AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 11 คิวบิลัส

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 คิวบิลัส

คำค้น : awata11

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 380

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ย. 2559 19:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 คิวบิลัส
แบบอักษร

 

 

ตอนที่ 11  คิวบิลัส

 

          “กลิ่นนี้ ..อันตราย!!”   นานะพูดออกมาด้วยสายตาเหม่อลอย พลันมือน้อย ๆ ก็คว้าที่มือของไผ่  เธอพยายามออกแรงเพื่อดึงไปไหนสักแห่ง

 

         หากเป็นแต่ก่อนที่ไผ่จะปะทะกับ 9 หาง ด้วยแรงอันมหาศาลของนานะ เธอสามารถลากไผ่ไปไหนมาไหนได้ดั่งใจนึก แต่กับตอนนี้แล้ว เธอไม่สามารถแม้จะทำให้ไผ่ขยับเขยื้อนได้ สายตาอันเรียบนิ่งของไผ่เผยแววฉงน แต่ก้เผยรอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยที่รับรู้ได้ชัดเจนว่านานะเป็นห่วงตนเองอย่างมาก 

          “พี่ชายทำไมไม่ยอมตามนานะ”  นานะพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ แต่แฝงด้วยความเป็นห่วงที่เผยออกมาทางใบหน้าอย่างชัดเจน มือของเธอที่จับมือไผ่สั่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด นานะพยายามสะกดข่มความกลัวของตนเองไว้ 

          “นานะจะพาพี่ไปไหนล่ะ”  ไผ่ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แววตาเปลี่ยนเป็นอบอุ่นเมื่อสบตากับเด็กน้อยคนนี้  เธอสบตาไผ่ไม่กระพริบ น้ำตาซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะสำหรับนานะแล้วเธอรู้สึกผูกพันธ์กับชายตรงหน้า แม้จะด้พบปะแค่ไม่กี่วัน

          “ไปหาท่านพ่อ นานะจะให้ท่านพ่อช่วยพี่ชาย”    นานะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง และพยายามดึงไผ่ แต่ก็ไม่สำเร็จ สีหน้าจึงเปลี่ยนไปคลับคล้ายคลับคลาว่าจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ ไผ่ยิ้มปลอบใจนานะหวังจะผ่อนคลายความรู้สึกกังวลของเธอได้บ้าง

          “พี่ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย  อย่าไปเลยดีกว่านะ”   ไผ่พูดประโลมให้นานะใจเย็นลง

          “ไม่ได้ พี่ชายเจอสิ่งที่อันตรายมา ต้องไปกับนานะ พี่ชายต้องไป!!”   เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง แต่เมื่อไผ่ได้สบตาเธอแล้ว ไม่รู้เพราะสาเหตุใด

          แววตาของนานะที่ส่งมาถึงเขานั้นแสดงออกถึงความเป็นห่วง ความเป็นกังวล และความกลัว กลัวที่จะสูญเสียสิ่งสำคัญไป

 

          ไผ่ถอนหายใจยาวแล้วยิ้ม เด็กคนนี้ทำให้เขารู้สึกถึงอะไรบางอย่าง มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ไม่ใช่สิ มันคือความรู้สึกที่ห่างหายไปนานมากแล้ว

          “งั้นเดี๋ยวพี่ขอไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ  ขอเวลาหน่อยนึงได้ไหมนานะ”   ไผ่พูดด้วยความรู้สึกที่ยอมแพ้

          “ได้ แต่พี่ชายต้องรับปากว่าจะไปกับนานะ”   นานะยังไม่ยอมปล่อยง่ายๆ

          “ได้สิ พี่สัญญา”   สิ้นคำพูดนานะก็ปล่อยมือไผ่อย่างไม่เต็มใจ แต่หากชายหนุ่มสัญญากับเธอแล้ว เธอเชื่ออย่างนั้นว่าเขาจะทำตามคำพูด

          ไผ่รีบไปหยิบกระปุกที่มีเม็ดแชมพูและเม็ดฟองสบู่ และเสื้อผ้าสำรองอีกชุดหนึ่ง จากนั้นก็ตรงดิ่งไปอาบน้ำให้รวดเร็วที่สุด เพราะเกรงว่านานะน้อยจะร้องไห้

...................................................................

