junepopo

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

CHAPTER 36 :Trust in me or not? NEW UPDATE

ชื่อตอน : CHAPTER 36 :Trust in me or not? NEW UPDATE

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.1k

ความคิดเห็น : 117

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ม.ค. 2561 21:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER 36 :Trust in me or not? NEW UPDATE
แบบอักษร

CHAPTER 36 :Trust in me or not?



จักษุแพทย์ส่งต่อข้อมูลการตรวจที่สำคัญให้กับศัลยแพทย์ระบบประสาท เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน อลันมีความผิกปกติเกี่ยวกับการมองเห็น แพรพลอยซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้รีบส่งเขาเข้ารับการตรวจตาทันทีเพราะอาจมีความเสียหายที่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับดวงตา

“การตรวจตาโดยละเอียด พบว่า แก้วตา วุ้นตา จอตาปกติ ไม่มีภาวะ eye traumatic”แพรพลอยบอกกับอลันที่นั่งอยู่บนเตียง เขาเพิ่งกลับจากการทำเอ็มอาไอเพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

“ผมรู้อยู่แล้วว่าไม่ได้มีความผิดปกติที่ดวงตา แต่อาจเกิดจากรอยโรคที่สมอง คงจะเป็น cortical blindness(ภาวะตาบอดเหตุจากสมอง)”อลันบอกถึงสิ่งที่เขาคาดเดากับแพรพลอย ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงการมองเห็นของเขาเลวร้ายลงมาก ตอนนี้เขาเหมือนคนสายตาสั้นสักพันนึง ทุกอย่างพร่าเบลอไปหมด

“ผลเอ็มอาไอมีเลือดออกในสมองส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็นซึ่งมันหยุดเองไปแล้วแต่จุดเลือดออกคงเป็นก้อนเลือดเบียดกดทับในส่วน visual pathway (เส้นทางในวงจรการมองเห็นของสมอง) ซึ่งการมีรอยโรคตรงบริเวณนี้ส่งผลต่อการมองเห็น”แพรพลอยอธิบายเพิ่มเติม เธอใช้ศัพท์ทางการแพทย์ได้เนื่องจากอลันเองก็เป็นหมอ

“ผมต้องผ่าเอาก้อนเลือดออกหรือเปล่า”อลันถาม

“ไม่จำเป็นคะ เพราะก้อนเลือดมีขนาดเล็กมาก มันจะสลายไปเองอย่างน้อยในสองหรือสามสัปดาห์ และในระหว่างนี้คุณอลันอาจจะเผชิญกับภาวะผิดปกติทางการมองเห็นอย่างที่เป็นอยู่”

“ที่ผมอยากรู้คือ ถ้าผ่านไปสองถึงสามอาทิตย์ ผมจะกลับมามองเห็นเป็นปกติใช่มั้ย”อลันถามอย่างมีความหวัง เพราะถ้าหากเขาตาบอดก็เท่ากับชีวิตของเขาได้พังทลายโดยสมบูรณ์แบบ

“เรายังบอกไม่ได้ว่าว่าเป็นเพียงระยะสั้นๆหรือระยะยาว”

“หมายความว่าผมจะตาบอด มองไม่เห็นไปตลอดชีวิตนะเหรอ”อลันกลัวขึ้นมาจับใจ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วจนเขาตั้งตัวรับไม่ทัน

“เราจะทำทุกวิถีทางไม่ให้มันเป็นแบบนั้น”

โครม!

อลันยกมือขึ้นปัดข้าวของข้างเตียงล้มระเนระนาด แพรพลอยเข้าใจการกระทำนั้นดี มันเป็นภาวะที่ผู้ป่วยแสดงออกเมื่อกำลังเผชิญจุดวิกฤติของชีวิตในขั้นแรกพวกเขาจะไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น

*“ผมจะตาบอดไม่ได้”*อลันกำหมัดแน่นบอกกับตัวเอง

อานนท์ถูกพาเข้ามาพักรักษาอาการยังห้องพักวีไอพี เขาได้รับยาคลายกังวลและใส่สายยางทางจมูกเพื่อระบายลมเพื่อสังเกตอาการทางคลีนิคร่วมกับการวินิจฉัยอื่นๆ หากอาการเลวลงในวันสองวันนี้จะต้องพิจารณาผ่าตัดแก้ปัญหาตรงรอยโรคที่เกิดขึ้น

“พ่อคะ”คริสาจับมือคนเป็นพ่อแนบไปกับใบหน้าของตัวเอง ความห่วงและความกลัวมีมากพอๆกัน ถ้าหากอานนท์เป็นอะไรไปเธอคงไม่เหลือใคร แต่เหนืออื่นใด ทั้งๆที่พ่อเธอป่วยหนักขนาดนี้ ทุกคนกลับปกปิดไม่ให้เธอรู้ เธอคงจะเป็นลูกสาวที่ดีแต่สร้างปัญหาและไม่ได้เรื่อง ทำให้ไม่ได้รับความไว้วางใจจากใครๆ แต่ถึงอย่างนั้น เธอมีสิทธิ์จะรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพ่อของตัวเอง

“หนูควรจะได้อยู่ดูแลพ่อในตอนที่พ่อป่วย”คริสาเอ่ยเบาๆด้วยกลัวว่าอานนท์จะตื่น น้ำตาหยดแหมะไหลกลิ้งมาตามพวงแก้ม หยิงสาวรีบเช็ดออกทันที เมื่อได้ยินเสียงประตูห้องถูกเปิดเข้ามา

“ท่านคะ”ปานวาดถลาเข้ามาข้างเตียง เธอเป็นห่วงอานนท์มากเหลือเกิน คนเป็นภรรยายื่นมือไปลูบแขนสามีเบาๆ เจ็บปวดหัวใจยามเห็นคนรักต้องมาล้มป่วย ปวันที่เดินตามเข้ามาเห็นคริสาอยู่ข้างเตียง สองคนสบตากันเพียงชั่วเสี้ยว ปวันเห็นประกายในแววตาที่ไหววูบ ก่อนจะเป็นคริสาที่หลบสายตาไป

“ออกไปซะฉันจะเฝ้าคุณพ่อเอง”

“คะ?”ปานวาดเงยหน้าขึ้นมองคริสาไม่แน่ใจว่าหล่อนจะบอกเธอหรือเปล่า

“ฉันไม่อยากให้มีใครมารบกวนพ่อ ฉันจะดูแลท่านเอง”

“แต่คุณคริสคะ”ปานวาดเอ่ยด้วยเสียงขาดหาย เธอรู้ว่าคริสารังเกียจเธอ แต่ไม่นึกว่าจะไม่ยินยอมให้เธอเฝ้าดูอาการของอานนท์ด้วย ปวันนิ่วหน้าทันที ท่าทางของคริสาดูมืดมนและเหมือนมีอะไรภายในใจ

“ออกไป ออกไปให้หมด อย่าให้ฉันต้องเหนื่อยที่จะไล่”เสี้ยวหน้านิ่งเฉยของคริสาทำให้รู้ว่าเธอพูดจริง ปานวาดหันไปมองปวันด้วยสายตาตั้งคำถาม ในขณะที่ปวันจ้องมองคริสาด้วยสายตาตั้งคำถามเช่นเดียวกัน

“มาเถอะครับคุณน้า ให้ท่านได้พักผ่อน”ปวันดึงแขนปานวาดให้ถอยห่างเตียง คนเป็นน้าน้ำตาร่วงผล็อยแต่ก็ต้องจำยอมปล่อยแขนอานนท์และถอยห่างออกมา ปวันและปานวาดออกมาจากห้องปิดประตูด้วยเสียงแผ่วเบา

“ปัน ทำไมคุณคริสถึงไล่พวกเรา”ปานวาดเขย่าแขนหลานชายพร้อมทั้งสะอื้นไห้

“ผมไม่รู้”ปวันตอบตามความจริง ท่าทีผิดปกติของคริสาทำให้เขาไม่สบายใจเป็นอย่างมาก เขาแน่ใจว่าคริสาไม่มีทางล่วงรู้อาการป่วยของอานนท์ เพราะอานนท์ยังคงกำชับทีมรักษาทุกคนไม่ให้บอกอาการที่แท้จริงแก่คริสา ให้บอกแค่ว่าเขาเป็นโรคลำไส้แปรปรวนซึ่งมีอาการเบากว่าที่เป็นอยู่มากนัก

“หรือว่าเธอจะรู้แล้วว่าพ่อเธอป่วยหนัก”

“ถ้าคริสรู้ว่าเราปกปิด เธอคงไม่นิ่งขนาดนี้แน่”ปวันคาดเดาไปตามนิสัย คนอย่างคริสาหากรู้ว่าตัวเองถูกปกปิดเรื่องสำคัญคงต้องอาละวาดโวยวายจนพังกันเป็นแถบ

“น้าอยากเข้าไปดูแลคุณท่าน น้าเป็นห่วงท่าน ท่านต้องเรียกหาน้าแน่ๆ”

“ผมรู้ครับ แต่ตอนนี้ปล่อยให้คริสอยู่กับคุณท่านตามลำพังไปก่อน เธออาจจะแค่อยากอยู่ดูแลคุณพ่อตามลำพัง ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลหรอก”ปวันปลอบใจ แม้จะรู้ว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายกว่าที่คิด

“คุณน้าจะกลับบ้านก่อนมั้ยครับ”

“ไม่จ้ะไม่ น่าจะรออยู่ที่นี่ เผื่อคุณท่านตื่นจะเรียกหา แล้วคุณคริสจะเปลี่ยนใจให้น้าเข้าไปดูแลท่าน”ปานวาดบอกกับหลานชาย ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงตรงโซฟาอย่างรอคอย

ปวันแยกจากปานวาด ท่าทีของคริสาเป็นอะไรที่วนเวียนอยุ่ในความคิดของเขา แม้ว่าตอนนี้จะมีภาระมากมายที่เขาต้องแบกรับ แต่ไม่เคยมีอะไรหรืออะไรมีอิทธิพลเหนือคริสาได้ ประธานหนุ่มก้าวขายาวๆเลี้ยวไปยังแผนกไอซียู เขาจำเป็นต้องวางเรื่องส่วนตัวไว้เสียก่อนเพราะมีหน้าที่รออยู่ ปวันเข้าไปตรวจอาการภรรยากิตติ แพทย์รุ่นน้องที่เข้าผ่าตัดร่วมกับเขารายงานอาการของผู้ป่วยโดยละเอียด เป็นเรื่องที่น่ายนดีเมื่อเธอพ้นขีดอันตราย รู้สึกตัวดีและสามารถย้ายขึ้นสู่วอร์ดปกติได้ในอีกวันสองวัน

“ภรรยาคุณฟื้นตัวได้เร็วมากครับ ผมไม่พบว่ามีเลือดออกในช่องท้องเพิ่ม แต่ยังคงมีอการปวดแผลผ่าตัดอยู่ ผมขอดูอาการที่ไอซีอยู่ต่ออีกสักวันสองวันเพื่อเฝ้าดูภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ถ้าไม่มีอะไรก็ย้ายไปพักวอร์ดปกติได้ครับ”ปวันบอกกับกิตติ ชายหนุ่มเอื้อมมือไปจับมือของประธานหนุ่มแล้วเขย่ามือด้วยความดีใจอย่างที่สุด

“ขอบคุณมากครับท่าน ผมไม่รู้จะพูดอะไรมากกว่าขอบคุณ ผมไม่รู้จะตอบแทนท่านยังไงที่ช่วยชีวิตภรรยาผม”กิตติบอกพลางน้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจ มันเหมือนยกภูเขาออกจากอก โล่งใจเป็นที่สุด

“ไม่ต้องตอบแทนอะไรผม แค่ดูแลภรรยาของคุณให้ดีที่สุด คุณจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในตอนที่มันสายไป”ปวันบอกกับกิตติ ชายหนุ่มพยักหน้ารับทราบ นั่นเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำหลังจากที่ภรรยาหายป่วย

“อ้อ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลนะครับ คุณเป็นพนักงานของโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลจะดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เอง”ปวันบอกให้กิตติสบายใจ กิตติทราบซึ้งจนพูดอะไรไม่ออก นอกจากปวันจะช่วชีวิตภรรยาเขาแล้วยังดูแลถึงเรื่องสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล เขารู้มาว่าปวันไม่คิดค่าผ่าตัดแม้แต่บาทเดียวและรับเป็นคนไข้ในอุปถัมภ์ของเขาอีกด้วย ผิดกับธีระที่เป็นเจ้านายเขาโดยตรง รายนั้นแค่ส่งดอกไม้มาเยี่ยม ไม่โผล่หัวมาด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็คงขึ้นเครื่องไปประชุมที่เชียงใหม่ไม่มีแม้แต่จะแวะมาเยี่ยมก่อน

