AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 อัคคีเทวะอัศนี

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 อัคคีเทวะอัศนี

คำค้น : awata06

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 450

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ย. 2559 17:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 อัคคีเทวะอัศนี
แบบอักษร

 

 

ตอนที่ 6 อัคคีเทวะอัศนี

 

          กลิ่นหอมของเปลือกไม้ที่ทำปฏิกิริยากับบรรยากาศตอนเช้า อุณหภูมิที่หนาวกว่าตอนกลางคืนนิดหน่อย ใบไม้ชุ่มไปด้วยไอน้ำที่อยู่ตามบรรยากาศ ทำให้รู้สึกชื้นเย็นช่ำช้อย

          ไผ่ลืมตาตื่นขึ้นมาก็นั่งบิดตัวยืดเส้นยืดสาย ที่นอนต้นไม้นี่ก็ให้ความนุ่มสบายไม่น้อยเหมือนกัน พลันเจ้าตัวก็ลุกขืนไปหยิบขวดน้ำข้างกระเป๋ามาดื่มสองอึก การประหยัดน้ำเมื่ออยู่ในป่าก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรทำ เพราะตราบไดที่ยังหาแหล่งน้ำไม่ได้ก็ไม่ควรใช้อย่างสิ้นเปลือง

          “อื้อ!!!  สดชื่นจังเลยแฮะ นอนโดยไม่มีสิ่งได้มารบกวนแบบนี้มีความสุขโคตร แต่ว่านะงานสร้างที่พักช่วงเช้านี้คงต้องพักก่อน ภารกิจใหม่ตอนนี้ก็คือหาแหล่งน้ำเพราะถ้าตูหาแหล่งน้ำไม่ได้นี่อดตายแน่”    ไผ่พูดเองเออเองแล้วก็ตัดสินใจเองอีกเช่นเคย  เพราะอยู่ในป่ามันไม่มีเพื่อนคุยก็คงต้องคุยกับตัวเองไปก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องจิตตก แต่อาจจะกลายเป็นบ้าแทนก็เป็นได้ เพราะคุยคนเดียวนี่แหละ

 

          ซู๊ด!!!

 

          ไผ่สูดหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศและกลิ่นที่เป็นธรรมชาติกลิ่นของใบไม้ที่ทับถมกันบวกกับอายดินตอนเช้าอาจจะออกอับๆสักหน่อย กลิ่นของผลไม้ที่ตกเกลื่อนพื้นไม่มีสัตว์ไดมาทานมันบ้างเลยก็มีทั้งหอม ทั้งกลิ่นออกเน่าๆ ธรรมชาติอย่างนี้ก็หายากเหมือนกันนะเพราะงั้นต้องสัมผัสกับมันก่อนจะได้เก็บไว้เพื่อเป็นความทรงจำที่ดี  แสงแดดลอดผ่านใบไม้มาเพียงเล็กน้อยทำให้แสงด้านล่างออกมืดๆครึมๆหน่อยแต่ก็พอมองเห็นรายละเอียดของที่นี่ได้

          ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ขึ้นไม่ได้เรียงกันอย่างเป็นระเบียบอะไร ห่างกันบ้าง ใกล้ๆกันบ้างก็มี บางต้นก็ขึ้นติดกันปานจะกลืนกินกันไปเลยทีเดียว

          ต้นไม้มันมีหลากชนิดจนเกินไปจึงอาจจะยกตัวอย่างให้เห็นได้ไม่หมด แต่เพียงจะยกตัวอย่างต้นไม้ที่อยู่รอบๆที่พักของเจ้าไผ่มันก่อน

          ต้นสีน้ำตาลเข้มเปลือกขรุขระและมีกาบไม้ตรงพื้นเพื่อรอเป็นปุ๋ยต่อไป ต้นไม้ต้นนี้ลักษณะมันจะขึ้นแบบลูกคลื่นงอไปก็งอมา แตกกิ่งก้านสาขาด้านบนที่สูงขึ้นไปมากกว่า 100 เมตร การแตกกิ่งก้านเป็นวงกว้าง ตัวใบนั้นสีเขียวอ่อนลักษณะใบเป็นรูปวงรีขอบใบจะหยักๆคล้ายใบเรื่อย เหตุที่แตกกิ่งก้านก็เพื่อจะรับแสงจากดวงอาทิตย์เพื่อการอยู่รอดของมันแหละนะ ขนาดลำต้นที่ใหญ่ประมาณ 15 คนโอบทำให้เวลาดูมันแล้วรู้สึกว่าต้นมันมั่นคงและคงแข็งแกร่งน่าดูเทียวล่ะ

