vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 ♥ [UPDATE]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.8k

ความคิดเห็น : 40

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2562 22:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 ♥ [UPDATE]
แบบอักษร

ตอนที่ 14

                [PART: ฮันนี่**]**

                ผมกับฟอเรสตกลงกันว่าจะกลับมาเรียนที่โลกมนุษย์ใหม่อีกครั้ง แบบว่าเขาอยากให้ผมเรียนให้จบ หลังจากคุยตกลงกันเรียบร้อย พวกเราก็ตรงกลับมาที่โลกมนุษย์พร้อมกัน โดยมี ฟอเรส แอเรีย นัมเบอร์และคาร์ล ฟอเรสเป็นคนจัดการเรื่องการกลับมาเรียนอีกครั้งในมหาวิทยาลัย โดยเราเข้ามาเรียนในชั้นปีที่ 1 เทอม 2 คณะบริหารธุรกิจ แถมฟอเรสยังลงเรียนคลาสเดียวกันกับผม (ไม่ได้ถามเหตุผลเหมือนกันว่าทำไมผู้อำนวยการถึงยอม...แต่น่าจะรู้ ๆ กันอยู่ว่าร่างสูงเส้นใหญ่ขนาดไหน) เขามาเรียนคลาสกับผมเพราะต้องการดูแลผมอย่างใกล้ชิด

                เรากลับมาโลกมนุษย์ และมาพักอยู่ที่คฤหาสน์ใจกลางเมืองของร่างสูง ผมได้เจอกับป้าก็ดีใจมาก ๆ ท่านแข็งแรงดี แถมยังมีพ่อบ้านคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

                “ฉันสั่งให้คนจัดห้องพักไว้ให้แล้ว หากขาดอะไรให้บอกกับพ่อบ้าน” ฟอเรสบอกกับทุกคน

                “ฉันกับฮันนี่นอนห้องนี้ ส่วนนายกับแอเรียนอนห้องถัดไป...” คนรักของจัดแจงห้องพักแล้วไปหยุดสายตามองคาร์ลที่ยืนอยู่คนเดียว

                “ส่วนคาร์ล ฉันเห็นว่านายชอบความเป็นส่วนตัว ฉันเลยจัดห้องปีกตะวันตกให้ ไม่มีใครเข้าไปทางนั้นเพราะเป็นห้องโบราณ ฉันหวังว่านายจะชอบมัน” คาร์ลยิ้มรับ

                “ขอบคุณฝ่าบาท ผมพอใจกับห้องที่ท่านจัดหาไว้ให้ยิ่งนัก” คาร์ลตอบนอบน้อมปนขี้เล่นหน่อย ๆ

                หลังจากทุกคนแยกย้ายกันเข้าไปในห้องของตัวเองเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักศึกษาเพื่อไปมหาวิทยาลัยพร้อมกันตอน 10 โมงเช้า พวกเรากลับมาวันเปิดเทอมวันที่สองพอดี ทุกคนรู้ดีใช่ไหมล่ะครับว่า ฟอเรสใหญ่แค่ไหน เพราะงั้นเรื่องที่พวกเรา 5 คน เข้าไปในมหา’ลัยได้ง่าย ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

มหาวิทยาลัย

                เมื่อพวกผมมาถึงมหาวิทยาลัย ซึ่งมี ผม ฟอเรส นัมเบอร์ แอเรีย และคาร์ล ทุกสายตาพากันมองอึ้ง สาวบางรายถึงขั้นจับกลุ่มซุบซิบ ออร่าความหล่อของสามหนุ่มคนละสไตล์กระจายออกมา ฟอเรส นัมเบอร์และคาร์ล ทำเอาสาว ๆ กรี๊ดตามรายทางเป็นแถบ

                มาเรียนวันแรกก็มีวิชาเรียนเลือกที่เป็นวิชาพละเลยครับ อะไรจะเจอแจ็คพ็อตขนาดนี้ ทำให้ต้องมาเปลี่ยนชุดนักศึกษาเป็นเสื้อชุดวอร์ม เพื่อไปรอเรียนที่โรงยิม การเรียนพละคาบนี้สร้างความกังวลใจให้ฟอเรสมาก เพราะเขาไม่อยากให้ผมเล่นกีฬา แต่ผมบอกย้ำไปแล้วว่าไม่ต้องห่วง แต่เขาทำหน้าไม่เชื่ออยู่ดี