“ถ้ามีอะไรที่ผมตอบแทนท่านได้ผมจะทำ ผมสัญญา”

“ขอบคุณครับ”ปวันกับกิตติมองกันนิ่ง ก่อนที่กิตติจะเป็นฝ่ายผละออกไปก่อนเพื่อเข้าไปเยี่ยมภรรยา ปวันเดินออกมาจากหน้าห้องไอซียู กดลิฟต์ เมื่อลิฟต์เปิดออกพบแพรพลอยอยู่ในนั้น

“แพร”

“ปัน”

“เข้ามาสิ มีเรื่องจะพูดด้วยอยู่พอดี”แพรพลอยบอกกับปวัน

ทั้งสองคนมายืนรับลมอยู่บนดาดฟ้าของโรงพยาบาล สายลมพัดประทะใบหน้ารู้สึกผ่อนคลายลงได้บ้าง แพรพลอยสังเกตเห็นท่าทีเหนื่อยล้าของปวันได้อย่างชัดเจน

“เอ้า ดื่มสิ”แพรพลอยล้วงกาแฟกระป๋องออกมาจากกระเป๋า ส่งให้ปวันกระป๋องนึงและตัวเองอีกกระป๋องนึง ปวันรับไปแล้วเปิดดื่มทันที

“มีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอ รึจะของบแผนกนิวโรศัลย์เพิ่มถึงได้ติดสินบนด้วยกาแฟ”ปวันถามหยอก แพรพลอยหัวเราะเบาๆ

“ทำไม ถ้าบอกว่าจะของบเพิ่ม ปันจะรื้อคาแพ็คทั้งหมดมาแล้วเพิ่มงบให้เหรอ ดีเลยอยากได้เครื่องมือใหม่พอดี”

“งั้นเอากาแฟคืนไปเลย สินบนน้อยชะมัด”แพรพลอยหัวเราะร่วน ปวันก็พลอยหัวเราะไปด้วย

“โถ่ นึกว่าจะป๋า”

“ตกลงมีเรื่องอะไรจะคุยกับผม”ปวันปรับเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงจริงจัง

“เรื่องอาการของคุณอลันนะ”

“ทำไมมีอะไรเหรอ”ปวันขยับตัว รู้สึกว่าอาจเป็นเรื่องไม่ดี

“คุณอลันมีปัญหาเรื่องการมองเห็น เป็นผลมาจากสมองได้รับการกระทบกระทือน”แพรพลอยบอกกับปวัน เธอเล่าทุกรายละเอียดให้กับปวันรับทราบถึงอาการและสภาวะที่อลันกำลังเผชิญอยู่ ปวันได้ฟังถึงกับนิ่งเงียบไป เขาไม่คาดคิดถึงผลกระทบนี้มาก่อน

“แล้วแพรคิดว่าคุณอลันจะหายมั้ย”

“มีเปอร์เซ็นต์หายสูงมาก แต่ก็ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังไงตอนนี้ต้องดูอาการอย่างใกล้ชิด”

“เขาเป็นยังไงบ้าง”ปวันถามถึงอลัน

“ก็อยู่ในช่วงรับมือกับอารมณ์และการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันที่เกิดขึ้น ไม่ว่าใครเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็แสดงออกไม่ต่างกัน”แพรพลอยบอกอย่างเข้าใจ ปวันนวดขมับตัวเองอย่างเคร่งเครียด เขากำลังเผชิญกับสถานการณ์ลำบากเอาการ

“อีกสองสามวันนี้คณะกรรมการสอบสวนกลางจะนำเสนอผลการสืบสวนรอบแรกด้วย”ปวันเอ่ยขึ้น นี่ก็เป็นีกเรื่องที่เขาวิตกกังวล ทั้งสองคนนิ่งเงียบไปต่างใช้ความคิดของตัวเอง จนเป็นแพรพลอยที่เอ่ยถามก่อน

“แล้วคุณอานนท์ละ ฉันเพิ่งทราบว่าท่านเองก็ป่วยแอดมิดอยู่”แพรพลอยถามปวันบ้าง

“intestinal obstruction นะ (ภาวะลำไส้อุดตัน)”

“จาก postoperative band adhesion นะเหรอ (การอุดตันจากเยื่อพังผืดที่เกิดหลังผ่าตัดลำไส้)”แพรพลอยถาม ปวันหันมามองแพรพลอยอย่างตกใจ

“แพรรู้ได้ไง”

“เรื่องผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใช่มั้ย”

“ใช่”

“เห็นอย่างนี้ก็หูตากว้างไกลนะ ไม่ต้องกังวลหรอก แพรไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใคร อาการเจ็บป่วยรุนแรงในระดับเจ้าของกิจการมูลค่าสูง คงมีผลต่อตลาดหุ้นแน่หากข่าวแพร่สะพัดไป ของคุณอลันเองก็เหมือนกัน ผู้ถือหุ้นคงป่วนแน่ๆ”แพรพลอยตอบ ปวันพยักหน้าช้าๆเห็นด้วย

“แต่ท่านไม่ได้เป็นอะไรมากใช่มั้ย จะต้องผ่าตัดซ้ำรึเปล่า”

“ตอนนี้รักษาแบบประคับประคอง เพราะอาการโดยรวมยังไม่ปลอดภัยมากนักถ้าต้องผ่าตัดซ้ำตอนนี้ แต่ถ้าปล่อยไว้นานอาจมีภาวะลำไส้เน่าตายจากการอุดตันได้ อาจต้องพิจารณาผ่าตัดเร็วๆนี้”ทั้งสองคนนิ่งไป

“สงสารคุณคริสานะ ทั้งพ่อทั้งอาพากันล้มป่วย”แพรพลอยเอ่ยลอยๆพลางจิบกาแฟ

“เธอจะต้องผ่านมันไปได้ ผมมั่นใจ”

เมื่อทั้งพ่อและอาต่างพากันล้มป่วย คริสารู้สึกเหมือนตัวคนเดียวอย่างแท้จริง แม้ยามปกติจะมีจริยาคอยช่วยเหลืออยู่เคียงข้าง หากแต่ตอนนี้จริยาติดงานถ่ายโฆษณาอยู่เมืองนอก อีกหลายวันถึงจะกลับ คริสาเอามือถูแหวนเพชรนิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง เมื่อนึกถึงคนที่สวมมันให้เธอ หัวใจก็ปวดบีบรวดร้าวอย่างทรมาน ผู้ชายคนนั้นคอยอยู่เคียงข้างเธอไม่ต่างจากเงา เขาแสดงออกอย่างเปิดเผยว่ารู้สึกอย่างไรกับเธอ และคอยปกป้องเธอจากทุกอย่าง หากแต่ตอนนี้เขาคนนั้นแปรเปลี่ยนไปแล้ว หากหัวใจเธอเป็นดวงเก่า ทุกสิ่งทุกอย่างคงง่ายดายมากกว่านี้ เธอคงจะสาดใส่ความเกลียดชังไปยังเขาอย่างที่ทำมาตลอด หากแต่ว่าตอนนี้ ความรู้สึกเธอไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว คริสานึกเกลียดตัวเองที่มาค้นพบความจริงว่าเขาหักหลังเธอและคนในครอบครัวหลังจากที่หัวใจของเธอกลับกลายเป็นของเขาโดยสมบูรณ์แบบ ความเจ็บปวดในแบบที่ไม่สามารถดิ้นทุรนทุรายหรือแสดงออกมาได้นั้นมันหนักหนาเสียจนเกินจะรับไหว คนตัวเล็กกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้สะอื้นเบาๆอยู่ข้างเตียงคนเป็นพ่อ อานนท์ตื่นขึ้นมาเพียงชั่วครู่ เขาเอาแต่ถามหาปานวาด แต่คริสาบอกว่า ปานวาดอยู่ที่คฤหาสถ์ แม้ความเป็นจริงผู้หญิงคนนั้นจะเฝ้าอยู่หน้าห้องไม่ยอมไปไหน แต่คริสาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ให้ทั้งปานวาดและปวันเข้าใกล้พ่อของเธอในตอนนี้

ปวันขึ้นมายังห้องพักของอานนท์ ทั้งชั้นวีไอพีถูกปิดเพื่อรองรับการดูแลอานนท์แต่เพียงผู้เดียว มีเพียงหัวหน้าพยาบาลและทีมแพทย์ส่วนตัวเท่านั้นที่สามารถให้การดูแลรักษาอานนท์ได้

“ท่านคะ”หัวหน้าพยาบาลลุกขึ้น เมื่อปวันเดินเข้ามา

“ผมจะเข้าไปตรวจดูอาการท่านสักหน่อย”ปวันบอกพร้อมกับก้าวขาเดิน หากแต่หัวหน้าพยาบาลเข้าไปขวางไว้

“ท่านคะ ดิฉันมีเรื่องจะแจ้งให้ท่านทราบคะ”

“มีอะไรคะ”

“เป็นการสั่งการจากคุณคริสาโดนตรงคะ”

ประตูห้องพักผู้ป่วยถูกผลักออกอย่างรุนแรง ร่างสูงก้าวพรวดเพียงไม่กี่ก้าวก็เข้าถึงตัวคนที่นั่งหมอบฟุบอยู่ข้างเตียง ปวันกระชากแขนคริสาให้ลุกขึ้นสุดแรง ทำเอาคนตัวเล็กตกใจสะดุ้ง แล้วก้ต้องพบกับความงุนงงเมื่อเห็นว่าคนที่จับข้อมือตัวเองบีบแน่นคือปวัน

“ใครปล่อยให้เขาเข้ามา”คริสาหันไปถามพยาบาลที่วิ่งตามมาแล้วยืนคาอยู่หน้าประตู ทั้งสองคนพยายามห้ามหากแต่ปวันไม่ฟัง เขาพรวดพราดเข้ามาในห้องด้วยอารมณ์เดือดพล่านหลังจากได้ฟังสิ่งที่พยาบาลบอก

“มากับผม”

ปวันสั่งเสียงเข้ม ไม่รีรอคำตอบกระชากมือคริสาให้ตามเขาไป

“ปล่อยนะ!”

ปวันผลักประตูห้องรับรองวีไอพีเปิดออกแล้วเหวี่ยงคริสาเข้าไปในนั้น ตามด้วยการปิดประตูสนิทไม่ให้ใครตามเข้ามาได้ คนตัวเล็กบีบข้อมือตัวเอง พลางตวัดสายตาโกรธเคืองให้กับปวัน หากแต่คนตัวสูงก็ส่งสายตาดุดันตอบกลับไม่แพ้กัน

“เป็นบ้าอะไร”คริสาถามเสียงดัง

“ผมต่างหากที่ต้องเป็นคนถาม ว่าเป็นบ้าอะไร!”ปวันกระแทกน้ำเสียงถามกลับ

“หมายถึงเรื่องอะไร”คริสาทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทั้งที่ความจริงรู้ดีว่าปวันโมโหด้วยเรื่องอะไร

“ทำไมถึงเปลี่ยนทีมแพทย์ที่ดูแลอาการของคุณพ่อ”

“ฉันไม่ได้เปลี่ยนทั้งทีม ฉันเปลี่ยนแค่หัวหน้าทีม”คริสาบอกเหมือนเรื่องธรรมดา

“ซึ่งมันก็คือผม”ปวันกดน้ำเสียงต่ำ ความอดทนของเขาแทบไม่เหลือแล้วในตอนนี้

“ใช่ ฉันก็แค่หวังดี ไม่อยากให้นายต้องรับบทบาทหน้าที่ที่หนักเกินไป ลำพังงานบริหารก็วุ่นวายพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมาเครียดเรื่องพ่ออีก ปล่อยให้แพทย์ท่านอื่นดูแลอาการของท่านเถอะ ก็นายบอกเองนี่ว่าพ่อไม่ได้เป็นอะไรมาก”คริสาเน้นท้ายประโยคด้วยเสียงประชดประชันปวันมองนิ่ง

“กำลังคิดจะทำอะไรคริสา”

“ฉันต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถาม”คราวนี้น้ำเสียงคริสาสั่น ยามที่สบตากับดวงตาสีดำสนิทของคนตรงหน้า มันเหมือนดึงดูดเอาทุกความรู้สึกเจ็บปวดของเธอออกมาประจาน คริสารู้สึกตัวเองแทบทนไม่ไหว

“ถามว่าอะไร ถามมาสิ”