          ใช้เวลาไม่นานนานะก็พาไผ่มาถึงบ้านขนาดใหญ่หลังหนึ่ง  มันถูกสร้างด้วยไม้สีดำสนิท รอบๆบ้านมีม่านสีฟ้าล้อมรอบเป็นชั้นๆ นานะพาไผ่เข้าไปในนั้น แต่ก่อนที่ไผ่จะก้าวเท้าข้ามไปก็หยุดชะงักเพราะรับรู้ถึงความอันตรายจากม่าน แม้จะไม่รู้ว่าม่านนี้คืออะไร แต่ว่าสัญชาติญาณมันบ่งบอกชัดเจนว่าความลึกล้ำและอันตรายของมันไม่สามารถที่จะจินตนาการได้ 

          “นานะ พี่ว่าม่านนี้คงไม่ยอมให้พี่เข้าไป  เราไปบอกพ่อกับแม่ก่อนสิ ขืนพี่ก้าวข้ามไปมีหวังโดนม่านนี่กระแทกกระเด็นไปไกลแน่”   ไผ่พูดตามที่ความรู้สึกของเขาบอก นานะเห็นอย่างนั้นเธอก็พยักหน้าเบา ๆ พลันก็หายเข้าไปในม่านอย่างรวดเร็ว มันคือความเร็วที่เกินกว่าเด็กสาวแบเบาะแบบนี้จะทำได้

 

          “เฮ้อ  จะทำตัวยังไงดีวะไอ้ไผ่”   ไผ่บ่นกับตัวเองแล้วสูดหายใจเพื่อเตรียมพร้อมกับการเผชิญหน้า เพรราะความกังวลของเขาไม่ใช่เรื่องอันตรายที่ประสบพบเจอ แต่มันคือการเผชิญหน้ากับเจ้าของสถานที่ต่างหาก ยิ่งเห็นม่านที่ให้ความรู้สึกแสนอันตรายนั่นแล้ว ไม่รู้ว่าเจ้าของ ๆ มันจะอันตรายขนาดไหน หากเขาอยากจะฆ่าไผ่ขึ้นมาในข้อหาบุกรุกพื้นที่ล่ะก็ .....

          

 ..............................................................

         "ท่านพ่อ ท่านแม่"  เสียงนานะที่เต็มไปด้วยความกังวลตะโกนลั่นเมื่อเห็นชายหญิงคู่หนึงกำลังนั่งอ่านหนังสือ 

          "หืม นานาเหรอลูก เป็นอะไรอีกล่ะถึงได้แสดงสีหน้ากังวลแบบนั้น หรือว่าวันนี้พี่ชายของลูกไม่ยอมเล่นด้วยกันล่ะ"  เสียงของบุรุษหนุ่มเอื้อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ท่วงท่าการอ่านหนังสือของเขานั้นดูสง่า เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยบารมีเต็มเปี่ยม

           "ไม่ใช่นะ นานะ นานะพาพี่ชายมา  พี่ชาย พี่ชายเจออันตรายมา นานะอยากให้ท่านพ่อกะท่านแม่ช่วย นานะเป็นห่วงพี่ชายย"  คำพูดอันเร่งรีบของนานะพรั่งพรูออกมาด้วยความวิตกกังวลทำให้ชายหนุ่มที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ถึงกับชะงัก เขาหลับตาสักพักแล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ

          "ได้สิ ตอนนี้พี่ชายของนานะอยู่ไหลแล้วล่ะลูก ังคงอยู่ข้างนอกหรือเปล่า"  บุรุษหนุ่มเอ่อยถามด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนและเรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง

          "อื้อ"    ...........

          รอยยิ้มบุรุษหนุ่มยกขึ้นเบา ๆ เขาสะบัดมือทีหนึ่งปรากฏบางสิ่งวางอยู่บนฝ่ามืออย่างกับเล่นมายากล

          "เอาสิ่งนี้ให้เขาถือสิลูก แล้วพาเขาเข้ามา"   เขากล่าวด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน นานะรีบคว้าสิ่งนั้นจากมือของบุรุษโดยไม่มีการพูดได ๆ เสมือนว่าเธอเร่งรีบกลัวว่าพี่ชายของเธอจะหายไป เธอวิ่งออกนอกห้องไปอย่างรวดเร็วไม่สนใจได ๆ ทั้งสิ้น

          "ลูกของเราดูเป็นห่วงชายคนนั้นมากเลยนะนีอา"  เสียงที่แฝงไปด้วยความกังวลของบุรุษหนุ่มเอ่ยถามภรรยาของตน

          "นั่นสิคะท่านพี" ..................