                ผมเข้าไปเปลี่ยนเสื้อในห้องน้ำเช่นเดียวกับแอเรียที่ไปเปลี่ยนเสื้อในห้องข้าง ๆ โดยมีฟอเรสและนัมเบอร์ยืนเฝ้าไม่ห่าง ส่วนคาร์ลรู้สึกว่าเขาเป็นที่ชื่นชอบในหมู่สาว ๆ มาก อาจเพราะความหล่อขี้เล่นอารมณ์ดึงดูดสาวได้เยอะ เลยทำให้เขาเสน่ห์แรงแซงหน้าทุกคน แถมเขายังโสดอีก เห็นว่าโดนสาวเรียกตัวไปขอคุยด้วย

                ผมเปิดประตูออกมาพร้อม ๆ กับแอเรีย หลังจากเปลี่ยนเสื้อเสร็จ พอพวกผมเดินออกมาพร้อมกัน ฟอเรสกับนัมเบอร์กลับขมวดคิ้วพลางมองชุดวอร์มที่ใส่อยู่ มันเป็นเสื้อสีขาวคอปกสีแดง ส่วนกางเกงเป็นขาสั้นสีแดง ของผมดูไม่สั้นมากเท่าไหร่ คงเพราะผมไม่สูง แต่ทว่าของแอเรียกลับเป็นกางเกงสั้นเลิกขึ้นไปเห็นขาอ่อนชัดเจน เนื่องจากเขาตัวสูงกว่าผมมาก กางเกงเลยยืดขึ้นไปข้างบน

                “กางเกงรัดไหมฮันนี่ อึดอัดไหม สบายท้องหรือเปล่า” คนรักของผมเดินเข้ามาถามอย่างเดียวไม่พอ เขาลองยืดหัวกางเกงดูเพื่อสำรวจ

                “ไม่ครับ มันยืดอยู่” ผมตอบตามความจริง ส่วนทางฝั่งคู่นู้น แอเรียเงยหน้าขึ้นมองคนรัก

                “ผมว่ากางเกงคุณมันสั้น” เสียงทุ้มของร่างสูงกว่าเอ่ย แอเรียส่องกระจกบานใหญ่เสยผมด้านหน้าตัวเองเป็นเชิงจัดทรงให้เข้าที่ ใบหน้าขาวเนียนใสดูเปล่งปลั่ง ผมหันไปสบตากับฟอเรสอย่างรู้กันว่า คู่นี้มีเรื่องเถียงกันอีกแน่ ๆ

                “สั้นตรงไหน ก็ปกติ”

                “ถ้าแอเรียคิดว่ามันไม่สั้น ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ” น้ำเสียงสุภาพจากนัมเบอร์ทำเอาแอเรียหน้ามุ่ย ก่อนจะเดินกระแทกไหล่ร่างสูงออกไปแบบเคือง ๆ เหมือนทำอะไรขัดใจ

                “ถ้าหวง บอกออกไปจะดีกว่านะ นายน่าจะรู้ว่านิสัยน้องชายของฉันคือ ชอบความชัดเจน” ฟอเรสพูดขึ้น

                ผมพยักหน้าสนับสนุนด้วยอีกแรง

                “นายคือสามีของน้องชายฉัน ตอนนี้นายเองก็ไม่มีศักดิ์ด้อยไปกว่าราชวงศ์ คนรักกัน มีสิทธิ์จะหึงจะหวงและห่วง”

                ฟอเรสกล่าวทิ้งท้ายไว้ให้คิดแล้วเดินจูงมือผมไปโรงยิม เป็นจังหวะที่คาร์ลเดินสวนเข้ามาพอดี เขาโค้งทำความเคารพร่างสูงอย่างลืมตัว เพราะคิดว่าอยู่ในโลกเวทมนตร์

                “ไง ได้เบอร์สาวไปกี่คนแล้ว” ฟอเรสไม่วายแซวเล่น คาร์ลยกยิ้ม

                “นิด ๆ หน่อย ๆ แค่เพียงห้าคนเท่านั้นแหละครับ” เขาพูดติดตลก ไม่รู้ว่าพูดจริงหรือเล่นกันแน่