มีเพียงแต่ความเงียบ คริสากัดริมฝีปากบางของตัวเองจนแทบฉีก เกลียดการที่ต้องเผชิญหน้ากันในสถานการณ์อย่างนี้มากที่สุด

“นายเองก็รู้ดี”

“ผมไม่รู้ เพราะฉะนั้นบอกผมสิมันเกิดอะไรขึ้น”

“ฉันไม่มีอะไรจะพูดแล้ว”คริสาสะบัดหน้าทำท่าจะผละออกไป หากแต่ปวันคว้าท่อนแขนกลมกลึงเอาไว้แน่น

“พูดกันซะตั้งแต่ตอนนี้ ผมเบื่อเต็มทีกับการเดินหนีปัญหาและความครุมเครือบ้าบอนี่”

“คิดว่าฉันอยากเป็นแบบนี้รึไง คิดว่ามีแต่นายเหรอที่ต้องเบื่อที่เกลียดไอ้สิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่เนี่ย คนที่ปกปิดทำให้ทุกอย่างครุมเครือมันก็คือนายนั่นแหละ”

“คริสา”

“นายนั่นแหละที่ปิดบังฉัน คุณพ่อป่วยเป็นมะเร็ง ไปผ่าตัดที่อเมริกา พักฟื้นเป็นปีๆทั้งที่ฉันไม่รู้อะไรเลย”คริสาปล่อยโฮออกมาอยากเกินอดกลั้น ด้วยความช่วยเหลือของวรัญ เธอสืบเพียงวันเดียวก็รู้อาการป่วยของอานนท์จนหมด ปวันตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน เขาค่อยๆคลายมือออกจากท่อนแขนคนตัวเล็ก

“ทุกคนก็เอาแต่ปกปิด กีดกันฉันออกจากทุกเรื่อง จะทำยังไงกับความรู้สึกฉันก็ได้ เพราะว่าฉันมันก็แค่ผู้หญิงโง่ๆที่ดีแต่สร้างปัญหา แต่ทำไมกันละ ฉันก็เป็นลูกเหมือนกับที่คนอื่นเป็น ฉันมีแค่พ่อ ฉันไม่มีโอกาสได้ดูแล หรือแม้แต่จะเป็นห่วงท่านเลยเหรอ”เจ็บปวดที่สุด คริสารู้สึกตัวเองไร้ค่าไม่มีความหมายในสายตาใครเลย

“มันไม่ใช่อย่างที่คริสคิดนะ”ปวันอธิบายได้ยากเต็มที ยิ่งได้เห็นว่าคริสาเสียใจเพียงใดก็เจ็บปวดไม่ยิ่งยวดกว่ากัน

“ไม่ต้องสนกับความคิดฉันหรอก เพราะตอนนี้ฉันรู้ความจริงทุกอย่างแล้ว”

“ความจริงที่เข้าใจอะไรผิดๆนะเหรอ ผมไม่ได้อยากจะปกปิดเรื่องอาการป่วยของคุณท่านเลยนะ แต่ว่า…”

“แต่ว่าอะไร”

“มันเป็นความต้องการของคุณท่าน”ปวันบอกเสียงเบา

“อ่อ ทุกเรื่องในชีวิตนายมันขึ้นอยู่กับความต้องการของพ่อฉันทั้งนั้นสินะ ทุกอย่างรวมถึงการแต่งงานกับฉันด้วย เพราะพ่อฉันสั่งนายถึงได้แต่ง หรือมันเป็นเพราะว่านายแค่ต้องการจะใช้ฉันเป็นเครื่องมือเพื่อความมักใหญ่ใฝ่สูงของตัวเอง”คริสาตะโกนออกไปด้วยหัวใจร้าวราน หากแต่ความรู้สึกของคนตรงหน้าก็พังไม่เป็นท่า

“ตลอดเวลาที่เราแต่งงานกัน ไม่มีสักครั้งเลยใช่มั้ยที่เธอจะรับรู้ถึงความรู้สึกของพี่”ปวันเอ่ยถามอย่างอ่อนแรง กำแพงความรู้สึกของเขาพังครืนกลายเป็นซากปรักที่ไร้ค่า ทุกอย่างมันสูญเปล่าเหมือนปราสาททรายที่ใช้เวลาทั้งชีวิตก่อขึ้นมาพอมันเป็นรูปเป็นร่างก็ถูเกลียวคลื่นซัดสาดจนย่อยยับคริสาน้ำตาไหลอาบเป็นทางเธอไม่รู้ว่าความรู้สึกของปวันไหนจริงไหนปลอม ถ้าเขารักเธอจริงๆ แล้วทำไมถึงคิดจะหักหลังกัน คริสาปาดน้ำตาตัวเองทิ้ง เจ็บปวดกับคำถามและการได้เห็นเขาเจ็บปวดยามเอ่ยถามกัน นั่นยิ่งทำให้เจ็บปวดทวีคูณยิ่งกว่า เธอรู้ดีว่าไม่อาจทนมองเห็นหน้าเขาได้ในตอนนี้ ร่างเล็กขยับจะหนีออกไปให้พ้นจากตรงนี้ แต่ก็ถูกคนตัวโตคว้ากอดรั้งไว้จากทางด้านหลัง

“ตอบสิ ตอบพี่ก่อน ระหว่างเรามันไม่เคยมีความหมายเลยเหรอ”ปวันกอดคนตัวเล็กแน่น ในขณะที่คนในอ้อมกอดสิ้นไร้เรี่ยวแรงและสะอื้นอย่างขมขื่น

“ระหว่างเรามันควรจบเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ใครคนใดคนหนึ่งจะทำให้อีกคนเจ็บปวดมากกว่านี้ ก่อนที่เราจะเกลียดกันจนลืมทุกๆความรู้สึกที่เคยมี”คริสาเอ่ยอย่างอ่อนแรง เพิ่งเข้าใจว่าการเลิกราทั้งที่ทั้งหัวใจยังเต็มไปด้วยความรู้สึกรัก มันเจ็บปวดทรมานเจียนตาย

“ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องทำตามคำสั่งของใครอีกแล้ว”

“คริส คริส ไม่นะไม่”ปวันกอดคริสาแน่น เขารู้ว่ากำลังจะสูญเสียเธอไป

“หลังจากพ่อผ่าตัด เราหย่ากันเถอะ”

ท่อนแขนแกร่งคลายอ้อมกอดจากร่างเล็กอย่างอ่อนแรง ทั้งที่คนในอ้อมกอดตัวสั่นเทิ้มด้วยแรงสะอื้นแต่เขาไม่สามารถจะมอบสัมผัสอ่อนโยนเพื่อปลอบประโลมเธอได้ นั่นเพราะเขาเป็นคนทำให้เธอร้องไห้ และคริสาไม่ได้ต้องการเขาอีกต่อไป

*“ฮึก ฮือออออออออ”*เด็กหญิงตัวน้อยนั่งสะอื้นไห้อยู่ข้างจักรยานสามล้อสีชมพู แก้มป่องใสแดงเห่อด้วยไอแดดและแรงร้องไห้ เด็กชายตัวผอมบางทิ้งลูกบอลในมือแล้วปรี่เข้าไปหาเด็กหญิงทันที

*“คุณหนู เป็นอะไร”*เขาถามเด็กหญิงอย่างตกใจ มือเล็กป้อมของเด็กหญิงกุมตรงหัวเข่าแน่น เด็กชายเลื่อนสายตาลงไปดูแล้วแตะเบาๆ

“ล้มจักรยานเหรอ”

เด็กหญิงพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะเปิดมือให้ดุแผลที่หัวเข่า แผลถลอกปอกเปิกนั่นทำให้เด็กชายที่อายุมากกว่าตาโต

“เจ็บมากมั้ย”

*“หนูมีเลือดออกด้วยละ”*เด็กหญิงบอกเสียงอ้อน แล้วก้มลงเป่าแผลตัวเอง

*“ขี่หลังผม เดี๋ยวผมจะพาคุณหนูไปทำแผล”*เด็กชายหันหลังตั้งท่าให้เด็กหญิงขึ้นขี่ เด็กหญิงตัวน้อยปาดน้ำตาทิ้งแล้วขึ้นขี่หลังเด็กชายทันที

*“หนูไม่อยากทายาเลย มันแสบ”*เด็กหญิงเอาแก้มแนบไปกับแผ่นหลัง เริ่มนึกกลัวน้ำสีฟ้าใสที่คนเป็นพ่อเคยเอามาป้ายแผล มันแสบมากเสียจนต้องร้องจ้า

“แต่ถ้าไม่ทายาก็ไม่หายนะครับ ไปหาคุณพ่อกัน”

*“ไม่เอาไม่หาคุณพ่อแล้ว พี่ปันทำให้แผลหนูหายไม่ได้เหรอ แบบไม่ต้องทายาอะ”*เด็กหญิงโยเย รัดคอเด็กชายแน่น

“ผมไม่ใช่คุณหมอ จะรักษาคุณหนูได้ยังไง ถ้าอยากหายก็ต้องหาหมอนะครับ”

*“พี่ปันก็เป็นคุณหมอสิ จะได้มารักษาหนู คิดค้นยาที่ทาแล้วไม่แสบ”*บอกอย่างไร้เดียงสาจนคนตัวโตกว่าหัวเราะเบาๆ

“นะ นะ โตขึ้นเป็นคุณหมอนะ แล้วก็มารักษาหนูคนเดียวเลย”

“หมอก็ต้องรักษาคนป่วยทุกคนสิครับ”

“ก็เป็นคุณหมอของหนูคนเดียว น้า น้าๆๆๆๆ”

“ครับ ครับ พี่จะเป็นคุณหมอของคุณหนูคนเดียว”

ความฝันของผม คือการรักษาเด็กหญิงตัวเล็กๆให้หายเจ็บปวดจากบาดแผลถลอก

ผมจึงเป็นหมอ เพราะเธอบอกให้ผมเป็น เหตุผลที่ผมเป็นผมอย่างในทุกวันนี้ มีแค่นั้น

ผมรักษาและเยียวยาผู้คนมากมายให้หายจากความเจ็บปวด

แต่ผมกลับรักษาเธอไว้ไม่ได้***…***

เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆของผม เธอไม่ต้องการให้ผม เป็นหมอของเธออีกแล้ว

เวลาผ่านไปสองวัน ทีมแพทย์ลงความเห็นว่าอานนท์ควรเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง แม้ร่างกายเขาจะอ่อนแอมาก แต่หากปล่อยไว้เนิ่นนานอาจส่งผลเสียมากกว่าที่เป็นอยู่ การรักษาแบบประคับประคองไม่ได้ผลมากนัก ทีมแพทย์แจ้งแก่คริสา เธอตัดสินใจเซ็นต์ยินยอมให้พ่อของตัวเองเข้ารับการผ่าตัด อานนท์เริ่มร้องเรียกหาปานวาด แม้เขาจะมีสติไม่สมบูรณ์มากนัก แต่ก็พอจะรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ปานวาดไม่เคยไปไกลจากตัวเขา แต่ตอนนี้ไร้เงาของเธอ

“คริส พ่ออยากเจอวาด”อานนท์เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

“หนูจะดูแลคุณพ่อเองคะ”

“พ่ออยากเจอวาด”อานนท์ยังคงพูดซ้ำคำเดิม และเริ่มเรียกหาปานวาดเหมือนคนเพ้อ คริสาทนเห็นพ่อตัวเองในสภาพนี้ไม่ได้ จำใจต้องยอมให้ปานวาดเข้ามาพบ โดยไม่ลืมกำชับให้ปานวาดหุบปากให้สนิททุกเรื่อง

“ถ้ายังอยากเจอคุณพ่ออีก ก็หุบปากให้สนิท”คริสาบอกกับปานวาด

“ขอแค่ดิฉันได้เจอคุณท่าน ดิฉันยอมทุกอย่าง”ปานวาดสะอื้นไห้ ยอมจำนนทุกอย่าง

“รักษาสัญญาของเธอด้วย”

“คะ คุณคริส”

