AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 10 ชายผู้เต็มไปด้วยคำสาป

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 ชายผู้เต็มไปด้วยคำสาป

คำค้น : awata10

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 381

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ย. 2559 19:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 ชายผู้เต็มไปด้วยคำสาป
แบบอักษร

 

ตอนที่ 10  ชายผู้เต็มไปด้วยคำสาป

          แสงอรุณเล็ดลอดผ่านใบไม้อันน้อยนิด บ่งบอกว่าถึงยามเช้าแล้ว เจ้าไผ่ลืมตาตื่นขึ้นดั่งกับรู้เวลา มือหนึ่งคว้ากะติกน้ำแล้วยกดื่ม และลุกไปทำกิจวัตรส่วนตัว

          ไฟที่ย่างกบตอนกลางคืนยังไม่มอด พร้อมกับเนื้อกบที่ผิงไฟส่งกลิ่นหอม มื้อเช้านี้ก็คงจะเป็นกบที่เหลือจากเมื่อวาน เจ้าไผ่กินพออิ่มก็นำสายคาดเอวมาสะพาย แล้วก็เกินออกไปจากม่านสีดำ ซึ่งเป้าหมายวันนี้ก็คือ การออกไปสำรวจป่าข้างนอก และหาสัตว์แปลกๆทานในตอนเที่ยง

          ก้าวข้ามออกจากม่านก็เจอกับอาณาเขตของหมาหลายหาง พลันเจ้าไผ่ก็เลี้ยวไปทางขวาเพื่อสำรวจเส้นทางรอบๆก่อน

          ม่านสีดำที่ว่านั้นมันสูงมาก และเหมือนจะกันเป็นวงกลมที่มีรัศมีหลายสิบกิโลเมตร

          ต้นไม้ข้างนอกนั้นดูไม่ต่างจากข้างในม่านเท่าไหร่ จะต่างก็ตรงที่มันมีร่องรอยการต่อสู้อยู่ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของเหล่าหมาหลายหางทั้งหลายแหล่ ร่องรอยที่ต้นไม้ถูกคว้านไปเกือบครึ่งต้น บางต้นก็ล้มลงกับพื้นเพราะถูกบางอย่างตัด และเป็นอะไรที่คมมาก

          ไผ่ค่อยๆเดินไปอย่างระมัดระวังเพราะกลัวว่าจะเจอหมาหลายหาง  เวลาผ่านไปครู่ใหญก็ไม่เจอสัตว์ชนิดไหน บรรยากาศมันเงียบงันยิ่งกว่าเมื่อวานเสีอีก  ตรงต้นไม้ที่ล้มลงนั้นมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ และเมื่อเข้าไปดูใกล้ๆก็ต้องเจอกับภาพที่ทำให้เจ้าไผ่ตกใจ

          ภาพตรงหน้าคือหมาหลายหางจำนวน 10 กว่าตัวนอนตายเกลลื่อนกลาด ลำตัวของมันมีแผลเหวอะหวะชวนขนลุก  สองสามตัวถูกบางอย่างตัดขาดครึ่ง

          เจ้าไผ่นั้นพอรู้อยู่ว่าเจ้าหมาพวกนี้นั้นแข็งแกร่งขนาดไหน และการที่พวกมันถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมแบบนี้ ไผ่ไม่สามารถเดาออกเลยว่าเป็นฝีมือของสัตว์ตัวไหน

          ไผ่ตัดสินใจเดินเข้าไปดูศพของหมาหลายหาง และต้องตกใจรอบที่สอง เพราะว่าหมาพวกนี้พึ่งถูกสังหารไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  ขณะที่ไผ่กำลังจะก้าวถอยนั้นพลันสัญชาติญาณก็ร้องลั่น มือทั้งสองรีบยกขึ้นมาในท่ากากบาทอย่างรวดเร็ว

 

          ตูม!!!

 

 

         เสียงอันดังสนั่นก้องขึ้น  ไผ่ถูกพลังบางอย่างปะทะร่างทำให้กระเด็นไปไกลดั่งสายป่านขาด กระแทกกับต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าและเงียบไปในที่สุดเหลือเพียงฝุ่นควันที่คละคลุ้งกับอากาศ

 

          ตึง!