                โรงยิม

                ผมว่าผมไม่ได้รู้สึกไปเองว่าสายตาทุกสายตาจับจ้องมาตรงที่ผมยืนอยู่ ไม่ใช่เพราะพวกเขามองผม แต่เพราะหนุ่มหล่อที่ยืนประกบอยู่นี่ไงครับ ตัวการสายตาร้อนผ่าวของสาว ๆ! ฟอเรสยืนข้างผม ส่วนแอเรียยืนถัดจากผมไปและมีนัมเบอร์เฝ้าอยู่ไม่ห่าง และคาร์ล หนุ่มหล่อสุดฮอต ผมเดาว่าโรงยิมอาจจะแตกได้ ถ้าหากว่าหนุ่มหล่อทั้งสามร่วมใจกันส่งยิ้มพิมพ์ใจให้เหล่าบรรดาสาว ๆ

                ก่อนที่โรงยิมจะตกอยู่ในความวุ่นวาย อาจารย์เลยรีบสอนเพื่อเบนความสนใจ อาจารย์ให้คำสั่งไว้ว่า วันนี้ให้พวกเราจับคู่กันกับเพื่อนเพื่อพลัดกันซ้อมโยนลูกบาสส่งให้กัน

                “ถ้าทุกคนเข้าใจกิจกรรมแล้วก็เริ่มปฏิบัติได้” เสียงนกหวีดเป่าให้สัญญาณ

                “คาร์ล นายจะคู่กับใคร” แอเรียหันไปถามคนตัวสูงไร้คู่

                “ฉันยังไม่อยากเล่นกีฬา พวกนายเล่นกันไปเถอะ” คาร์ลบอกแบบขี้เกียจตามสไตล์ จังหวะนั้นจู่ ๆ ก็มีเสียงลูกบาส กระแทกกับอะไรบางอย่าง ทำให้ทุกคนหันไปมองเป็นจุดเดียว

                ลูกบาสหนัก ๆ กระแทกเข้ากับหัวของเด็กหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ตัวเล็ก แววตาเศร้าหมอง เสื้อผ้านักศึกษาดูมอมแมม เด็กหนุ่มทรุดลงนั่งก่อนคนที่โยนบาสจะวิ่งเข้าไปขอโทษ แต่ผมดูจากลักษณะการขอโทษแล้ว ผมว่ามันคงไม่ใช่การขอโทษ เหมือนไปเยาะเย้ยมากกว่า

                “ขอโทษที ฉันไม่ได้ตั้งใจ...” หญิงสาวหยิบลูกบาสตัวการแล้วส่งยิ้มให้ เด็กหนุ่มไม่ได้พูดโต้ตอบอะไร อาจารย์เลยเข้าไปดูอาการและพาไปนั่งพักข้างสนาม

                ผมหันหน้ากลับมาหาฟอเรส

                “ทำไมดูเหมือนเขาถูกแกล้งเลยครับ” ผมถามสามี และตาโตเมื่อเขาดันก้มลงมาจูบหน้าผากผมต่อหน้าคนทั้งโรงยิม

                “รู้นะ ว่าคิดถึงตอนที่ตัวเองต้องอยู่คนเดียวใช่ไหม รู้เอาไว้นะ ว่าฉันอยู่ตรงนี้เพื่อฮันนี่เสมอ”

                “ผมรู้ครับว่าคุณอยู่ตรงนี้” ผมหัวเราะ “แต่คุณไม่ควรจูบผมต่อหน้าทุกคนนะครับ”

                “อ้าว เห็นฮันนี่ทำหน้าเหมือนอยากให้จูบ” น้ำเสียงช่างดูเจ้าเล่ห์

                “ผมเปล่านะ” ผมตอบทันควัน เรียกเสียงหัวเราะจากเขาได้ทันที

                ผมซ้อมโยนลูกบาสส่งตอบกลับกับคู่ของตัวเอง ร่างสูงส่งมาเบามาก...เบาจนมันส่งไม่ถึงผม พอส่งลูกบาสไปมาได้สักพัก เขาเลยถามด้วยน้ำเสียงห่วง

                “เหนื่อยหรือยัง อยากพักไหมฮันนี่”

                “เริ่มเหนื่อยแล้วครับ ผมหิว” ผมตอบตามความจริงพลางเอานิ้วชี้สองนิ้วมาจิ้มกัน แถมท้องน้อย ๆ ของผมมันยังร้องเป็นเครื่องยืนยันความหิวอีก เป็นเหตุให้เขาหัวเราะแบบกลั้นไม่ได้