คริสายอมให้ปานวาดเข้าพบอานนท์ ไม่ว่าจะเกลียดแม่เลี้ยงตัวเองมากมายขนาดไหน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอานนท์รักปานวาดมาก และปานวาดเองก็คอยดูแลปรนนิบัติอานนท์ด้วยความซื่อสัตย์ คริสาผละออกมาจากห้องพักอานนท์ เดินล่องลอยเหมือนร่างไร้วิญญาณ ในสมองมันว่างเปล่าในขณะที่หัวใจนั้นแสนจะหนักหน่วงและปวดหนึบ นับตั้งแต่วันนั้น ปวันไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเธออีกเลย รับรู้แค่เพียงเขาทำงานปกติ แต่ไม่เคยกลับคฤหาสถ์ เธอเองก็เช่นกัน ต้องอยู่โยงเฝ้าโรงพยาบาลวิ่งวุ่นไปมาสลับเยี่ยมไข้คนเป็นพ่อและอา ยิ่งมารับรู้ว่าอลันอาจจะตาบอด คริสายิ่งรู้สึกหวาดกลัว นี่เป็นช่วงที่ปรีชาไวยกิจอ่อนแอมากที่สุด และศัตรูรอบด้านคงจ้องจะโจมตีเข้ามายึดครองกิจการ หุ้นบริษัทร่วงลงหลายจุด ข่าวการเจ็บป่วยของอานนท์และอลันแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว

“หนูคริส อยู่นี่เอง อากำลังหาตัวหนูอยู่พอดี”

คริสาเจอกับวรัญตรงทางเชื่อมไปยังตึกบริหาร คนทั้งสองพากันไปนั่งปรึกษายังมุมหนึ่ง

“อารู้เรื่องอาการป่วยของพ่อหนูแล้ว อาเห็นด้วยที่หนูให้อานนท์เข้ารับการผ่าตัด”

“ทีมแพทย์บอกว่าใช้เวลาผ่าตัดไม่นานคะ จะเปิดหน้าท้องแล้วแก้ไขตรงส่วนที่เป็นปัญหา น่าจะใช้เวลาไม่นาน”คริสาบอกกับวรัญด้วยสีหน้าหม่นหมอง คนสูงวัยบีบมือเบาๆให้กำลังใจคริสา

“ส่วนอลัน ก็ยังน่าเป็นห่วง”

“อาจะต้องไม่เป็นอะไรคะ”คริสาบอกด้วยเสียงหนักแน่น แม้การพบเจออลันครั้งล่าสุดนั้น คนเป็นอาของเธอจะจมอยู่กับความเงียบ และการมองเห็นเลวร้ายลงจากเดิมมาก

“พรุ่งนี้จะมีการรายงานผลการสืบสวนคดีทุจริตเงินกองทุนเป็นครั้งแรก อากลัวว่าธีระมันจะฉวยโอกาสนี้เล่นงานซ้ำ”วรัญเอ่ยอย่างเป็นกังวล

“เราทำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะ”

“ก็พอจะมีทาง ถ้าเราให้เบาะแสกับคณะกรรมการ อาเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามหาหลักฐานและข้อมูลทุกอย่างมาช่วยแก้ต่างให้อลัน ยิ่งอลันหลุดจากข้อกล่าวหานี้เร็วเท่าไหร่ เขาจะได้กลับมากอบกู้ทุกอย่างในปรีชาเวชย์เร็วเท่านั้น แม้ตอนนี้จะมีอาการเจ็บป่วยเป็นอุปสรรคอีกอย่างก็เถอะ”

“นั้นเราต้องทำอะไรสักอย่าง โดยเร็วที่สุด”

“การทำอะไรสักอย่างมันหมายถึงการที่หนูต้องต่อสู้อย่างเปิดเผย ถ้าเป็นอย่างนั้นหนูจะต้องประกาศเป็นศัตรูกับ…”วรัญไม่พูดต่อ ทุกอย่างไม่ควรจะดำเนินมาถึงจุดนี้

“ถ้ามันจะแตกหัก ก็ให้มันพังไปเลยคะ หนูไม่สนอะไรอีกต่อไปแล้ว”

คริสาบอกด้วยเสียงหนักแน่น

วันต่อมา

เตียงผู้ป่วยถูกเข็นไปยังห้องผ่าตัด อานนท์นอนอยู่บนเตียง ร่างกายเขาอ่อนเพลียและระบบหายใจเริ่มทำงานผิดปกติ จนต้องให้ออกซิเจนบริสุทธิ์ตลอดเวลา คริสากุมมือคนเป็นพ่อแน่น ในขณะที่ปานวาดได้แต่เดินตามอย่างห่างๆ

“พ่อต้องไม่เป็นอะไรนะคะ”คริสากระซิบข้างหูคนเป็นพ่อ อานนท์บีบมือลูกสาวแน่น

“พ่อรักหนูนะ”อานนท์เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา คริสาก้มลงจูบหน้าผากคนเป็นพ่อ ก่อนจะจำใจปล่อยมือแล้วปล่อยให้อานนท์ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดไป

“ท่านคะ ฮืออออ”ปานวาดร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม คริสาปรายตามองด้วยสีหน้าเย็นชา

“อย่ามาร้องไห้ฟูมฟายตรงนี้ พ่อฉันยังไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

“ขะ ขอโทษคะ ดิฉันแค่เป็นห่วงท่าน”ปานวาดเอาผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาตัวเองอย่างรวดเร็ว

อานนท์ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด ปวันที่รออยู่ด้านในเดินตามเตียงที่ถูกเข็นเข้าไปในทันที

“ปวัน ต้องขอโทษด้วย แต่ผมให้คุณเข้าร่วมผ่าตัดในเคสนี้ไม่ได้”นายแพทย์รุ่นใหญ่ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ด้านลำไส้อันดับหนึ่งของประเทศเอ่ยขึ้นกับรุ่นน้อง เขาไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังของความบาดหมางที่เกิดขึ้น หากแต่ทำตามคำสั่งที่ได้รับ

“ผมทราบครับ ผมแค่จะขอสังเกตการณ์อยู่รอบนอกแค่นั้น”

“คุณกำลังทำให้ผมลำบากใจ”

“ผมเข้าใจครับ”ปวันหยุดนิ่ง เขาไม่ตามเข้าไปในห้องผ่าตัด หากแต่รอคอยอยู่นอกประตูบานเลื่อน

ในขณะที่อานนท์กำลังเข้ารับการผ่าตัด อีกด้านหนึ่งใมนอีกสองชั่วโมงข้างหน้าจะมีการประชุมวาระพิเศษ ในการรายงานความคืบหน้าการสอบสวนในเรื่องการทุจริตกองทุน  ธีระกับพรรคพวกบางส่วนมาถึงห้องประชุมก่อนเวลา เขาอยากรู้ว่าการสืบสวนจะมีข้อมูลใดที่อาจสืบสาวมาถึงตัวเขาหรือเปล่า หากแต่ข่าวอาการบาดเจ็บของอลันที่อาจรุนแรงถึงขั้นตาบอดก็ทำให้ดีใจไม่น้อยเพราะเขาสามารถเข้าแทรกแซงการบริหารงานและงบประมาณได้โดยง่าย และทุกอย่างจะง่ายกว่านี้มากหากปวันตกลงปลงใจให้ความร่วมมือกับเขา เมื่อถึงเวลาเปิดการประชุม คณะกรรมการสอบสวนกลางกิจการภายใน เข้ามาประจำที่พร้อม รวมถึงผู้เกี่ยวข้องอื่นๆและบอร์ดบริหาร เลขากรรมการสอบสวนการกล่าวเปิดหัวข้อการประชุม ก่อนจะเป็นหัวหน้าคณะกรรมการที่กล่าวแถลงความคืบหน้าของการสอบสวน

“จากกรณีการทุจริตเงินกองทุนจำนวนร้อยห้าสิบล้านบาท ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการสืบค้นหาหลักฐานและข้อมูล ทีมสอบสวนได้เริ่มสืบค้นข้อมูลจากบัญชีที่ถูกปลอมแปลงขึ้น ปรากฏว่าเป็นการสวมรอยและแอบอ้างเปิดบัญชี ด้วยมีผู้เสียหายห้ารายด้วยการ จากการสืบค้นประวัติและข้อมูลทางการเงิน รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐาน ผู้ถูกสวมรอยดังกล่าวเป็นเพียงนิติบุคคลธรรมดาและไม่เคยเดินบัญชีทำธุรกรรมการเงินใดๆอันเกี่ยวเนื่องหรือเชื่อมโยงกับการทุจริต เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าพวกเขาคือผู้เสียหายไม่ใช่ผู้กระทำความผิด”เกิดเสียงวิพากวิจารณ์ขึ้นทันที เมื่อเบาะแสเดียวที่มีอยู่ กลับกลายเป็นว่า บุคคลเหล่านั้นกลายเป็นผู้เสียหายไม่ใช่ผู้กระทำผิด

“เมื่อมาถึงตรงนี้ ทางทีมสอบสวนคงต้องสืบค้นหลักฐานจากทางอื่น ซึ่งอาจต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องบางท่านมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งนี้หากท่านใดมีข้อมูลหรือเบาะแสสามารถให้ข้อมูลกับคณะกรรมการได้โดยตรง และทางคณะกรรมการสอบสวนขอยืนยันว่าจะไม่มีการแทรกแซงกระบวนการสืบสวนโดยฝ่ายใดเป็นอันขาด”

ธีระลอบยิ้มอย่างพอใจ สรุปก็คือตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานใดๆที่จะสืบสาวราวเรื่องมาถึงเขาได้ เท่ากับว่าอลันยังเป็นผู้ต้องสงสัยต่อไป

“ดิฉันมีเบาะแสที่สามารถนำไปประกอบการสอบสวนได้คะ”

คนที่เพิ่งเข้ามาภายในห้อง ยืนขึ้นและเอ่ยขึ้นเสียงดัง ทุกสายตาหันไปตามเสียง คริสายืนอยู่ตรงนั้น ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน

ปวันเฝ้ารออยู่ภายในบริเวณห้องผ่าตัด ผ่านไปร่วมชั่วโมงเศษพยาบาลที่เขาให้ไปติดตามความคืบหน้าเข้ามารายงานเขา

“การผ่าตัดเป็นยังไงบ้าวครับ”

“พบส่วนที่ลำไส้อุดตันแล้วคะ โชคดีที่ลำไส้ยังไม่ตาย ตอนนี้ทำการตัดต่อลำไส้เสร็จแล้ว กำลังตรวจเช็คความเรียบร้อยอยู่ น่าจะเสร็จในอีกครึ่งชั่วโมง นับว่าเป็นข่าวดีคะ”พยาบาลรายงาน ปวันยิ้มออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณพยาบาล

Rrrrrrrrrrrrrrrrr

เสียงสมาร์ทโฟนเขาดังขึ้น ปวันล้วงออกมากดรับสายทันที

“ครับผม ปวันพูด”

“ท่านคะ ท่านควรขึ้นมายังห้องประชุมตอนนี้โดยด่วนเลยคะ”

คริสาก้าวเข้ามาในห้อง การปรากฏตัวของเธอสร้างความประหลาดใจให้กับคนในห้องประชุมเป็นอย่างมาก

“คุณคริสาทราบใช่มั้ยครับว่าหากมีเพียงคำพูด ไม่สามารถเอามาเป็นหลักฐานในการสืบสวนได้”หัวหน้าคณะกรรมการกล่าวย้ำกับคริสา

“ดิฉันมีหลักฐานที่อาจสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้บงการ ซึ่งก็คือคนภายในองค์กรณ์ของเรานี่แหละคะ”คำพูดของคริสาเรียกเสียงฮือฮาวิพากวิจารณ์ได้อย่างเซ็งแซ่ ธีระหน้าถอดสี ขยับตัวไปมาอย่างอยู่ไม่สุข

“และผู้บงการอาจดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงในตอนนี้”คริสาส่งสายตาจ้องมองไปยังธีระ นายแพทย์อวุโสทำเป็นไม่สะทกสะท้าน จ้องคริสากลับ เสียงวิพากวิจารณ์ดังขึ้นเรื่อยๆ

“คุณคริสา การที่คุณเดินดุ่มๆเข้ามาแล้วมาบอกว่ามีเกลือเป็นหนอน ไม่คิดว่ามันจะเป็นการเสี้ยมให้เกิดความแตกแยกเหรอครับ พูดอย่างนี้ก็เหมือนเหมารวมพวกเราในที่นี้ เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นคนในและดำรงตำแหน่งในบอร์ดบริหารทั้งนั้น”ธีระยืนขึ้นแล้วตอบโต้ทันที คนในห้องประชุมเห็นด้วย

“ถ้าไม่ได้ทำผิดก็ไม่มีอะไรต้องกลัว หรือว่าคุณกลัวคะ”คริสาย้อนเอาบ้าง ธีระแสยะยิ้ม

“ผมเข้าใจนะว่าคุณอลัน ญาติของคุณเป็นผู้ต้องสงสัยในการทุจริตครั้งนี้ แต่การแก้ต่างให้เขาโดยการโยนความผิดใส่ผู้อื่นก็ออกจะเป็นการดิ้นรนที่เห็นแก่ตัวเกินไป”ธีระพูดต่อ คนส่วนมากเห็นด้วยกับเขา