         

............................................................................

          ครู่เดียวนานะก็ออกมาพร้อมกับตราบางอย่าง มันเป็นตราที่สลักด้วยลวดลายอันแปลกประหลาด ขนาด 2 เท่าของเหรียญสิบ

          ตรานี้ใช้เป็นกุญแจสำหรับผ่านเข้าไปในม่าน

          "พี่ชายถือนี่ไว้"  นานะยื่นตราให้ไผ่พร้อมกับรีบดึงไผ่เข้าไปข้างใน แม้ว่าเะอจะดึงไม่ได้ แต่ไผ่ก็ยอมเดินตามนานะไปอย่างว่าง่ายและก็ผ่านไปได้ด้วยดี

          เมื่อถึงในตัวบ้านเท่าที่ไผ่สังเกตเห็นมันไม่มีอะไรประดับเลย มีแต่พื้นโล่งๆ และอุปกรณ์แค่ไม่กี่อย่าง ที่เหลือก็จะเป็นพื้นที่ตรงผนังที่ทำเป็นชั้นหนังสือเรียงรายอยู่เต็มไปหมด  นานะพาไผ่เข้าไปยังประตูเล็ก ๆ บานหนึ่ง เมื่อเปิดประตู่ไผ่ก็รู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่มีอย่างมหาศาล มันสามารถกดทับคนธรรมดาให้ทรุดลงไปนอนกองกับพื้นได้ไม่ยาก แต่ไผ่ก็ทำสีหน้าปกติแล้วเดินเข้าไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

         เมื่อประตูห้องอีกห้องหนึ่งเปิดออกนานะน้อยรีบดึงไผ่เข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว เธอรีบผายมือแนะนำเพื่อไม่ให้สูญเสียเวลาไปมากกว่านี้

         “พี่ชายนี่ท่านพ่อราอิล ส่วนนี่ท่านแม่นีอา  ท่านพ่อท่านแม่ นี่พี่ชายที่นานะพูดถึง”   นานะพาไผ่เข้าไปแนะนำกับ ชายหนุ่มกับหญิงสาวที่อายุไม่เกิน 20 ดูจากเค้าหน้าแล้วประมาณนี้แน่นอน แต่ว่าสองคนนี้เหรอที่เป็นพ่อกับแม่ของนานะ คนเป็นแม่สวยยิ่งกว่าหญิงสาวที่ไผ่เคยพบเจอมา ดูแล้วเหมือนสาววัยรุ่นอายุ 16 นี่มันหน้าอ่อนกว่าอายุของไผ่เสียอีก  ส่วนผู้เป็นพ่อก็ไม่รู้จะหล่อไปไหน อายุหน้าประมาณ 20 นี่ถ้านานะไม่บอกว่าเป็นพ่อกับแม่ ไผ่คงนึกว่าเป็นพี่ชายกับพี่สาวเทียวล่ะ

          “สะ สวัสดีครับคุณราอิล  คุณนีอา”   ไผ่พูดด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม แต่ไม่ทันที่ไผ่จะได้ทำอะไรต่อ จู่ๆราอิลก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

          “ข้าได้กลิ่น..... คิวบิลัสจากตัวเจ้า!!”   ราอิลพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังแล้วจ้องเข้าไปในดวงตาของไผ่ แต่ก็ต้องคิ้วขมวด

          “ไม่สามารถอ่านใจเจ้าได้... มีคนแบบนี้ด้วยหรือ”  เขาพูดออกมาเบา ๆ แต่ก็ไม่พ้นหูของไผ่ เพียงแต่ไผ่ไม่ได้ให้ความสนใจกับคำพูดนั้น

          “คิวบิลัส คืออะไรเหรอครับคุณราอิล”   ไผ่ถามคำถามแรกที่เจ้าตัวสงสัย แม้จะไม่รู้จักชายที่นั่งปั้นหน้าเคร่งเครียดตรงหน้าก็ตาม

          “นี่เจ้าไม่รู้จักหรือ  ...ก่อนหน้าที่เจ้าจะมาหาข้าเจ้าเคยเจอตัวอะไรมาหรือเปล่า”   ราอิลตอบด้วยคำถาม สีหน้ายิ่งเคร่งเครียดไปอีกเพราะไม่สามารถอ่านใจค้นเอาข้อมูลข้างในได้ ทว่าคำตอบของชายหนุ่มต้องทำให้ราอิลอึ้งอีกครั้ง