                “หยุดหัวเราะผมเดี๋ยวนี้เลยนะครับ”

                “หึ ขอโทษ...อยากทานอะไรล่ะ เดี๋ยวเราไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า อาจารย์ใกล้จะปล่อยแล้ว”

                “กินอะไรดี” ผมคิด

                “ห้ามบอกว่าอยากกินขนมปังนะ เพราะมันอาจจะไม่อิ่ม” เขาดักทาง ช่วงนี้เขาบำรุงผมมากเลยครับ

                “กินทะโกะยะกิได้ไหมครับ ผมเห็นที่โรงอาหารเขามาทำขายด้วย” ผมเสนอ ฟอเรสพยักหน้าตอบรับไม่ได้ขัดใจอะไร ผมหันไปแอเรียที่เล่นบาสกันจริงจังมาก เสื้อยืดสีขาวของแอเรียเต็มไปด้วยเหงื่อแถมยังรัดรูปอีก

                “แอเรีย เดี๋ยวพี่จะพาฮันนี่ไปหาซื้ออะไรกินก่อน พวกนายเล่นกันต่อเลยก็ได้นะ เดี๋ยวไปเจอกันที่ห้องแต่งตัว แล้วนี่คาร์ลหายไปไหน” ร่างสูงเลิกคิ้ว แอเรียชี้ไปข้างสนาม คาร์ลกำลังเดินตรงไปข้างสนามตรงที่เด็กหนุ่มโดนบาสกระแทกเมื่อกี้ คาร์ลยังไม่ทันเดินเข้าไปถึงข้างสนาม ผู้หญิงหลายคนวิ่งเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังคนฮอตไว้ก่อน

                “คาร์ลเดินไปทำอะไรตรงนั้นครับ” ผมถามคนรัก ฟอเรสส่ายหน้า

                “สงสัยเดินไปหาสาว ๆ แหละมั้ง ดูสิ สาวรุมเยอะเชียว” เขาว่าพลางจูงมือผมไปหาอะไรกิน


                โรงอาหารของมหา**’ลัย**

                “คุณป้าครับ เอาทะโกะยะกิครับ” มาถึงหน้าร้านผมรีบสั่งทันที เรียกได้ว่าเมนูไม่ต้องดูให้เสียเวลา ฟอเรสยิ้ม

                “จ้องผมทำไมครับ” ผมหันไปมองร่างสูงข้างกาย ผมเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อไปรับของกินของตัวเอง

                “ให้แฟนหยิบให้ก็ได้นะจ๊ะ หนุ่มน้อย” ผมชะงักเมื่อแม่ค้าใจดีบอกอย่างเอ็นดูแล้วยื่นถาดไปทางฟอเรส

                “เรื่องของกินแฟนผมเขาไม่ยอมให้แตะง่าย ๆ หรอกครับ” เสียงเข้มพูดหยอก

                “ผมไม่ได้เห็นกินขนาดนั้นนะครับ คุณฟอเรสก็...” ผมหน้ามุ่ย

                “คู่รักวัยรุ่นน่ารักจังเลยนะ ป้านึกถึงสมัยป้าเป็นสาว ๆ เลย มีความสุขมากๆ นะจ๊ะ ทั้งคู่เลย” แม่ค้ารับเงินจากร่างสูงไป แถมยังอวยพรให้อีก

                “ขอบคุณมาก ๆ นะครับ” ผมยิ้มตอบกลับ ก่อนพวกเราจะเดินกลับไปทางห้องเปลี่ยนชุด

                ผมจิ้มทะโกะยะกิแสนอร่อยกินไปตาทาง

                “ง่ำ” เสียงเคี้ยวดังเบา ๆ จนคนข้างกายเหลือบมองยิ้ม ๆ

                “อร่อยไหม”

                “อื้อ! อร่อยมากเลยครับ มันหอมนุ่มมากกก...” ผมอวด ผมจะไปจิ้มอีกลูกในถาดที่เขาเป็นคนถือไว้ (พอดีมันร้อน ร่างสูงก็เลยไม่ยอมให้ผมถือ)

                “คุณฟอเรส ผมจะกินอีก” ผมโวยวายงอแง เขากระตุกยิ้ม

                “อยากทานเหรอครับ” ผมชะงักกับเสียงทุ้มละมุน เขาพูดคำว่าครับด้วย...

