดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะไม่สบายจริงๆ ประตูห้องปิดลงก่อนที่กรวัฒน์จะเป็นฝ่ายหมุนกายเดินลงไปชั้นล่างเพื่อไปบอกให้แม่บ้านนำอาหารขึ้นมาให้กับวิรุจน์

                “เฮ้อ แบบนี้ล่ะ ฉันถึงอยากหยุดเรื่องบ้าๆนั่น”

                ไม่ว่ายังไง เขาก็ไม่อยากจะปล่อยให้เรื่องทุกอย่างมันยืดเยื้อไปมากกว่านี้แล้ว ทำไมเขาต้องเอาตัวเองไปผูกติดกับผู้ชายที่ไม่ใส่ใจใครแบบนั้น แค่พอไม่นึกถึง ไม่คิดจะสนใจก็ทำให้เดือดร้อนขนาดนี้ แบบนี้ล่ะ เขาถึงอยากจะยุติเรื่องทุกอย่าง

                “เจ้าบ้านั่น”

                เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาคนบางคนที่เป็นคนก่อปัญหาให้กับเขา

                “ไม่รับ”

                ก็รู้อยู่หรอกว่าตอนนี้เจ้าคนไร้หัวใจนั่นอาจจะไม่ได้ว่างที่จะรับสาย แต่ตอนนี้เขารู้สึกเจ็บขึ้นมาที่หัวใจ ถึงมันจะเป็นๆ หายๆ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกยินดีสักนิดที่ร่างกายตัวเองเหมือนมีคนป่วยที่มีโรคประจำตัวแบบนี้

                เขาพาตัวเองเพื่อจะไปยังเตียงนอน ร่างกายทรุดลงบนเตียง ปิดเปลือกตาลง

                “คุณรุจน์คะ มาแล้วค่ะ”       

                “เข้ามาเลยครับ ผมไม่ได้ล็อก”

                ไม่นานนัก แม่บ้านก็นำอาหารเข้ามาให้ใน เขายิ้มรับ และได้แต่มองตามแม่บ้านเดินออกจากห้องไป เขาพรูลมหายใจ เพราะความรู้สึกเจ็บปวดเริ่มทุเลาลง แบบนี้อาการเขาก็เหมือนจะเป็นโรคเรื้อรังเข้าไปทุกที

                “ไม่สบายเหรอลูก เป็นอะไรมากหรือเปล่า”

                หัวอกคนเป็นแม่ อย่างไรเสียก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงลูกชาย ดาวิกาเข้ามาในห้องของวิรุจน์ แต่ทว่ากลับพบว่าชายหนุ่มกำลังแต่งตัวเพื่อจะออกไปข้างนอกหลังจากทานมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย

                “อ้าว ไหนวินบอกว่าลูกไม่สบายนี่นา”

                “ผมหายดีแล้วครับคุณแม่ อยู่ๆได้ทานข้าวแล้วก็ดีขึ้นมาเลยครับ”

                เขาเข้าไปกอดมารดาแล้วกดหอมแก้มซ้ายขวาอย่างคนที่สบายดีทุกอย่าง ดาวิกายกมือลูบกลุ่มผมนิ่มของลูกชาย

                “ไม่ใช่ว่าแกป่วยการเมืองหรอกนะ”

                เสียงของพยัคฆ์ทำให้วิรุจน์ชะงัก แล้วหันไปคลี่ยิ้มหวานให้กับพี่ชายที่เดินเข้ามา ถึงจะปากร้ายไปสักนิด แต่วิรุจน์ก็รู้ดีว่าพยัคฆ์กำลังเป็นห่วงเขา ไม่อย่างนั้นคงไม่เข้ามาหาเขาถึงในห้องแบบนี้

 “ผมก็แค่อยากเรียกร้องความสนใจก็เท่านั้นเองครับ แล้วก็ได้ผลซะด้วย”

“ให้มันน้อยๆหน่อย แต่งตัวเสร็จก็รีบไปทำงานได้แล้ว”

“คร้าบๆ”

                ว่าตอบรับพลางทำท่าราวกับทหารที่รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา พยัคฆ์ส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยเหมือนเอือมกับท่าทางของน้องชาย แต่ก็ไม่ได้พูดต่อว่า