          เสียงเท้าของสัตว์ใหญ่ย่ำลงกับพื้น  ตาสีน้ำเงินเรืองแสงเมื่อสบตาต้องสั่นสะท้าน  ร่างกายขนาดมหึมาแผ่ไอสีดำรอบๆ  หางทั้ง 9 ที่พลิ้วไหวดั่งม่านเมฆ มันคือหมา 9 หางที่บรรยากาศชวนน่าขนลุกที่สุด

          สิ่งที่ไผ่โดนเมื่อก่อนหน้านั้นคืออุ้งเท้าของหมาตัวนี้ที่ตบไปยังร่างของไผ่โดยใช้แรงธรรมดาๆ นั่นเพราะมันไม่จำเป็นต้องใช้พลังในการทำลายมนุษย์ เพราะมนุษย์นั้นอ่อนแอ  แต่ทว่า แม้มันจะลงมือไปแล้วแต่ก็ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ พร้อมกับจิตสังหารมหาศาลที่แผ่พุ่งจนต้นไม้ข้างๆถึงกับค่อยๆสลาย พื้นดินรอบตัวมันถูกย้อมกลายเป็นสีดำ     

...............มันรู้ว่ามนุษย์คนนั้นยังไม่ตาย  นี่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่สุดสำหรับมัน

          ไผ่โดนตบอย่างแรงแต่ก็ตั้งรับทันท่วงที เพียงแต่ว่าพละกำลังของสัตว์ตัวนั้นแข็งแกร่งเกินจนต้องกระแทกกับต้นไม้หลายต้น  และแน่นอนว่าการโดนแรงกระแทกขนาดนี้หากเป็นคนอื่นคงม่องเท่งไปแล้ว แต่นี่ไม่ใช่    รอยยิ้มของไผ่แย้มขึ้น มือทั้งสองค่อย ๆ ดันตัวเองลุกขึ้น  เสื้อผ้าที่ฉีกขาดรวมถึงกางเกง เผยให้เห็นสายคาดตรงโคนขาที่เหมือนกับถูกเย็บติดกับเนื้อหนัง  ร่างกายที่สมบูรณ์ไร้บาดแผลนั้นทำให้เจ้าหมาต้องขมวดคิ้ว

          “ไม่เลวนี่ เจ้ามนษย์”  เสียงทางกระแสจิตถูกส่งทอดมายังเจ้าไผ่  พลันเจ้าตัวก็รีบหันซ้ายขวามองหาต้นเสียงว่ามาจากไหน

          “ไม่ต้องหาหรอก เสียงนั้นมาจากข้า ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเจ้าตอนนี้”   หมาเก้าหางส่งกระแสจิตอีกครั้งทำให้ไผ่ต้องคิ้วขมวด

          “เสียงมาจากแกเหรอ”   ไผ่เอ่ยถาม แต่ก็ระมัดระวังตัวไว้

 

          “ใช่”   มันส่งกระแสแค่นั้นก็หายไป แล้วประกฎด้านข้างไผ่พร้อมกับกรงเล็บที่ย้อมไปด้วยแสงสีน้ำเงินเข้ม

 

          ฉั๊วะ   ครืนๆๆๆ

          กรงเล็บปะทะกับร่างของไผ่พร้อมกับแสดงอานุภาพอันร้ายกาจของมัน  พลังทำลายที่ตัดต้นไม้ขนาด 10 คนโอบนับสิบต้นอย่างง่ายดาย

 

          ตูม!!!

 

           เสียงระเบิดดังกึกก้องเนื่องจากระเบิดข้างเอวของไผ่ทำงาน

          ร่างของไผ่กระเด็นกระดอนไปไกลพร้อมกับเสื้อผ้าที่ถูกทำลายไปเกือบหมด สายคาดเอวที่กระเด็นหลุดไปพร้อมกับอาวุธทั้งหลาย

          คิ้วหมาเก้าหางขมวดอีกครั้ง เพราะการโจมตีครั้งทีสองของมันนั้นได้อัดพลังเข้าไปด้วย เป็นพลังที่สามารถทำลายหมา 8 หางให้ดับดิ้นในคราเดียว แต่กับมนุษย์ตรงหน้า กรับรู้สึกเหมือนกรงเล็บของมันไม่สามารถตัดร่างนั้นได้ เสียงฉัวะคือเสียงของเหล่าต้นไม่ที่โดนตัด และมีเสียงตูมดังขึ้นจากร่างนั้น แต่ทว่าตอนนี้ มนุษย์ตรงหน้าได้แย้มรอยยิ้มขึ้นตรงมุมปาก พลันก็วิ่งมาด้วยความเร็วดุจสายลม แต่ทว่าแม้จะเร็ว มันก็มองทัน  แต่ก่อนที่จะถึงตัว มนุษย์ก็อันตรธานหายไป