                “อยากครับ”

                “ต้องทำไงก่อนน๊า...”

                “อยากกินอีก ขอกินหน่อยนะ” ผมอ้อน

                “อยากกินแค่ทะโกะยะกิอย่างเดียวเหรอ ไม่อยากกินฉันด้วยหรือไง” ผมหน้าร้อนวูบ

                “คุณต่างหากมั้งครับที่จะกินผมน่ะ” ผมว่าออกไปเขิน ๆ ฟอเรสยิ้มกว้างและเหลือบสายตาไปมองว่ามีใครเดินผ่านมาแถวนี้ไหม

                “อยากจูบ จูบได้ไหม” เสียงเข้มถาม แต่มืออีกข้างของเขาที่ไม่ได้ถือถาดไว้ก็โอบเอวของผมเข้าไปชิด ริมฝีปากหนากดลงริมฝีปากเล็กอย่างนุ่มนวลช้า ๆ ลิ้นร้อนของเขากวาดไปทั่วปากของผม หัวสมองผมเหมือนถูกละลาย รสจูบที่แสนคุ้นเคย สัมผัสที่อยู่ในทุกค่ำคืนก่อนผมหลับ เขามักจะมอบจูบอ่อนโยนที่รับรู้ได้ถึงความรักแบบนี้เสมอ

                ฟอเรสเป็นสามีของผมคนเดียว คนที่หัวใจของผมได้เลือกแล้ว...

                “อื้อออ อือ...”

                จ๊วบ เขาดูดเม้มปากผมอย่างขี้เล่นก่อนจะยอมปล่อยออก...เจ้าเล่ห์มาก

                “คุณเกือบทำผมหมดอากาศหายใจ” ผมใช้มือดันเขาออก

                “แต่ก็ชอบใช่ไหม”

                “.........”

                “ตอบสิ ฮันนี่ ไม่ตอบไม่ให้ทานต่อนะ” เขาแกล้งขู่ ผมตาโต นั่นของกินผม!

                “อย่าเอาของกินของผมมาขู่สิ...” ผมมองของกินตัวเอง

                “ถ้าคุณให้ผมทาน ผมให้คุณจูบเลย” ผมต่อรองไปมั่ว ๆ ก่อนจะชะงัก...ฮันนี่พูดอะไรออกไป

                “1 ลูก ต่อ 1 จูบนะฮันนี่” ผมเบิกตากว้าง

                1 2 3 4 5 6 7 8 9 ผมนับดูคร่าว ๆ เฮือก...

                “9 ลูกครับ ก็ 9 ครั้ง ตกลงแล้วนะ โอเค รับไปกินสิ” เขายื่นมาให้ผมพร้อมกับประโยครวบรัด

                “อ๊ะ คุณ...คุณกำลังเอาเปรียบผมหรือเปล่าเนี่ย” ปากถามระแวงแต่ทำไมมือผมดันจิ้มทะโกะยะกิกินเนี่ย...  (ยอมรับว่ามันอร่อยจริง...เห็นแก่กินมาก) ก็มันหิวนี่นา!

                “ไม่ได้เรียกว่าเอาเปรียบครับ เขาเรียกว่าใช้โอกาสให้ถูกต่างหาก...”

                “ก็ได้ครับ ผมจะตามใจคุณ แค่จูบเท่านั้นนะ” ผมกำชับ

                “อือ แค่จูบ 9 ครั้งเท่านั้น” เสียงเข้มบอกแบบอารมณ์ดีสุด ๆ ผมกับฟอเรสเดินไปเรื่อย ๆ ผมกินหมดอย่างรวดเร็ว พวกเราเดินมาถึงห้องเปลี่ยนเสื้อยังไม่ทันเปิดประตูถึงกับชะงัก พวกผมแง้มดูก็เห็นนัมเบอร์กับแอเรียเหมือนกำลังทะเลาะกันอยู่ แอเรียถอดเสื้อที่เปื้อนเหงื่อออกแล้วโยนใส่หน้านัมเบอร์

                โอ้โห...พวกเขาทะเลาะกันรึเปล่า ฟอเรสเองก็ดูจะอยากรู้เหมือนผมเลยครับ (แบบว่าพวกผมแอบส่อง)