                หลังจากที่จัดการธุระส่วนตัวเสร็จ เจ้าตัวก็รีบลงมาด้านล่าง เพื่อจะเดินทางไปทำงาน แม้วันนี้จะเข้างานสายกว่าเดิม แต่ก็ไม่ใช่ปัญหามากมายนัก          

                “อ้าว นี่ยังไม่ไปทำงานอีกเหรอ”

                “กำลังจะไปแล้วครับพี่รุจน์”

                พอเห็นว่าภูมิทร์ยังไม่ได้ออกจากบ้าน เขาก็เดินเข้ามาหาน้องชายทันที

                “แล้วพี่รุจน์อาการดีขึ้นแล้วเหรอครับ ตอนแรกผมว่าจะขึ้นไปตรวจสักหน่อย”

                “ไม่ต้องถึงมือเราหรอก พี่สบายมาก”

                ท่าทางยักไหล่ พร้อมกับแย้มยิ้ม ทำให้น้องชายค่อนข้างที่จะคลายความกังวลไปบ้าง เพราะมันดูเหมือนว่าพี่ชายของเขาไม่ได้เป็นอะไรมากนัก

                “ถ้ารู้สึกไม่ดี ก็บอกผมได้เลยนะครับ”

                แต่ถึงอย่างไร ภูมินทร์ก็ไม่วายหันมาบอกพี่ชายด้วยความเป็นห่วงอยู่ดี เขาเองก็รับรู้ได้ว่าพี่ชายของเขาเหมือนจะไม่สบายบ่อยๆ เคยบอกให้ลองมาตรวจอาการกับเขาหลายครั้งแล้ว แต่วิรุจน์ก็บอกว่าไม่เป็นอะไรมากทุกที ภูมินทร์เองก็กลัวว่าพี่ชายจะป่วยเป็นโรคอันตราย แต่พอเห็นวิรุจน์อาการดีขึ้นมาแล้ว เขาก็พอจะโล่งใจไปได้บ้าง เพราะบางทีพี่ชายของเขาอาจจะแค่พักผ่อนน้อยก็เป็นได้

                “จริงสิ วันนี้ภูขับรถไปส่งพี่ได้ไหม”

                อยู่ๆวิรุจน์ก็กังวลใจขึ้นมา ว่าเขาอาจจะเกิดอาการทรุดขึ้นมาอีก หากขับรถไปคนเดียวก็ค่อนข้างที่จะอันตราย

                “ได้สิครับ”             

                “งั้นก็ไปกันเถอะ”

                ชายหนุ่มตบบ่าน้องชายเล็กน้อย เป็นเชิงบอกให้เดินไปที่รถด้วยกัน ภูมินทร์เดินตามพี่ชายที่เดินนำไปก่อน

                ภูมินทร์เป็นคนขับรถ ส่วนวิรุจน์นั่งอยู่ข้างๆ เสียงของพี่ชายดังขึ้น เมื่อรถยนต์เริ่มติดไฟแดง

                “จริงสิ เด็กคนนั้นเป็นยังไงบ้าง พี่ไม่ค่อยได้ไปหาสักเท่าไหร่”

                “ไม่ต้องห่วงครับ ผมดูแลเขาเป็นอย่างดี วันนี้ก็ถึงวันที่เขาจะต้องมาตรวจพอดีเลยครับ”

                “งั้นเหรอ พี่อยากจะไปเยี่ยมเขาด้วย แต่ว่าต้องรีบไปบริษัทซะด้วยสิ”

                ท่าทางเสียดายของพี่ชาย ทำให้ภูมินทร์ต้องระบายยิ้ม

                “ไว้ไปเยี่ยมวันหลังก็ได้ครับ เจ้านั่นคงต้องมาอีกบ่อยๆ”

                เขาพยักหน้ารับคำน้องชาย เพราะอาการของริทคงต้องให้มาตรวจเรื่อยๆ ภูมินทร์ขับรถมาส่งพี่ชายถึงบริษัท วิรุจน์ค่อนข้างโล่งใจที่อาการของเขาไม่ได้กำเริบ

                “แล้วตอนเย็นล่ะครับ”

                “เดี๋ยวพี่นั่งแท็กซี่กลับ ไม่ก็ติดรถไปกับพี่ใหญ่ นายไปทำงานเถอะ”

                “ครับ”