“ฉันจะโยนความผิดใส่ผู้อื่นหรือไม่ มันก็ขึ้นกับหลักฐานข้อมูลที่ฉันมี”เงียบไปถนัด นั่นเพราะไม่มีใครรู้ว่าคริสากุมหลักฐานใดไว้บ้าง

“เรื่องที่เกิดขึ้นมาเริ่มจากกิจการในมูลนิธิถูกแทรกแซงจากคนนอกโดยที่คนในให้ความร่วมมือ”คริสากวาดตาไปรอบห้อง สายตาเด็ดเดี่ยวนั้นเรียกความเสียววาบให้กับทุกคนภายในห้อง

“ถ้าเรารู้ตัวคนๆนั้น ก็คงจะสืบสาวราวเรื่องทุกอย่างได้ไม่ยาก”

คราวนี้ธีระกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ดูท่าคริสาคงรู้อะไรดีๆมา ไม่เคยคิดมาก่อนว่าหญิงสาวที่ไม่เคยอยู่ในวงโคจรแวดวงบริหาร จะเข้ามายุ่งวุ่นวายกับเรื่องนี้

“อาของฉันถูกใส่ร้ายโยนความผิดให้ด้วยข้อหาทุจริตเงินในกองทุน ซึ่งมีมูลค่าเพียงร้อยห้าสิบล้านบาท เทียบกับทรัพสินส่วนตัวของเขารวมทั้งหุ้นในปรีชาเวชย์มีมากเป็นพันล้าน พวกคุณไม่เห็นถึงความน่าขันของสิ่งนี้เหรอคะ เด็กอมมือที่ไหนก็ดูออกว่าอาของดิฉันถูกดิสเครดิต ใครกันละจะได้ผลประโยชน์จากการที่เขาพ้นจากตำแหน่งประธาน”

คราวนี้เกิดเสียงฮือฮาลุกฮือขึ้นราวกับพายุโหมเปลวไฟ นั่นเพราะสิ่งที่คริสาเพิ่งเอ่ยออกมาเป็นการชี้ชัดว่าใครกันที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด

“ผู้ได้ผลประโยชน์จากการพ้นตำแหน่งประธานเหรอ ท่านประธานครับ คุณได้ยินรึเปล่า ภรรยาของคุณกำลังจะบอกว่า คุณคือหนึ่งในผู้ต้องสงสัย”ธีระเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเยาะหยัน สายตามองข้ามไหล่คริสาไป ปวันยืนอยู่ตรงนั้น เขาได้ยินทุกอย่างที่คริสาพูด คริสาหันไปเผชิญหน้ากับปวัน ทั้งสองคนกลายเป็นศัตรูกันในสายตาของผู้อื่นอย่างสมบูรณ์แบบ

การประชุมสิ้นสุดลงตรงที่หัวหน้าคณะกรรมการสืบสวนการทุจริตกิจการภายใน ขอให้คริสาหยุดพูดหรือให้ข้อมูลใดๆในที่ประชุม โดยทางคณะกรรมการได้ทำการนัดหมายเพื่อรับมอบข้อมูลกับคริสาภายหลังและทุกอย่างถูกจะถูกปิดเป็นความลับ จนกว่าการสืบสวนจะคลี่คลายอย่างกระจ่าง แต่ถึงอย่างนั้นคริสาก็ทำให้ทุกคนเข้าใจว่าปวันอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องราวทั้งหมด

“นี่ใช่มั้ยคือสิ่งที่เธอต้องการ”ปวันพูดกับแผ่นหลังบอบบางที่ตั้งตรง พวกเขาอยู่กันตามลำพังภายในห้องที่ร้างผู้คน

“ฉันไม่เคยต้องการแบบนี้ แต่คนในครอบครัวฉันไม่ควรจะถูกทรยศและหักหลัง”คริสาเอ่ยด้วยเสียงเฉียบขาด หากแต่ความเข้มแข็งที่เพิ่งแสดงออกไปแทบจะล้มครืนลงเมื่ออยู่ตามลำพังกับเขา

“เธอไม่ควรจะเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้”

“ทำไม ฉันควรจะทำตัวโง่ๆ ปิดหูปิดตาไม่ต้องรับรู้อะไรเลย แล้วปล่อยให้สิ่งที่พ่อฉันสร้างมาตกอยู่ในมือของคนอื่นนะเหรอ”คราวนี้คริสาหันมาเผชิญหน้ากับปวัน เสี้ยวหน้าเขาดำมืดหากแต่เรียบเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ

“เธอกำลังทำให้ทุกอย่างมันพัง”

“มันพังเพราะฉันเหรอ ถามตัวเองสิปวัน ว่ามันพังเพราะใคร”

“หยุดเรื่องทุกอย่างซะ แล้วไม่ต้องมายุ่งกับเรื่องนี้”

คริสาเม้นริมฝีปากเรียวอย่างอดกลั้น กำสองมือแน่น ร่างกายสั่นพรึ่บไปด้วยความโกรธ

“กลัวฉันจะฉีกหน้ากากของนายออกมาเหรอ กลัวว่าทุกคนจะรู้เหรอว่านายอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด”

“ไม่ว่าเธอจะไปรู้หรือได้ข้อมูลอะไรมา ลืมมันซะ อย่ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองทำมาตลอด”

“ชีวิตในแบบผู้หญิงโง่ๆนะเหรอ ฉันเกลียดชีวิตแบบนั้นเต็มที”คริสาแค่นหัวเราะออกมา ปวันคงเห็นเธอเป็นผู้หญิงโง่เง่ามาโดยตลอด

“เราจะจบกันแบบนี้จริงๆใช่มั้ย”ปวันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง คริสาบังคับไม่ให้ตัวเองต้องน้ำตาไหล แข็งใจหันหลังให้กับแววตาอ้อนวอนนั้น

“ทุกอย่างมันต้องมีตอนจบ แค่มันไม่ได้จบอย่างที่หวัง”

โครม!!

“โถ่เว้ย!”

แฟ้มเอกสารข้าวของถูกกวาดลงจากโต้ะ ธีระกลับเข้ามาระบายอารมณ์กราดเกรี้ยวของตัวเองภายในห้องทำงาน กิตติที่ยืนอยู่ไม่ห่างมีท่าทีสงบ เขาทำเพียงปรายตามองกองแฟ้มเอกสารที่หล่นเกลื่อนลงบนพื้น

“ไม่คิดมาก่อนว่ายัยเด็กนั่นจะเป็นตัวปัญหา มันไปรู้อะไรดีๆมา ถึงได้เปิดศึกอย่างโจ่งแจ้งแบบนั้น”ธีระกัดฟันกรอด ทุบกำปั้นแรงๆลงบนโต้ะ

“กิตติ แกไปสืบดูสิ ว่ามีความเคลื่อนไหวอะไรทางฝั่งนู้นบ้าง แล้วรีบมารายงานฉันด่วน”

“ผมต้องเฝ้าภรรยาครับ เธอยังแอดมิดอยู่ในโรงพยาบาล”กิตติเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ ท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“นี่แกกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ แกไม่รู้รึไงว่าถ้าเรื่องถูกสาวมาถึงตัวฉัน ทุกคนจะชิบหายกันหมด รวมถึงแกด้วย”ธีระชี้หน้าตะวาดดังลั่น

“ทำไมท่านไม่ใจเย็น แล้วคิดหาทางเอาตัวรอดละครับ ถ้าคิดไม่ออก ท่านก็ควรปรึกษาคนอื่น คนที่สามารถชี้ทางสว่างให้ท่านได้”กิตติเอ่ยด้วยความประชดประชัน หากแต่ธีระฟังเป็นเรื่องเข้าท่า

“หึ นั่นนะสิ แกออกไปซะ ฉันต้องการอยู่คนเดียว”

เมื่อไล่เลขาคนสนิทออกจากห้องไปแล้ว ธีระต่อสายโทรศัพท์ถึงใครบางคนที่อยู่ห่างไกลทันที ด้วยหวังว่าคนๆนั้นจะช่วยเหลือเขาได้

ละอองหิมะโปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง สภาพอากาศอุณหภูมิและสำเนียงภาษาที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ณฉัตรพอจะเดาได้ว่าชานนท์พาเธอไกลถึงฝั่งยุโรปหรืออาจจะเป็นโซนอเมริกา แม้จะมาถึงหลายวันแล้ว แต่ไม่เคยเอ่ยถามชานนท์สักครั้งว่าเขาพาเธอมายังประเทศใด และถึงแม้เขาจะพยายามพูดคุยให้เธอรับรู้ถึงข้อมูลของเมืองที่มาพำนัก ณฉัตรกลับทำเพียงขังตัวเองอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมและปิดกั้นตัวเองจากทุกสิ่ง

“หิมะเริ่มตกหนัก อากาศข้างนอกจะอุณหภูมิจะลดลงอีกหนึ่งถึงสององศา ต้องทำตัวอุ่นๆไว้”ชานนท์เข้ามาในห้อง เขาเอาผ้าพันคอแบรนด์หรูขึ้นมาคล้องคอพันให้ณฉัตรืก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้าเธอ

“หนาวมากมั้ย”เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หากแต่คนตัวเล็กก็ไม่เคยตอบคำถามใดกลับมาสักครั้ง อันที่จริงแทบไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้นระหว่างกันเลยตลอดหลายวันที่ผ่านมา ชานนท์จ้องมองณฉัตรนิ่ง เขายังอดทนกับท่าทีเฉยชาของเธอได้ และคิดว่าคงรับมือได้ดี ร่างสูงยืดตัวขึ้นตรง ก่อนจะก้มลงจุมพิตตรงขมับของหญิงสาว ณฉัตรสะดุ้งตกใจน้อยๆแต่ไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใดๆออกมา

“ถ้าเบื่อจะอยู่แต่ในนี้ อยากออกไปไหนก็บอกพี่ได้นะ พี่จะพาเธอไปในทุกๆที่”ชานนท์บอกแค่นั้นก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ณฉัตรจมอยู่กับความรู้สึกของตัวเอง

ชานนท์ออกมานอกห้อง สมาร์ทโฟนที่มีเพียงคนไม่กี่คนรู้เบอร์แผดเสียงดังลั่น ชานนท์ชั่งใจก่อนจะกดรับ

“ว่าไงคุณธีระ ผมบอกแล้วหากไม่มีเรื่องจำเป็นไม่ต้องโทรหาผม”เอ่ยกับคนปลายสายด้วยเสียงเย็นชาดุจเกล็ดน้ำแข็ง

“ก็เพราะผมมีเรื่องจำเป็นไงถึงได้โทรหาคุณ”คนปลายสายดต้กลับมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“เกิดอะไรขึ้น”

ธีระเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ชานนท์รับรู้ เมื่อเขาเล่าจบชานนท์เข้าใจทุกอย่างทันที และประติดต่อเรื่องราวได้ราวกับต่อจิ้กซอว์

“คุณกำลังจะบอกว่าผมกำลังถูกเปิดเผยเรื่องที่เข้าไปแทรกแซงมูลนิธินะเหรอ”

“ก็ใช่นะสิ เราจะถูกแฉกันหมด”

“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย คุณต่างหากที่ทำ”ชานนท์เอ่ยด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม หากแต่รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมกว่า

“หมายความว่ายังไง คุณจะถีบหัวผมส่งเหรอ ถ้าผมถูกเปิดเผย คุณก็ต้องโดนด้วยเหมือนกัน”ธีระเอ่ยอย่างระร่ำระลัก รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะถูกลอยแพ

“หึๆ คุณนี่โง่จริงๆเลย มันมีแต่คุณคนเดียวรึไงที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย คุณบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าปวันเองก็โดนด้วย”

“กะ ก็ใช่นะสิ”

“คุณไม่เห็นประโยชน์ของสิ่งนั้นเหรอคุณธีระ เทคนิคเบี่ยงเบนความสนใจแล้วโยนความผิดให้คนอื่นคุณถนัดอยู่แล้วนี่”ชานนท์มองเกมส์ขาดตั้งแต่แรกเริ่ม การยืมมือคนอื่นเพื่อให้ทำทุกอย่างแทนเขานั้นถนัดนัก แค่ชี้โพรงให้กระรอกโง่ๆสักตัวมันง่ายดายกว่าอะไรทั้งหมด

“คุณหมายความว่าให้โยนความผิดให้ปวันเหรอ ทำยังไงละ บอกผมสิ ผมพร้อมจะทำตาม”

