junepopo

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : CHAPTER35: Uncontrollable

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 15k

ความคิดเห็น : 66

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มิ.ย. 2560 20:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER35: Uncontrollable
แบบอักษร

CHAPTER35: Uncontrollabe

โครม!!!

แอล…

เอี้ยดดดดดด!!!

รถพุ่งชนเข้าทางฝั่งคนนั่งข้าง แรงอัดกระแทกทำให้ศีรษะอลันฟาดเข้ากับกระจกข้าง เศษกระจกปลิวว่อนเฉือนเหนือคิ้วและกกหูด้านซ้าย แรงอัดกระแทกทำให้หูอื้ออึง และสมองเบลอไปหมด หากแต่ภาพที่คลับคล้ายกับความฝัน เฌอร์มาลนั่งอยุ่ตรงเบาะข้าง พร้อมกับเรียกชื่อเขา

แอล…

เอี้ยดดดดดดดดด

อลันดึงปลายเสี้ยวสติสุดท้ายไว้แล้วหักหลบพวงมาลัยจนรถหมุนคว้างสามร้อยหกสิบองศากลางถนน จากนั้นหักหลบรถไม่ให้ถูกชนกระแทกและไถลากไปไกลก่อนจะเหยียบเบรกหยุดรถที่กำลังพุ่งถไลของตัวเอง รถส่ายพึ่บแล้วก็๋หยุดแน่นิ่งปล่อยทิ้งควันที่พวยพุ่งออกมาจากตัวรถ

….

อลันกำพวงมาลัยนิ่ง เสียงหายใจหอบโยนที่ดังก้องไปทั่วรถเป็นอย่างเดียวที่ยืนยันว่าเขายังไม่ตาย เวลาผ่านไปเกือบนาทีแห่งการลำดับสติรับรู้ อลันกระพริบตาไล่เลือดที่ไหลย้อยจากที่ไหนสักแห่งบนหัวเขา. ก่อนจะสะบัดศีระษะไล่ความมึนงงออกไปให้หมดจากนั้นปลดเข็มขัดนิรภัยตัวเองแล้วเริ่มสำรวจร่างกายส่วนอื่น เขากดตรงหน้าอกตัวเอง แล้วหายใจเข้าออกจนลึกสุด ระบบทางเดินหายใจยังถือว่าปกติเมื่อหายใจได้จนสุดและไม่รุ้สึกปวด จากนั้นเริ่มขยับร่างกายตัวเองทีละส่วน

อ๊ากกกกก

อลันร้องออกมาเมื่อพยายามยกแขนซ้าย แขนเขาร้าวแต่ไม่ได้มีภาวะกระดูกหักร่วมด้วย

ปังๆๆๆๆ

เสียงรัวทุบกระจกรถดังสนั่น คู่กรณีและผู้พบเห็นเหตุการณ์พยายามเปิดประตูช่วยอลันออกจากรถเพราะคิดว่าเขาสลบหรืออาจได้รับอันตราย อลันปลดล็อกประตูก่อนจะก้าวออกมาในสภาพที่เลือดอาบศีรษะและไหล่ร้าว แต่ยังมีสติประคองตัวเองได้ดีราวกับคนปกติ

“คุณเป็นยังไงบ้าง นั่งลงก่อนเร็วๆ”

พลเมืองดีรีบปรี่เข้าไปช่วยเหลือแต่อลนยกมือขึ้นโบกช้าๆ เป็นสัญญาณว่าเขาปกติดี.

“คุณเป็นอะไรมากมั้ย   ผมโทรเรียกรถพยาบาลแล้ว”

“ใครขับชนผม”อลันถามพร้อมกวาดตามอง คู่กรณีเป็นวัยรุ่ยชายถอยครูด แต่อลันก้าวตามพร้อมไปกระชากคอเสื้อแน่น

“เฮ้ยๆๆๆๆ”

“แกขับชนฉันใช่มั้ย”

“พี่ใจเย็นๆ ผมไม่ได้ตังใจ”เด็กหนุ่มยกมือไหว้ สีหน้าหวาดกลัว ผู้ชายคนนี้ดูท่าทางจะกราดเกรี้ยวและอึดเอามากๆขนาดเบือดท่วมหัวยังมีกะใจมาเอาเรื่องเขา

“ผ่าไฟแดง แล้วยังกล้าบอกว่าไม่ตั้งใจเหรอ แกรู้มั้ยว่าแกอาจทำคนตายได้”อลันตะวาดเสียงลั่นจนคนที่ลงจากรถมาดูเหตุการณ์พากันสะดุ้งตกใจ

“ฉันกำลังรีบ ฉันต้องไปตามคนๆหนึ่งให้ทัน แต่ก็ต้องมาเสียเวลากับคนมักง่ายไร้จิตสำนึกอย่างแก”

หวี่ว้อ  หวี่ว้อ.    หวี่ว้อ.

เสียงรถกู้ชีพของมูลนิธิดังขึ้น  รถแล่นมาจอดตรงจุดเกิดเหตุ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ จะเข้ามาเคลียร์สถานการณ์

“คุณได้รับบาดเจ็บ ขึ้นรถไปโรงพยาบาลกับพวกเราดีกว่า”เจ้าหน้าที่บอกกับอลัน

“ผมยังไปโรงพยาบาลตอนนี้ไม่ได้ ผมต้องไปสนามบิน ผมต้องไปตามเธอกลับมา”

อลันบอกพร้อมกลับหันตัวพยายามเดินกลับรถ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ดึงตัวไว้

“ไม่ได้นะครับ คุณบาดเจ็บอยู่ เลือดออกเยอะด้วย มันอันตรายมากหากไม่ได้รับการรักษา”

“คุณไม่เจ็บเลยรึไง”เจ้าหน้าที่อีกคนถามอย่างเหลือเชื่อ ขนาดถูกชนจนเลือดท่วมยังยืนทรงตัวได้ มิหนำซ้ำไม่ยอมไปโรงพยาบาล

“ผมไม่เป็นไรปล่อยผม”

“เราให้คุณไปไหนไม่ได้ตอนนี้ครับ พาขึ้นรถเลย”เจ้าหน้าที่กู้ภัยหันไปบอกเพื่อน  อลันถูกหิ้วปีกขึ้นทั้งที่ไม่ยินยอม

“ปล่อยผมนะ.

สนามบิน

สองเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าเกตหยุดกึก   ณฉัตรยืนนิ่งไม่ขยับตัวก้าวตามชานนท์ ทำให้ร่างสูงด้านหน้าค้องหยุดเหลียวหลังมามอง

“ ทำไมฉัตร มีอะไร”

“เราไม่ไปวันนี้ได้มั้ยคะ  เลื่อนไปก่อน”ณฉัตรเอ่ยขึ้นเหมือนเปนการขอร้อง ชานนท์หรี่ตามองนิ่ง

“ทำไมกัน มีอะไรรึเปล่า”

“ฉัตร ฉัตร…”

จะบอกได้ยังไงว่าเธอรู้สึกใจคอไม่ดีเป็นห่วงอลันแปลกๆ หรืออาจจะเป็นเพียงความรู้สึกโหยหายามเมื่อต้องจากกัน

“เลื่อนไปก่อนได้มั้ยคะ”

“พี่ไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไร แต่พี่ให้เวลาเธอตัดสินใจมาสักพักแล้ว และเธอก็เป็นคนต้องการแบบนี้เอง”

ชานนท์รู้สึกกลัวอยู่ไม่น้อย เขาคิดว่าถ้ายืดเวลาให้ณฉัตรอยู่ไทยต่อ เธอจะไม่มีวันตัดขาดจากอลันได้ มิหนำซ้ำ คนบ้าพรรค์นั้นคงจะตามจองล้างจองผลาญไม่เลิก

“ฉัตรรู้ดีคะ แต่ว่า…”

“หนักแน่นกับการตัดสินใจของตัวเองหน่อย เพราะถ้าไม่เป็นอย่างนั้น พี่เองก็คงจะไม่หนักแน่นกับคำสัญญาของเรา”

ที่สุดแล้วก็ยกเรื่องข้อตกลงขึ้นมาขู่ ณฉัตรไม่เหลือทางเลือกอื่นใดอีก นิ่งไปเป็นนาที ก่อนที่คนตัวเล็กจะขยับก้าวเดิน

“เราไปกันเถอะคะ”

แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลปรีชาเวชย์

“ปล่อยผม ผมบอกแล้วไง ว่าผมมีที่ต้องไปก่อน”เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นหน้าแผนก เจ้าหน้าที่เวรเปลโค้งต่ำให้กับอลันที่โวยวายลงมาจากรถพยาบาลเมื่อเห็นว่าเขาเป็นใคร

“ขึ้นไปนอนบนเตียงเถอะครับ พวกผมจะพาท่านเข้าไปตรวจ”

“ผมยังมีสติดี ถึงเลือดจะออกเยอะแต่ก็ไม่ได้อยู่จุดอันตราย เพราะฉะนั้นผมจะต้องไปทำสิ่งสำคัญก่อน เสร็จแล้วผมจะมาตรวจ”อลันพูดพร้อมกับก้าวเดินเลยเตียงที่มาจอดเทียบท่ารอ