                ภูมินทร์เดินทางมาทำงานเหมือนดังปกติ  เขายกนาฬิกามองเวลา เพราะตอนนี้เวลาจนตะวันลับฟ้าไปแล้ว แต่เขาก็ไม่เห็นวี่แววของเด็กหนุ่มที่เขานัดตรวจในวันนี้

                “คิดจะเบี้ยวนัดกับฉันสินะ”

                ชายหนุ่มยันกายลุกขึ้น เพราะเขานัดอีกฝ่ายตรวจประมาณบ่ายโมง แต่เวลาตอนนี้ปาเข้าไปสองทุ่มกว่าแล้ว แถมโทรไป เบอร์ยังติดต่อไม่ได้อีก

                “หรือว่าจะแกล้งให้เบอร์ปลอม”

                ความคิดบางอย่างเกิดขึ้นในหัวของภูมินทร์ เจ้าเด็กนั่นยิ่งแสบไม่เบาเสียด้วย เขาไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องทุกอย่างมันผ่านไป ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมมาตามนัด เขาก็จะเป็นฝ่ายบุกเข้าไปหาเอง

                ภูมินทร์ขับรถมุ่งตรงไปยังบ้านของริท เขารู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหนและเขาไม่คิดจะปล่อยให้เจ้าตัวทำตามอำเภอใจได้ง่ายๆ

                ติ่งต่อง

                ในเมื่อนัดแล้วไม่ยอมมา เขาก็มาหาถึงบ้าน ในขณะที่เจ้าของบ้านเองก็ไม่คิดว่าจะมีแขกแปลกหน้ามาหาในยามวิกาลแบบนี้

                “ใคร”

                ริทค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นจากโซฟา เขากำลังดูภาพยนตร์ยามดึก แต่ทว่าก็ต้องมาถูกกวนใจ เด็กหนุ่มหยิบไม้ค้ำยันมาช่วยพยุง เพราะตอนนี้กำลังขาหัก แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ร่างกายของเขาก็ใช่ว่าจะอ่อนแอ เพราะมีสายเลือดของหมาป่าอยู่ในตัว อาการของเขาจึงค่อนข้างดีขึ้นเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่หายดี

                “ต้นเหรอ”

                ทันทีที่เปิดประตูบ้าน เจ้าตัวก็ต้องชะงักอย่างรวดเร็ว เพราะไม่คิดว่าจะเห็นหน้าของใครบางคนที่เขาไม่อยากจะเจอ แต่ทว่าภูมินทร์ไวกว่า รีบแทรกตัวเข้ามา แล้วเข้าไปในบ้านโดยที่ไม่คิดจะรอให้เจ้าของอนุญาต

                “นายจะเข้ามาในบ้านของฉันไม่ได้ ออกไปเลยนะ!

                “ก็ถ้านายไปตรวจตามที่ฉันนัดไว้ ฉันก็คงไม่ต้องทำแบบนี้หรอก นายควรจะโทษตัวเองมากกว่านะ”

                เขาระบายยิ้มอย่างเหนือกว่าในขณะที่ริทพุ่งเข้าไปจะทำร้ายร่างสูง แต่ทว่าภูมินทร์ก็หลบได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้ริทเสียหลักจะล้ม

                “อ๊ะ!

                “ระวังหน่อยสิ”

                เพราะตอนนี้ขาหักอยู่ การทรงตัวของเขาเลยไม่ดีนัก ริทเซไปอยู่ในอ้อมกอดของภูมินทร์ เพราะโดนคนโตกว่าโอบประคองเอาไว้ พอได้สติรู้ว่าตัวเองโดนโอบกอดแบบนี้ เขาก็พยายามจะผลักชายหนุ่มให้ออกห่าง

                “อย่าดื้อได้ไหม เดี๋ยวก็ล้มลงไปหรอก”

                “นายก็อย่ามาอยู่ใกล้ฉันสิ!

                คนเป็นเด็กยังคงโวยวายไม่ยอมเลิก เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะตกอยู่ในอ้อมกอดของคนที่เขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย

                “ปล่อย!