          หมัดเปล่าๆชกเข้ากลางลำตัวของมัน พลันก็รู้สึกเหมือนโดนของหนักทุบเข้าที่ร่าง มันสะบัดหางแวบเดียวก็หายไปจากที่นั้นแล้วไปโผล่อีกที่หนึ่ง

          “น่าสนใจ แม้เจ้าจะโดนกรงเล็บที่สังหาร 8 หาง ได้ในพริบตา แต่กลับไม่เป็นอะไร”   9 หางสงกระแสจิตถาม ๆ ไผ่ พลันเจ้าตัวได้ยินก็เบ้ปากแล้วตอบ

 

          “คิดไปเองหรือเปล่าที่ว่าไม่เป็นไร นี่ถ้าเป็นมนุษย์คนอื่นคงจะหายสาปสูญไปแล้ว แต่กับสิ่งที่โดนไปเมื่อกี้สำหรับผม  มันเป็นอะไรที่เจ็บปวด”   ไผ่ตอบแล้วจ้องเข้าไปในดวงตาของหมา 9 หาง

 

          “ก็เห็นอยู่ว่าไม่เป็นอะไร”  กระแสจิตตอบกลับ

 

          “หึ!!! นี่เป็นคำสาปที่ไม่มีวันจะมลายหายไป  แม้ร่างกายจะไม่มีบาดแผลแต่ความเจ็บปวด ที่ได้รับนั้นหนักหนากว่าคนปกติหลายร้อยเท่า”   ไผ่พูดตรง ๆ เพราะคำสาปนี้ตนได้รับจากคนปริศนาพร้อมกับอะไรหลายๆ หย่าง รวมถึงสิ่งที่ไม่อยากจะใช้มันถ้าไม่จำเป็น

          “หึ งั้นเหรอ ข้าชอบแววตาของเจ้า แววตาที่ไม่หวั่นไหวแม้เจอจิตสังหารของข้า”  หมาป่าส่งกระแสจิตด้วยเสียงแค่นหัวเราะ มันเปล่งประการจิตสังหารอันเข้มข้นมาอีกครั้ง

          “แล้วไงล่ะ จิตสังหารก็คือจิตสงหาร จะหวั่นไหวไปทำไมในเมื่อก็อยากจะหายสาบสูญไปจากโลกอยู่แล้ว”   คำกล่าวของไผ่นั้นทำให้ 9 หางฉงน

          “ทำไมเจ้าถึงคิดแบบนั้น เจ้าไม่รักชีวิตของตนเองหรือ”   เจ้าหมาถาม

 

          “จะถามเพื่อ ทั้ง ๆ ที่ต้องการจะฆ่าฉันเนี่ยนะ หึ!! เอาเถอะจะตอบก็ได้  เพราะมันไม่น่าพิศสมัยw’]jt”  คำตอบสั้นๆนั้นทำให้ 9 หางหัวเราะก้อง เมื่อสิ้นเสียงหัวเราะมันก็พูดต่อ

          “เจ้าอยากจะตายงั้นหรือ”  มันถามทั้ง ๆ ที่ต้องการจะฆ่าอยู่เต็มอก นับเป็นคำถามที่ไร้มารยาทมาก

 

          “ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็ใช่  แล้วจะทำไมล่ะ”  เสียงตอบสั้นๆ ของไผ่ทำเอามันชะงัก

          “งั้นข้าจะช่วยให้เจ้าได้หายสาบสูญดั่งใจเอง”   สิ้นคำพูดจิตสังหารอันท่วมท้นก็แผ่พุ่งออกมาจาก 9 หางหลายเท่า สรรพสัตว์รอบนอกต่างรีบวิ่งหนีกันเป็นขโยง

          “ก็ดี แต่ก็ไม่ได้จะยืนให้ฆ่าง่ายๆหรอกนะ เพราะตอนนี้มีนานะรออยู่”   ไผ่พูดแค่นั้นแล้วก็พุ่งเข้าหาร่างของ 9 หาง พลันหมา 9 หางก็ตวัดหางอันทรงพลังใส่ไผ่ ร่างอันเล็กหลบการโจมตีอย่างพลิ้วไหว แล้วหมัดเปล่าๆก็ชกไปยังร่าง 9 หางอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นั้นรุนแรงกว่าครั้งก่อนหน้านับ 10 เท่า

