vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 16 ♥ (คาร์ล&ท้องฟ้า) [UPDATE]

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 ♥ (คาร์ล&ท้องฟ้า) [UPDATE]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.3k

ความคิดเห็น : 55

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2562 22:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 ♥ (คาร์ล&ท้องฟ้า) [UPDATE]
แบบอักษร

ตอนที่ 16 (คาร์ลXท้องฟ้า)


                [PART: ท้องฟ้า]

                ชีวิตที่สุขสมหวังดั่งเทพนิยาย มีอยู่จริงหรือไม่...ความฝันแสนหวานที่เฝ้าฝันถึงมาตลอดมันจะมีจริงหรือเปล่า เป็นคำถามที่ผมยังหาคำตอบไม่ได้

                สวัสดีครับ ผมชื่อ ‘ท้องฟ้า’ ผมกำลังเรียนอยู่ชั้นปี 1 พ่อแม่ของผมท่านจากไปตั้งแต่ผมยังเล็ก ๆ ผมเลยมาอาศัยอยู่กับป้า เรื่องเหตุการณ์การจากไปของพ่อแม่ทำให้ผมกลายเป็นคนพูดน้อยลงและซึมเศร้า ผมคิดจะสู้ต่อ แต่พอได้มาอยู่กับครอบครัวของป้า ป้าท่านรักผมเหมือนลูกแท้ ๆ ทว่าสามีของท่านกับพวกญาติอีกฝ่ายกลับไม่ชอบผมนัก ยิ่งทำให้ผมรู้สึกอึดอัด ก่อนผมจะเกิดอาการช็อคเมื่อพวกญาติที่ไม่ชอบผมเพราะคิดว่าจะมาแย่งสมบัติ เลยจับผมไปขายบริการให้กับพวกผู้ชายที่ชอบผู้ชาย ผมหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด

                ทว่าเหตุการณ์ในตอนนั้น มันทำให้ผมเกิดอาการหวาดกลัวฝังใจจนไม่ยอมเปิดปากพูดกับใครอีก การไม่ได้พูดกับใครนานเข้านานเข้า...ผมเลยไม่กล้าเปล่งเสียงตัวเองออกมา เพราะผมไม่มีเสียงที่จะพูด จากนั้นมาผมเลยเริ่มฝึกใช้ภาษามือแทนและไม่ได้พูดกับใครอีกเลย

                ผมลืมตาขึ้นในห้องแคบ ๆ ผมเช่าด้วยราคาแสนถูกโดยใช้เงินจากการทำงานพิเศษ ผมลุกขึ้นพลางเก็บผ้าปูนอนผืนบาง ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาว ผมยังพอมีผ้าห่มผืนบางอีกผืนพอบรรเทาความหนาว ผมอาบน้ำล้างหน้าให้เรียบร้อยเพื่อพร้อมไปมหา’ลัย สายตาผมเหลือบไปเห็นชุดวอร์มทำให้นึกถึงใบหน้าหล่อรอยยิ้มทะเล้นมีเสน่ห์ของผู้ชายคนนั้น

                เขาชื่อคาร์ลครับ ดูใจดีมาก แถมยังอาสาสอนผมเล่นบาสอีก ผมมองมือตัวเองที่ใช้แตะตัวเขาเมื่อวาน ความอบอุ่นคล้ายยังหลงเหลืออยู่ เป็นอะไรที่แปลกมาก ทั้งที่เพิ่งเจอกัน ผมกลับไม่หวาดกลัว จากปกติผมไม่เคยเข้าใกล้ผู้ชายเลยด้วยซ้ำ ผมส่ายหน้าพลางเลิกคิดถึงเขาแล้วเก็บชุดวอร์มใส่กระเป๋า เผื่อตอนเย็นได้แวะไปซ้อมบาส

                คาบเช้าเป็นเพียงวิชาบรรยาย ผมก็นั่งจดย่อใส่สมุดโน้ตตัวเองไป พอหมดคาบเป็นเวลาพักทานอาหารกลางวัน ทุกคนต่างพากันเดินไปทางโรงอาหารพร้อม ๆ กัน เช่นเดียวกับผม ยังไม่ทันคิดว่าวันนี้จะกินอะไรดี ผมเงยหน้าขึ้นและหยุดเดินเมื่อตรงหน้าคือ ผู้หญิงที่เดินชนผมเมื่อวาน เธอเป็นลูกคนใหญ่คนโต สวยมากครับ ถ้าผมจำไม่ผิด เธอชื่อ เอลีน

                ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองไปทำอะไรให้เธอเคืองใจ เธอถึงได้ไม่ชอบผมนัก แต่ผมไม่คิดโกรธอะไรเธอหรอกครับ ผมเดินเลี่ยงเพราะไม่อยากมีปัญหา ทว่าลูกน้องของเธอกลับกั้นไว้

                “ได้ข่าวว่านายไปวุ่นวายกับคาร์ล หนุ่มฮอตคนใหม่ของมหา’ลัยเหรอ” น้ำเสียงจงใจหาเรื่องบวกหมั่นไส้ทำให้ผมเงยหน้ามองเธอ ผมส่ายหน้าปฏิเสธ

                “....”

                “ตอแหล! นายกะจะอ่อยผู้ชายทุกคนหรือไง รู้เอาไว้ด้วยนะว่า ผู้ชายมันจะไปดีสู้ผู้หญิงอย่างพวกฉันได้ยังไง!” เอลีนพูดใส่ ผมเหลือบมองแก้วน้ำหวานสีแดงในมือเธอด้วยความกลัว ผมคิดว่าเธออาจสาดมาใส่ผมได้ ถ้าหากผมยังยืนอยู่ตรงนี้

                “อย่ามาทำหน้าตาน่าสงสาร อยากเรียนคะแนนสงสารเหรอ” เธอพูดต่ออีก ก่อนแก้วในมือเธอจะยกขึ้นเหนือหัวของผม ผมเบิกตากว้างเมื่อจู่ ๆ คาร์ลเดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้แค่ว่าตอนนี้เขายืนบังผมอยู่และจับข้อมือเอลีนไว้

                น้ำหวานสีแดงหกลงบนเสื้อนักศึกษาสีขาวสะอาดของร่างสูง จนทุกคนหันมามองเป็นจุดเดียว คาร์ลปล่อยมือเธอออกแล้วมองผู้หญิงตรงหน้า     

                “น้ำแดงมีไว้ให้กินนะครับ ไม่ได้มีไว้ให้สาดใส่คนอื่น” เสียงเข้มพูดเรียบ แต่คนฟังกลับรู้สึกถึงรังสีความเย็นยะเยือกแพร่ออกมาชัดเจน

                เขาหันขวับมามองผมพร้อมกับคว้าข้อมือผมให้เดินตามเขาไป ท่ามกลางสายตาทุกคนที่มองอย่างฮือฮา ผมถูกคนตัวสูงลากมาเรื่อย ๆ แต่ขาเขายาวกว่าผมมาก ผมเดินตามไม่ทัน ผมจะเรียกแต่ลืมว่าตัวเองไม่มีเสียง ผมเลยใช้แรงดึงแขนให้เขาหยุด คาร์ลหยุดอย่างนึกขึ้นได้

                “ขอโทษที ฉันเดินเร็วไปเหรอ” ผมหายใจหอบพลางพยักหน้า

                // นายจะพาฉันไปไหนเหรอ// ผมเอื้อมมือไปเขียนตรงไหล่ร่างสูง คาร์ลมองผมแล้วยิ้ม มันดูอบอุ่นจัง

ผมมองยิ้มนิ่ง ๆ เหมือนกับว่าเคยเห็นที่ไหนนะ...รอยยิ้มนี้

                “ฉันแค่จะพานายออกมาให้พ้นจากอะไรที่มันกวนใจในโรงอาหารเมื่อกี้เฉย ๆ ทำไมนายไม่โต้ตอบพวกเธอบ้างล่ะ ยอมให้เธอแกล้งอยู่ได้” ร่างสูงบ่น

                // ฉันไม่ได้โกรธพวกเธอหรอก ไม่เป็นไร// ผมยิ้มเล็ก ๆ  ก่อนจะมองเสื้อเขาที่เปื้อนน้ำแดงจาง ๆ

หว่า...ดูท่าทางจะเหนียวด้วย

                // เสื้อนายเปื้อนเพราะฉันเลย ทำยังไงดี เดี๋ยวฉันเอาไปซักให้ดีไหม//

                “บ้านนายอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากไหม พอดีบ้านฉันอยู่ไกลเกินกว่าจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อน่ะ” คาร์ลถาม         ผมทำท่าคิด

                “ถ้าบ้านนายอยู่ใกล้ งั้นฉันไปเปลี่ยนเสื้อที่บ้านของนายก่อนก็แล้วกัน นายก็เอาเสื้อไปซักให้ฉันดีไหม” เขาเสนอแล้วจัดแจงทำให้ผมคิดตามแทบไม่ทัน แต่ก็พยักหน้าไปแล้ว...