          ต้นต่อไปเป็นต้นไม้สูงพอๆกับต้นแรก แต่มีใบเป็นรูปหัวใจสองดวงทาบติดกัน ผลของมันเป็นสีม่วงมีลักษณะคล้ายชมพู่เพียงแต่ผลมันมีขนาดใหญ่ราวๆลูกแตงโม ข้างในลูกที่ว่านี้เมื่อเลยเปลือกจะเป็นเยลลี่ที่มีเมล็ดเล็กๆคล้ายเมล็ดของแก้วมังกร เนื้อมันมีสีออกชมพูผสมม่วง กลิ่นนี่หอมเหมือนแคนตาลูปเพียงแต่จะเป็นกลิ่นแคนตาลูปผสมส้ม สังเกตจากลูกที่มันตกเกลื่อนพื้นนั่นแหละ

          ไผ่ตัดสินใจสะพายกระเป๋าและอุปกรณ์เดินไปตามสัญชาติญานของตนที่บอกทิศทางของแหล่งน้ำ นั่นเพราะส่วนหนึ่งเจ้าไผ่มันก็ได้กลิ่นของบึงน้ำอยู่นิดหน่อยแล้วก็คำณวนทิศทางที่มาของกลิ่นเพื่อหาความน่าจะเป็นที่เหมาะสมที่สุด

          ในป่าที่ไม่รู้ว่าทิศไหนเป็นทิศไหนนั้นเป็นการยากที่จะคาดเดาได้ถ้าไม่รู้วิธีการ ซึ่งถ้าหากเป็นโลกเดิมเจ้าไผ่ก็จะดูทิศทางโดยการขึ้นและการพันของเถาวัลย์ แต่ที่นี่มันไม่ใช่นะสิ    แล้วถ้าหากเขาหาแหล่งน้ำเจอแต่ดันหาที่กลับไม่เจอล่ะจะว่ายังไง ก็ซวยล่ะสิ ฉะนั้นกระเป๋าจึงเป็นที่พึ่ง ไผ่ค้นในกระเป๋าเพื่อหาเข็มทิศ เพราะทหารต้องพกอยู่แล้วใช่มะ  กระเป๋าใบเล็กๆข้างนอกถูกค้นทันที อุปกรณ์อย่างเช่นปากกา เลเซอร์ ไฟฉายเล็กๆที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการชาร์จ  เข็มทิศเล็กๆสำหรับบอกพิกัดพื้นที่ถูกหยิบขึ้นมา ตัวเข็มทิศเป็นรูปวงกลม มีเข็มบอกทิศทางให้ และข้างๆเข็มจะเป็นการใส่ตัวเลขพิกัดพื้นที่เพื่อให้เข็มทิศทำการค้นหาและนำไปโดยอัติโนมัติ แต่ตอนนี้เมื่อเห็นเข็มหยุดอยู่กับที่ไม่ไหวติงไปไหนก็อยากจะเขวี้ยงทิ้งให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสียเลย มันช่วยอะไรไม่เลยเลยเจ้าเข็มทิศแสนไฮเทคนี่

          “เฮ้อ  ทิศทางก็ไม่รู้ว่าทิศไหนเป็นทิศไหน การสังเกตที่ตูเรียนมาก็ใช้กับที่นี่ไม่ได้ สงสัยคงต้องใช้วิธีทำเครื่องหมายแล้วมั้งตู กลับไปใช้วิธีการแบบทหารยุคเก่าก็คงไม่เลวเหมือนกัน”   ไผ่บ่นออดแล้วจับที่ขาข้างขวาตนเองตรงที่มีมีดสุดหวงเก็บไว้แล้วถูกล๊อคด้วยรหัสลับอย่างแน่นหนาซึ่งคงจะมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ในตอนนี้อ่ะนะ  มันเป็นมีดที่หวงแหนเกินไปเวลาคับขันก็ดึงมาใช้ไม่สะดวกเพราะต้องมัวปลดนู่นนี่นั่นเพื่อรันรหัสอีก และคราวนี้เจ้าตัวก็แค่แตะๆมันแค่นั้น แล้วดึงมีดสั้นเล็กๆตรงสายรัดเอวที่เมื่อคืนไม่ได้ถอดนอน

          ปืนสั้นสองกระบอกยังคงอยู่ กระสุนและอุปกรณ์จำนวนหนึ่งก็อยู่ ระเบิดลูกสุดท้ายก็ยังอยู่ดี

