AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 สู่โลกใหม่

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 สู่โลกใหม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 582

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ย. 2559 17:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 สู่โลกใหม่
แบบอักษร

 

 

ตอนที่ 2 สู่โลกใหม่

ประกฎการณ์วงเวทย์มิติเกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกทั้ง 12  แห่ง และดูดมนุษย์เข้าไปในนั้น

          ฟรานซ์ เซโร่ เด็กสาวอายุ 15 ผมออกขาวนัยน์ตาสีฟ้า ผิวขาว เธอเป็นลูกสาวของผู้มีอิทธิพลอันดับต้นๆของโลก และเป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้ และสร้างโปรแกรมระดับสูง โปรแกรมและเทคโนโลยีแต่ละอย่างที่เธอสร้างขึ้นนั้นล้วนเป็นที่ต้องการของประเทศมหาอำนาจ เพราะมันจะสร้างข้อได้เปรียบให้กับผู้ที่มีมันไว้ครอบครอง  เพราะความสามารถของเธอ การขยายอิทธิพลของพ่อเธอจึงเป็นเรื่องที่ง่าย เพียงเวลาไม่กี่ปีก็ติดอันดับต้นของโลกเสียแล้ว ทั้งนี้เธอยังสร้างผลงานสุดอันตรายไว้กับประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งซึ่งผู้นำประเทศนี้ได้ขู่พ่อเธอเรื่องของสงคราม ว่าหากไม่ยกเธอให้ไปอยู่ภายใต้อำนาจของประเทศเขา  ฟรานซ์และพ่อของเธอจะไม่มีจุดยืนบนโลกนี้ และนี่เองที่จุดปะทุความโกรธของฟรานซ์  โปรแกรมไวรัสที่ไม่สามารถวัดระดับความอันตรายได้ถูกเธอสร้างขึ้นมา และส่งเข้าไปยังระบบของประเทศนั้น ไวรัสที่เธอสร้างทำการกัดกินและทำลายระบบป้องกันระดับสูงของประเทศนั้น และอาวุธมหาปะลัยระดับสูงถูกจุดชนวนโดยไวรัส ประเทศมหาอำนาจนั้นถึงกับหายไปในแผนที่โลกทันที  แต่ไวรัสไม่ได้หยุดแค่นั้นมันทำการแฮกระบบป้องกันตามประเทศต่างๆของโลก จนทั่วโลกเกิดความวุ่นวาย ประเทศยิบย่อยถูกทำลายไปรัวๆติดๆกัน และที่น่ากลัวที่สุดคือ ฟรานซ์ไม่สามารถหยุดไวรัสที่เธอสร้างนี้ได้ เพราะเธอสร้างด้วยความโกรธจึงไม่รู้ว่าลงข้อมูลอะไรไปบ้าง รวมถึงรหัสของมัน

          ประเทศหลายประเทศถูกไวรัสทำลาย  กัดกินระบบป้องกัน และรวนข้อมูลคำสั่งจนทำให้อาวุธมหาปะลัยระเบิด หลายๆประเทศหายสาบสูญไปจากแผนที่โลก   เธอเสียใจกับการกระทำโดยไม่คิดของเธออย่างมากจนถึงขั้นฆ่าตัวตาย แต่พ่อของเธอรู้ทันก่อนจึงจับล๊อคและขังไว้เพื่อไม่ให้เธอมีโอกาสทำร้ายตัวเอง  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้รอยยิ้มของฟรานซ์หายไปตั้งแต่ตอนนั้น และเธอไม่เคยยิ้มครั้งที่สองอีกเลยหลังจากเกิดเหตุหารณ์

          ครั้งแรกเธอได้ยิ้มตอนที่โลกกำลังเกิดโกลาหลครั้งใหญ่ จนถึงขั้นอาจต้องล่มสลาย แต่ก็มีคนๆหนึ่งมาหยุดไวรัสที่เธอสร้างไว้ได้ แม้เธอจะไม่รู้ว่าเป็นใครก็ตาม แต่ความรู้สึกที่เหมือนกับอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยนั้นเป็นความรู้สึกที่ฝังแน่นอยู่ในหัวใจ เธอเกิดตกหลุมรักคนๆนั้นที่หยุดการทำงานของไวรัสและทำลายมันได้  เพราะสายข่าวของพ่อเธอรายงานมาว่าคนที่หยุดเป็นผู้ชาย และทำเพียงคนเดียว รอยยิ้มของเธอได้ปรากฏขึ้นครั้งแรกตอนนั้น และไม่เคยมีครั้งที่สองเลย