“หยุดอยู่นั่นแหละ คนไข้จะไปไหนคะ”

เสียงที่ตะโกนไล่หลังเป็นของแพทย์หญิงศัลยกรรมระบบประสาท ที่สวมเสื้อกาวน์ทับชุดห้องผ่าตัดแล้วลงมาอย่างเร่งรีบ เธอได้รับแจ้งจากแผนกฉุกเฉินว่าคนไข้ที่ถูกส่งมาคืออลัน เขาได้รับอุบัติเหตุทางรถยนตรเมื่อ25นาทีก่อน ศีรษะโดนกระแทกหรืออาจมีอันตรายเกิดขึ้นกับสมอง

อลันหยุดกึก หันมามองตามเสียงที่ตะโกนไล่หลังอย่างออกคำสั่ง

“คนไข้จะไปไหนไม่ได้คะ ต้องได้รับการตรวจโดยละเอียดก่อน”แพรพลอย ยืนเผชิญหน้ากับเจ้านายตัวเองพ่วงด้วยตำแหน่งรุ่นพี่ที่เทรนด์บอร์ดศัลย์เธอมากับมือ

“สามสิบนาทีก่อนได้รับอุบัติเหตุทางรถยนตร์ ศีรษะกระแทกแต่ไม่สลบ มีแผลตรงไหนไม่รู้ น่าจะบนหัวนี่แหละ ไม่เจ็บ ระดับความรุ้สึกตัวกลาสโกวโคม่าสกอร์ 14คะแนน หักmotor sensoryเพราะยกไหล่ขวาได้แค่ครึ่งเดียว vital sign stableดี. หายใจปกติ No Blunt injury ให้สังเกตอาการกลับบ้านได้”อลันวินิจฉัยอาการตัวเองพร้อมออเดอร์การรักษาเสร็จสรรพ. แพรพลอยเดาะลิ้นอย่างใจเย็นเอามือกอดอกจ้องมองคนดื้อรั้น

“คนไข้ต้องได้รับการตรวจวินัจฉัยที่ละเอียดกว่านี้คะ ต้องส่งCT ทำFASTแล้วสังเกตอาการในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้น คนไข้ยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นคะ”แพรพลอยยืนยันอย่างหนักแน่นไม่สะทกสะท้านต่อสายตาและท่าทางของอลัน

“ผมเป็นรุ่นพี่คุณนะหมอ เคารพกันหน่อย”

“คุณเป็นรุ่นพี่ที่เป็นผู้ป่วย และฉันเป็นหมอของคุณ ตอนนี้คนที่ควรเชื่อฟังก็คือคุณนั่นแหละคะ”แพรพลอยไม่ใช่คนประเภทใช้ไม้นวมอีกทั้งยังดื้ดึงพอกันแทบไม่ต่างกับอลัน

“นั้นเอาใบเซ็นต์ยินยอมไม่รับการรักษามา ผมจะเซ็นต์”

“ดื้อจริงๆเลย”

“ถ้าไม่ให้เซ็นต์ ผมขอตัว”

อลันหมุนตัวทำท่าจะเดินจากไปอีกครั้งแต่ย่างไปได้เพียงครึงก้าว รู้สึกโลกหมุนทรงตัวไม่อยู่และทรุดลง จนเจ้าหน้าที่ต้องปรี่เข้าไปประคอง รวมถึงแพรพลอย

“คุณอลันต้องเข้ารับการตรวจรักษานะคะ อาจมีภาวะเลือดออกในสมองก็ได้ อันตรายมาก”

“แต่ผมต้องไปตามคนสำคัญของผมตอนนี้ ถ้าผมตามหาเธอไม่พบ ผมจะเสียเธอไป”อลันแค่นคำพูดออกมาได้อย่างยากเย็น รู้ตัวว่าร่างกายฟ้องอาการผิดปกติอย่างชัดเจน

“ตอนนี้ถึงคุณตามหาเธอจนเจอ คุณอาจไม่ได้มีโอกาสอยู่กับเธอก็ได้ แต่ถ้าคุณรักษาชีวิตตัวเองไว้ และคุณยังไม่เลิกตามหาเธอ สักวันคุณจะเจอเธอ”แพรพลอยเตือนสติ อลันรู้ตัวเองดีว่าเขาได้รับบาดเจ็บและคงไปไหนได้ไม่ไกล อาจจะต้องตายอยู่กลางทางก่อนจะได้เจอณฉัตรก็เป็นได้ สมองเข้าบอกอย่างนั้นแต่หัวใจมันทุรนทุรายดิ้นรนอยากไปหาเธอเหลือเกิน แม้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าณฉัตรอยู่ที่ใด

“ไปเถอะคะ ฉันจะรักษาคุณเอง  คุณจะไม่เป็นอะไร”

ในที่สุดอลันต้องยอมขึ้นเตียงแล้วเข็นเข้าไปยังห้องฉุกเฉิน ตอนนี้ความเจ็บปวดจากทางร่างกายกำลังจู่โจมอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่กำลังจะทำให้เขาตายจริงๆคือความเจ็บปวดทางใจ อลันยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองปิดซ่อนน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมาอย่างห้ามไม่ได้

ผมกำลังจะตายลงในวินาทีนี

ผมคงจะตายลงจริงๆจากสิงที่กำลงเผชิญอยู่

ไม่ใช่ตายจากความเจ็บปวดจากทางร่างกาย หากแต่เป็นความสูญเสีย

ผมเสียเธอไปแล้ว

ในตอนที่เธออยู่ตรงหน้า ในตอนที่ผมมีสิทธิ์้

ผมกลับไม่เคยคิดจะคว้ามือนั้นไว้สักครั้ง สิ่งที่ผมทำคือการผลักใสเธอให้ไกลห่าง.

และตอนนี้เธอห่างไกลผมไปจริงๆ ห่างไกลจนผมเอื้อมคว้าเธอไว้ไม่ถึง

ตอนนี้...ตอนนี้การตายไปคงง่ายกว่าการยอมรับว่าผมต้องสูญเสีย ผู้หญิงที่รัก ไปอีกครั้ง

ผมเสียเธอไปแล้วจริงๆ…

คริสาและปวันมาถึงโรงพยาบาลทันทีที่ทราบเรื่องทั้งสองคนเร่งรีบมายังโรงพยาบาล

“คุณอาอยู่ที่ไหน แล้วเป็นอะไรมากรึเปล่า”คริสาถามด้วยความร้อนใจเมื่อพบกับแพรพลอย

“แพร คุณอลันเป็นยังไงบ้าง”ปวันเองก็เป็นห่วงไม่น้อย

“คนไข้ได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะ โชคดีที่แรงกระแทกไม่รุนแรงมากเท่าที่คิด แต่ผลจากการทำCT. scanพบว่ามีจุดเลือดออกบริเวณใต้ชั้นหนังศีรษะ มีsubgaleal hematoma ปกติเลือดนี้จะแตกตัวสลายไปเองภายในสองถึงสามสัปดาห์โดยไม่ต้องผ่าตัดแต่ระหว่างนั้นอาจมีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทได้ คนไข้ต้องได้รับการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ส่วนอย่างอื่น มีศีรษะแตกและบาดแผลเปิดบริเวณหนังศีรษะส่วนหน้าด้านซ้ายแผลค่อนข้างใหญ่ ต้องเย็บแผลในห้องผ่าตัดด้วยวิธีดมยาสลบ และเอกซเรพบท่อนแขนซ้ายร้าวโชคดีที่ไม่หัก ส่วนนี้ให้หมอศัลยกรรมกระดูกดูให้ อวัยวะส่วนอื่นไม่พบความผิดปกติ”แพรพลอยอธิบายอาการโดยรวมของอลันให้คริสาและปวันรับรู้ คริสาแทบทรุดลงไปทันที

“โถ่อา”

“ไม่ต้องกังวลนะคะ อาการโดยรวมถือว่ายังดีมาก มีแค่สมองที่ต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โชคดีมากที่กะโหลกไม้แตกยุบหรือสมองบวม. แต่ตอนนี้คงต้องนำตัวเข้าห้องผ่าตัดเพื่อเย็บปิดแผลที่ศีรษะก่อน”แพรพลอยบอกให้วางใจ ทั้งคริสาและปวันพยักหน้ารับรู้

“ขอบคุณมากนะคะ”

“ไม่เป็นไรคะเป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้ว”

“แพร ผมขอเข้าช่วยเคสด้วยนะ”

“เอาสิ ฝีมือเย็บแผลของปัน เนี้ยบพอๆกับหมอศัลย์พลาสติก”

“คริสไปรอที่ห้องพักก่อนนะ ถ้าเสร็จจากห้องผ่าตัดจะส่งคนไข้ไป”

“ดูท่าจะไม่ได้หรอกปัน เพราะแพรให้แอดมิดไอซียู เพื่อ observe neuro sign และต้องให้ยา ยังไงภายใน48ชั่วโมงนี้ก็คงจะย้ายลงตึกวีไอพีไม่ได้”

“อืมเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นคริสกลับบ้านไปก่อนนะ”