          แต่เจ้าตัวเลือกมีดสั้นข้างบน ส่วนมีดสุดหวงที่ถูกปิดตายอยู่ตรงขานั้นคงต้องรอให้ถึงยามที่ไม่มีอะไรจะใช้แล้วแหละมั้งมันถึงจะเอาออกมาใช้

         ต้นไม้เป้าหมายเป็นต้นขนาดใหญ่ทรงสูงผิวไม้เรียบสวยงาม

          มีดสั้นถูกใช้งานโดยการทำสัญลักษณ์

        

 แกรกๆๆ    แกรกๆๆ

 

          ได้แค่รอยเท่าขนแมว

          “ไม้บ้าอะไรวะแข็งบรรลัย  แล้วนี่กว่าตูจะทำเครื่องหมายได้มันไม่ตะวันตกดินเลยเรอะ ไม่เอาอ่ะ ใช้วิธีการฉบับดั้งเดิมของทหารหาญในอดีตกาลดีกว่า วิธีการที่ตอนนี้คงจะเหลือแค่ตำนานที่ซึ่งได้กลายเป็นนิทานหลอกเด็กไปเรียบร้อยแล้วล่ะมั้ง แต่ตูยังสืบทอดอยูเว้ย  เอาล่ะๆ”   ไผ่บ่นอุบที่เปลือกไม้มันแข็งจนมีดเฉือนไม่เข้า ได้แค่ฝากรอยเท่าขนแมวไว้เท่านั้น  เสียงสูดหายหายของไผ่แผ่วลงมือสองข้างพนมขึ้นมาส่วนตัวมีดสั้นนั้นอยู่ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือ

          วิชาที่หายสาบสูญจนเหลือแค่ตำนานที่ตอนนี้ยังมีคนหนึ่งคนที่ยังคงสืบทอดวิชาเหล่นี้อยู่ตรงนี้แล้ว วิชาที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็น

.....คาถาอาคม....

          “มะตัด  โมเฉือน  พุทธเรือน  ธาลาง”  สุรเสียงที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเอ่ยคำเหล่านี้ แววตาที่แม้ตอนนี้แสงสว่างจะส่องไม่ค่อยถึง แต่แสงสีแดงที่ฉายแววออกมาจากตานั้นมันเปลี่ยนบุคลิคของไผ่ไปโดยสิ้นเชิง สิ้นเสียงก็เป่าลมไปยังตัวมีดอย่างช้าๆ

          ไม่ได้มีเอฟเฟคที่มีแสงหรือควันอะไรพุ่งเข้ามีดอย่างในหนัง เป็นแค่ลมปากเปล่าๆที่ดูจากภายนอกแล้วไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

          ไผ่กระพริบตาทีหนึ่งพลันบุคลิกก็เปลี่ยนมามาดเช่นเดิมพร้อมกับรอยยิ้มกวนบาทา   ปลายมีดจิ้มไปที่ต้นไม้ก็ปรากฏว่ามันเข้าลึกกว่าเดิมและทำเครื่องหมายง่ายขึ้น เครื่องหมายรูปลูกศรที่ชี้ไปยังที่พักเสร็จสิ้นไปอย่างง่ายดาย และต้นต่อๆไปก็ถูกทำเช่นนี้

          เดินผ่านต้นไม้บางทีก็ต้องคอยตรวจตราดูรอบข้างไปด้วยเผื่อมีตัวอะไรโผล่มา พลันเท้าก็ต้องคอยหลีกเลี่ยงการเหยียบผลไม้เน่าที่เกลื่อนพื้น  เจ้าไผ่มองดูต้นไม้ที่มันคลับคล้ายคลับครากันพลันต้นหนึ่งก็ถูกทำเครื่องหมายลูกศร

          แสงสว่างเล็กๆเล็ดลอดมาจากลำต้นของกลุ่มต้นไม้เบื้องหน้า อันเป็นปัจจัยที่บ่งบอกว่า ข้างหน้านั้นถ้าไม่เป็นบึงน้ำ ก็ต้องเป็นพื้นที่โล่งแน่นอน แต่ตามกลิ่นแล้วคงเป็นอย่างแรก

          ชั่วอึดใจก็มาถึงตรงที่ว่า..................