          นับแต่นั้นมาเธอก็ไม่ยอมสร้างโปรแกรมใดๆอีกเลย เธอเอาแต่ฝึกศิลปะการต่อสู้แขนงต่างๆเพียงอย่างเดียวจนถึงวันนี้ วันที่เกิดวงกลมมีแสงประหลาดขึ้นใต้เท้าของเธอและดูดเธอเข้าไป  เธอรู้สึกว่าตนเองหมดสติไป พอตื่นมาอีกทีก็อยู่บนเตียงๆหนึ่ง เป็นเตียงอย่างดีและรูปแบบของมันไม่เคยเห็นในโลกมาก่อน มันออกโบราณแต่สวยงามมาก  ใช่ว่าจะมีเธอเพียงคนเดียว ยังมีเตียงข้างๆเธออีกหลายเตียง แต่ไม่ทันได้สังเกตอะไรมากก็มีผู้หญิงสองคนแต่งตัวแปลกๆเดินเข้ามาหา

          “ยินดีต้อนรับท่านผู้กล้า ท่านถูกอัญเชิญมายังโลกนี้โดยเทพเจ้าทั้งสี่องค์ของเมืองเราเพื่อกำจัดสิ่งชั่วร้ายให้สิ้นไปจากโลกนี้  ท่านอย่าพึ่งถามอะไรโปรดตามข้ามาก่อนเดี๋ยวท่านอัศวินจะอธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้ฟัง ท่านไม่ต้องตกใจว่าทำไมถึงฟังภาษาของเราได้  ทุกคนที่ถูกอัญเชิญโดยเวทย์ข้ามมิติของเทพเจ้าล้วนได้รับพรทางภาษาทั้งสิ้น โปรดตามข้ามาก่อนเถอะ”   หญิงแต่งตัวแปลกๆนั้นพูดขึ้นแล้วเดินนำไป

..แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่.........

..........................................................................................

พูดถึงโลกของเรา

          ในมหาลัยชนบทแห่งหนึ่ง มี 2 ชาย 1 หญิงกำลังนั่งเท้าคางตรงโต๊ะกระจกหน้าหอพักชายของมหาลัย ชายคนหนึ่งนั่งกระดิกเท้าไปมา ชายอีกคนฟุบหลับ ส่วนผู้หญิงก็นั่งเล่นโทรศัพท์

          “เฮ้อ เมื่อไหร่ไอ้ไผ่จะกลับมาวะ จะได้ให้มันช่วยทำงานกลุ่มให้เสร็จๆไปเสียที เพราะอาจารย์แต่ละคนที่สั่งงานมันใช่เล่นที่ไหน สั่งงานก็ยากและสั่งเยอะยังกับพวกเรามีเวลาว่างมานั่งทำเป็นเดือนๆงั้นแหละ”   คม ชายร่างสูงผิวคมเข้มผมยาวประบ่านั่งเท้าคางบ่นอุบ

          “เอ็งก็อย่าบ่นเลยน่าไอ้คม เราก็รู้ๆอยู่ว่าไอ้ไผ่มันเป็นเจ้าพ่อแห่งการขาดเรียนที่ขาดเยอะและบ่อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ขาดทีหนึ่งก็นานเป็นอาทิตย์อาทิตย์ขนาดอาจารย์ยังรู้เลย”  บอยชายผมน้ำตาล นัยน์ตาก็สีน้ำตาล ผิวออกสีแทน แววตาคมเข้มพูดในน้ำเสียงที่พึ่งตื่นปนรำคาญเพื่อนที่ชื่อคมที่บ่นไม่ยอมหยุด

          “นี่ จะบ่นอะไรนักหนาล่ะพวกนายนี่  มารอทุกวันก็บ่นทุกวันเป็นคนแก่ไปได้ นั่งรอไผ่กลับมาเฉยๆไม่ได้เหรอไง  นี่ถ้าไม่ใช่ส่งงานรอบที่สามแล้วยังไม่ผ่านนะ ก็คงไม่ต้องมานั่งรอไผ่แบบนี้หรอก”   ส้ม หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มพูด