“ไม่คะ คริสอยากเจออา คริสรอได้”คนดื้อยืนกรานจะรอ ปวันเข้าใจดี

“งั้นไม่น่าจะเกินชั่วโมง คริสไปรอที่ห้องทำงานก่อนก็ได้”

“คริสจะรอด้านหน้าคะ”

“เอาย่างนั้นก็ได้ แพร งั้นเราไปกันเถอะ”

คริสารอคอยอยู่ด้านหน้าห้องผ่าตัด เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ประตูห้องผ่าตัดถูกเปิดออก  พร้อมกับทีมแพทย์พยาบาลที่เข็นเตียงผู้ป่วยออกมาด้วย  อลันอยู่บนเตียงนั้น ยังไม่ฟื้นจากฤทธิ์ดมยาสลบ

“ปวัน อาเป็นยังไงบ้าง”คริสาถามปวันที่ออกมาพร้อมกัน

“แผลลึกเลยทีเดียว เย็บหลายชั้น แต่โชคดีที่ไม่ถึงกะโหลก คงต้องรอดูอาการทางระบบประสาทอย่าวที่หมอแพรพลอยบอก แต่โดยรวมถือว่าโอเค”

“แล้วอีกนานมั้ยกว่าอาจะฟื้น”

“ไม่กี่ชั่วโมงคงจะตื่นดี ให้ยาแก้ปวดร่วมด้วยน่าจะหลับต่ออีกสักพัก”

“แล้วตอนนี้คริสเข้าไปเยี่ยมได้มั้ย”

“ให้คนป่วยพักผ่อนดีกว่า คืนนี้ผมจะอยู่เฝ้าไข้เอง คริสกลับไปดูแลคุณพ่อเถอะ ท่านทราบเรื่องคงไม่สบายใจมาก”ปวันเสนอตัว เป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องดูแลทุกคนภายในบ้าน

“งั้นขอโทรบอกคุณพ่อก่อน ว่าอาแอลปลอดภัยดี โทรหาก่อนเข้าห้องผ่าตัดไปรอบนึงแล้ว ท่านจะมาที่โรงพยาบาลให้ได้ แต่บอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงให้รออยู่ที่บ้าน กล่อมกันอยู่นานถึงจะยอม”คริสาบอก ปวันพยักหน้ารับรู้ สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น อานนท์คงรู้สึกผิดไม่น้อย คริสาหลบมุมโทรศัพท์แจ้งไปยังคฤหาสถ์ ไม่ถึงห้านาทีก็เดินกลับมาหน้าห้องผ่าตัดซึ่งปวันยังยืนรออยู่

“เรียบร้อยมั้ย”

“เรียบร้อยคะ ท่านบอกว่าจะเข้านอนแล้วพรุ่งนี้จะได้มาโรงพยาบาลแต่เช้า ถ้างั้นฉันกลับบ้านดีกว่า”

“เดี๋ยวสิ”ปวันคว้าข้อมือคนที่กำลังหมุนตัวจะกลับ คริสาหยุดนิ่ง

“มีอะไรคะ”

“หิวจัง”

สุดท้ายแล้วฟู้ดคอร์สของโรงพยาบาลก็คือที่พึ่งฝากท้องของคนอยู่เวรดึกดื่น บะหมึ่กึ่งสำเร็จรูปในถ้วยที่ผ่านการเติมน้ำร้อนและเครื่องดื่มแก้ง่วงวางเรียงอยู่ตรงหน้า ปวันเป่าบะหมี่ให้เย็นก่อนจะตักทานด้วยท่าทางหิวโหย เขาเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายมีอะไรก็กินได้หมดถ้าไม่เผ็ดมากนัก ผิดกับคริสาที่ไม่เคยแตะต้องอาหารพวกนี้เลยถ้าไม่จำเป็น แต่ถึงอย่างนั้นก็หยิบบะหมี่ถ้วยมากับเขาด้วย

“น่าจะหาอะไรหนักท้องกว่านี้ทาน”

“อันนี้ก็เอาอยู่”นายแพทย์หนุ่มบอกภรรยา คริสาจิ้มบะหมี่ในถ้วยของตัวเองจนขึ้นอืด ปวันสังเกตว่าหญิงสาวมีอะไรครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา

“คิดอะไรอยู่”

คริสาถอนหายใจเบาๆ เธอกำลังคิดถึงเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของตัวเอง กับคนที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่เธอไม่เคยระแคะระคายอะไรมาก่อนเลย แม้จะรู้สึกได้ถึงสายตาแปลกๆยามที่อลันมองณฉัตรก็ตามแต่ไม่เคยคิดว่าความสัมพันธ์จะลึกซึ้งถึงขนาดนี้

“ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่าอากับณฉัตรจะ…”คริสาเอ่ยเสียงเบา

“ก็เห็นๆอยู่ว่าที่ผ่านมาอาเกลียดณฉัตรมากแค่ไหน ทกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับภรรยาของอา อาก็โทษณฉัตรมาตลอด ทั้งที่เกลียดขนาดนั้นแล้วทำไมถึง…”ยิ่งคิดก็เหมือนยิ่งเข้าตัว เพราะแทบไม่ต่างอะไรคู่ของตัวเอง ทั้งที่เคยเกลียดมากมายขนาดไหนแต่สุดท้ายมันก็เปลี่ยนไป   เปลี่ยนไป

คริสาสะดุดกับความคิดตัวเอง รู้สึกสับสนไปหมด

“ณฉัตรเองก็ดูจะกลัวอาแอลมาก ไม่ใช่คนเริ่มก่อนแน่ ต้องเป็นอาแน่ๆที่เป็นคนเริ่มก่อน”พอนึกถึงตรงนี้ก็ทำหน้ายู่ขึ้นมาทันที ปวันเดาอารมณ์ไม่ถูก

“นี่อย่าบอกนะว่าอาแอลเป็นคนรังแกณฉัตรก่อน”

“ทำไมคิดอย่างนั้นละ”แม้จะเห็นด้วยกับคริสาแต่ปวันก็อดที่จะถามไม่ได้

“ก็พวกผู้ชายดีแต่รังแก พอไม่ได้ดั่งใจก็ใช้กำลัง”หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ ดวงตาคู่คมจับจ้องมายังเขาอย่างกล่าวโทษ ประเด็นนี้เข้าตัวเต็มๆ เพราะเขาก็รังแกเธออยู่หลายครั้ง

“ก็เพราะว่าผู้หญิงบางคนดื้อมาก แล้วก็ใจร้ายก็เลยต้องถูกรังแกซะบ้าง”จ้องมองผู้หญิงดื้อใจร้ายที่เริ่มทำตาขวาง คริสานึกเจ็บใจที่ตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เรื่อย

“แต่ณฉัตรไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่ หัวอ่อน แถมยังมองไม่เห็นขนาดนั้น จะเอาอะไรไปร้ายใส่อาแอล อานะอาทำไมถึงเป็นคนแบบนี้นะ”นึกแล้วก็โมโหอาตัวเอง คริสาพอจะรู้ว่าอาตัวเองเป็นคนยังไง ทั้งความด้านชาแล้วไหนจะนอนกับผู้หญิงเพียงแค่ปรนเปรออารมณ์ส่วนตัว ตั้งแต่เป็นหม้ายก็ไม่คิดจะจริงจังกับใคร

“ที่ผ่านมาเด็กคนนั้นคงทรมานน่าดู”ปวันเปรยขึ้น

“นายรู้เรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองคนมาก่อนใช่มั้ย”คริสาถามขึ้น ดูจากท่าทีของเขาเหมือนพอจะรู้อะไรมาบ้าง และจากความเงียบคงพอจะเป็นคำตอบได้

“รู้ใช่มั้ย รู้แล้วทำไมถึงยังนิ่งอยู่ละ ช่วยกันปิดสินะ พวกผู้ชายนี่เหมือนกันหมด”

“ต่อให้รู้แล้วจะทำอะไรได้ นอกจากคอยเตือนสติ ได้แต่บอกอย่าให้คนนึงใช้อีกคนเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นกับสิ่งในอดีต ในขณะที่อีกคนไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครล่วงรู้ถึงความทุกข์ใจหรือปัญหาใดๆเลย คริสน่าจะรู้นะว่าคุณอลันเป็นคนยังไง ส่วนณฉัตร เด็กคนนั้นเก็บและแบกทุกอย่างไว้ในใจ  สุดท้ายแล้ว…”ปวันหยุดไม่พูดสิ่งที่ตัวเองคิดต่อ คริสาใครรู้

“สุดท้ายแล้วทำไม”

“สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมเจ็บปวดเพียงคนเดียว รู้อะไรมั้ยคริส สิ่งที่เริ่มแล้วหยุดได้ยากที่สุดคืออะไร”

“……..”