                “เอาไปสิ! ไม่อยากให้ฉันใส่ก็ไม่ใส่แล้ว พอใจนายยังนัมเบอร์”

                “ผมไม่ได้จะมาทะเลาะกับคุณนะครับ ผมแค่เป็นห่วง คุณจะไปคุยกับผู้ชายที่เข้ามาทักทำไม” นัมเบอร์หยิบเสื้อนักศึกษาไปสวมให้แอเรียก็ปัดออก

                “ทีผู้หญิงเข้ามาส่งสายตาหวาน ๆ ให้นาย นายจะยิ้มตอบทำไม!” ผมกับฟอเรสหันไปมองหน้ากันอย่างลังเลว่าจะไปช่วยห้ามศึกดีไหม แต่นัมเบอร์ทำในสิ่งที่พวกผมอึ้ง ฟอเรสเอามือมาปิดปากผมให้เงียบ ๆ ก็นัมเบอร์ดันแอเรียติดล็อคเกอร์แล้วรวบมือของแอเรียขึ้นเหนือหัว นัมเบอร์กดริมฝีปากจูบแอเรียอย่างดุดันก่อนจะเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน เขาปล่อยออกแล้วดึงแอเรียเข้าไปกอดไว้

                “ผมขอโทษ ผมหึงคุณอีกแล้ว....”

                “หวงขนาดนี้ ไม่จับฉันขังไว้ในห้องเลยล่ะ ไอ้บ้า”

                “ผมขังไว้ได้ ผมขังไปนานแล้วครับ”    

                แบบนี้เขาเรียกว่าจูบละลายความโกรธปะครับเนี่ย...

                ผมกับฟอเรสมองหน้ากันแล้วค่อย ๆ ปิดประตูลงอย่างเบามือ ให้พวกเขาเคลียร์กันเองดีกว่า ผมกับร่างสูงนั่งลงตรงพื้นหน้าห้องเปลี่ยนเสื้อ ผมเอนหลังพิงกำแพง มือหนาเลื่อนมากุมมือผมไว้

                “คงต้องรอให้สองคนนั้นคุยกันเสร็จก่อน ระหว่างนี้หิวอะไรอีกไหม” เขาถามห่วง ๆ ผมส่ายหน้า

                “ไม่ครับ เมื่อกี้ผมกินทะโกะยะกิ อิ่มมาก...คุณล่ะ ยังไม่ทานอะไรเลยนี่นา” ผมถามอย่างนึกขึ้นได้

                “ฉันไม่หิวหรอก”

                “อ๊ะ ผมนึกออกแล้วครับว่าผมแอบพกขนมมาด้วย” ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงทำให้ฟอเรสขมวดคิ้ว

                “อะไรเอ่ย อะไรเอ่ย” ผมให้เขาทาย ฟอเรสยิ้มตาม “นี่ครับ!” ผมแบมือที่กำขนมไว้ออก

                ช็อกโกแลตแท่งของแท้ที่ท่านปู่ของร่างสูงซื้อมาฝากผม ผมเลยเอาติดกระเป๋ามาด้วย

                “ทานรองท้องก่อนสิครับ”

                “ป้อนหน่อยสิ” เขายกยิ้มมุมปาก

                “อ้อนผมเหรอครับ”

                “ใช่ อ้อน...” เขายิ้ม ผมเลยเอนตัวไปซบไหล่หนาของเขาเขิน ๆ

                “เวลาคุณอ้อนทำไมหล่อจังครับ” ผมกับเขานั่งทานช็อกโกแลตเล่นกันอย่างมีความสุข

ระหว่างรอนัมเบอร์กับแอเรียที่กำลังพูดปรับความเข้าใจกันอยู่...ไม่รู้ปรับความเข้าใจไปถึงไหน เงียบมาก...