          “เอาน่า ถ้าวันนี้ไม่กลับมาพรุ่งนี้ก็มารอต่อ”  บอยพูดประชด

          “ก็ว่างั้น ฉันไปก่อนล่ะเดี๋ยวน้องแนนแฟนฉันจะบ่นว่าไปไม่ตรงนัด”  คมพูดโพร่งขึ้นมาแล้วชิ่งหนีก่อนทันที

          “ไอ้คม นี่ใจคอเอ็งจะไม่รอเพื่อฝูงหน่อยเหรอไงวะ รอด้วยสิเว้ย”  บอยรีบสะพายกระเป๋าแล้ววิ่งตามเพื่อนไป

          ส่วนส้มก็ทำหน้าหน่ายๆแล้วเดินกลับ เกรงว่าคงจะต้องรออีกนานเทียวล่ะ........

........................................................................................................

        

 กลับไปสู่ต่างโลกอีกครั้ง

          เหล่าผู้กล้าที่ถูกอัญเชิญมาจากต่างโลกมารวมกันที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง  อัศวินผู้สวมชุดเกราะสีทองสูงสง่าถือดาบขนาดใหญ่มายืนอยู่ตรงหน้าพวกเข้าแล้วคุกเข่า

          “ข้าขอคำนับเหล่าผู้กล้าที่องค์เทพอัญเชิญมาจากต่างโลก ผู้กล้าที่จะเป็นความหวังของพวกเราในการนำแสงสว่างกลับมาสู่โลกนี้อีกครั้ง ข้าอลันต์เป็นอัศวินของอาณาจักรนี้” เขาคุกเข่าทำเอาผู้มาจากต่างโลกทำตัวไม่ถูกกัน

          อัศวินยืนขึ้น

          “ก่อนอื่นข้าขอชี้แจงในเรื่องที่พวกท่านต่างสงสัยก่อน เรื่องแรก คือพวกท่านถูกอัญเชิญมาด้วยพลังของเทพเจ้า 4 พระองค์เพื่อมาทำหน้าที่ในการนำแสงสว่างกลับมาสู่โลกนี้อีกครั้ง ท่านเทพเจ้าได้อัญเชิญมาทั้งหมด 12 คน  เพียงแต่ตอนนี้ทางเราค้นพบได้เพียง 8 คนก็คือพวกท่านที่ยืนอยู่ตรงนี้ ส่วนอีก 4 คนยังไม่มีวี่แววว่าจะหาเจอ แต่ข้าคาดว่าจะเจอในอีกไม่นาน

          เอาล่ะ หากท่านสังเกตตรงหน้าอกข้างขวาของพวกท่านจะเห็นสัญลักษณ์ซึ่งเป็นตราประทับของเทพเจ้าทั้งสี่ตอนส่งพวกท่านข้ามมิติมา ตราประทับนี้เป็นสิ่งวิเศษที่จะเปิดความสามารถที่ทำให้ท่านเหนือกว่าบุคคลทั่วไป อีกทั้งยังสามารถยืมพลังจากเทพเจ้าโดยตรงได้

          อย่างที่สองคือตราประทับด้านหลังของพวกท่าน มันเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้พวกท่านพัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด มันคือสัญลักษณ์บอกถึงระดับดาว และระดับเลเวลของพวกท่าน ทั้งยังบอกถึงความสามารถแต่ละอย่างของท่านได้อีกด้วย

          อีกอย่างตอนนี้หากพวกท่านสังหารมอนสเตอร์ท่านก็จะได้อณูวิญญาณของพวกมันมา โดยจะซึมซับผ่านตราสัญลักษณ์ตรงอกขวาของพวกท่าน แล้วเมื่อสะสมอณูวิญญาณได้ในระดับหนึ่ง เลเวลของท่านก็จะเพิ่มขึ้น นั่นรวมถึงพลังและทักษะพิเศษของผู้กล้าอีกด้วย

          วันนี้ข้าก็ขอบอกพวกท่านแค่นี้ก่อน ต่อไปนี้ทางเราจะให้ท่านวัดระดับมานา และธาตุหลักของพวกท่านว่ามีธาตุไหนสูง จะได้ส่งเสริมและพัฒนาได้ถูกจุด”  อัศวินพูดอธิบายและเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

          การอธิบายครั้งนี้ทำเอาผู้กล้าหน้าเหวอกันเลยทีเดียว บางคนยังจับต้นชนปลายไม่ถูกนึกว่าเป็นความฝันก็ทำการหยิกแก้มตนเองแต่ก็ไม่พ้นความเจ็บปวด