          บึงน้ำขนาดกว้างที่มองไปแล้วเห็นภูเขาใหญ่อยู่ลิบๆ รอบๆบึงมีหญ้านานาชนิดขึ้นอยู่เต็มไปหมด พืชน้ำที่มีลักษณะเป็นผักบุ้งน้ำขนาดใหญ่  บางชนิดก็เป็นต้นที่ชึ้นเป็นพุ่มๆ หนำซ้ำยังมีต้นไผ่ด้วย เป้นต้นไผ่จริงๆนะ แต่ขนาดมันใหญ่กว่าเท่านั้นเอง มันขึ้นริมน้ำและมันก็มีหนามด้วย ใช่ว่ามันจะมีแค่ริมน้ำนะเออ กลางน้ำก็มีขึ้นอยู่ประปรายเหมือนกัน เจ้าไผ่ค่อยๆเดินไปตรงฝั่งแล้วชะเง้อดูในน้ำ

 

          “อืมตรงนี้ตื้น และน้ำก็ใสอีกด้วย ส่วนตรงหน้านั้นเหมือนจะค่อยๆลึกลงไปทีละน้อยๆ และมีปลา มีสัตว์น้ำ อันเป็นวัตถุดิบเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต แต่คิดไปคิดมาแล้วคงจะจับมันยากสักหน่อย” ไผ่พึมพำกับตัวเอง

          สำหรับการจับปลาที่บอกว่ายาก ให้ลองนึกดูเจ้ากบที่มีขนาตัวเท่ารถเก๋งที่เคยผ่านมาเมื่อก่อนหน้านั้น ขนาดมันพอๆกันเลย หนำซ้ำตัวใหญ่กว่าก็มีอีกเยอะโข

          “เหนื่อยจิตจริง.. อยากอาบน้ำก็อยากจะอาบจวนจะแย่อยู่แล้ว แต่ก็กลัวว่าสัตว์น้ำน่ารักพวกนี้จะคาบไปรับประทาน อืม...คงต้องหาอะไรสักอย่างมากันเพื่อไม่ให้พวกนั้นเข้ามากินเราสินะ เอาล่ะ ทำเรื่องง่าย ๆ ให้กลายเป็นเรื่องยากดีกว่า  ทีแรกว่าจะขุดบ่อ แล้วเปิดเส้นทางน้ำเอามา แต่ไม่เอาดีกว่า ตัดต้นไม้ทับเอาน่าสนุกกว่าเยอะ”   ไผ่ยืนบ่นและครุ่นคิดหาวิธี พลันก็เดิน ๆ ไปพื้นดินริมบึง

          ต้นไม้ 6 คนโอบลำต้นสูงเรียวและตั้งตรง สูงประมาณ 80 กว่าเมตร มันขึ้นอยู่ประปรายริมบึงน้ำนี้

          “ต้นนี้ใช้ได้แฮะ ต้นนี้และต้นนี้ก็ใช้ได้ ขอตัดละนะครับเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ตัวกระจ้อยอย่างผม”   ไผ่ตบที่ต้นไม้ต้นหนึ่งดังปึ๊ก  แล้วเจ้าตัวก็เดินอ้อมไปอยู่ด้านหลังต้นไม้นั้น กระเป๋าถูกวางไว้ห่างจากลำต้นร่วม 10 เมตร และชั้นที่ใหญ่ที่สุดถูกเปิดออกเผยให้เห็นกล่องโลหะ 1*1 คืบ ถูกหยิบขึ้นมา ไผ่เปิดมันออกเผยให้เห็นด้ามจับ 2 ด้ามที่มีลวดเส้นเล็กกว่าสายชาร์จโทรศัพท์พันรวมกันอยู่ในลักษณะลอกเบ็ดอยู่ข้างๆทั้งสองด้าม  และลวดมันเชื่อมกันทั้งสองด้าม

         สิ่งนี้เรียกว่าเลื่อยลวด ซึ่งใช้สำหรับโค่นต้นไม้โดยเฉพาะ ตัวลวดมีลักษณะเป็นเหล็กที่มีความยืดหยุ่นสูง ตรงเส้นจะเป็นเกรียวคล้ายดอกสว่าน ไผ่หยิบมันขึ้นมาแล้วปักด้ามจับด้ามหนึ่งลงกับพื้น ส่วนอีกด้ามตนถือไว้แล้วก็บิดดลอกเพื่อเปิดกลไกที่ยึดตัวเส้นไว้