“ความรู้สึกไง ความรู้สึกที่มีให้ใครสักคน ทั้งที่รู้ว่าเราไม่มีวันจะได้รับสิ่งเดียวกันกลับมา แต่เราก็พร้อมจะให้ไปแม้ว่าคนๆนั้นไม่เคยต้องการก็ตาม”

ทั้งสองคนมองกันนิ่ง เรื่องราวระหว่างอลันและณฉัตรก็ไม่ต่างอะไรกับกระจกสะท้อนมองเรื่องราวระหว่างคู่ของตัวเอง คริสาเป็นคนหลบเลี่ยงสายตาก่อน

“แต่คงไม่ใช่แค่ฉัตรหรอกที่เจ็บปวดอยู่คนเดียว อาแอลเองก็คงไม่ต่างกัน”

……………………………………………………..

อลันลืมตาโพลง ค่ำคืนคืนที่ผ่านมาเขาได้รับยาคลายกังวลและยาแก้ปวดทำให้หลับยาวจนถึงเช้า แต่เมื่อรุ่งอรุณวันใหม่มาเยือน ร่างกายของเขาที่ได้รับการพักผ่อนเต็มที่ก็ฟื้นคืนตัวอย่างรวดเร็ว ทีแรกที่รู้สึกตัวเขาอยากจะหลับตาลงไปอีกครั้งแล้วหลอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงแค่ฝันร้าย หากแต่ไม่มีใครสามารถอยู่ในโลกแห่งความฝันได้ยาวนานพอๆกับการที่ต้องหลอกตัวเอง เขาต้องตื่นขึ้นเพื่อพบกับความรู้สึกว่างเปล่า อันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในตอนสูญเสียเฌอร์มาล

“คุณอลันเป็นยังไงบ้างครับ”ปวันที่เฝ้าดูอาการอยู่ในห้องไอซียูไม่ห่างถามขึ้น เมื่อเห็นว่าอลันตื่นเต็มตา

“ปวัน นายรู้เรื่องนี้รึเปล่า”แทนที่จะตอบ อลันกลับเป็นฝ่ายที่ตั้งคำถาม

“นายรู้หรือเปล่าว่าณฉัตรจะไปจากที่นี่”

“ถ้าผมรู้ ผมจะยับยั้งเธอด้วยทุกทางที่ผมสามารถจะทำได้ แม้ผมจะรู้ดีว่าการยอมให้เธออยู่ที่ปรีชาเวชย์ต่อก็คงทุกข์ทรมานไม่ต่างกัน แต่อย่างน้อย ผมยังได้มีโอกาสดูแลเธอ”ปวันตอบคำถามนั้นจากใจจริง เขาเองก็เสียใจไม่แพ้กันที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

“นายรู้มั้ยว่าชานนท์พาเธอไปที่ไหน ณฉัตรได้บอกอะไรนายบ้างรึเปล่า”อลันถามอย่างมีความหวัง

“ผมไม่รู้อะไรเลยครับ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการเจอครั้งสุดท้ายมันคือการอำลา ถ้าผมจะเอะใจสักนิด”ปวันเจ็บใจตัวเอง เขารู้สึกผิดที่ละเลยความสนใจจากณฉัตร เพราะมัวแต่วุ่นวายกับปัญหาของตัวเองทำให้หลงลืมความรู้สึกของคนสำคัญไป

“ใช่ ฉันเองก็ไม่รู้ว่านั่นคือคำอำลา”น้ำตาอลัยร่วงเผาะ เขาอ่อนแอเสียจนน่าสมเพช

“ฉันจะไปตามหาเธอที่ไหนดี ณฉัตรเธออยู่ที่ไหน”อลันกำหมัดแน่น ทุบกำปั้นลงบนเตียง

“ณฉัตรคงตัดสินใจแล้ว ผมคิดว่า..”

“คิดว่าเธอรักไอ้ชานนท์แล้วจะไปกับมันนะเหรอ ไม่มีทาง!”อลันเอ่ยอย่างกราดเกรี้ยว ยามเมื่อนึกว่าชานนท์คือคนที่ณฉัตรเลือกทั้งรักทั้งโกรธปนเปกันไปหมด

“ผมไม่กล้าตอบแทนณฉัตรหรอกว่าเธอรู้สึกยังไง แต่เธอเลือกแล้ว และมันคงดีที่สุดที่คุณจะปล่อยให้เธอไป”

“นายก็คิดอย่างนั้นใช่มั้ย นายคิดว่าณฉัตรควรเลือกไอ้ชานนท์แทนที่จะอยู่กับฉัน”

“คุณอลันไม่ต้องถามผมหรอกครับ มันไม่มีประโยชน์ คุณก็คงรู้ดีอยู่แก่ใจ”

ไม่ใช่บทสนทนาที่เหมาะสมในเวลานี้ เขารู้ดีว่าอลันได้รับบาดเจ็บ นอกจากการรักษาเยียวยาทางกาย ทางใจก็ควรได้รับการเยียวยาเสมอกัน แต่เขาไม่ได้พูดในฐานะหมอ เขาพูดในฐานะพี่ชายของณฉัตร ถ้าหากนี่เป็นทางที่ณฉัตรเลือก เขาก็คงต้องยอมรับการตัดสินใจของเธอ  บทสนทนาต้องจบลงแค่ไหน เมื่อแพรพลอยและพยาบาลประจำเตียงเดินเข้ามาราวคนไข้ ปวันถอยห่างจากเตียงทันที

“ตื่นแล้ว เป็นยังไงบ้างคะ”แพรพลอยสอบถามอาการเป็นลำดับแรกก่อนจะหันไปทักทายปวัน

“ผมโอเค จะให้ออกได้ตอนไหน”

“ไม่ใช่วันสองวันนี้แน่นอนคะ”แพรพลอยตอบตามตรง เพราะอลันต้องได้รับการประเมินอาการอย่างน้อยอีกสี่สิบแปดชั่วโมง

“นั้นก็ย้ายผมออกจากไอซียูได้แล้ว ให้คนไข้วิกฤติจริงๆได้เตียงไปดีกว่า ผมไม่ได้เป็นไรมาก”

“งั้นขอดูผลแลปแล้วก้ตรวจร่างกายให้ละเอียดก่อนนะคะ แล้วถึงจะบอกว่าย้ายได้รึเปล่า”แพรพลอยตรวจร่างกายและระดับความรู้สึกตัวของอลัน ปวันเดินออกมาปล่อยให้หมอเจ้าของไข้ทำงานได้สะดวก เสียงโทรศัพท์เขาดังขึ้น เป็นเบอร์ของเลขาเขาเอง

“ครับคุณนลิน”

“ประธานคะ วันนี้มีประชุมตอนบ่ายโมงครึ่งคะ ให้ยืนยันการประชุมเดิมหรือเลื่อนไปก่อนคะ”

“ยืนยันการประชุมเดิมครับ ช่วยแจ้งทุกฝ่ายด้วย”

“รับทราบคะ”

สำนักงานผู้อำนวยการ

หลังจากประชุมช่วงบ่ายจบลง ธีระและคนสนิท ธีระดูมีท่าทีพึงพอใจที่ปวันประกาศในที่ประชุมว่าอลันประสบอุบัติเหตุ ต้องพักรักษาตัวอย่างน้อยสองสัปดาห์และงานการเจราในโครงการที่ฟิลิปปินส์ต้องหยุดชะงักไปก่อน ซึ่งนับว่าเป็นผลดีกับเขา เพราะหากโครงการนี้ชะลอหรือยุบลงได้ งบประมาณที่เหลือจำนวนมหาศาล สามารถเอามาขยายวอร์ดอายุรกรรมวีไอพีที่เขาวาดฝันว่าจะกอบโกยผลกำไรมหาศาล

“โชคเข้าข้างแล้ว จู่ๆมันก็ทำตัวเองเจ็บ ทีงี้โครงการที่ฟิลิปปินก็ต้องถูกพักไว้ก่อน ถึงจะไม่นานก็เถอะ แต่แค่เริ่มก็สะดุด ฉันสามารถยื่นเสนองบประมาณใหม่แก่บอร์ดบริหาร หวังว่าพวกนั้นคงพิจาณาโครงการอีกครั้ง”ธีระถูมือตัวเอง เอนร่างไปกับเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ผิดกับเลขาของเขาที่ดูท่าทีรุกรี้รุกรน เหมือนพะวงอะไรสักอย่าง จนเขาสังเกตได้ ตั้งแต่แต่ในห้องประชุม โทรศัพท์เข้าตลอดเวลา

“กิตติ มีอะไรรึเปล่า ท่าทางรุกรี้รุกรน”ในที่สุดธีระก็เอ่ยถาม เลขาคนสนิทสะดุ้งตกใจเมื่อถูกทัก

“มีปัญหาทางบ้านนิดหน่อยครับ พอดีภรรยาผม เธอบอกว่าไม่ค่อยสบายตัวมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”กิตติบอกถึงปัญหาของตัวเอง เขาอยากขอลางานเพื่อได้ดูแลเธอ หากแต่ธีระมีงานให้วิ่งวุ่นทำตลอดเวลา แล้วไหนจะสังสรรค์กับบรรดาเหล่าตัวแทนที่เข้ามาเอาอกเอาใจธีระ ด้วยหวังว่าเขาจะเอื้อผลประโยชน์ให้ กว่าจะได้กลับบ้านก็ดึกดื่นค่ำคืนทุกวัน

“แล้วทำไมไม่บอกให้มาหาหมอละ มาที่โรงพยาบาลสิ สวัสดิการครอบครัวพนักงานมีก็ใช้ไป”ธีระบอกอย่างไม่ใส่ใจมากนัก

“ครับ ผมรู้แล้ว ท่านครับ คือว่า..”