                “งั้นยืนรอฉันอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวไปเอากระเป๋าก่อนแป๊ป” เขาบอกแล้ววิ่งหายไปเอากระเป๋า

ผมยืนรอเขาอยู่แถวหน้าอาคารตามที่เขาบอก สักพักคาร์ลกลับมาพร้อมกระเป๋าเป้ พวกเราสองคนเลยเดินไปที่บ้านของผม (อันที่จริงมันน่าจะเรียกว่าห้องเช่าห้องน้อย ๆ ของผมมากกว่า)

                ผมเดินมาตามถนนที่มีร้านต่าง ๆ

                “นายไม่มีเรียนบ่ายใช่ไหม” เขาถาม ผมยกมือกากบาททำให้เขายิ้มออกมากับท่าทีของผม มันตลกใช่ไหมครับ ทำไมคาร์ลเขาขำผมล่ะ...

                เมื่อเดินมาถึงซอยทางเข้าห้องเช่า ผมหันหลังกลับไปหาเขากะทันหันเลยไม่รู้ว่าคาร์ลเองก็เดินตามมาติด ๆ ทำให้ผมชนกับแผงอกตรงหน้าจนเกือบเซล้ม แต่มือหนาคว้าเอวของผมไว้ก่อน

                “จู่ ๆ อย่าหยุดเดินสิ”

                // ขอโทษ // ผมเขียนลงตรงแขนเสื้อเขา

                “ฉันไม่ได้ว่า แค่บอกให้ระวังจะได้ไม่ล้มเจ็บตัวยังไงล่ะ”

                // คือห้องพักของฉันมันแคบมาก นายอาจจะอึดอัดหน่อยนะ // ผมเขียนต่อไปอีก เขาพยักหน้ารับรู้

                ผมพาเขาเข้าไปในห้องพัก ผมให้คาร์ลนั่งรออยู่ตรงที่นอนที่ปูไว้กับพื้น ผมหยิบกระดาษ A4 ตรงโต๊ะญี่ปุ่นเล็ก ๆ กับปากกาเมจิกมาเขียน

                // นายถอดเสื้อออกมาได้เลย ฉันจะเอาไปซักให้ แล้วนายจะอาบน้ำไหม แต่ที่นี่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นนะ// ผมเขียนยื่นให้เขาดูและส่งผ้าเช็ดตัวให้เขาด้วย

                *//*คือ ฉันมีผ้าเช็ดตัวผืนเดียว นายรังเกียจหรือเปล่า//

                “ไม่หรอก ฉันไม่ถือ เอามาเถอะ” คาร์ลยิ้มพร้อมกับรับผ้าเช็ดตัวผืนนุ่มสีฟ้าลายก้อนเมฆ

                // งั้นนายเข้าไปอาบน้ำได้ตามสบายเลยนะ// ผมเขียนต่อก่อนจะยิ้มให้ และหน้าร้อนวูบเมื่อเขาลุกขึ้นถอดเสื้อออกและยื่นมาให้ผม ผมรีบรับมาแล้วเดินออกไปนอกชานระเบียงที่ยื่นออกไปข้างห้องเล็กน้อย ผมเอากะละมังน้อย ๆ มาเปิดน้ำใส่

                ผมนั่งขัดเสื้อร่างสูงที่เปื้อนน้ำแดงอยู่นานจนมันกลับมาขาวสะอาดเหมือนเดิม ผมเอาน้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นหอม ใส่ให้เขาด้วย พอซักเสร็จผมก็บิดตากไว้อย่างดี ผมเดินกลับเข้ามาในห้องถึงกับชะงักเมื่อเจอร่างสูงนั่งขัดสมาธิ ท่อนบนเปลือยมีหยดน้ำเกาะพราว ผ้าเช็ดตัวของผมเขาใส่แบบพันรอบเอวหมิ่น ๆ เขาเงยหน้าสบตากับพอดี คาร์ลกระดิกนิ้วเรียกผมเข้าไปหาเขา