                ริทพยายามดันตัวให้ออกห่าง ภูมินทร์ยอมปล่อย แต่ก็ประคองอีกฝ่ายให้ยืนดีๆ โดยที่ริทยกมือจับกำแพงเอาไว้ ก่อนที่มีคนจะหยิบไม้ค้ำยันที่นอนอยู่กับพื้นให้ 

                “ฉันไม่ขอบใจนายหรอกนะ”

                “รู้แล้วน่า”

                จะว่าเหนื่อยหน่ายใจก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่คงขำปนเอ็นดูท่าทางเหมือนไม่พอใจของริทเสียมากกว่า แม้จะพยายามต่อต้าน แต่สุดท้ายภูมินทร์ก็ได้เข้าไปในบ้านของริทอยู่ดี แม้เจ้าของบ้านจะมองตาขวางก็ตาม

                “ฉันไม่ต้องการรักษากับนาย ฉันจะไปรักษากับหมอคนอื่น”

                หลังจากที่ได้นั่งลงบนโซฟาแล้ว ริทก็ยกมือกอดอก เชิดหน้าใส่ด้วยท่าทางที่ไม่ยอมง่ายๆ ภูมินทร์ระบายยิ้ม

                “ไม่ได้หรอก ฉันก็เคยบอกเหตุผลนายแล้วนี่”

                “ถ้าเป็นเพราะว่าพี่นายกังวลใจ ก็บอกไปเลยว่าไม่ต้องห่วง ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวพวกนายอีก”

                แค่เคยมีเรื่องกันก็มากพอแล้ว เขาไม่อยากจะไปเกี่ยวข้องกับคนพวกนี้ แต่ทว่าภูมินทร์ก็ลุกขึ้น แล้วเคลื่อนกายเข้ามาใกล้กับริท

                “นะ นี่นายจะทำอะไร”

                คนเด็กกว่าเอนตัวถอยหนี เพราะหลบไม่ทัน มือหนาจับที่พนักพิงโซฟา ราวกับกั้นไม่ให้ริทได้หลบหนี

                “ฉันบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไม่เข้าใจเลยสินะ”

                ทั้งที่บอกด้วยรอยยิ้มที่ดูใจดี แต่ริทก็รับรู้ได้ว่าเบื้องหลังของรอยยิ้มนั้นไม่ได้ดูใจดีสักนิด แววตาที่ภูมินทร์สื่อออกมานั้นบอกว่าเอาจริง แต่ริทก็ไม่คิดจะถอยถึงแม้ใจมันจะหวั่นๆชอบกล

                “คิดว่าฉันกลัวนายเหรอ!

                “กลัวไหม ฉันไม่รู้หรอกนะ แต่ตอนนี้นายกำลังสั่นอยู่นี่นา”

                ว่าพลางไล่มือที่จับไหล่ให้ต่ำลง ริทเบิกตากว้าง พยายามจะยกมือดันภูมินทร์ให้ออกห่าง แต่ทว่าชายหนุ่มกลับไม่สะทกสะท้านเบียดกายเข้ามาใกล้มากขึ้น มือของเขาเลื่อนต่ำไปจนถึงต้นขาข้างที่ได้รับบาดเจ็บก่อนจะส่งยิ้มให้

                “เรามาตรวจกันดีกว่านะ”

               

 

-------+++++-------

 

               

                “วันนี้รู้สึกไม่สบายหรือเปล่าครับ”

                ผ่านมาหลายวันร่วมเดือนแล้วที่เขาไม่ได้มีอาการทางร่างกายกำเริบจนแสดงให้คนในครอบครัวเห็น นั่นทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ต้องติดต่อหาพอล

                “ไม่เป็นไรแล้วล่ะ นายก็ถามพี่อยู่ตลอดเลยนะเจ้าภู”

                “ผมมีพี่ชายแค่สองคนนะครับ ถ้าไม่ให้ห่วงพี่รุจน์แล้วจะให้ไปห่วงใครล่ะครับ”

                “แหม่ ก็นึกว่าจะห่วงสาวที่ไหนบ้าง”

                เขาเอ่ยขึ้นพลางเหลือบตามองนพวินที่ยืนอยู่ไม่ห่าง ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่านพวินคิดกับน้องชายเขามากกว่าลูกชายของผู้มีพระคุณ ทางร่างเล็กเมื่อได้ยินแบบนั้นก็เริ่มใจเต้นไม่เป็นจังหวะและคาดหวังกับคำตอบของภูมินทร์

                “ไม่มีหรอกครับ จะไปมีใครได้ งานผมยุ่งทั้งวัน แค่นี้ก็แทบไม่มีเวลาไปไหนแล้วล่ะค้าบ”

                “ถ้ามันยุ่งขนาดนั้นก็เพลาๆงานลงสิ แล้วหาความสุขใส่ตัวบ้าง”