“วันนี้ทุ่มนึงฉันนัดกับตัวแทนเซลล์เครื่องมือแพทย์ไว้ ทางนั้นส่งสถานที่นัดหมายมารึยัง”ธีระถามขึ้นไม่ได้สนใจฟังว่าเลขาต้องการบอกอะไร

“ส่งมาแล้วครับ”

“อืมนั้นก็ดี นายช่วยสั่งไวน์โปรดให้ฉันด้วย แล้วก็จัดการเรื่องตารางนัดเล่นกอล์ฟสุดสัปดาห์นี้ให้ฉันด้วย เอาละออกไปได้ ฉันจะทำงานสักหน่อย”ธีระสังจบก็ไล่กิตติออกจากห้อง เลขาของเขาโค้งต่ำก่อนจะเดินออกจากห้องไป

“ไอ้คนน่าขยะแขยง”กิตติพึมพำเบาๆหลังบานประตู

อลันถูกย้ายมายังห้องพักผู้ป่วยวีไอพี หลังเที่ยง ทันทีที่ย้ายเข้าห้องพัก เขาพบกับอานนท์และคริสารออยู่ในห้องพัก แม้จะมีคนอยู่ในห้องมากกว่าถึงสามคน แต่ทั้งห้องกลับปกคลุมไปด้วยความเงียบ

“อาเป็นยังไงบ้างคะ”คริสาเป็นคนทำลายความเงียบ บรรยากาศระหว่างคนเป็นพ่อกับอาชวนกระอักกระอ่วนยิ่งนัก อลันไม่ยอมมองหน้าอานนท์ด้วยซ้ำ

“ก็ดี ไม่ได้เป็นอะไรมาก”อลันตอบโดยไม่มองหน้า

“ไม่เจ็บแผลใช่มั้ยคะ”

“ไม่”

“หมอแพรบอกว่าต้องงดน้ำงดอาหารอีกวัน อาคงจะหิวแย่”คริสาชวนคุยต่อ แต่เมื่ออลันไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะพูดคุยด้วย คริสาจึงตัดสินใจยุติบทสนทนาแค่นั้น

“เอ่อ คริสว่า คริสออกไปรอข้างนอกดีกว่า อากับพ่อต้องคุยกัน”คริสาบอกแค่นั้นก่อนจะลุกขึ้นแล้วออกไปรอข้างนอก ในที่สุดก็อยู่กันตามลำพัง

“ผมยังไม่อยากพูดอะไรกับพี่ตอนนี้”อลันไม่อยากรับรู้อะไรในตอนนี้ มันอดที่จะคิดไม่ได้ว่าเขาถูกพี่ชายตัวเองทรยศ แต่ถึงอย่างนั้นก็พอจะเข้าใจถึงการตัดสินใจของอานนท์

“ฉันมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อจะมาอธิบายหรืออ้อนวอนให้แกพยายามเข้าใจในตัวฉัน ฉันแค่อยากรู้ว่าแกไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่อยากจะเห็นด้วยตาตัวเองว่าแกโอเคดี”อานนท์บอกถึงความตั้งใจของเขา เขาไม่ได้มาเพื่อแก้ตัวหรือด้วยเหตุผลที่เอ่ยมา เขามาเพราะเขาเป็นห่วงอลัน

“ผมไม่เป็นอะไร พี่ไม่ต้องเป็นห่วง”

“แกควรพักรักษาตัวเองให้หายดี ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น”

“พี่รู้รึเปล่าว่าณฉัตร อยู่ไหน”อลันโพล่งถามขึ้นมา เขาจนตรอกคิดไม่ออกว่าจะไปหาเธอจากที่ไหน อานนท์นิ่งเงียบ นั่นเพราะเขาเองก็ไม่รู้

“ฉันไม่รู้”

“นั่นสินะ ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร ผมหายแล้วจะตามหาเธอให้เจอ”

“ฉันจะไม่ห้ามอะไรก็ตามที่แกอยากจะทำ เพราะฉันรู้ว่าฉันไม่มีสิทธิ์ แต่ฉันแค่อยากจะบอกแกในฐานะพี่ชายของแก ว่าถ้าแกเจอณฉัตร และเมื่อเด็กคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้าแก และเธอบอกว่าเธอไม่ได้อยากอยู่ในชีวิตแก แกจะรับมือกับสิ่งนั้นยังไง แกจะยอมรับหรือทำยังไงต่อไป”

“ผมอยากให้เธอมายืนอยู่ตรงหน้าผม อยากให้เธอบอกผมกับเอง ผมไม่ยอมรับอะไรที่ไม่ได้ยินด้วยตัวเอง”

คริสาออกมารอด้านนอกห้องพักผู้ป่วย วันนี้เธอไม่ได้เข้าไปทำงานในตึกอำนวยการ เพราะเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น ระหว่างรอคอยอยู่ด้สานหน้า พยาบาลเดินนำทางใครบางคนมายังห้องพักอลัน คริสาลุกขึ้นทันที เป็นนายแพทย์วรัญ เพื่อนสนิทของพ่อเธอและอลัน

“คุณอา สวัสดีคะ”คริสายกมือไหว้ทักทาย วรัญรับไหว้

“มาเยี่ยมอาแอลเหรอคะ”

“ใช่ อารู้เรื่องเมื่อคืน อลันเป็นยังไงบ้าง”

“ปลอดภัยดีคะ แต่ต้องรอดูอาการทางระบบประสาท ว่ามีความผิดปกติรึเปล่า แต่ไม่น่ามีปัญหาอะไร ตอนนี้อาอยู่กับพ่อในห้อง”คริสาบอก วรัญพยักหน้ารับรู้

“อืม โล่งอกไป”

“คุณอาจะเข้าไปข้างในมั้ยคะ”

“อาว่ารอเดี๋ยวดีกว่า ไหนๆก็เจอหนูแล้ว อามีเรื่องจะคุยกับหนู หนูพอจะมีเวลามั้ย”ท่าทางจริงจังในแบบนั้น ทำให้คริสาคิดว่าวรัญคงมีเรื่องสำคัญจะพูดกับเธอ ทั้งสองคนออกมาหามุมสงบที่ผู้คนไม่พลุกพล่านเพื่อจะได้พูดคุยกัน

“คุณอามีเรื่องอะไรจะคุยกับหนูเหรอคะ”

“อารู้มาว่าหนูมาทำงานในตำแหน่งเลขาประธานแล้ว”

“ใช่คะ เพิ่งเริ่มงานได้ไม่กี่วันเอง”

“หนูคงใกล้ชิดกับปวันเกือบตลอดเวลาเลยสินะ”คำถามนั้นทำให้คริสามุ่นคิ้วอย่างสงสัย ไม่เข้าใจทำไมวรัญถึงเอ่ยเช่นนี้

“ใช่คะ คุณอามีอะไรรึเปล่าคะ”

“สิ่งที่อากำลังจะพูดกับหนู มันอาจทำให้หนูไม่พอใจอา แต่ว่า อาคงต้องบอกกับหนู ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายไป”วรัญดูมีท่าทางอึดอัดแฃละหนักใจเป็นอย่างมาก นั่นทำให้คริสาใจไม่ดี ด้วยรู้วึกว่ามันคงเป็นเรื่องที่ไม่ดีมากนัก

“หนูอาจทำตัวไม่ได้เรื่องแล้วก็ไม่เคยรับรู้ปัญหาอะไร แต่ตอนนี้หนูกำลังเปลี่ยน ถ้าคุณอาเชื่อใจหนูและคุณว่าหนูพอจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ได้โปรดบอกหนูมาเถอะคะ”

“อามีเรื่องเกี่ยวกับปวันที่จะต้องบอกหนู”

คลับเฮ้าหรูใจกลางเมือง

บอร์ดบริหารบางส่วนที่ธีระเชิญทะยอยมาถึง ทุกคนต่างรู้ดีว่าธีระพยายามอย่างหนักที่จะชักจูงพวกเขาเป็นพรรคพวก และโน้มน้าวจิตใจให้เห็นชอบกับโครงการขยายวอร์ดอายุรกรรมวีไอพีรวมถึงการเปลี่ยนบริษัทซัพพอร์ตวัสดุทางการแพทย์ในเครือทั้งหมดเป็นบริษัทของลูกชายเขา ต้องยอมรับว่าผลประโยชน์เหล่านั้นจะตกไปอยู่กับธีระ แต่เมื่อเขายื่นข้อเสนอให้มีส่วนร่วมในผลกำไร ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจขึ้นมาทันที