                “มานี่ ท้องฟ้า” เสียงเข้มเรียกผม ทำให้ผมเดินเข้าไปหาเขาและนั่งลงข้าง ๆ

                // ทำไมนายไม่ใส่กางเกง // ผมเขียนใส่กระดาษอย่างสงสัย คาร์ลหัวเราะกระตุกยิ้มขี้เล่น แล้วตอบประโยคที่ทำให้ใจผมเต้นผิดจังหวะ

                “อยากจะโชว์ซะหน่อย”

                “จริง ๆ กางเกงน้ำหวานมันก็ไหลโดนและมันก็ซึมไปถึง...กางเกงในด้วย” เขาตอบออกมาต่อ ผมถึงกับขำแบบไม่มีเสียง ผมยิ้มกว้างออกมา เขามองอึ้ง

                “ฉันอยากได้ยินเสียงของนาย ท้องฟ้า” เขาเอื้อมมือมาสัมผัสหน้าผม

สายตาเราประสานกันราวกับหัวใจเราสองคนกำลังเต้นพร้อมกัน ผมมองคาร์ลที่เขยิบเข้ามาใกล้ผมเรื่อย ๆ ผมไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้เลย กว่าผมจะรู้ตัว ริมฝีปากหนาตรงหน้าก็แตะกับริมฝีปากของผมซะแล้ว ผมเบิกตากว้างและใช้มือดันเขาที่กำลังใช้ลิ้นสอดเข้ามาภายในโพลงปากของผม มันทำให้ผมรู้สึกกลัวขึ้นมาเมื่อนึกถึงตอนผมพยายามวิ่งหนีคนที่เข้ามาลวนลามผม

                ผมดิ้นและตัวสั่น คาร์ลรีบผละออกจากผม

                “ไม่ต้องกลัวนะ ฉันไม่ทำอะไรนาย ท้องฟ้า ไม่ต้องกลัวฉันนะ...” ผมเขยิบออกห่างจากเขา เมื่อเขาเอามือมากุมมือผมไว้ ความอบอุ่นกับสายตาที่เขามองผมช่วยคลายความตกใจของผมนิดหน่อย

                “อ้อ ฉันมีอะไรมาฝากท้องฟ้าด้วยนะ” เขาเปลี่ยนเรื่องเรียกความสนใจของผมให้มองไปที่ถุงกระดาษใบน่ารัก และมันเป็นของร้าน YY ที่ผมเองเดินผ่านทุกวันแต่ไม่เคยกล้าเข้าไปในร้านนั้นสักทีครับ เพราะผมไม่มีเงินมากพอจะไปซื้อของมาใช้นี่ครับ

                // อะไรเหรอ// คาร์ลยิ้มและยื่นถุงมาตรงหน้า

                “ฉันให้นาย ดูเอาเองเลย” ผมรับมางง ๆ ก่อนจะตื่นเต้นกับสิ่งที่อยู่ในถุง

                มันคือ...สมุดโน้ตสีขาวลายหัวใจสีแดง มีอยู่ถึง 12 เล่ม!

                “ชอบไหม?”

                //นายให้ฉันหมดนี่เหรอ ฉันรับไว้ไม่ได้ ฉันเกรงใจ// ผมเขียนใส่ A4 อีกครั้ง

                “ไม่ต้องเกรงใจฉัน ฉันตั้งใจซื้อมาฝากนาย เอาไว้ใช้เวลาเราคุยกันไปก่อนไง พกง่ายด้วย หรือว่านายไม่ชอบลายนี้?”

                //เปล่า คือฉันชอบมันมาก...ถ้านายตั้งใจแบบนั้นฉันก็จะรับไว้และเอาไว้เขียนคุยกับนายคนเดียวนะ// ผมเขียนใส่กระดาษอีกครั้ง คำพูดที่ผมเขียนออกไปอาจดูธรรมดา แต่คำว่าคุยกับนายคนเดียวของผมกำลังทำให้คาร์ลยิ้มพอใจ

                “เอาไว้คุยกับฉันคนเดียวนะ” เขาย้ำอีกครั้ง

                ผมพยักหน้ารับทราบ

                “งั้นเริ่มใช้เลยสิ” เขาบอกพร้อมกับหยิบแพ็คสมุดออกมาจากถุง เขาแกะออกมาให้ผมหนึ่งเล่ม

                // ขอบคุณนายมาก ๆ นะ คาร์ล// ผมชูให้เขาดู คาร์ลมองชื่อตัวเองที่เขียนด้วยลายมือผมนิ่ง ๆ และเขาก็อดคิดไม่ได้หากได้ยินเสียงของผมเรียกชื่อเขามันจะดีขนาดไหนกันนะ....