                ว่าพลางตบไหล่น้องชาย บอกให้น้องชายหาความสุขใส่ตัว แต่เขาเองต่างหากที่มัวแต่ยุ่งกับงานจนไม่มีเวลาให้กับอะไรสักเท่าไหร่นัก สาวๆก็ไม่ได้ไปหา ทำงานเสร็จก็กลับมาหาหลานๆ

                “บอกแต่ผม พี่รุจน์เองก็พักผ่อนเยอะๆเถอะครับ โหมงานหนักมากๆระวังจะป่วยนะครับ”

                “ถ้าไม่โหมงานหนัก เดี๋ยวพี่ใหญ่ได้ฆ่าฉันพอดี”

                บอกอย่างกระซิบกระซาบกับน้องชาย แต่ก็เป็นจังหวะเดียวที่พยัคฆ์เดินเข้ามา

                “มัวแต่คุยอะไรกันอยู่ล่ะ”

                “เปล่าครับ”

                วิรุจน์ส่ายหน้าไปมา ขืนให้รู้ว่ากำลังนินทาพี่ชาย คงได้มีเรื่องกันแน่ๆ วิรุจน์ยิ้มเจื่อนแล้วรีบยันกายลุกขึ้น

                “วันนี้ผมมีนัด ผมไปก่อนนะครับ”

                วันนี้เขานัดเจอกับนาคินทร์ ดังนั้นก็เลยมีเรื่องชิ่งหนีก่อนที่จะเดือดร้อน พี่ชายคนโตไม่ได้เอ่ยห้าม ได้แต่มองน้องชายที่รีบเดินไป แต่เจ้าตัวก็ไม่ลืมแวะไปเล่นกับหลานชายที่แสนรักทั้งสอง ก่อนที่จะรีบขับรถไปหาเพื่อนรักที่นัดกันไปเที่ยวในวันหยุด

                “รอนานไหมวะ”

                วิรุจน์ลงจากรถเมื่อมาถึงสถานที่นัดหมาย เขาเดินเข้าไปหานาคินทร์ที่กำลังยืนรออยู่

                “ไม่นานหรอก ว่าแต่นายเถอะ กว่าจะว่างได้นะ ฉันชวนไปเที่ยวก็ไม่ยอมว่างสักที”

                “โหย นี่ก็เคลียร์งานแล้วรีบมาหาเลยเนี่ย จะไปกันเลยไหมล่ะ”

                “ไปฉันรถฉันก็แล้วฉัน เดี๋ยวฉันขับเอง”

                นาคินทร์เสนอตัว วันนี้พวกเขาสองคนนัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวทะเลที่ชลบุรีด้วยกัน แต่วิรุจน์เลือกที่จะขับรถมาทิ้งไว้ที่บ้านนาคินทร์ก่อน

                “ฉันนึกว่านายจะให้คนขับรถ ขับรถให้ซะอีก”

                “ไม่หรอก ฉันขับเอง อยากไปไหนก็ได้ดั่งใจดีด้วย”

                “งั้นก็ตามนั้น”

                วิรุจน์ระบายยิ้ม เขาหยิบกระเป๋าเป้ใบขนาดพอเหมาะที่บรรจุเสื้อผ้ามาไม่กี่ชุด แล้วเดินตามนาคินทร์เพื่อไปที่รถ

                “จริงสิ ฉันลืมบอกอะไรนายไปน่ะ”

                “เอ๊ะ อะไรเหรอ”

                วิรุจน์เลิกคิ้ว เพราะรู้สึกแปลกใจกับเพื่อนที่อยู่ๆก็เรียกเขาเอาไว้

                “เดี๋ยวจะมีเด็กไปกับฉันด้วยอีกคน”

                “เอ๋ เด็ก เด็กที่ไหน หรือว่า นายไปล่อลวงเด็กที่ไหนมากันห๊า!

                เพราะคำพูดของเพื่อนรักทำให้วิรุจน์คิดไปต่างๆนานา ในขณะที่นาคินทร์ยกมือแทบจะตบศีรษะของวิรุจน์

                “ให้มันน้อยๆหน่อย ฉันจะไปล่อลวงเด็กที่ไหนกันฮะ”

                “ก็แหม ใครจะไปรู้ล่ะ เห็นเงียบๆ แต่คงไม่เบาเลยสินะนายน่ะ”

                เขาไม่ตอบอะไรนอกจากกระตุกยิ้ม แล้วก็ยกข้อมือขึ้นมาดูเวลา

                “ห้า สี่ สาม สอง

                “แฮกๆๆๆ มาแล้ว ฉันมาทัน!