“มากันจะครบแล้ว เหลือแต่ไอ้เด็กนั่น คนสำคัญต้องมาหลังสุดสินะ มันใหญ่ขนาดไหนกันถึงให้ผู้ใหญ่รอ”ธีระพึมพำกับเลาขาคนสนิทอย่างขัดใจ เมื่อปวันยังไม่เดินทางมาถึง เขาต้องการพุดคุยเรื่องสำคัญเหล่านี้ ก่อนจะมีการประชุมใหญ่ประจำปีในเดือนข้างหน้า การพูดคุยในวันนี้มีผลต่อการตัดสินใจเรื่องงบประมาณและการเปลี่ยนแปลงในไตรมาสใหม่ มันจะเป็นการดีกว่าถ้าเขาได้ช่วงชิงการเจรจาก่อน

“เมื่อไหร่จะมากัน”ธีระหันไปพูดกับเลขา แต่ดูเหมือนว่ากิตติจะเอาแต่จ้องมองโทรศัพท์ ครึ่งชั่วโมงก่อนภรรยาของเขาบอกว่าจะไปตรวจที่โรงพยาบาล แต่เพราะเขาติดงานสำคัญทำให้เธอต้องเดินทางไปโรงพยาบาลคนเดียว

“นี่เหม่ออะไร โทรเช็คดูสิ ว่ามันถึงไหนแล้ว ทุกคนรออยู่”ธีระตวาดลั่น กิตติพยักหน้ารับทราบก่อนจะทำตาม แต่เขาไม่ทันกดโทรศัพท์โทรออก ปวันก็เดินเข้ามา ธีระฉีกยิ้มกว้างทันทีที่เห็น

“หลานรัก มาแล้ว ทุกคนกำลังรออยู่เลย”ธีระเปลี่ยนท่าทางได้อย่างรวดเร็วราวกับจิ้งจกเปลี่ยนสี กิตติกำมือถือแน่น เขาต้องอดทนให้มาก เพื่ออนาคตของตัวเอง

“ผมมาช้าไปรึเปล่าครับ”ปวันเอ่ยถาม

“ไม่เลย ทุกคนเพิ่งมาถึง ไปกันเถอะ เข้าไปข้างในกัน”ธีระโอบไหล่ปวันอย่างสนิทสนม คนทั้งสามเข้าไปภายในห้องวีไอพีหรู

ความเคลื่อนไหวต่างๆที่เกิดขึ้น ผู้คนที่เข้าไปในคลับเฮ้า ทั้งบอร์ดบริหารรวมถึงปวันอยู่ในสายตาของคริสาตลอด หลังจากวรัญให้ข้อมูลบางอย่างกับเธอ คริสาต้องการเห็นด้วยตาตัวเองว่าเป็นจริงหรือไม่ ภาพที่ปรากฏและสิ่งที่รับรู้มันทำคริสาแทบขะขย้อนก้อนความรู้สึกผิดหวังและถูกหักหลังออกมาเสียให้หมด แต่มันรู้สึกจุกแค้นเกินไป มีเพียงน้ำตาหยดหนึ่งที่ไหลออกมา เมื่อนึกย้อนถึงสิ่งที่เพิ่งรับรู้จากวรัญ

“อามีเรื่องเกี่ยวกับปวันที่จะต้องบอกหนู”

“เรื่องอะไรคะคุณอา”

“อาคิดว่าปวัน อาจจะมีท่าทีที่เปลี่ยนไป”วรัญต้องระวังการใช้คำพูด ทั้งที่ความจริงเขาอยากจะใช้คำว่า ทรยศ หักหลัง แต่มันดูเป็นการกล่าวโทษเกินไป

“ยังไงคะคุณอา”

“อามีนี่ให้หนูดู”วรัญหยิบสมาร์ทโฟนตัวเองขึ้นมาในนั้นมีไฟล์รูปลับอยู่จำนวนไม่ไม่น้อย เขาเปิดมันให้คริสาดู คริสาเห็นรูปตอนแรกไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนัก

“นี่เป็นภาพไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ธีระไปพบใครบางคนซึ่งดูเหมือนจะสำคัญมาก พอสืบย้อนไปพบว่าวันนั้น มีการจองร้านในชื่อของเลขาคุณชานนท์ และเมื่อได้ภาพวงจรปิดมาพบว่าชานนท์อยู่ที่นั่นพร้อมกับธีระ ถัดมาไม่กี่อาทิตย์ก็นัดมาที่เดิมอีก”คริสาเลื่อนภาพดู เป็นธีระและชานนท์จริงๆ แต่เธอก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณชานนท์คะ”

“ก่อนหน้านี้คุณชานนท์ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของมูลนิธิแสงวันใหม่ และหลังจากการพบปะกับธีระ มูลนิธิก็ถูกแทรกแซงและสุดท้ายก็ขาดแคลนเงินบริจาค จนได้รับความเดือดร้อน แล้วหนูพอจะเดาอะไรออกมั้ย”วรัญให้เวลาคริสาคิด

“จากนั้นอาแอลก็อนุมัติเงินกองทุนกลางให้กับมูลนิธิ แล้วก็…”

“ใช่ อลันเจอกับข้อหาทุจริตเงินในกองทุน จนต้องถูกเด้งออกจากตำแหน่งประธาน”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับปวันคะ”คริสาถามอย่างร้อนรน

“หนูดูนี่”วรัญเลื่อนให้คริสาดูรูปต่อๆมา คริสาเอามืออุดปากทันทีเมื่อเห็นรูป

“นี่มัน”

“ปวันกับชานนท์เจอกันสองครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน ครั้งแรกคือหลังจากรู้เรื่องการทุจริตเงินในกองทุนซึ่งวันนั้นปวันไปพักผ่อนกับครอบครัวหนูก่อนที่อาจะเรียกตัวให้เขากลับมาเพื่อปรึกษาหารือแก้ไขสถานการณ์แต่ก่อนเขาจะเจออา เขาไปพบชานนท์ที่โรงแรมแกรนด์คริสตัลมาก่อน และอีกครั้งคือก่อนวันที่ลงคะแนนโหวตเรื่องการดำรงตำแหน่งเป็นประธานต่อของอลัน ปวันหายไปในช่วงก่อนการลงคะแนน แล้วเขาก็ไปโผล่อยู่ที่แกรนด์คริสตัลเหมือนกัน หลังจากนั้นก็กลับมาแล้วก็ยกมือไม่สนับสนุนอลัน คงจะเป็นวันนั้นแหละที่เขาตัดสินใจจะหันหลังให้ปรีชาเวชย์”ทุกสิ่งที่รับรู้ทำให้เลือดในกายคริสาเย็นเฉียบ ทุกอย่างราวกับฝันร้ายที่เธออยากหลีกหนีจากมัน มือที่ถือสมาร์ทโฟนไว้สั่นพรึ่บ ดวงตาที่จดจ้องมองภาพพร่าด้วยน้ำตา

“หนูพอจะเชื่อมโยงกันได้ใช่มั้ยว่าปวันอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้

หมด เพราะสุดท้ายแล้ว..”

“สุดท้ายแล้วเขาก็ได้ตำแหน่งประธานสมใจ”คริสาเอ่ยด้วยเสียงพร่าสั่น น้ำตาไหลเป็นทาง

“มันอาจจะไม่ใช่แค่นั้น”วรัญแข็งใจพูดต่อ เขารวบรวมข้อมูลสืบสาวราวเรื่องทั้งหมดมาร่วมเดือน ทีแรกจะบอกทุกอย่างกับอลัน ทว่าปัญหาที่อลันประสบอยู่ก็ดูจะมากพอและยังมาประสบอุบัติเหตุ ฝ่ายอานนท์เอง วรัญรู้ว่าอานนท์ฉลาดหลักแหลมและมองคนออกและเชื่อใจปวันเป็นที่สุด หากเขาบอกเรื่องนี้กับอานนท์ เพื่อนรักของเขาต้องไม่เห็นด้วยและล้มเลิกการขุดคุ้ยทุกอย่า

อานนท์เชื่อใจปวันถึงขนาดยกลูกสาวสุดที่รักให้ เขาคงไม่เชื่อแน่ หากแต่บางครั้งคนเราก็ผิดพลาดกันได้ ในเมื่อเขาเองก็เคยเชื่อว่าปวันเป็นคนดีและกตัญญูมาก่อน แต่อำนาจและเงินทองได้พรากสิ่งนั้นไปจากเขา

“ยังไงคะคุณอา”

“ตอนนี้ดูเหมือนว่าธีระและพรรคพวกกำลังเคลื่อนไหวอะไรบางอย่าง และแน่นอนว่ามีปวันร่วมด้วย อากลัวว่าถ้าคนพวกนี้ยึดคณะกรรมการของบร์ดบริหารไปเป็นคนของพวกเขาหมด เห็นทีปรีชาเวชย์”

“เขาต้องการปรีชาเวชย์เหรอคะ”คริสาถามเสียงสั่น

“ปวัน ต้องการเป็นเจ้าของทุกๆอย่างในปรีชาเวชย์เหรอ”