                ++ ทางด้านของคาร์ล ++

                คาร์ลเดินกลับมาทางโรงยิมอีกครั้ง หลังจากวิ่งหนีสาว ๆ กลุ่มใหญ่อยู่นาน เสียงลูกบาสกระทบลงพื้นทำให้คาร์ลตัดสินใจเดินเข้ามาในโรงยิมก็พบเด็กหนุ่มที่โดนลูกบาสกระแทกหัว

                “ทำไมมาซ้อมอยู่คนเดียว” คาร์ลยืนพิงประตูแล้วพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มขี้เล่นประจำตัว เด็กหนุ่มสะดุ้งจนทำลูกบาสหลุดมือ ดูเหมือนจะหันมามองคาร์ลอย่างตกใจ ก่อนเขาจะหยิบกระเป๋าตัวเองแล้ววิ่งผ่านคาร์ลที่กำลังยกมือเซย์ไฮ

                คนตัวเล็กกว่าวิ่งไปราวกับสายลม

                “เฮ้ จะรีบไปไหน” คาร์ลมองเด็กหนุ่มเสื้อผ้ามอมแมมวิ่งหนีเขาไปเฉยเลย เสียงหญิงสาวแฟนคลับของคาร์ลเรียกความสนใจจากร่างสูงให้หันไปมอง

                “คาร์ล ยังไม่กลับเหรอ เมื่อกี้นายไปพูดกับผู้ชายคนนั้นเหรอ อย่าไปยุ่งจะดีกว่านะคะ ถามอะไปเขาไม่ตอบหรอกค่ะ” หญิงสาวใส่กระโปรงสั้นแต่งหน้าจัด ถ้าไม่บอกว่าอยู่ปี 1 ด้วยกัน คาร์ลแทบไม่อยากเชื่อ

                “ทำไมเขาไม่ตอบ” ร่างสูงเลิกคิ้วสนใจ

                “เขาพูดไม่ได้” เธอตอบ ยิ่งเพิ่มความสนใจให้คาร์ลมากขึ้น

                “ฉันไม่รู้รายละเอียดแน่นอน แต่เห็นว่าตั้งแต่เข้ามาเรียนที่นี่ เขาก็ไม่เคยพูดกับใครเลย มีข่าวบอกมาว่าเขาพูดไม่ได้ ไม่รู้ประวัติที่มาด้วย สงสัยจะพูดไม่ได้จริง ๆ” เธอเล่าพลางยิ้มหวานให้คาร์ล

                “คาร์ลไปคาราโอเกะกับพวกเราไหมคะวันนี้” เธอเอ่ยชวนและต้องผิดหวังเมื่อร่างสูงส่ายหน้าปฏิเสธด้วยความไม่อยากไปไหน

                “ไม่ล่ะครับ ผมจะกลับแล้วพอดีเพื่อนผมรออยู่” คาร์ลตอบก่อนจะขอตัวเดินหนีเพื่อกลับไปหาฟอเรส ฮันนี่ นัมเบอร์และแอเรียทางห้องเปลี่ยนเสื้อ

                ระหว่างทางเดิน คาร์ลหยิบรูปถ่ายจากกระเป๋ากางเกงตัวเองที่แม่เอาให้ตอนออกเดินทางมายังโลกมนุษย์

                รูปของเด็กผู้ชายมอมแมมเหมือนคนเมื่อกี้ไม่มีผิด ไม่ใช่สิ...ถ้าจะพูดให้ชัด เป็นคน ๆ คนเดียวกันต่างหาก เด็กผู้ชายในภาพกำลังยืนแจกใบปลิวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม อ่อนหวาน

                คาร์ลพลิกหลังรูปมองข้อความลายมือสวยของแม่เขียนฝากไว้ให้เขา...

                ...ลูกไปเมืองมนุษย์ก็มอง ๆ มนุษย์มาหน่อยนะ แต่ที่แม่กับพ่อไปเที่ยวมาครั้งก่อน คนนี้แม่ปลื้มมาก ลูกก็ควรจะปลื้มกับแม่ด้วยนะ อิอิ รักลูกนะจ๊ะ แม่ไม่ได้บังคับหรอกนะ แต่แม่ชอบคนนี้จริง ๆ...

                คาร์ลเอารูปเก็บใส่กระเป๋ากางเกงพยายามไม่ใส่ใจ เพราะการมาโลกมนุษย์ครั้งนี้มาเพราะเที่ยวเล่นเท่านั้น เขาไม่ได้จะมาหาคู่ครองกลับไปยังอาณาจักรหรืออะไรทั้งนั้น แม้จะคิดแบบนั้น แต่ความสงสัยเรื่องเด็กหนุ่มที่หญิงสาวพูดทิ้งไว้ทำให้คาร์ลติดใจขึ้นมา และอยากจะรู้จักเรื่องเด็กหนุ่มให้มากขึ้น...  


......................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}