          “ก็ไปต่อยกับหมา 9 หางมาอืม แต่ว่ามันก็แข็งแกร่งมากเลยล่ะครับ มันฆ่าไม่ตาย บาดแผลไม่ว่าเล็กหรือใหญ่จะสมานในระยะเวลาอันรวดเร็ว คงเรียกว่ามันสามารถสร้างเซลล์ได้อย่างรวดเร็ว คล้าย ๆ กับฮอปน้องชายของผมเลยล่ะ”  ไผ่พูดด้วยน้ำเสียงที่แสนธรรมดาจนราอิลต้องแสดงความฉงนออกมาทางสีหน้า *มนุษย์นี่พูดถึงคิวบิลัสด้วยท่าทีเฉยเมยเช่นนี้ มันแปลกอย่างที่สุด อีกอย่างฮอป คือใคร?*

          “นั่นแหละคิวบิลัส”   รอิลตอบสั้นๆ โดยทิ้งชื่อฮอปที่ไผ่เอ่ยถึงออกไป

          “ทำไมถึงเรียกว่าคิวบิลัสล่ะครับ แล้วหมา 9 หางนั่นเป็นตัวอะไร ทำไม่เมื่อพูดถึงมันคุณถึงทำสีหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเมื่อกี้อีก”  ไผ่ถามโดยที่ไม่ได้สนใจคำว่ามารยาท เพราะดูจากสถานการณ์ตอนนี้เสมือนว่าเรื่องราวของคิวบิลัสจะเป็นปมปริศนา

          “คิวบิลัส คือปีศาจจิ้งจอกต้นกำเนิด  มันเกิดขึ้นในยุกเริ่มแรกก่อนที่เหล่าเทพและสรรพสัตว์ตัวอื่น ๆ จะกำเนิดขึ้นมา  ตามตำนานเล่าขานกันว่าคิวบิลัสถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าเพื่อที่จะส่งมาทดสอบว่าโลกใบใหม่ที่สร้างขึ้นมีคุณค่าเพียงพอสำหรับดำรงเผ่าพันธ์ของสรรพสัตว์หรือไม่  แต่ด้วยสภาพที่โลกถูกสร้างใหม่ มันจึงว่างเปล่า มืดครึ้มเต็มไปด้วยควันสีดำและไฟหลากหลายรูปแบบ

          คิวบิลัสถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการคงอยู่ในโลกใหม่ที่มีสภาพอันตรายรอบด้าน มันมีการฟื้นฟูร่างกายที่ไม่สิ้นสุดทั้งยังสามารถเพิ่มพูนพละกำลังได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มขีดจำกัด

           พระเจ้าได้สร้างให้คิวบิลัสเป็นต้นกำเนิดของพลังชีวิต ไม่ว่ามันจะเดินทางไปไหน พลังชีวิตในตัวมันจะถูกถ่ายทอดไปยังผืนดินและที่ต่าง ๆ

          ยิ่งเจอสภาพที่อันตรายมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว จนเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง โลกใบใหม่ก็ได้รับพลังชีวิตจากคิวบิลัสมากพอที่จะเป็นที่รองรับของสิ่งมีชีวตอื่นๆ

               

          พระเจ้าได้ส่งสรรพสัตว์ลงมาอาศัยยังโลกนี้ และสร้างเทพ รวมไปถึงเผ่าพันธ์ต่าง ๆ ขึ้นมา

          ส่วนคิวบิลัสเมื่อถึงตอนนั้นมันมีหางงอกมาทั้งหมดถึง 108 หาง และถูกพระเจ้าทำให้หลับใหลชั่วระยะเวลาหลายล้านปี จนกระทั่งเผ่าพันธ์ต่างๆได้ก่อสงครามแก่งแย่งกัน ความสูญเสียพลันบังเกิดขึ้น ผ่านไปหมื่นกว่าปี พระเจ้าทนเห็นการต่อสู้ของเผ่าพันธุ์อำนาจต่างๆไม่ไหว

          คิวบิลัสจึงถูกปลุกให้ตื่น ทว่าพลังแห่งชีวิตของมันกลับถูกเปลี่ยนให้กลายเป้นพลังทำลายล้าง