“ก็คุณบอกเองว่าปวันถูกภรรยาตัวเองสงสัย แล้วใครๆก็รู้เรื่องนี้ ทำไมไม่ใช้จุดนี้ในการกำจัดทั้งสองคนนั่นเสียละ ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว”คนปลายสายเงียบไปถนัด อาจเพราะกำลังใช้ความคิด ธีระแสยะยิ้มร้ายกาจเมื่อเริ่มคิดได้

“คุณบอกเองนี่ว่าปรีชาไวยกิจอยู่ในช่วงอ่อนแอที่สุด อานนท์ล้มป่วย ปวันกับภรรยาบาดหมางกัน แล้วก็ อลัน ปรีชาไวยกิจ กลายเป็นแค่คนพิการ”ชานนท์เหยียดยิ้มให้กับความจริงข้อนั้น เขารับรู้ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่มีเรื่องอื่นใดจะน่ายินดีไปกว่าการที่อลันได้กลายเป็นคนพิการตาบอดไปเสียแล้ว และเขาคงมีความสุขมากที่สุด หากปรีชาเวชย์ภายใต้เงาของอลันจะล้มครืนพังทลายลง

“กำจัดทุกคนซะ แล้วก็เอาทุกอย่างมาเป็นของคุณ”

โรงพยาบาลปรีชาเวชย์ แผนกไอซียู

คริสาจ้องมองคนเป็นพ่อที่นอนห้อยสายระโยงระยางอยู่บนเตียงภายในห้องปลอดเชื้อ รู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่งที่ทีมแพทย์แจ้งว่าการผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี ที่เหลือแค่เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนและระวังการติดเชื้อ หากแต่จะวางใจได้ก็ต่อเมื่อเขาฟื้นคืนสติดี และรอดูอาการอีกสองสามวัน

“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผลการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณพ่อของคุณจะปลอดภัย หากแต่ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูอาการอยู่สักหน่อย ด้วยอายุและความสมบูรณ์ของร่างกาย แต่ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”ศัลยแพทย์เจ้าของไข้บอกให้คริสาสบายใจ หญิงสาวยกมือไหว้ขอบคุณ นายแพทย์ใหญ่รับไหว้ ก่อนจะผละออกไป

ปานวาดเดินวนไปวนมาด้านหน้าห้องไอซียู เธอไม่ไกล้าเข้าไปหาอานนท์เพราะคริสายังไม่อนุญาติ แต่ก็อาศัยเส้นสายสอบถามอาการจากคนใน เมื่อรับรู้ว่าอานนท์พ้นขีดอันตรายก็ดีใจเป็นที่สุด ปวันปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าห้องไอซียู เขาถูกพนักงานจับจ้องด้วยสายตาที่แปลกไปจากปกติ ทุกคนรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องประชุมนั่นดี และสัมพันธภาพระหว่างเขากับคริสาก็ชัดเจนว่าถึงจุดแตกหัก จนถึงขนาดคริสาสั่งห้ามใม่ให้ปวันและน้าของเขาเข้าใกล้อานนท์

“ปวัน”ปานวาดเรียกหลานชายพลางเดินเข้าไปหา

“ทำไมคุณน้าไม่กลับไปพักผ่อนที่บ้านครับ อยู่โยงเฝ้าอยู่หน้าห้องแบบนี้ เดี๋ยวได้ล้มป่วยไปอีกคน”

“น้าอยากเข้าไปเยี่ยมท่าน ปวันขอร้องคุณคริสให้น้าหน่อยนะ ได้โปรด”ปานวาดอ้อนวอนหลานชาย หากแต่ปวันส่ายหน้าช้าๆ

“ถ้าคริสาไม่อยากให้เราเข้าใกล้พ่อของเธอ เราก็ควรทำตาม กลับไปกับผมเถอะ”ปวันดึงมือปานวาดให้ตามเขาไป คนเป็นหน้าไม่ยอมขยับเขยื้อน

“คุณน้าฟังผมนะครับ คริสาไม่เคยเห็นพวกเราเป็นคนในครอบครัว เธอไม่เคยไว้วางใจทั้งน้าและผม แต่เราสองคนรู้ดีที่สุดว่าเราเป็นคนยังไง ท่านอาจจะเป็นคนที่คุณน้ารักและถวายชีวิตให้และผมก็เช่นกัน แต่ถ้าต้องเลือก ท่านจะเลือกคริสา เพราะอย่างนั้นเรากลับไปอยู่ในที่ของเราเถอะครับ”ปวันต้องการให้ปานวาดยอมรับความจริง เขารู้ว่าสักวันมันจะเกิดขึ้น เขาและน้าควรไปตามทางของตัวเอง

“น้าทิ้งท่านไม่ได้ น้าทำไม่ได้”ปานวาดร่ำไห้ ปวันบีบมือเบาๆ สงสารคนเป็นน้าจับใจ

“น้าต้องทำให้ได้ครับ ผมจะเคลียร์เรื่องทุกอย่างให้เร็วที่สุด แล้วเราจะได้ไปตามทางของเรา”ปวันเอ่ยเสียงเบา ปานวาดสะอื้นจนเสียงขาดห้วง หลานชายจูงน้าตัวเองออกไปจากตรงนั้น ปานวาดทอดสายตาจ้องมองบานประตูห้องไอซียูด้วยใจทุกข์ทรมาน

ผ่านไปสองวันอานนท์ฟื้นคืนสติ หากแต่ยังไม่สมบูรณ์มากนัก ร่างกายเขาค่อนข้างอ่อนเพลียต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกสักระยะ อานนท์ลืมตาขึ้นก่อนจะยกมือไปลูบศีรษะของคนที่ฟุบอยู่ข้างเตียง

“พ่อตื่นแล้วเหรอคะ”คริสาเงยหน้าขึ้น ถามคนเป็นพ่อด้วยเสียงงัวเงีย

“พ่อทำหนูตื่นเหรอ”อานนท์เอ่ยถามเสียงเบาแหบพร่า

“เปล่าคะ หนูแค่เคลิ้มๆไปแค่นั้น”คริสาระบายรอยยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่อิดโรยไร้ซึ่งความสดใส

“พ่อไม่เป็นอะไรแล้ว หนูกลับไปพักผ่อนเถอะ”

“ไม่คะ คริสจะอยู่กับคุณพ่อ”คริสาเอามือคนเป็นพ่อขึ้นมาแนบกับใบหน้า

“คริส ปานวาดอยู่ที่ไหน”คำถามนั้นทำให้คริสาต้องคลายมือหลวมๆ เธอรู้ดีว่ายามที่อานนท์ฟื้นคืนสติจะต้องถามหาปานวาด หากแต่สองวันที่ผ่านมา เธอไม่พบเห็นปานวาดมาป้วนเปี้ยนอยู่ด้านหน้าห้องไอซียูอีก

“พ่ออยากเจอวาด หนูไปตามเธอมาหน่อยสิ”อานนท์ร้องขอ คริสารู้ดีว่าเธอไม่อาจกีดกันปานวาดได้ตลอดไป และการขัดใจคนเป็นพ่อในตอนนี้อาจส่งผลต่อสุขภาพของอานนท์ได้

“หนูจะไปตามเธอมาให้คะ เธออยู่ที่บ้าน ตอนนี้คุณพ่อพักผ่อนก่อนนะคะ หนูสัญญาว่าถ้าตื่นขึ้นมา คุณพ่อจะเจอกับเธอ”คริสาให้คำมั่นสัญญา อานนท์พยักหน้าช้าๆเขาหลับตาลงอีกครั้ง

คริสาสะบัดความง่วงงันออกไปจากหัว เป็นเวลาเช้าตรู่ที่เธอตัดสินใจจะขับรถกลับไปคฤหาสถ์เพื่อทำข้อตกลงกับปานวาด ร่างบางกระชับเสื้อคลุมตัวหนาเข้ากับตัวเมื่อเดินลงไปยังลานจอดรถชั้นใต้ดิน ก่อนจะมุ่งตรงไปยังรถของตัวเอง กดรีโมตเปิดรถแล้วเข้าไปประจำตแหน่งหลังพวงมาลัยขับออกไปจากลานจอดรถ

Rrrrrrrrrrrrr เสียงสมาร์ทโฟนดังขึ้นตั้งแต่รถออกตัว คริสายิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของจริยา เธออยากได้ยินเสียงของเพื่อนรักที่สุดในเวลานี้ คริสาเสียบแฮนฟรีเข้ากับหูก่อนจะกดรับสาย

“ว่าไงยัยจ๋อม”

“ทำไมแกตื่นเช้าจัง”เสียงคนปลายสายเอ่ยถามเจื้อยแจ้ว

“แล้วแกละทำไมโทรมาแต่เช้า”คริสาถามกลับ

“ก็ที่นี่มันมันเพิ่งจะค่ำ”คนที่อยู่อีกซีกโลกคนละไทม์โซนไหวไหล่เบาๆ

“แกเป็นไงบ้าง”จริยาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบทันที เพื่อนรักเงียบไม่ตอบได้แต่ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่

“คุณพ่อผ่าตัดปลอดภัยดีไม่ใช่เหรอ มีอะไรที่แกไม่สบายใจอีก”

คริสาไม่อาจตอบคำถามนั้นได้ เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่างๆให้จริยารับรู้ได้หมดในคราวเดียว

“แกรีบกลับมาสิ ไม่มีแกฉันไม่รู้จะระบายกับใคร”

“อีกสองวันก็จะกลับแล้ว ฉันเสร็จงานจะร่อนไปหาแกทันทีเลย”

“ให้มันจริงเถอะ ไม่ใช่อยู่ช้อปปิ้งที่นั่นต่อเป็นเดือนๆหรอกนะ”คริสาดักทาง ได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของคนเป็นเพื่อน คริสาค่อยๆเหยียบเบรคชะลอรถหลังจากแซงรถคันข้างหน้าได้สำเร็จ ตอนเช้าๆรถน้อยขับได้สะบาย หากแต่เพียงครั้งแรกที่แตะเบรคกลับพบว่ารถไม่ได้ชะลอความเร็วลงเลย และเมื่อเหยียบเบรคซ้ำๆก็ค้นพบว่าระบบเบรคไม่ทำงาน

“จ๋อม ช่วยด้วย”คริสาบอกกับจริยา ตอนนี้ความเร็วรถไม่ลดลงเลย เธอได้แต่ประคองพวงมาลัยขับตรงไปข้างหน้าซึ่งเป็นทางตรงระยะยาว

“เกิดอะไรขึ้นคริส”จริยาซึ่งยังอยู่ในสายถามด้วยเสียงตกใจ

“เบรค เบรครถฉันมันไม่ทำงาน”คริสาบอกอย่างตื่นตระหนก จริยาอุทานเอามือทาบอกตัวเอง

“ใจเย็นๆนะคริส แกตั้งสติเอาไว้”พยายามปลอบประโลมเพื่อน ให้เตือนให้มีสติ เวลาอย่างนี้สติสำคัญที่สุด

“หน้าจอรถขึ้นว่าเบรคมีปัญหา ฉันไม่ทันสังเกตเลย”

“ตอนนี้แกควบคุมรถได้รึเปล่า แกขับเร็วเท่าไหร่”

“ร้อยนึง”คริสาดูเข็มไมล์ตัวเอง ปกติเธอจะขับเร็วกว่านี้ แต่รถเพิ่งออกตัวจากโรงพยาบาลได้ไม่กี่เพียงร้อยเมตร ยังไม่ทันได้ทำความเร็วเท่าไหร่นัก

“แกขับเลี้ยงซ้ายไปก่อน เปิดไฟฉุกเฉินด้วย รถข้างหลังจะได้ไม่ชนแก”จริยาให้คำแนะนำ คริสาทำตาม แต่ถึงอย่างนั้นความเร็วรถก็ยังไม่ลดลง

“จ๋อม ฉันจะทำไง รถไม่ลดความเร็วลงเลย”คริสาถามด้วยเสียงร้อนรน

“สติ แกต้องมีสติขอคิดแป้บนึง”

“จ๋อมมมมม”

“แกดึงเบรคมือขึ้น ค่อยๆดึงนะอย่าดึงพรวดเดียว มันจะช่วยลดความเร็วได้ แล้วแกก็ต้องบังคับพวงมาลัยให้ดีด้วย”คริสาทำตามที่จริยาบอกทุกขั้นตอน หากแต่ตอนนี้รถกำลังมุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง การดึงเบรคมือช่วยลดความเร็วที่ล้อหลังให้หน่วงและชะลอได้ในระดับหนึ่ง แต่รถยังคงไม่หยุด อีกไม่ถึงสองสองร้อยเมตรข้างหน้าจะเป็นสี่แยกที่รถวิ่งสวนไปมา

“แกจะถึงสี่แยกแล้ว รถฉันต้องชนแน่ๆ”คริสาเริ่มสติหลุด รถคันที่วิ่งตามหลังบีบแตรไล่หลังเสียงดัง

“ไม่ชน แกต้องไม่ชน แกตั้งสติเซ่”เป็นจริยาเสียเองที่เริ่มสติหลุดด้วยความเป็นห่วงเพื่อนรัก คริสาเริ่มคิดหาวิธีหยุดรถด้วยวิธีอื่น เธอยังคงประคองรถให้เลียดไปตามเลนซ้าย ด้านหน้าไม่ถึงห้าสิบเมตรมีแบริเออร์พลาสติกสีส้มกั้นอยู่ตลอดแนวยาวเป็นระยะทางสักร้อยเมตรก่อนถึงสี่แยก

“จ๋อม ฉันจะชน”

“ห้ะ อะไรนะ”

“ฉันจะชนแบริเออร์ข้างทางเพื่อให้รถหยุด”

“แกจะบ้าเหรอ!”จริยาร้องตะโกนเสียงหลง

“ฉันจะทำ”

“คริส!”