          “ไม่ มันต้องไม่ใช่เรื่องจรืง พวกแกส่งฉันกลับบ้านเดี๋ยวนี้ฉันนัดกับแฟนไว้ ขืนถ้าไม่ได้อธิบายเหตุผลให้เธอฟังมีหวังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟจนไม่ให้ฉันนอนด้วยเป็นอาทิตย์แน่ๆ  มัวมาทำสีหน้าอย่างงั้นทำไม ส่งฉันกลับสิวะ”  ชายคนหนึ่งโวยวาย ในหัวคิดแต่เรื่องแฟนจวนจะร้องให้

 

          “ตราบใดที่ปฏิบัติภารกิจไม่สำเร็จก็ไม่มีวันกลับได้”  อัศวินพูดเหมือนกับเตรียมคำตอบไว้แล้ว

          “มันจะเป็นยังงั้นได้ยังไง ก็ในเมื่อฉันไม่ได้เต็มใจมาที่นี่สักหน่อย รีบส่งฉันกลับสักทีสิ”  ชายคนนั้นยังไม่ละความพยายาม

          “ไม่ได้ นี่ไม่ใช่หน้าที่ของข้า แล้วท่านเทพเจ้าก็ไม่มีทางจะส่งพวกท่านกลับไปหากทำภารกิจไม่สำเร็จ”  อัศวินคนเดิมพูดเสียงนิ่ง

          “แก!! “  ชายคนนั้นพุ่งเข้าไปต่อยหน้าอัศวินที่ตัวสูงกว่า ส่วนฝ่ายอัศวินก็ยืนให้ต่อยเฉยๆไม่ขยับไปไหน และเหมือนว่าจะไม่สะทกสะท้านอะไร จนชายคนนั้นต่อยจนมือมีแต่เลือดก็หยุดแล้วร้องให้โวยวายพร้อมกับกุมมือที่เจ็บปวดไปด้วย

          “แม้จะเป็นผู้กล้า แต่ตอนนี้เลเวลของพวกท่านยังน้อยอยู่”  อัศวินพูด

          “คุณก็แข็งแกร่งนี่คะ ทำไมต้องเอาคนอ่อนแออย่างเรามาทำอะไรที่ไม่เข้าใจแบบนี้ด้วย นี่ขนาดทำอะไรคุณพวกเรายังทำไม่ได้เลย คุณไม่ควรเรียกพวกเราว่าผู้กล้า โปรดส่งพวกเรากลับบ้านเถอะค่ะ หรือไม่ก้ขอคำอธิบายที่มันชัดเจนกว่านี้หน่อยได้มั๊ย”  หญิงสาวอายุวัย 19 ต้นๆคนหนึ่งพูด

          “เดี๋ยวก่อนสิเธอ ฉันว่าโลกใบนี้มันน่าสนุกนะ ได้เป็นผู้กล้าเพื่อไปปราบจอมปีศาจแล้วคืนความสงบสุขให้แก่โลกอะไรยังงี้ อีกทั้งพัฒนาการก็ก้าวหน้ามากกว่าคนทั่วไป มีพลังพิเศษ ยิ่งเลเวลมากก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ดีไม่ดีอาจแข็งแกร่งกว่าชายสวมเกราะคนนี้ก็ได้ ฉันว่ามันน่าจะคล้ายๆเกมออนไลน์ที่เคยเล่นอยู่นะ เพียงแต่ภาพมันมองผ่นแว่นเท่านั้น แต่นี่เราได้สัมผัสถึงบรรยากาศจริงๆ มันน่าสนุกใช่ไหมล่ะ”  ชายอีกคนออกมาคัดค้าน และพูดตามความเห็นตัวเองที่ได้มาจากการเล่นเกมออนไลน์

          “ท่านรู้ แต่มันไม่ได้มีแค่นั้นหรอก ส่วนเรื่องพลังที่เหนือกว่าคนทั่วไปของพวกท่านนั้นคือเรื่องจริง”  อิศวินเกราะทองกล่าว

          “ฮือๆๆ ฉันอยากกลับบ้าน น้องชายขอฉันต้องการอาหารและคนดูแล ถ้าฉันไม่กลับไปแล้วใครจะดูแลเขาล่ะ เขาจะเอาเงินที่ไหนไปเรียนกัน”  หญิงสาวอายุ 20 คนหนึ่งนั่งกุมเข้าร้องไห้ไม่เกรงใจใคร

          “เราอยากได้คำอธิบาย ช่วยอธิบายให้มากกว่านี้หน่อย ข้อมูลเยอะๆ ก็ยิ่งดี” ชายสวมแว่นคนหนึ่งพูด

          “สำหรับฉันยังไงก็ได้ แค่ตกลงกันให้ได้เป็นพอ” ชายอีกคนพูด

...................................................................................................