          คิวบิลัสได้สร้างความโกลาหลและความสูญสิ้นให้กับโลกใบนี้ สรรพสัตว์ที่ขวางมันต่างสูญสิ้นชีวิต ความตายลุกลามไปทั่วโลกจนเผ่าพันธุ์มหาอำนาจหวาดกลัวในการคงอยู่ของมัน พวกเขาได้รวมตัวกันทั้งหมด 32 เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อทำลายคิวบิลัส แต่ก็ไม่สำเร็จ เผ่าพันมหาอำนาจ 20 เผ่าพันธุ์ต้องสูญสิ้นไปเพราะการเสียสละโดยไม่เต็มใจในการสร้างผนึกที่แข็งแกร่งที่สุดขึ้นมา  เหลือเพียง 12 เผ่าพันธุ์ที่ยังคงอยู่ ผนึกมีทั้งหมด 2 อัน และปัจจุบันนี้รอบครองโดยราชันย์มังกรและราชันย์เทพ โดยใช้พลังของราชันย์ในการคงผนึกไม่ให้อ่อนแอ ผนึกที่ว่านั้นถูกสืบทอดมารุ่นสู่รุ่น จนปัจจุบันนี้เป็นรุ่นที่ 25 สำหรับราชันย์มังกร แต่ราชันย์เทพอยู่รุ่นที่ 2 เพราะอายุขัยของเทพกับมังกรแม้ใกล้เคียงกัน แต่ว่าสำหรับเผ่ามังกรต้นกำเนิดเเล้ว จะมีช่วงระยะที่อ่อนแอที่สุดอยู่ นั่นคือตอนให้กำเนิดบุตรที่ต้องใช้พลังชีวิตของผู้เป็นบิดา และมารดา ราชันย์มังกรจะถูกสังหารในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังอ่อนแอ โดยปีศาจ

          แต่ทว่าไม่กี่วันนี้เองราชันย์เทพอ่อนแอลงโดยไม่รู้สาเหตุ ส่วนราชันย์มังกรก็ถูกทำให้อ่อนแอลงเพราะการใช้พลังทั้งหมดในการทำพิธีให้กำเนิดบุตรเมื่อ  2 ปีที่แล้ว

          ผนึกที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นถูกพลังของคิวบิลัสทำลายแม้ข้าไม่รู้ว่าตอนไหน หรือบางทีอาจจะเป็นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ก้เป็นได้ และตอนนี้เจ้าก็ได้พบกับมันแล้ว”   ราอิลพูดเล่าประวัติของคิวบิลัส ไผ่ยิ่งฟังก็ยิ่งสับสน เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่ราอิลพูด แต่ว่าก็ดันตอบว่า...

          “ครับ”  เสียงตอบกลับสั้น ๆ ของไผ่ยิ่งทำให้ราอิลต้องคิวขมวดขึ้นไปอีก ราอิลไม่สามารถอ่านใจมนูษย์ที่อยู่ตรงหน้าได้  และก็ไม่เข้าใจว่านุษย์คนนี้คิดอะไรอยู่ ทั้งๆที่ได้ฟังเรื่องอันน่ากลัวของคิวบิลัส แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ไม่สิ เหมือนเขาจะเห้นรอยยิ้มของหนุ่มนั่นเพียงชั่วครู่ มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ราอิลถึงกับสั่นสะท้านอย่างบอกไม่ถูก

          “เจ้าไม่กลัวคิวบิลัสหรือ”  ราอิลถามตรง ๆ 

          “ไม่รู้สิครับ แต่เมื่อได้ต่อสู้กับเจ้านั่นแล้วมันทำให้ผมสนุก และพรุ่งนี้เช้าผมกับเจ้านั่นก็นัดหมายกันเพื่อที่จะต่อสู้กันอีกรอบ”   คำพูดนี้ทำให้ราอิลถึงกับผงะ เขาไม่เข้าใจมนุษย์ตรงหน้าเลยจริง ๆ มนุษย์ที่นัดหมายกับสัตว์อันตรายเพื่อต่อสู้กันเนี่ยนะ แล้วเจ้าคิวบิลัสมันยอมหรือไง ........