“จ๋อม ถ้าฉันเป็นอะไรไป ฝากดูแลพ่อฉันด้วย”คริสาสั่งเสีย จับพวงมาลัยแน่น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด เสียงจริยาร้องเรียกอยู่ในสาย แต่คริสาไม่ได้ยินเสียงใดอีก รถยนตร์พุ่งชนเข้ากับอุปกรณ์กั้นเลนจราจร เสียงดังครืดล้มที่กั้นดังลั่น

โครม! ครืดดดดดดดดดดด

“คริส คริส แกได้ยินฉันมั้ย”จริยาเรียกเพื่อนด้วยเสียงแหบพร่า เธอได้ยินเสียงชนดังสนั่นเข้าไปสาย หญิงสาวเอามืออุดปากตัวเอง น้ำตาไหลพรากด้วยความหวดกลัว

“คริส ตอบสิ คริสสสสสสสสสส”จริยาแผดเสียงเรียกเพื่อนรักสุดเสียง

มือที่กำพวงมาลัยสั่นพรึ่บ ทั้งตัวสั่นเทิ้มไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น คริสาค่อยๆดึงหน้าตัวเองออกมาจากถุงลงนิรภัยที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อรถพุ่งชน คริสาสามารถหยุดรถได้ เธอยังไม่ตาย

“ฮือออออ คริสตอบสิ ตอบ คริส”

“จ๋อม”

“ฮืออออออออออออ คริสแกยังไม่ตาย”

เวลาผ่านไปไม่ถึงยี่สิบนาทีรอบตัวคริสาก็ถูกรุมล้อมไปด้วยเจ้าหน้าที่ในห้องฉุกเฉิน เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วเพราะที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากโรงพยาบาลไม่กี่ร้อยเมตร โชคดีที่คริสาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย มีแผลฟกช้ำที่ศีรษะเพียงจุดเดียว แต่ก็ถูกส่งไปเอ็กซเรย์สมองและร่างกาย

“ฉันกลับบ้านได้รึยังคะ”คริสาถามพยาบาล

“คุณสามารถกลับบ้านได้แล้วคะ แต่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการที่จะพูดคุยกับคุณคริสา ทางโรงพยาบาลได้เตรียมห้องไว้ให้แล้ว เชิญคุณคริสาทางนี้เลยคะ”พยาบาลบอกกับคริสา หญิงสาวคิดว่าเธอคงจะถูกตั้งข้อหาขับรถชนหรือทำผิดกฏจราจรอะไรทำนองนั้น จึงยอมตามพยาบาลไปโดยดี เมื่อมาถึงห้อง คริสาถูกเชิญเข้าไปในนั้น ชุดสืบสวนสอบสวนนำทีมโดยสารวัตรหนุ่มลุกขึ้นต้อนรับคริสา

“เชิญคุณคริสานั่งก่อนครับ”คริสานั่งลงอย่างว่าง่าย รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติ

“คุณตำรวจเชิญฉันมารับทราบข้อหาเรื่องขับรถชนเหรอคะ ฉันอธิบายเรื่องนี้ได้คะ รถของดิฉันเบรคไม่ทำงาน ฉันควบคุมรถไม่ได้”คริสารีบแก้ต่างให้ตัวเองนั่นเพราะปีที่แล้วเพิ่งก่อเรื่องขับรถไล่ชนแฟนเก่า ประวัติของเธอคงเด่นหราอยู่ในแฟ้มที่อยู่ในมือคุณตำรวจ

“พวกเราทราบเรื่องนั้นดีครับ”สารวัตรหนุ่มตอบ

“คะ?”คริสาทำเสียงแปลกใจ

“ที่คุณควบคุมรถไม่ได้นั่นเพราะรถถูกตัดสายเบรค”

“คุณตำรวจว่ายังไงนะคะ”

“ผมมีนี่ให้คุณดู”สารวัตรส่งสัญญาณให้ลูกน้องที่ยืนอยู่ตรงมุมห้อง ลูกน้องเดินเข้ามาและเปิดโน้ตบุ้ค ก่อนจะหันจอให้คริสาดู ภาพที่คริสาเห็นเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของที่จอดรถชั้นใต้ดิน ตรงตำแหน่งที่รถเธอจอดอยู่พอดิบพอดี คริสาจ้องมองรถตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเห็นผู้ชายสวมเสื้อฮู้ดสีดำเข้มใส่หน้ากากปกปิดใบหน้า เดินตรงไปยังรถของเธอพร้อมทั้งหันซ้ายหันขวาด้วยความระแวดระวังหลังจากนั้นเขาก็ก้มลงแล้วมุดหายเข้าไปใต้ท้องรถ เวลาผ่านไปสักพักถึงออกมาแล้วเดินหายไปจากรัศมีกล้องวงจรปิด คริสาตัวแข็งทื่อไปกับสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้

“ขะเขาทำอะไรกับรถของฉัน”

“นี่คือผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าต้องการปองร้ายคุณคริสา โดยการตัดสายเบรครถ เป็นการกระทำที่หวังผลเอาชีวิต สันนิษฐานว่าเป็นการจ้าวานฆ่าครับ”

คริสาทิ้งตัวพิงหลังไปบนพนักเก้าอี้อย่างอ่อนแรง หัวในเต้นกระหน่ำราวกับจะหลุดออกจากอก ช้อคไปกับสิ่งที่เพิ่งรับรู้

“ผมคงต้องสอบปากคำคุณเพิ่มเติมและขอให้คุณอยู่ที่นี่ก่อน ผมอยากจะแจ้งว่าเราจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ทันทีหลังจากจากดูภาพกล้องวงจรปิด รูปพรรณสัณฐานคนไข้และรอยนิ้วมือของคนร้ายตรงกับชายในกล้องวงจรปิด ทีมของผมกำลังสวบสวนอยู่”สารวัตรแจ้งข้อมูลเพิ่มเติม หากแต่คริสาอยู่ในอาการช็อค

“คุณคริสาครับ”

“คุณครับ”

คริสาสะดุ้ง คนตัวเล็กห่อไหล่ด้วยความหวาดกลัว เธอไม่นึกมาก่อนว่าจะมีคนปองร้ายหมายเอาชีวิต

“คุณโอเคนะครับ”

“คุณตำรวจคะ ผู้ชายคนนั้นคือใครคะ”

“เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เพิ่งเข้ามาทำงานเมื่อวานเป็นวันแรก คดีติดตัวโชกโชน คาดว่าจะได้รับการว่าจ้างมาก่อเหตุ จึงแฝงตัวมา”

คริสายกมือขึ้นปิดปากตัวเอง รู้สึกเหมือนจะเป็นลมขึ้นมาทันที

“ผมจะซักถามคุณเพื่อประกอบการพิจารณาคดี ขอให้คุณสละเวลาและให้ความร่วมมือกับทางตำรวจด้วยนะครับ”

เป็นเวลากว่าสี่ชั่วโมงที่คริสาอยู่ภายในห้องดังกล่าว หลังจากตำรวจซักถามข้อสงสัยกับเธอ คริสานึกไม่ออกว่าจะมีศัตรูที่ไหนที่โกรธเกลียดกันจนถึงต้องวางแผนฆ่าตกรรม คนตัวเล็กนั่งห่อตัวลีบถูมือที่ชื้นไปด้วยเหงื่ออยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม ตำรวจจะไม่กักตัวเธอและอนุญาตให้เธอกลับได้ หากแต่คริสากลัวเกินกว่าจะก้าวขาออกไปจากห้อง เป็นครั้งแรกที่เธอหวาดกลัวและขวัญเสียอย่างที่สุด การถูกหมายปองเอาชีวิตมันทำให้หวาดระแวงไปเสียทุกอย่าง ประตูห้องถูกเปิดออก คริสาสะดุ้งสุดตัวอีกครั้ง เป็นหัวหน้าทีมสอบสวนที่เข้ามาภายในห้อง

“ผู้ต้องสงสัยยอมรับสารภาพแล้วครับ แล้วเขาให้การซัดทอดไปถึงผู้จ้างวานด้วย”

ปวันตรงดิ่งมายังโรงพยาบาลทันทีที่ทราบเรื่องอุบัติเหตุของคริสา เขากลับไปคอนโดของตัวเอง พักผ่อนได้ไม่ถึงสี่ชั่วโมงก็ต้องถูกปลุกด้วยเสียงโทรศัพท์จากทางโรงพยาบาล แม้จะได้รับการยืนยันว่าคริสาปลอดภัยดีแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็พุ่งตรงมาหาเธอด้วยความเป็นห่วง หากแต่เมื่อมาถึงกลับพบว่าคริสาถูกกันตัวออกไป และสืบสวนอะไรบางอย่าง ในขณะที่เขาเองก็ถูกกันตัวมาไว้อีกห้องหนึ่งโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ จนเวลาผ่านไปสี่ชั่วโมงเขาก็ยังไม่ได้รับข้อมูลใดๆ จนกระทั่งประตูถูกเปิดออก ปวันลุกพรวดขึ้นทันที

“เกิดอะไรขึ้นกับภรรยาผม ผมจะเจอเธอได้หรือยัง”ปวันถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ พวกเขาไม่ตอบอะไร ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายจะเข้าไปประชิดตัวเขา

“นายแพทย์ปวัน คุณถูกจับกุมในข้อหาจ้างวานฆ่าภรรยา คุณคริสา ปรีชาไวยกิจ ผู้ต้องสงสัยให้การซัดทอดว่าคุณเป็นผู้จ้างวานฆ่า ทางตำรวจขอควบคุมตัวคุณเพื่อนำไปสอบปากคำ คุณมีสิทธิ์เรียกทนายได้”

ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฉากในละครฉากหนึ่ง ที่รอบตัวเขาถูกรายล้อมไปตำรวจ และสองมือที่เคยจับมีดผ่าตัดเพื่อรักษาผู้คนกลับถูกตรึงด้วยกุญแจมืออันเป็นเครื่องหมายในการจำกัดอิสรภาพ ปวันเหมือนตัวเองถุกรถไฟความเร็วสูงวิ่งชนร่างจนขาดกระจุย หากแต่ยังไม่ตาย สมองเขากำลังประมวลผลทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ปวันถูกใส่กุญแจมือและออกมาจากห้อง ทันทีที่ประตูห้องถูกดปิดออก แสงแฟลตมากมายสาดส่องมายังเขา เสียงตั้งคำถามจากกองทัพนักข่าวดังอื้ออึง แต่เขาไม่ได้ยินอะไรเลยสักนิด  ราวกับเขาสูญเสียประสาทการรับรู้ไปจนหมดสิ้น ตำรวจยกมือกันนักข่าวให้ออกห่างตัวปวัน นายแพทย์หนุ่มถุกควบคุมตัวไว้แล้วแหวกผ่านฝูงชน เบื้องหลังกลุ่มนักข่าว คือผู้หญิงที่เขาอยากเจอที่สุดในชีวิต เธอยืนอยู่ตรงหน้า กำลังใช้สายตาเจ็บปวดอย่างที่สุดจ้องมองเขา

“นั่นคุณคริสานี่”เสียงนักข่าวเอ่ยเรียกชี้ไปยัง หญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ทางด้านหลัง นักข่าวและผู้คนกรูไปหาคริสา จนตำรวจต้องมาเป็นการ์ดคอยล้อมรอบเธอไว้ ทั้งสองเผชิญหน้ากันท่ามกลางสายตาและแสงแฟลตที่สาดส่องเข้ามาราวกับพวกเขาคือตัวตลกในคณะละครสัตว์ หากแต่มันคงเป็นฉากสะเทือนใจก่อนจะถึงจุดจบของละคร