                เสียงตะโกนดังลั่นที่หน้าบ้าน ทำให้วิรุจน์หันขวับไปมอง ก็พบกับชายหนุ่มตัวสูงที่ยืนเท้าต้นขาหอบหายใจ เหงื่อออกเต็มหน้า

                “เอ๋”

                คนที่แปลกใจสุดก็คงจะเป็นวิรุจน์ที่จู่ๆก็มีเด็กตัวสูงที่เขาไม่เคยเห็นหน้าโผล่มาแบบนี้ เขาไม่เคยรู้เลยว่านาคินทร์ไปรู้จักเด็กคนนี้ตอนไหน

                “เจ้านี่ชื่อต้น จะไปกับเราด้วย”

                “ยินดีที่ได้รู้จักนะ ฉันชื่อรุจน์ เป็นเพื่อนกับคินน่ะ”

                วิรุจน์ทักทาย มองราชิดที่กำลังเดินเข้ามาหาพวกเขา

                “งั้นเหรอ”

                ราชิดตอบเสียงแผ่ว ใบหน้าไม่ได้เป็นมิตรสักเท่าไหร่นัก เพราะเขาไม่ได้อยากจะเป็นมิตรกับใครเลย แม้แต่นาคินทร์ ที่ยอมถ่อมาครั้งนี้ก็เพราะว่าเขาต้องการให้นาคินทร์ช่วยถอนพิษเขาให้หมด เขาไม่อาจจะหลบหนีจากอีกฝ่ายได้ แม้จะพยายามหาหนทางแล้วก็ตาม

                “นายไม่เห็นบอกฉันว่ามีเพื่อนไปด้วย”

                ราชิดดึงนาคินทร์มาคุยสองคน ร่างสูงกระตุกยิ้ม

                “ฉันจะพาใครไปด้วย แล้วนายเลือกได้เหรอ”

                ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งหงุดหงิด เขากัดฟันกรอดๆ แล้วรีบเอ่ยขึ้นเสียงดังอย่างไม่พอใจ

                “จะไปไหนก็รีบไปสิ!

                “ท่าทางร่าเริงจังนะ”

                นาคินทร์เอ่ยขึ้นราวกับชมชื่นชม แต่ราชิดก็รู้ว่ามันคือคำพูดที่ร่างสูงจิกกัดเขา เขาเองก็ภาวนาให้วันหยุดเสาร์อาทิตย์นี้หมดลงเร็วๆ เขาจะได้กลับสู่ชีวิตปกติเสียที วิรุจน์เองก็ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์สักเท่าไหร่นัก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทั้งสองคน

                “งั้นก็ไปกันเถอะ”

                “อืม ไปขึ้นรถกัน”

                นาคินทร์เดินไปพูดกับวิรุจน์ แล้วทั้งสองก็เดินตรงไปที่รถยนต์ทันที ราวกับว่านาคินทร์ไม่คิดจะสนใจราชิดเลยแม้แต่น้อย

                เจ้าบ้านี่ แกเรียกฉันมา แล้วมาทำไม่สนใจงั้นเหรอ!...

                วิรุจน์ขึ้นรถไปนั่งที่เบาะหน้าข้างคนขับไปแล้ว แต่นาคินทร์ยังไม่ได้ขึ้นรถ เพียงแต่เปิดประตูรถฝั่งคนขับเอาไว้ เขาหันมาราชิด

                “มัวแต่ยืนบื้ออะไรอยู่”

                “ฮึ่ย!