                “ฉันอยากได้ยินเสียงของนายจริง ๆ นะ ท้องฟ้า อยากให้คำแรกที่นายพูดออกมาเป็นชื่อของฉัน...” เสียงเข้มพูดจริงจัง ผมสบตากับเขาแล้วทำหน้าเศร้าลง เพราะผมทำตามที่เขาต้องการไม่ได้

                “ฉันไม่บังคับนายหรอกนะ ต่อไปนี้นายยิ้มสดใสบ่อย ๆ ให้ฉันเห็นได้รึเปล่า” ผมพยักหน้า

                ผมกับเขานั่งคุยเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนและเรื่องมหา’ลัยไปเรื่อย ๆ โดยเขาถามออกมา ผมก็ตอบเขาด้วยการเขียนลงสมุดโน้ต เห็นว่าคาร์ลโทรบอกให้คนที่บ้านของเขาเอารถมารับพร้อมกับเสื้อผ้าแล้วล่ะครับ เดาว่าเขาคงรวยมากแน่ ๆ เลยครับ เพราะดูจากเสื้อผ้าหน้าผมแล้ว

                สักพักมีคนมาเคาะประตูห้องของผม ผมลุกขึ้นไปเปิดก็เจอผู้ชายที่อยู่ในชุดพ่อบ้าน ผมมีสีขาวแซม ๆ เขายิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร ในมือของเขามีเสื้อของร่างสูงอยู่

                “ผมเป็นพ่อบ้านครับ เอาเสื้อผ้ามาส่งให้ท่านคาร์ล” เขาบอกสุภาพ ๆ ผมพยักหน้าให้เขาเดินเข้ามา คาร์ลลุกขึ้นรับเสื้อผ้ามาจากพ่อบ้าน

                “มาช้าไปห้านาทีนะครับ” คาร์ลบอกขึ้นขี้เล่น ๆ

                “ต้องขออภัยอย่างยิ่ง ท่านคาร์ลจะกลับเลยหรือไม่ครับ” ร่างสูงพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

                “ฉันจะกลับแล้ว...นายอยู่คนเดียวได้หรือเปล่า” เขาถามขึ้นเมื่อใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย ผมพยักหน้า

                “งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ”

                // แล้วเจอกัน// ผมเขียนตอบเรียกรอยยิ้มจากเขาและมือหนาเอื้อมมาขยี้ผมของผม ผมยกมือบ๊ายบายเขาที่ออกไปจากห้องของผม

                ผมจับริมฝีปากของตัวเองที่ความรู้สึกยังอยู่อยู่เลย...เขาจูบเราทำไมกันนะ ผมทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนเหม่อ ๆ แล้วกอดสมุดโน้ตไว้....



                [PART: คาร์ล]

                ผมเดินออกมาจากซอยพร้อมกับพ่อบ้าน ผมหันกลับไปมองซอยเล็กตรงหน้า

                “ห่วงหรือครับ ท่านคาร์ล” พ่อบ้านถาม “หากห่วงนัก ก็พาย้ายเข้าไปในคฤหาสน์เลยครับ ห้องของท่านก็กว้างอยู่นี่” พ่อบ้านแซวอย่างรู้ทัน 

                “พ่อบ้านคงอยากจะโดนหักเงินเดือนสินะ” ผมว่า พ่อบ้านขำนิดหน่อยและไม่ได้พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ผมจมอยู่กับความคิดของตัวเองไปสักพัก

                คฤหาสน์

                ผมกลับมาถึงก็มุ่งหน้าเดินกลับไปห้องตัวเอง แต่ขณะที่กำลังจะเดินผ่านห้องนั่งเล่น ผมหยุดเดินเมื่อเห็นแอเรียนั่งไขว่ห้างอ่านแผนที่งานอยู่ตรงโซฟานุ่ม ๆ ผมเลยเดินเข้าไปหา แอเรียเงยหน้าขึ้นมองผมที่นั่งลงตรงข้ามเขา

                “หายไปไหนของนายมา แล้วเสื้อนักศึกษาไปไหนเนี่ย” แอเรียถามอย่างแปลกใจ มองสำรวจผม

                “ธุระนิดหน่อย”

                “ธุระหรือหม้อสาว?”