เข้าสู่เวลาย่ำค่ำ หลังจากใช้เวลาพูดคุยกันพร้อมกับสังสรรค์นานร่วมชั่วโมง ธีระดูพึงพอใจต่อท่าทีของคนที่เขาเชิญมา หากแต่จะมีกังวลอยู่เพียงแต่ปวัน เขาเดาไม่ออกว่าปวันจะเอนเอียงมาทางเขาหรือเปล่า ภายใต้สีหน้าท่าทางเรียบเฉยนั้น ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แล้วก็เป็นปวันที่ขอตัวกับก่อน เขาให้เหตุผลว่าไม่เหมาะสมเท่าไรนัก ที่คนในครอบครัวรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในขณะที่เขาออกมาร่วมกินดื่ม ธีระและกิตติจึงออกมาส่งปวันด้านหน้า

“น่าจะอยู่ดื่มกันต่อสักหน่อย”ธีระเอ่ยอย่างเสียดาย

“ผมต้องขอโทษด้วยครับ ไว้คราวหน้าผมจะชดเชยด้วยการเลี้ยงอาหารทุกท่าน”ปวันเอ่ยอย่างนอบน้อม

“พูดแล้วนะ คราวหน้าเป็นเจ้ามือด้วย”ธีระบอก

“ครับผม”

“เอ่อ แล้วหลานก็อย่าลืมเอาเรื่องที่เราหารือกันวันนี้ไปคิดต่อ อาเชื่อว่าปวันเป็นคนฉลาดมองการณ์ไกล ต้องเห็นด้วยกับอาแน่ๆ”เขาไม่ลืมเน้นย้ำถึงเรื่องสำคัญพร้อมกับตบไหล่เบาๆ

“งั้นผมขอตัวครับ”ปวันยกมือไหว้ลา

“กิตติ นายไปส่งท่านประธานที่รถหน่อย”ธีระเอ่ยสั่ง

“ครับผม”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไปเองได้”

“เอ้  ได้ไง ให้กิตติเดินไปส่ง”

Rrrrrrrrrrrrrrrrrrr

เสียงโทรศัพท์ของกิตติดังแทรกขึ้น เขาเอ่ยขออนุญาตก่อนกดรับโทรศัพท์

“ฮัลโหล ผมกิตติครับ”เขาพูดเสียงเบาใส่โทรศัพท์ สิ้นประโยคจากคนปลายสาย กิตติตกใจร้องอุทานหน้าซีดจนทั้งธีระและปวันมต่างจ้องมองไปที่เขา

“ตอนนี้เธออยู่ไหนครับ เธอปลอดภัยมั้ย”

“ครับๆ ผมจะรีบไปเดี่ยวนี้”กิตติวางโทรศัพท์อย่างร้อนรน

“เกิดอะไรขึ้นกิตติ ทำไมถึงดูตกใจขนาดนั้น”

“ภรรยาผมได้รับอุบัติเหตุครับ รถแทกซี่ที่เธอนั่งขากลับจากโรงพยาบาลประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้เธอกำลังอยู่ที่ห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล”กิตติเอ่ยอย่างคนสติหลุด เขามือไม้สั่น น้ำตาร่วงด้วยความหวาดกลัว

“ภรรยาคุณอยุ่ที่โรงพยาบาลปรีชาเวชย์ใช่รึเปล่า”ปวันถามขึ้น

“คะ ครับ เธออยู่นั่น ผมต้องรีบไปเดี๋ยวนี้”กิตติทำท่าจะหันหลังวิ่ง ในขณะที่ธีระยังคงงงๆกับเหตุการณ์

“เดี๋ยวครับ ผมไปด้วย ผมอาจจะพอช่วยเธอได้บ้าง หากต้องมีการผ่าตัด”ปวันบอกกับธีระ เขาพยักหน้ารัวเร็ว ปวันทำท่าจะก้าวตาม แต่ธีระคว้ามือไว้

“ให้หมอเวรจัดการไปเถอะปวัน หมอทั้งโรงพยาบาล เก่งๆทั้งนั้น”กิตติอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เจ้านายของเขา คนที่ควรเป็นห่วงชีวิตภรรยาของเขามากกว่าปวันกลับพ่นคำแบบนี้ออกมา

“ไม่เป็นไรครับ ผมอยากช่วย ไปเถอะครับคุณกิตติ”ปวันดึงแขนออก แล้วตามกิตติไป

“ไปรถผม ผมขับเอง”ปวันบอกกับกิตติ ทั้งสองคนขึ้นรถ ขับมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล

ห้องอาหารคฤหาถ์ปรีชาเวชย์

มื้อเย็นนี้บรรยากาศบนโตะอาหารเงียบเหงาและเย็นชืดไปหมด มีเพียงอานนท์และปานวาดเท่านั้นที่นั่งร่วมโต้ะอาหาร ปานวาดไม่สบายใจกับท่าทีซึมเศร้าของอานนท์ เธอรู้ดีว่าคนเป็นสามีกำลังโทษตัวเองในเรื่องของอลัน

“ทานสักหน่อยเถอะนะคะ วาดเนท่านทานได้แค่คำสองคำเอง”

“ผมทานไม่ค่อยลง”อานนท์บอกกับภรรยา เขารู้สึกอึดอัดและแน่นท้อง หนาวๆร้อนๆไม่สุขสบายตัวแบบแปลกๆ

“ท่านไม่สบายหรือเปล่าครับ”

“ไม่รู้เหมือนกัน เป็นมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่คิดว่าไม่น่ามีอะไร”

“วาดว่าท่านไปโรงพยาบาลดีกว่าคะ เมื่อวานก็วูบไป”ปานวาดเอ่ยอย่างร้อนใจ

“ไม่เป็นไร ผมว่าจะขึ้นไปพักสักหน่อย คงดีขึ้น”อานนท์วางงช้อน จิบน้ำ รู้สึกปวดตึงท้อง เขาลุกจากโต้ะ ก่อนที่เซลงเหมือนจะวูบ

“ว้ายยยย ท่านคะ”ปานวาดลุกพรวดจากโต้ะไปประคองอานนท์ พร้อมกับร้องเรียกเด็กรับใช้

“ใครก็ได้ช่วยเรียกรถโรงพยาบาลหน่อย!!”

Rrrrrrrrrrrrrrrrrr

เสียงโทรศัพท์ดึงคริสาออกมาจากความคิด เธอนั่งอยู่ในรถนานเป็นชั่วโมง กำลังสับสนกับทุกๆอย่างที่เกิดขึ้น ไม่อยากจะยอมรับว่าปวันทรยศหักหลังเธอและพ่อของเขา แต่ทุกอย่างก็ชี้ชัดว่าเขาอยู่เบื้องหลัง คริสาไม่รู้จะหาทางออกให้กับเรื่องนี้อย่างไร แม้วรัญจะแนะนำให้เธอคอยจับตาดูเขาและค่อยๆบอกเรื่องนี้แก่คนเป็นพ่อ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เจ็บปวดอย่างที่สุด เมื่อรู้ว่าปวันทำทุกอย่างไปเพียงเพราะอำนาจและเงิน

“คริสพูดคะ”คริสาปาดน้ำตาตัวเองแล้วกดรับสาย เมื่อเนเป็นเบอร์ของคฤหาสถ์

“คุณหนูคะ คุณท่านเป็นลม อยู่โรงพยาบาลคะ”

“อะไรนะคะ!!”

ห้องผ่าตัดโรงพยาบาลปรีชาเวชย์

กิตติเดินวนไปมาเหมือนหนูติดจั่นอยู่ด้านหน้าห้องผ่าตัด เขามาถึงโรวพยาบาลพบว่าภรรยาเขามีอาการสาหัส เธอได้รับบาดเจ็บในช่องท้องมีเลือดตกอยู่ภายใน ต้องได้รับการผ่าตัดและให้เลือดด่วน ปวันที่มาถึงพร้อมกันเซ็ตผ่าตัดทันที เขาเป็นแพทย์นำผ่าตัดในครั้งนี้ กิตติยังจำคำที่ปวันพูดก่อนเข้าไปในห้องผ่าตัดนั่นดี

“คุณกิตติ คุณเชื่อใจผมใช่มั้ย”

“ผมเชื่อใจหมอครับ”

“ผมจะช่วยภรรยาคุณเอง”

เวลาผ่านไปร่วมสองชั่วโมง ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆจากภายในห้องผ่าตัด และจนกระทั่งตอนนี้ ธีระไม่แม้แต่จะโทรมาสอบถามอาการภรรยาเขาสักครั้ง แต่เขาจะไม่สนไอ้คนสวะนั่นอีกต่อไป เขาจะเป็นหมารับใช้แล้วต้องการเงินมากมายไปทำไม หากไม่มีคนร่วมแบ่งปันความสุขกับเขา หากภรรยาเขาเป็นอะไรไป เขาจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง แล้วช่วงเวลาแห่งการรอคอยอย่างทรมานหัวใจก็สิ้นสุดลง เมื่อคนที่เปิดประตูห้องผ่าตัดเดินออกมาคือปวัน