          เขาลากเส้นลวดจนรอบต้นไม้ และจับด้ามที่เคยปักไว้ก่อนหน้า ดึงออกมาอีกเพื่อถอยให้ห่างจากต้นไม้ขนาดใหญ่ประมาน 2.5 เมตร และไม่ต้องห่วงว่าลวดจะยาวไม่พอ นั่นเพราะความยาวของลวดนั้นสามารถล้อมต้นไม้ขนาด 12 คนโอบได้ 2 รอบ   ไผ่เดินหมุนตัวเองไปยังบึงน้ำ

          เสียงหายใจเริ่มแผ่วลงพลันบุคลิกก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

          “มะตัด  โมเฉือน  พุทธเรือน  ธาลาง” คำกล่าวหากินถูกใช้ออกในยามที่ต้องการเครื่องุ่นแรงที่มองไม่เห็น    เสียงเอื้อนเอ่ยแววตาเปลี่ยนเป็นสีแดงที่มีแดงฉายออกมา พลันก็เป่าไปยังเส้นลวด   พอกระพริบตาหนึ่งทีบุคลิกกลับมาเหมือนเดิมพร้อมกับรอยยิ้มกวนบาทาเช่นเคย ซึ่งแน่นอนว่าปกติไผ่ไม่แสดงกิริยาแบบนี้ให้ใครเห็น นอกจากคนที่ไว้ใจจรง ๆ  บุคลิกส่วนใหญ่ของไผ่เมื่ออยู่กับคนอื่นมักจะเงียบ โดยเฉพาะอยู่กับผู้ชาย

         มือทั้งสองล๊อกลอกลวดแล้วดึงสลับกัน เส้นลวดค่อย ๆ เฉือนเนื้อของต้นไม้

       

          4 ชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหกแต่สำหรับไผ่นั้นไม่ได้ตลกด้วยเลย เสียงหอบแฮกๆเพราะความเหนื่อยที่ดึงแขนสลับกันไปมาติดต่อกัน

          ลักษณะการตัดของเจ้าไผ่ไม่ได้ตัดเป็นแนวราบนะ แต่ตัดเป็นแนวเฉียง จากข้างบนมายังข้างล่างเพื่อกันต้นไม้มันหนีบลวด

          และในที่สุดก็ตัดมาได้ 8 ส่วน 10 แล้ว และทันไดนั้นเอง เสียงต้นไม้ก็ลั่นเปรี๊ยะๆ พลันก็ค่อยๆเอนมาหาเจ้าไผ่ต้นไม้ค่อยๆล้มลงมาอย่างช้าๆ ส่วนตัวเจ้าไผ่ก็เปิดลอกลวดข้างหนึ่งแล้วโยนมันอ้อมต้นไม้พลันก็รีบจ้ำอ้าวเดินออกจากจุดที่ต้นไม้กำลังเอนลงมา แล้วก็ไปนั่งพักหลบอยู่หลังต้นไม้ดูมันค่อยๆล้มลงด้วยรอยยิ้มแห่งความดีใจปรากฏบนใบหน้า

 

          เปรี๊ยะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ    โครม!!!!!!!!    ตูม!!! ซ่าๆๆๆๆ+++++++++

 

          เสียงต้นไม้หักแล้วล้มลงไปยังบึงน้ำพร้อมกับแรงกระแทกที่ทำเอาพื้นดินสะเทือน  แรงกระแทกฟาดน้ำดังตูมพร้อมๆกับน้ำที่สาดกระเซ็นนออกมานอกสระ ตัวต้นไม้นั้นกั้นน้ำเป็นรูปตัว /  ออกเฉียงๆ  และต้นต่อไปก็ถูกเลือก

          4 ชั่วโมงผ่านไปก็ปรากฎผลสำเร็จ  ต้นไม้ต้นที่สองได้ล้มลงแล้ว ตรงปลายต้นไม้นั้นหักทับกันไปยังกลางน้ำ  ลำต้นมันกันเป็นรูปตัว กลับด้าน อันเป็นที่กั้นแห่งความอยู่รอดที่เจ้าไผ่จะใช้สำหรับอาบน้ำและใช้สอยประโยชน์ต่าง  ๆ  เจ้าตัวยืนดูผลงานตัวเองด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ  แต่เอ๊ะพลันสายตาก็ไปเห็นอะไรบางอย่าง ที่ออกขาวๆนวลผุดผ่องขนาดเท่าๆรถเก๋ง แสงแดดยามบ่ายที่กระทบมันนั้นช่างแวววาวเสียจริง  รอยยิ้มบังเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงท้องร้อง

          “หืม... ได้อาหารเย็นและอาหารสำหรับวันต่อๆไปแล้ว บังเอิญอะไรอย่างนี้

               

                            ................................................................................................

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น