          9 หางสร้างเกราะป้องกันอย่างทันท่วงที แต่ก็โดนแรงกระแทกจนเซไปเล็กน้อย และจังหวะนี้เอง หาง 1 ใน 9 พลันสะบัดเข้าร่างไผ่อย่างจังจนกระเด็นไปไกล พร้อมกับต้นไม้ที่หักโค่นหลายต้น

          มือขวากุมหน้าท้องด้วยสีหน้าเจ็บปวด แต่สักพักก็เป็นปกติ รอยยิ้มเหี้ยมแสยะขึ้นมา แววตาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน บรรยากาศรอบตัวพลันกลับกลายเป็นมืดดำ จิตสังหารท่วมท้นนับไม่ได้ปะทะกับจิตสังหารของ 9 หางจนกลบมิด

          คำสาปในร่างถูกกระตุ้น  ความรู้สึกอยากทำลายหวนคืนมาอีกครั้ง

          9 หางชะงักไปเพราะมันรับรู้ถึงจิตสังหารที่เหนือกว่าของมัน พลันก็แสยะยิ้มแบบหมาๆ

          “หึหึ ความจริงแล้วข้าก็อยากจะหายสาบสูญไปจากโลกนี้เหมือนกัน”  9 หางพูดส่งกระแส

 

          “งั้นก็มาเริ่มฤดูสังหารกันเถอะ”  เสียงอันเย็นเยียบของไผ่เอื้อนเอ่ย บุคลิกที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน  ไม่ใช่แค่นั้น ไอสีดำเข้มที่เคลือบร่างกายก็เป็นสิ่งที่มันสงสัย  เพราะมนุษย์นี่มีไอคล้ายๆกับมัน แต่เข้มข้นกว่าหลายเท่า

          ไอสีดำของ 9 หางได้จากการที่มันสังหารสรรพสัตว์อย่างโหดเหี้ยมในอดีต จนเหล่าเทพและเผ่าอันทรงพลังต้อรวมตัวกันเพื่อที่จะหยุดยั้ง และสังหารมัน  แม้จะสามารถจับมันได้ แต่ก็ไม่มีพลังไหนที่จะสามารถทำลายให้ชีวิต 9 หางดับดิ้น เหล่าเทพและมังกรจึงร่วมกันผนึกมันไว้ที่แห่งนี้

          ส่วนสาเหตุที่มันสามารถทำลายผนึกลงได้ 1 คือมันบำเพ็ญตบะมายาวนานระหว่างถูกขัง แล้วทุ่มพลังเกือบทั้งหมดเพื่อทำลายผนึก และ 2  ราชันย์เทพ กับราชันย์มังกรอ่อนกำลังลง นั่นจึงเป็นโอกาสดีสำหรับการออกมาสูดอากาศข้างนอก

 

 

 

          การต่อสู้ระหว่างไผ่ที่ได้รับคำสาปจากบุคคลปริศนา และ 9 หางที่หลุดออกจากผนึกดำเนินต่อไปจนถึงช่วงดึก  สภาพไผ่ตอนนี้คือไร้เสื้อผ้าและไร้บาดแผล สายพาดตรงโคนขาก็ยังอยู่ดีจนเป็นที่น่าแปลกใจ  สภาพ 9 หางก็ครบส่วนสมบูรณ์

          การต่อสู้ที่ผ่านมาก่อนหน้าไผ่สามารถสร้างบาดแผลน้อยใหญ่ให้กับเจ้าหมาได้หลายร้อยบาดแผล แต่มันก็สมานและเพิ่มพูน รวมไปถึงฟื้นฟูพลังของมันอย่างรวดเร็ว และสร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกายไผ่ไม่น้อย

          พละกำลังของมนุษย์และพลังเวทย์หมาป่าปะทะกันอย่างดุเดือด  ยิ่งนานมนุษย์ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และใช่ว่าจะมีแค่นั้น  9 หางมันถูกใจมนุษย์คนนี้จึงสอนการใช้พลังของธรรมชาติในวิธีการต่างๆให้ ส่วนเจ้าไผ่ก็นำมาประยุกต์กับสถานการณ์ได้เรื่อยๆ ยิ่งนาน พละกำลังที่ปะทะกันก็ยิ่งสูง  แม้ฝ่ายที่โดนบ่อยที่สุดคือไผ่ แต่มันก็พัฒนาการต่อสู้เพิ่มเรื่อยๆ สภาพป่าตอนนี้เรียกได้ว่าราบไม่มีชิ้นดี