 

 

          ณ ในป่า

          “ยะ อย่าเข้ามานะ ไม่นะ อ๊ากกกก”  ชายคนหนึ่งที่จู่ๆก็ตื่นขึ้นมาที่ไหนก้ไม่รู้ แล้วก็พลันโดนมอนสเตอร์ไล่ต้อนจนมุม สุดท้ายก็จบชีวิตโดยไม่รู้อะไรเลย

          ผู้กล้าได้ตายไป 1 คนแล้ว ทีนี้ก็เหลือ 11 คน

.................................................................................................

          ณ ในป่าลึกที่ยังไม่มีใครเข้าถึงอันเป็นเขตอันตรายที่เมื่อเข้ามาแล้วไม่เคยมีมนุษย์รอดออกไปได้เลย หินผาที่แตกระแหงเพราะถูกกระแทกด้วยวัตถุที่มีน้ำหนักมหาศาล บุรุษผู้หนึ่งค่อยๆไอออกมาแล้วยกมือขยี้ตาช้าๆ พลันก็เจอกับแสงสว่างจ้าจึงหลับตาปี๋ ค่อย ๆ เปิดเปลือกตาทีละน้อยพอสายตาเริ่มคุ้นกับสภาพแวดล้อมแล้วก็กระพริบตาปริบๆ เหมือนกำลัง งง งวยกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า สภาพโดยรอบแตกต่างจากคำว่าป่าที่เคยเจอสิ้นเชิง ต้นไม้ขนาดใหญ่นับสิบคนโอบ แถมมีหลากชนิด เสียงร้องของสัตว์ที่ไม่เคยรู้จักและได้ยินมาก่อนที่ทำให้รู้สึกถึงอันตราย

          “ที่นี่ที่ไหน ในโลกไม่เคยมีป่าที่มีลักษณะแบบนี้นี่ แล้วเสียงสัตว์ที่ทำให้รู้สึกขนลุกนี่มันอะไร”  ชายหนุ่มลุกนั่งสังเกตสิ่งรอบข้างแล้วสูดกลิ่น ก็รู้ว่ามันไม่เคยมีกลิ่นแบบนี้ในโลก

          ร่างกายค่อยๆลุออกจากหินที่แตกจากการตกลงมาตกตรงนั้น เสื้อผ้าฉีกขาดเล็กน้อย กระเป๋าสะพายหลังและอาวุธก็ยังอยู่ แต่มันกระจัดกระจายกันไปหน่อย แค่เหนื่อยเดินไปเก็บเท่านั้น

          “เอ่า แล้วจะหาไอ้ลูกของผู้มีอิทธิพลเจอได้ยังไง อืม..คงต้องเดินๆ หาทางมั่วๆ ดูก่อนเผื่อจะเจอพวกนั้น  ....แต่เอ....ความรู้สึกถึงประสาทสัมผัสที่เฉียบคมขึ้น แถมพละกำลังก็รู้สึกว่ามันเพิ่มขึ้นอีก สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับไอ้ไผ่คนนี้กันเนี่ย”   ไผ่เดินไปบ่นไปด้วยอารมณ์ที่ขึ้นๆลงๆ แล้วก็สำรวจร่างกายตนเองไปมาก็เจอสัญลักษณ์รูปปีกที่อกขวา

          “หือ ตราประทับ เราเคยมีตราแบบนี้ด้วยเหรอ....แต่ช่างเหอะต้องรีบตามหาลูกผู้มีอิทธิพลก่อน เดี๋ยวพ่อรู้เข้าว่าทำงานพลาดมีหวังโดนจับฝึกยาวแน่”   ไผ่บ่นกับตัวเองแล้วเดินมุ่งเข้าไปยังป่าลึกเรื่อยๆ

...........................................................................................................

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น