“ท่านประธานครับ ภรรยาผม”กิตติโผเข้าไปหาปวัน เขารอคำตอบด้วยหัวใจทรมาน

“ภรรยาคุณเธอปลอดภัยครับ แต่อวัยวะภายในบอบช้ำค่อนข้ามาก เส้นเลือดที่ตับฉีก ม้ามแตก ผมต้องเย็บซ่อมห้ามเลือดและตัดท้ามบางส่วนออกไป แต่โดยรวมแล้วเธอปลอดภัยดี สามารถถอดเครื่องช่วยหายใจได้ ผมจะย้ายเธอไปสังเกตอาการที่ไอซียูก่อน”ปวันบอกรายละเอียด กิตติคว้ามือของปวันแล้วทรุดตัวลงคุกเข่าลงตรงหน้า พร่ำพูดคำขอบคุณด้วยน้ำตาที่พรั่งพรู

“ขอบคุณมากครับท่านประธาน ขอบคุณท่านมาก ฮืออออออ”

“มันเป็นหน้าที่ของผมครับ”

Rrrrrrrrrrrrrrrrrrrrr

โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อปวันสั่นครืด เขาขอตัวจากกิตติ ก่อนจะกดรับโทรศัพท์

“ฮัลโหลปัน”

“มีอะไรครับคุณน้า”

“ปัน คุณท่านเป็นลม ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล”

ปวันสวมเสื้อกาวน์ลวกๆวิ่งไปยังแผนกฉุกเฉิน ปานวาดบอกว่าอานนท์เพิ่งถึงโรงพยาบาลและกำลังถูกตรวจอยู่ที่แผนกฉุกเฉิน

“คุณน้า”ปวันเรียกปาดวาดที่รออยู่ด้านหน้า

“ปวัน คุณท่านเข้าไปในนั้น”ปานวาดบอกอย่างร้อนใจ

“ผมจะเข้าไปดูครับ”

ทันทีที่ปวันเข้าไป ทุกคนโค้งคำนับและหลีกทางให้ปวัน รอบเตียงอานนท์มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากแทบทุกสาขาล้อมรอบเขาอยู่

“ท่านเป็นยังไงบ้างครับ”ทุกคนเปิดทางให้ปวัน อานนท์ลืมตาขึ้น เขายังมีสติดี แต่ร่างกายถูกติดอุปกรณ์เต็มตัว

“แค่เป็นลม หมอทั้งโรงพยาบาลถึงกับต้องมากองอยุ่ที่นี่เลยเหรอ”อานนท์เอ่ยขึ้น เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อาการย่ำแย่ขนาดนั้น

“หมอท่านใดเป็นแพทย์เจ้าของไข้ท่านครับ”

“ผมเองครับ”หัวหน้าแพทย์แผนกอายุรกรรมซึ่งมีความอาวุโสกว่าปวันหลายปีเอ่ยขึ้น เขาเป็นแพทย์อายุรกรรมประจำตัวของปวัน

“ผมขออนุญาติ ทราบผลตรวจของท่านเบื้องต้นได้มั้ยครับ”

“ได้ครับ เชิญทางนี้ดีกว่า ผมจะอธิบายให้ฟัง เดี๋ยวผมจะส่งท่านไปทำซีทีแสกนในช่องท้อง แล้วส่งขึ้นห้องพักได้ระหว่างรอการวินิจฉัย”ปวันรับทราบ เขาแยกตัวออกมากับแพทย์เจ้าของไข้

“ผมตรวจเบื้องต้น ท่านมีไข้ต่ำๆ และมีอาเจียนไปรอบนึงตอนมาถึง ระดับความดันเลือดค่อนข้างสูง กำลังรอผลเลือดตัวอื่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจยังปกติดี ผมตรวจการเคลื่อนตัวของลำไส้ดู ไม่ค่อยดีเลย บาวซาวต่ำมาก คิดว่าน่าจะมีอาการในช่องท้อง เกี่ยวกับระบบลำไส้ ก็อย่างที่เรารู้กันดีว่าท่านผ่าตัดมะเร็งลำไส้ไปไม่นาน อาจมีปัญหาซ้ำตรงนั้น”แพทย์เจ้าของไข้รายงาน เขาเป็นเพียงไม่กี่คนที่รับรู้ถึงโรคของอานนท์ และยังให้การดุแลร่วมกับทีมผ่าตัดอีกด้วย

“ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นลำไส้อุดตัด ผลมาจากการผ่าตัด”ปวันสันนิษฐาน

“รอผลซีทีแสกนให้แน่ชัดก่อน ถึงจะรู้”

“ครับผม”

ปานวาดขึ้นมารออานนท์ที่ห้องพักผู้ป่วยด้วยใจกระวนกระวาย เธอเดินไปมาภายในห้อง ปวันเปิดประตูเข้ามาภายในห้องพัก คนเป็นน้าโผเข้าไปหาทันที

“ปวัน ท่านเป็นไงบ้าง”

“กำลังส่งไปตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมครับ”

“ปวัน ท่านจะไม่เป็นไรใช่มั้ย ฮืออออ”ปานวาดกอดแขนหลานชายแน่น หวาดกลัวเหลือเกินว่าอานนท์จะเป็นอะไรไป

“คุณน้าอย่าเพิ่งคิดมากไปครับ ผมคิดว่ายังไงก็แก้ไขได้ หากพบว่ามีปัญหาตรงจุดไหน”ปวันปลอบใจ

“ปวัน น้าว่าเราบอกคุณคริสเถอะ ว่าพ่อเธอเป็นมะเร็ง เราจะปิดเรื่องนี้ได้อีกสักเท่าไหร่กัน”ปานวาดเอ่ยอย่างใจเสีย นอกเหนือจากเรื่องอาการป่วยของอานนท์ เรื่องปกปิดความจริงจากคริสานั่นก็เป็นสิ่งที่เธอวิตกกังวลอยู่ในใจตลอดเวลา

“ไม่นะครับ คุณน้าห้ามบอกอะไรกับคริส เธอจะรู้ไม่ได้ว่าท่านป่วยเป็นมะเร็ง”

“ทำไมละปวัน แล้วเราจะปิดได้ยังไง แล้วเมื่อไหร่เราจะบอกเธอ”ปานวาดเขย่าแขนหลานชายอย่างต้องการคำตอบ

“ไม่ใช่ตอนนี้ครับ ผมยังไม่ได้จบทุกอย่างที่เริ่มไว้ ก่อนถึงเวลานั้น คริสาจะรู้อาการป่วยของท่านไมได้”

ร่างบางยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเอง น้ำตาไหลพรากเหมือนคนสิ้นสติ คริสาพิงร่างไปกับผนังห้อง ทรงตัวไว้บนขาตัวเองแทบไม่อยู่ ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เธอเปิดประตูเข้ามาภายในห้องพักเพื่อขึ้นมาหาคนเป็นพ่อ แต่ทว่าได้ยินปวันพูดคุยกับปานวาดจึงหลบมุมแล้วฟังอย่างเงียบเชียบ ไม่นึกเลยว่าสิ่งที่เธอได้ยินจะทำให้โลกของเธอล่มสลาย ผู้ชายที่เธอรักที่สุดในชีวิตป่วยเป็นมะเร็ง และเธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้รู้ ในขณะที่ได้รับรู้ว่าผู้ชายอีกคนทรยศและหักหลังเธอมาโดยตลอด เขาปกปิดเธอทุกเรื่อง ทุกอย่างที่เขาทำไป เพียงเพื่อจะยึดครองและเป็นเจ้าของทุกๆอย่างในปรีชาเวชย์ และนั่นทำให้หัวใจเธอแหลกสลายไม่มีชิ้นดี

“ปวัน ทำไมนายถึงทำกับฉันแบบนี้”

ร่างหนาบนเตียงพลิกตัวไปมา อลันพยายามข่มตาหลับแต่ทำได้ยากมาก เขารู้สึกปวดหัวหนึบๆและหูเริ่มอื้อ คนป่วยลุกขึ้นนั่งและพยายามสงบจิตใจตัวเอง เขาคิดว่าเป็นเพราะการเอาแต่นึกถึงเรื่องณฉัตรมากเกินไปทำให้ตัวเองเครียดและนอนไม่หลับ แต่ตอนนี้อาการทางร่างกายกลับฟ้องถึงความผิดปกติ อลันตั้งสติและยกนิ้วชื้อขึ้นมาพยายามเพ่งมอง เขาพบว่าภาพตรงหน้าชัดแล้วก้เบลอ ชัดแล้วก้เบลอสลับกันไป เขาสะบัดศีรษะตัวเองไล่ความงุนงงนั้น ก่อนจะก้าวขาลงจากเตียง  และยืนมองไปรอบๆ ภาพที่ปรากฏในลานสายตาทำให้อลันหยุดนิ่ง เสียงประตูห้องถูกเปิดออก แพรพลอยที่เข้ามาเยี่ยมตรวจอาการรีบปรี่เข้าไปหาคนไข้ของเธอทันที

“คุณอลันลงมาจากเตียงทำไมคะ”

อลันหันไปตามเสียง เขาจ้องมองแพรพลอย ภาพตรงหน้าที่เห็นทำให้เขาเอ่ยกับแพทย์หญิงช้าๆ

“หมอแพร ผมคิดว่า ผมกำลังสูญเสียการมองเห็น”

………………………………………………….

ตอนหน้า ตอนสุดท้ายของพาร์ท2

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น