“คริส”

ปวันเอ่ยเรียกชื่อผู้หญิงที่เขารักที่สุดด้วยเสียงเบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ ยามที่สองคนเผชิญหน้ากันในระยะแค่เพียงไม่กี่ก้าว การได้เห็นเงาของตัวเองสะท้อนชัดอยู่ในแววตาอีกคนเรียกเอาทุกๆความรู้สึกออกมา ปวันส่ายหน้าน้อยๆ เขาไม่อาจจะกลั่นคำพูดใดๆออกมาได้ในตอนนี้ เมื่อรอบตัวมีเพียงเสียงอื้ออึงจากคนไม่รู้จัก มันไม่สำคัญสักนิดว่าคนอื่นจะสาดคำถามอะไรใส่เขา เพราะมีเพียงคำถามเดียวเท่านั้นที่ปวันอยากเอ่ยถามกับคนตรงหน้า

“คริส เชื่อใจพี่มั้ย”

คำถามนั้นพาคริสาย้อนไปยังอดีต ยังวันแรกที่เธอเจอกับปวัน

คริสาในวัยแปดขวบเกาะต้นชมพู่มะเหมี่ยวที่ขึ้นอยู่ริมกำแพงทอดยาวเป็นรั้วล้อมรอบตัวคฤหาสถ์แน่น สองมือเล็กๆโอบรอบกิ่งหนาของลำต้นที่ใบดกครึ้มไร้ผลเพราะไม่ได้อยู่ในช่วงฤดูการผลิดอกออกผล ไม่กี่นาทีก่อนเธอซุกซนปีนป่ายเหยียบขึ้นบนลังไม้เก่าๆที่ถูกวางทิ้งไว้ข้างกำแพง พาตัวเองมาอยู่บนขอบกำแพงก่อนจะไต่ขึ้นกิ่งก้านที่ทอดตัวต่ำเลียดกำแพงแล้วขึ้นมาอยู่บนกิ่งชมพู่ได้สำเร็จ ทว่าตอนลงไม่ง่ายดายอย่างตอนขึ้น เมื่อเผลอไต่กิ่งก้านเพลิดเพลินจนไปอยู่ยังอีกกิ่งที่สูงกว่า คราวนี้จะหาทางลงได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ตะโกนให้ป้าแม่บ้านใจดีหรือคนอื่นๆมาช่วยก็ดูจะไร้ประโยชน์ ตะโกนจนเสียงแหบแห้งก็ไม่มีใครผ่านมาสักคน เด็กหญิงตัวเล็กจำต้องกอดกิ่งชมพู่ไว้อย่างเหนียวแน่นแล้วรอคอย ปล่อยโฮไปแล้วหลายรอบแต่ก็ไม่มีใครหรืออะไรช่วยได้เลย เหนื่อยล้าจนจวนเจียนจะหลับผล็อยค้างเติ่งอยู่บนต้นไม้ แต่ได้ยินเสียงก้าวย่างสวบสาบเหยียบใบไม้แห้งดังใกล้เข้ามา เด็กชายตัวซูบผอมสูงโย่งในชุดสีซีดเทาเดินมาหยุดอยู่ใต้ต้นชมพู่มะเหมี่ยว เขาหยิบก่งไม้แห้งๆกิ่งหนึ่งขึ้นมาแล้วหักเล่นเหมือนเป็นการฆ่าเวลา

“พี่ขา”

เสียงเล็กๆที่ดังแว่วนั้นทำให้ เด็กชายต้องหยุดมือที่กำลังจะหักกิ่งไม้แห้ง เขาหยุดเงี่ยหูฟัง แต่ก็ไม่ไม่ได้ยินเสียงอะไร

“พี่ขาช่วยหนูหน่อย”

เสียงนั่นดังมาอีกแล้ว เด็กชายทิ้งกิ่งไม้แห้งในมือแล้วกวาดสายตาหาจนทั่วแต่ไม่เจอ

“พี่ขา หนูอยู่บนนี้”

เด็กชายเงยหน้าขึ้นไปตามเสียง แล้วก็ต้องกระโดดหย็องแหย็งถอยห่างจากต้นชมพู่มะเหมี่ยวด้วยความตกใจ

“ใครหนะ คนรึเปล่า”ใบหน้าซูบซีดแทบไม่มีสีนั่นแหงนมองอะไรบางอย่างที่เกาะกิ่งไม้แน่น เด็กหญิงตัวน้อยเบะปากแล้วเริ่มสะอึกสะอื้นร้องไห้ทันที

“คนเหรอ”

“พะ พี่ขาเอาหนูลงไปหน่อย”

เมื่อเพ่งมองแน่ชัดก็เป่าปากโล่งอกที่เป็นคน เด็กหญิงผิวขาวตัวเล็กผูกจุกสองข้างกำลังทำตาปรอยร้องไห้น่าสงสาร

“ขึ้นไปบนนั้นได้ยังไง”เด็กชายถามอย่างสงสัย ต้นชมพู่มะเหมี่ยวไม่ได้สูงเลยเมื่อเทียบกับเด็กอายุสิบสองอย่างเขาที่ส่วนสูงปาเข้าไปร้อยหกสิบกว่า หากแต่ถ้าเทียบกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่เกาะเป็นลูกลิงอยู่บนต้นไม้นั่น คงสูงน่าดู ยิ่งถ้ามองจากข้างบนลงมาบนพื้นข้างล่าง

“หนูปีนมาทางกำแพง”เด็กหญิงบุ้ยปากไปทางกำแพง เด็กชายพยักหน้าเข้าใจทันที

“ปีนขึ้นไปได้แล้วทำไมถึงลงไม่ได้ละ”เด็กชายนึกขำ ปีนขึ้นไปเองแต่พอจะลงกลับร้องจ้าให้ช่วยเสียนี่ ถ้าเป็นเขาคงกระโดดลงมาทีเดียวจนถึงพื้นดินแบบไม่บุบสลาย

“ก็มันสูงหนูกลัว”เด็กหญิงบอกเสียงอ่อน แม้จะไม่เคยเห็นหน้าเด็กชายตัวสูงมาก่อน แต่จังหวะนี้ใครผ่านมาก็คงต้องเรียกให้ช่วยก่อนละ

“มันใม่ได้สูงขนาดนั้นหรอก ค่อยๆไต่ลงมากิ่งข้างล่างสิ แล้วกระโดดลงมา เดี๋ยวจะรับเอง”เด็กชายก้าวเข้าไปยืนในระยะที่คิดว่าสามารถรับร่างเด็กหญิงได้ เขายื่นสองมือขึ้นไปทำท่ารองรับเด็กหญิง แต่คนตัวเล็กกว่าส่ายหน้าอย่างหวาดกลัว

“ไม่เอาอะ หนูไม่กระโดด ไม่ขยับไหนด้วย”เกาะกิ่งไม้แน่นกว่าเดิม ไม่ยอมขยับท่าเดียว

“นี่ น้องชื่ออะไรอะ พี่ชื่อปัน เรามาคุยกันก่อนมั้ย”เด็กชายบอกชื่อกับตัวเอง เขาถูกน้าสาวพาเข้ามาในคฤหาสถ์ใหญ่โตครั้งแรก คิดจะเดินสำรวจรอบๆเสียหน่อย แต่คาดคิดว่าจะเจอกับลูกลิงบนต้นไม้

“หนูชื่อคริสคะ”

“คริสเหรอ งั้นเราก็รู้จักกันแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัว คริสกระโดดลงมาเลย พี่สัญญาว่าจะรับไว้ไม่ให้ตกถึงพื้น”คำพูดท่าทางน่าเชื่อถือ แต่หุ่นผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูกอย่างนั้น กระโดดใส่คงแขนหักตายกันพอดี เด็กหญิงคิด

“ถ้าพี่ทำหนูตกละ”

“พี่จะไม่ทำคริสตก”

“แต่ว่าหนู..”

“ค่อยๆไต่ลงมา อย่ามองข้างล่าง มองพี่ไว้”เด็กหญิงขยับตัวช้าๆ ค่อยๆใช้ก้นกระเถิบไต่ลงมา หวดกลัวสุดหัวใจ แต่เมื่อได้มองดวงตาสีดขลับนั่นกลับรู้สึกวางใจอย่างน่าประหลาด คนตัวเล็กไต่ลงมาจนถึงกิ่งล่าง แล้วหยุดนิ่ง

“ดีมาก ที่งี้ก็ไม่สูงมากแล้ว กระโดดลงมาพี่จะรับไว้เอง”เด็กชายยกมือขึ้นทำท่ารับ เด็กหญิงเบะปากน้อยๆ ยังคงหวาดกลัว

“คริส มองพี่นะ มองพี่”เด็กหญิงพยักหน้า สูดน้ำมูกทีนึงก่อนจะใช้ดวงตากลมโตบ้องแบ๊วจ้องมองคนที่รอรับอยู่ด้านล่าง

“เชื่อใจพี่มั้ย”เด็กชายเอ่ยถาม เด็กหญิงจดจ้องดวงตาคู่นั้นนิ่งอย่างตัดสินใจ

“ถ้าเชื่อใจพี่ กระโดดลงมาเลย”เขาตั้งท่าพร้อม

“หนูเชื่อพี่ได้ใช่มั้ย”

“อื้ม”

“พี่ห้ามทำหนูตกนนะ”

“อื้ม”

“สัญญานะ”

“สัญญาครับ”

“คริส เชื่อใจพี่มั้ย”

คำถามนั้นดังก้องอยู่ในหู ภาพในอดีตเลือนหายไปแล้ว เด็กชายตัวผอมซูบซีดเปลี่ยนไปไม่เหลือเค้าเดิม มีเพียงประกายในแววตาเท่านั้นที่ยังเหมือนคนในวันวาน  คริสาหลับตาลงน้ำตาไหลพรั่งพรู ปวันรอคอยคำตอบด้วยหัวใจที่ดิ้นเร่าอย่างทุกข์ทรมาน ขอแค่เธอเชื่อใจเขา แค่นั้น เขาขอแค่นั้น ร่างบางค่อยๆถอยหลังไปช้าๆ ก่อนจะหันหลังให้เขา ประกายในแววตาปวันดับวูบ เงาสุดท้ายในแววตาเลือนหายไปพร้อมกับทุกสิ่ง

ขอโทษจริงๆที่ไม่สามารถเชื่อใจเธอได้อีกต่อไป

ฉันหวนคิดถึงครั้งแรกที่เราเจอกัน

ฤดูร้อนพัดพาเอาสายลมอุ่นและหอบเอาใครบางคนมาด้วย

ไอแดดแผดเผาจนใบไม้กลายเป็นสีน้ำตาลแห้งเกรียม

เสียงกรอบแกรบยามย่ำเท้าลงบนใบไม้ ทำให้ฉันต้องหันไปมองทุกครั้ง ด้วยหวังว่าจะเป็นเธอ

ฉันคิดถึงความสูงต่างระดับที่ทำให้ต้องแหงนหน้ามองยามพูดคุยกับเธอ นั่นทำให้ฉันเห็นท้องฟ้าสีครามกลืนกินไปกับรอยยิ้มที่สว่างจ้าไม่ต่างจากแสงแดด

ฉันชอบการได้อยู่กับเธอ แม้ในทุกๆวันของฤดูร้อนเราทำแต่เรื่องซ้ำซากและไร้ประโยชน์

ฉันเอาแต่เล่นซ่อนแอบและรบเร้าให้เธอเป็นคนหา ทั้งที่เธอรู้ดีกว่าใครว่าจะหาฉันเจอได้ที่ไหน

และในฤดูร้อนปีต่อมา ต้นชมพู่มะเหมี่ยวดูเหมือนว่าจะสูงจากพื้นดินขึ้นอีกแล้ว ในขณะที่ฉันเองสูงขึ้นนิดหน่อย แต่ฉันก็ยังปีนป่ายขึ้นไปบนยอดสุด

ฉันยังคงกลัวความสูงอยู่

แต่ว่าคราวนี้ฉันไม่กลัวจะตกลงไป

เพราะฉันรู้ว่าข้างล่างนั่น บนพื้นดินที่โล้นเตียน

เธอจะยืนอยู่ตรงนั้น แล้วอ้าแขนพร้อมรับฉันอยู่เสมอ

ฉันเชื่อใจเธอ

เธอจะไม่มีวันปล่อยฉันตกลงพื้น  ฉันมั่นใจ

……………………………………………….

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น