                ราชิดได้แต่สบถด้วยความหงุดหงิด ทำไมเขาต้องมาเดินตามเกมที่นาคินทร์วางเอาไว้ด้วย

                “หรือว่าต้องให้ฉันอุ้มนายมาที่รถ”

                พอได้ยินแบบนั้น ราชิดก็รีบก้าวเดินมาที่รถยนต์อย่างรวดเร็ว เขาเปิดประตูเข้าไปนั่งที่เบาะหลัง แล้วหันหน้าไปทางกระจก เพราะไม่อยากจะสนใจนาคินทร์ ส่วนนาคินทร์กลับระบายยิ้มที่เห็นท่าทางเหล่านั้นของคนเด็กกว่า

 

-------+++++-------

 

                การเดินทางใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ทั้งสามก็เดินทางมาถึงโรงแรมหรูที่นาคินทร์จองเอาไว้ ร่างสูงไปคีย์การ์ดจากพนักงาน

                “ทำไมมีแค่สองใบล่ะ หรือว่านายนอนกับฉัน”

                “เปล่าหรอก นายนอนคนเดียวให้สบายเถอะ”

                คิ้วของราชิดเริ่มขมวดเข้าหากัน เมื่อได้ยินบางอย่างที่เริ่มส่อให้เห็นถึงความโชคร้าย

                “หมายความว่าไง ที่มีแค่สองห้อง”

                “นายมากับฉัน ก็อยู่กับฉัน”

                “ทำไมฉันต้องอยู่กับนายด้วย!

                “แล้วจะเรื่องมากให้มันได้อะไรขึ้นมา หรือนายอยากมีเรื่องกับฉัน”

                นาคินทร์สบตากับราชิด พลางพูดเสียงเรียบ ราชิดกำมือแน่น วิรุจน์รับรู้ถึงความไม่พอใจของราชิดที่มีต่อนาคินทร์ แต่อันที่จริงเพื่อนเขาก็เหมือนไปแกล้งเด็กเหมือนกัน

                “ฉันนอนกับนายก็ได้นะ แล้วให้ต้นนอนคนเดียว”

                “ไม่ ฉันจองห้องให้นายแล้ว นายไม่ต้องลำบากหรอก”

                “อ่า

                คราวนี้วิรุจน์ถึงกลับไปไม่เป็น เพราะดูเหมือนว่าเขาจะเปลี่ยนใจของนาคินทร์ไม่ได้เสียแล้ว นาคินทร์หันไปคุยกับราชิด

                “นายเอาของฉันกับรุจน์ไปเก็บที่ห้องด้วย ฉันกับรุจน์จะไปเดินเล่นรอบๆ เสร็จแล้วก็ลงมาแล้วกัน”

                “แล้วทำไมฉันต้องทำตามคำสั่งนายด้วย พนักงานก็มี ทำไมไม่ใช้ฮะ!

                คราวนี้ราชิดเริ่มโมโห เพราะดูยังไงก็รู้ว่าเขากำลังโดนแกล้งอยู่แน่ๆ

                “นายไม่มีสิทธิ์เถียง ฉันสั่งอะไรให้ทำก็ต้องทำ หรือว่านายอยากจะโดนฉันลงโทษอีกล่ะ”

                ประโยคสุดท้าย เขาพูดให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน ราชิดกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใจเต้นแรงขึ้นมา รีบหันหน้าหนี แล้วคว้ากระเป๋าเดินทางใบไม่ใหญ่มากของทั้งคู่

                “เข้าใจแล้ว ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

                ว่าจบก็รีบหมุนตัวเดินตรงไปยังลิฟต์ทันที วิรุจน์เริ่มหน้าเครียด หันไปคุยกับเพื่อนรัก

                “ทำไมนายถึงทำแบบนี้ล่ะ”

                “อย่าคิดมากเลย เจ้านั่นไม่ได้สำคัญอะไรเลย ถ้าเทียบกับนายแล้ว”

                เขาตบบ่าเพื่อนรัก แต่วิรุจน์ก็รู้สึกไม่ดีอยู่ดี เพราะเขาไม่ค่อยเห็นเพื่อนเป็นแบบนี้ เขาไม่เข้าใจนักว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และที่สำคัญก็คือ วิรุจน์ไม่รู้ว่าราชิดคือคนที่ทำร้ายหลานชายเขา จึงไม่รู้ว่านาคินทร์ไม่ได้คิดจะหยุดเอาเรื่องคนร้ายตามที่เขาเคยขอร้องไว้เลยสักนิดเดียว

 

 

-------+++++-------

 

               

                “ทำไมฉันจะต้องมาทำเรื่องพวกนี้ด้วยวะ”

                พูดไปก็หงุดหงิดไป เขานำกระเป๋าวิรุจน์ไปเก็บที่ห้องพัก แล้วกลับมาที่ห้องของนาคินทร์ ก่อนจะจับกระเป๋าในมือทุ่มลงกับพื้น  จะยกเท้ากระทืบซ้ำเพื่อระบายความแค้น แต่ทว่าเขาก็ขมวดคิ้ว คิดบางอย่างออก