                “ฉันไม่ได้ไปหม้อสาวหรอกน่า...”  แอเรียทำหน้าไม่เชื่อ ผมเลยพูดต่อ “แล้วสามีของนายไปไหนซะล่ะ”

                “ไปทำขนมมาให้ฉันกิน” แอเรียยิ้มอารมณ์ดี ผมมองเพื่อนตัวเอง หน้าตากำลังสดใสเพราะถูกบำรุงดี

                “แล้วฝ่าบาทกับราชินีไปไหน ไม่อยู่เหรอ เห็นเงียบกันเชียว” แอเรียยกน้ำขึ้นมาจิบ

                “พี่ฟอเรสกับฮันนี่ไปกินไอศกรีมข้างนอก ตั้งแต่ตอนเย็นละ เห็นฮันนี่อ้อน พี่ฟอเรสก็เลยจัดเต็ม กินให้จุใจไปเลย” แอเรียว่าก่อนจะมองผมอย่างจับสังเกตได้

                “นายมีอะไรในใจหรือเปล่าคาร์ล ทำไมหน้านายเหมือนคนกำลังคิดอะไรอยู่เลย” ผมกระตุกยิ้มแล้วเอนหลังพิงโซฟา สายตาของแอเรียไม่เคยพลาดหรอกครับ

                “ฉันปรึกษาอะไรนายหน่อยได้ไหม”    

                “ได้สิ มีอะไรล่ะ” แอเรียเก็บเอกสารและตั้งใจฟังผม

                “มีเวทมนตร์ที่สามารถทำให้เสียงกลับมาไหม” เมื่อผมถามแอเรียก็ทำหน้าคิดแล้วดีดนิ้ว

                “มีนะ แต่ถ้าฉันจำไม่ผิด มันอยู่ในคัมภีร์ต้องห้าม ที่อยู่ในห้องเก็บสมบัติใต้ดินของปราสาทเวทมนตร์” แอเรียว่าออกมาแล้วทำตาโต “นายคิดจะทำอะไรคาร์ล”

                “เปล่า ก็แค่ถาม” ผมปฏิเสธแต่ภายในใจครุ่นคิด ผมเคยได้ยินมาเหมือนกันถึงเรื่องคาถาในคัมภีร์ต้องห้ามที่มีคาถาเวทมนตร์ทรงพลังหลายอย่าง

                “ไม่มีทาง จู่ ๆ นายจะถามทำไมกัน ถ้านายไม่มีเรื่องที่ต้องใช้มัน” แอเรียฉลาดและไหวพริบดีมาก ผมยักไหล่ชิว ๆ

                “คาร์ล นายก็รู้ ผู้ที่ฝ่าฝืนใช้เวทมนตร์สูงสุดในคัมภีร์ต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ตัวของนายเองจะหมดพลังชีวิตและถึงแม้นายจะมีสิทธิ์ในราชวงศ์ที่เข้าห้องใต้ดินของปราสาทตามที่ท่านปู่ของฉันอนุญาตไว้ นายก็ไม่สามารถใช้คัมภีร์ได้ตามอำเภอใจนะ” แอเรียร่ายยาวซึ่งที่เขาพูดมามันถูกต้องหมดทุกอย่าง ผมมองหน้าเขาแล้วถอนหายใจ

                “แอเรีย ฉันบอกแล้ว ว่าฉันไม่ใช่คนของราชวงศ์ แม่ของฉันเปลี่ยนเป็นสามัญชนแล้ว” ผมลุกขึ้น แอเรียรีบพูดต่อ

                “แต่ยังไงแม่ของนายก็คือลูกสาวคนเล็กของท่านปู่ฉัน และเป็นน้องสาวแท้ ๆ คนเดียวของพ่อฉัน นายเองก็อยู่ในสายเลือดเดียวกันกับพวกเรานะคาร์ล” ผมมองแอเรียก่อนจะยิ้ม

                “อืม ฉันรู้...” ผมบอกออกไปแล้วเดินหนีออกไปทันที

                “ถ้าในคัมภีร์นั่นมีคาถาเรียกเสียงกลับมา ฉันก็พร้อมจะลองเสี่ยงดู หากว่ามันคุ้มกับการได้ยินเสียงสักครั้งของเขา เรียกชื่อของเราออกมา...” ผมพึมพำกับความคิดลอย ๆ ของตัวเอง

........................................................................................

ขอบคุณคอมเมนต์เเละกำลังใจดี ๆ จากคนอ่านที่น่ารัก ^^



http://cdn-th.tunwalai.net/files/emotions/Cartoon00027.gif

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}