          “เจ้ารนหาที่ตายเหรอไง  คิวบิลัสมันคือปีศาจต้นกำเนิดนะเจ้าหนู  และคำว่าปีศาจต้นกำเนิด กับเผ่าพันธ์ปีศาจต้นกำเนิดนั้นมันแตกต่างกัน”   ราอิลพูดด้วยน้ำเสียงที่รุนแรงกว่าเก่า

          “แตกต่างยังไงแหรอครับ”  ไผ่พูดตามปกติ แต่มันก็โคตรตระงง แห่งบรม งง งง ยิ่งกว่าคำว่า งง แถมไม่เข้าใจอีกต่างหาก

          “ปีศาจต้นกำเนิดก็คือปีศาจตัวแรกที่ถูกส้รางขึ้นมาจากพระเจ้า ส่วนเผ่าพันธ์ปีศาจต้นกำเนิดก็คือเผ่าพันธ์ที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น และพลังก็ถดถอยลงตามจำนวนรุ่นที่สืบทอด”  ราอิลอธิบาย แต่ไผ่ไม่เข้าใจจึงปล่อยผ่านไป

          “แล้วเจ้ายังคิดที่จะออกไปให้มันสังหารเจ้าอีกหรือ” ราอิลพูดทวนด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

          “ผมแค่ถูกชะตากับเจ้าหมานั่น  และมันก็คงจะถูกใจผมไม่น้อยถึงกับยอมปล่อยให้กลับมาหานานะ ไม่ว่าจะยังไงผมก็ต้องออกไปสู้กับ 9 หางอยูดีเพราะรับปากไว้แล้ว และอีกอย่า 9 หางคงไม่ยอมให้ผมตายง่าย ๆ หรอกครับ เพราะไม่งั้นจะไม่มีคนสร้างความสนุกให้มันเป็นแน่”    ไผ่พูดโดยไม่สนใจคำเตือนของราอิล

          ทว่า... เมื่อราอิลได้สบตากับไผ่พลันความรู้สึกแปลกประหลาดก็บังเกิดขึ้น ราอิลแย้มยิ้มออกมา

          “เจ้าสู้กับมันได้อย่างงั้นเหรอ”   ราอิลถาม

          “ไม่ได้หรอก เจ้าหมาพิสดาร 9 หางนั้นแข็งแกร่ง ส่วนผมก็คงต้องต่อสู้ไปเรื่อย ๆ อีกอย่างเจ้านั่นก็สอนการใช้เวทย์มนหลากหลายรูปแบบให้ผมเสียด้วยสิ”  ไผ่พูดตามตรง ส่วนราอิลก็เกิดความแปลกใจว่าทำไม คิวบิลัสถึงสอนเวทย์มนต์ให้กับมนุษย์ ไม่สิมันไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน คิวบิลัสจะสอนเวทย์มนต์ให้เขาได้อย่างไร แต่ว่าหากมันสอนให้จริง ๆ ล่ะ ราอิลครุ่นคิดสักพัก...

          ...และครั้งนี้เองที่ราอิลได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง

          “เจ้าอยากเอาชนะ คิวบิลัสหรือเปล่า”   ราอิลถามเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้

          “อยากสิครับ เพราะถ้าไม่อยากชนะผมจะกลับไปอีกทำไมล่ะ”   คำพูดนี้ทำให้ราอิลยิ้มกว้าง แม้ก่อนหน้าจะยังสั่นกลัวก็ตาม

          “งั้นข้าจะสอนวิชาให้เจ้าเพื่อสู้กับมัน”   คำพูดอันแสนสั้น แต่ทำให้นีอาตกใจและกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ถูกราอิลห้ามด้วยสายตา

          “ขอบคุณครับ ผมจะฝึกวิชากับคุณราอิล แต่พรุ่งนี้เช้าผมต้องออกไปข้างนอกเพื่อทำตามสัญยาที่รับปากกับคิวบิลัส”   ไผ่ตอบรับคำชวนของราอิล และตอกย้ำเป้าหมายของเขา

          “ไม่มีปัญหา งั้นเรามาเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลยเป็นไง”  ราอิลพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

           “หืม...ได้สิครับ”   ไผ่ตอบรับอย่างว่าง่าย เหมือนกับเรื่องสนุกกำลังจะเกิดขึ้น

....................................................................................................

 

         ปรับแก้หลายอย่างเลยนะครับ เขาว่ากันว่าเว็บนี้ลงเนื้อเรืองที่มีความรุนแรงได้ เพราะงั้น..............

 

        อย่างน้อยก็ขอสักเม้น ฮาาาาา

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น