                ชายหนุ่มรีบเปิดกระเป๋าของนาคินทร์เพื่อสำรวจ เผื่อว่าจะพบสิ่งแปลกปลอม แต่ทว่าชายหนุ่มก็ต้องผิดหวังเพราะมันเป็นแค่กระเป๋าใส่เสื้อผ้าธรรมดา เขาค่อนข้างหงุดหงิดที่ยังหาจุดอ่อนของนาคินทร์เพื่อไปต่อรองไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่คิดจะยอมแพ้

                ข้อความไลน์ที่เข้ามา ทำให้เขาต้องหงุดหงิดมากกว่าเดิม เพราะนาคินทร์ไลน์มาตามเขาให้ลงมาได้แล้ว

                สุดท้ายราชิดก็ต้องเก็บกระเป๋าให้นาคินทร์ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต แล้วรีบลงไปยังด้านล่าง

                “เดี๋ยวก็คงจะลงมาล่ะ อย่าหงุดหงิดไปเลยน่า”

                พอเห็นนาคินทร์เริ่มหน้านิ่ง เขาก็พอดูออก เพราะราชิดหายไปนานพอสมควร ทั้งๆที่พวกเขาเดินเล่นรอบโรงแรมแทบจะทั่วหมดแล้ว

                “อึก”

                อยู่ๆอาการที่รุมเร้าก็เกิดกำเริบ วิรุจน์ยกมือกำเข้าที่หัวใจ ร่างกายเขาทรุดลง นาคินทร์ตกใจเมื่อเห็นเพื่อนเป็นแบบนั้น จึงรีบเข้าไปประคอง จนใบหน้าของวิรุจน์แทบจะซบเข้ากับอกแกร่ง

                “รุจน์ เป็นอะไรมากไหม”

                “อึก เจ็บ

                ราชิดที่กำลังเดินมาหาทั้งคู่ มีอันต้องชะงักปลายเท้า ใบหน้าที่หงุดหงิด เริ่มเปลี่ยนเป็นแสยะยิ้มอย่างหมั่นไส้

                “เหอะ นี่เหรอเพื่อน มาสวีทกันแท้ๆ จะเรียกเรามาให้เป็นก้างขวางคอทำไมไม่รู้ บ้าชะมัด”

                เขาไม่คิดจะเดินเข้าไปหาทั้งคู่ ได้แต่มองอยู่ห่างๆ ราวกับต้องการดูว่าทั้งสองจะทำอะไรกันต่อไป

                “คุณพอลคะ”

                เสียงของหญิงสาวดังขึ้น พร้อมกับการหันกลับมาหาชายหนุ่มตัวสูงที่หยุดเดินอยู่ด้านหลัง

                เธอค่อนข้างแปลกใจที่เห็นชายหนุ่มหยุดเดินเสียอย่างนั้น  พอลละสายตาจากชายหนุ่มคู่หนึ่งที่เมื่อดูไกลๆแล้วเหมือนกำลังกอดกันอยู่ ก่อนจะหันไปมองหญิงสาวที่เป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่เขาจะมาร่วมประชุมในวันนี้

                “มีอะไรหรือเปล่าคะ”

                “เปล่าครับก็แค่รู้สึกว่าจะเจอคนรู้จักแต่ดูเหมือนจะไม่ใช่”

                ทั้งที่เจ้าตัวเหมือนจะพูดแล้วส่งยิ้มจางๆไปให้ตามมารยาทราวกับเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่ดวงตาคมกริบกลับเย็นชาจนน่ากลัว เขาละสายตาจากชายหนุ่มทั้งคู่แล้วเดินตามหญิงสาวไป

               100%

 

แจ้งข่าว รีปริ้นทางเนตรอบเดียว รอบสุดท้าย (จากนี้ไม่มีรีปริ้นทางเนตอีกแล้วค่ะ) ปิดโอนวันที่ 5 ธันวา (พรุ่งนี้)

#สามีผมเป็นเสือ ภาค1 #คุณพ่อครับมาเป็นเมียผมเถอะ

จัดส่งประมาณกลางเดือน ธันวา ค่า

http://www.tunwalai.com/chapter/743291/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99-royal-tiger-%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A-51016-51216

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                              

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}