          หลังจากปะทะพลังกันระรอกที่เท่าไหร่ไม่อาจรู้ ไผ่ก็ตะโกนขึ้นมาทันที

          “วันนี้พอก่อน  พรุ่งนี้จะมาใหม่!!!”   เสียงตะโกนกับบุคลิกที่เปลี่ยนไปทำให้ 9 หางชะงัก

          “ทำไมล่ะ”   9 หางหยุดโจมตี

          “หิวข้าว แล้วนานะก็รอยู่ด้วย...ต้องรีบไปล่าสัตว์เพื่อจะเอาไปย่าง”   ไผ่รีบพูดตัดบท แต่แทนที่เก้าหางจะโกรธมันกลับหัวเราะลั่น

 

          “ตอนนี้ไม่มีสัตว์ไหนให้เจ้าล่าหรอก การต่อสู้ของข้ากับเจ้าทำให้พวกมันหนีไปหมดแล้ว”  9 หางทิ้งตัวลงนอนแล้วส่งกระแสพูดอย่างไม่แยแสเหมือนการต่อสู้ก่อนหน้าไม่เคยเกิดขึ้น

          “อ้าว แล้วจะหาเนื้อได้จากที่ไหน”   ไผ่กุมขมับตนเองแล้วพยายามคิด ทั้ง ๆ ที่ต่อสู้เอาเป็นเอาตายกันมาหมาด ๆ

          “ไม่มี ถ้าจะมีเจ้าต้องเดินทางไปไกล”  9  หางพูดพร้อมเอาหางมาคลุมตัวเองแทนผ้าห่มหวังจะนอนอยู่ตรงนั้น

          “เฮ้อ งั้นก็ช่างเหอะ ไว้พรุ่งนี้จะมาใหม่ก็แล้วกัน”   ไผ่พูดแล้วรีบเดินไปยังทิศที่ม่านสีดำกั้นอยู่ ส่วน 9 หางก็เดินตามไปด้วยแล้วชวนคุย

          “เจ้าอาศัยอยู่ในม่านของราชันย์มังกรงั้นเหรอ”   9 หางถาม

          “ไม่รู้ว่าม่านของใคร แต่รู้ว่าที่นั่นมีนานะรออยู่”  ไผ่ก็พูดส่งๆแล้วรีบเดินไป แต่ก่อนจะเข้าม่าน

          “นี่ แล้วเจ้า เอ่อ แก หรือว่าจะเรียกอะไรดี..ไปในนั้นไม่ได้ใช่ไหม”   ไผ่หันมาถาม

          “เข้าไปได้ แต่เปลืองพลัง” เก้าหางตอบอย่างไม่ยี่ระ

          “งั้นแสดงว่าราชันย์มังกรที่สร้างม่านนี้แข็งแกร่งกว่านายสินะ”   ไผ่พูดถามเจาะประเด็น

          “ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็ใช่ เพราะสภาพพลังของข้ายังฟื้นฟูได้แค่ส่วนเดียว แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนนั้นข้าเหนือกว่า”  9 หางพูดแค่นี้ก็หายวับไปพร้อมกับกระแสจิตทิ้งท้ายไว้ว่า พรุ่งนี้เจอกัน

          “เฮ้อ!!”  ไผ่ถอนหายใจแล้วเดินเข้าไปในม่านด้วยร่างอันเปลือยเปล่า

          “พี่ชายกลับมาแล้ว  เอ๋แล้วเสื้อผ้าไปไหนล่ะ”    นานาวิ่งเข้ามากอดขาแล้วถาม

          “ถูกทำลายไปแล้วล่ะนานะ ว่าแต่วันนี้พี่ชายไม่ได้อะไรติดมือมาเลย เรากินผลไม้กินก่อเนาะ แล้วพี่จะให้ช๊อคโกแลตนานะกระปุกหนึ่งเอาไว้กินที่บ้านดีม๊ย”   ไผ่พูดประโลมส่วนนานะก็ดมฟุดฟิดรอบๆไผ่

          “กลิ่นนี้ อันตราย!!   พี่ชายเจอกับสิ่งที่อันตรายมา”   นานะพูดโพล่งโดยไม่สนใจขนมของโปรดที่ตนรอคอย

 

........................................................................................

 

   ...เม้นเป็นกำลังใจให้นักเขียนสักนิด  จักขอขอบคุณอย่างยิ่ง...

 หรือไม่ก้กดถูกใจให้สักหน่อยกะได้นะ...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น