akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 24 รับผิดชอบ

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 24 รับผิดชอบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 35k

ความคิดเห็น : 83

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พ.ย. 2559 21:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 24 รับผิดชอบ
แบบอักษร

24

รับผิดชอบ

 

            แม้ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง แต่คนที่อยู่ตรงหน้าเขาก็คือเด็กหนุ่มที่เขาเคยพบ แถมยังเป็นการพบเจอกันที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นัก

                วิรุจน์ไม่คิดจะรอน้องชายเขานานกว่านี้ เขาตั้งสติตัวเอง ก่อนจะรีบเปิดประตูรถเพื่อที่จะเดินไปหาน้องชาย เพราะเขาเริ่มใจคอไม่ดีว่าสิ่งที่ชนอาจจะไม่ใช่สุนัขทั่วไปเสียแล้ว และดูเหมือนว่าความคิดของเขาจะถูกต้องเสียด้วย

                “เด็กคนนี้”

                ภูมินทร์รีบหันไปมองพี่ชาย เพราะกลัวว่าวิรุจน์จะคิดมาก ถึงแม้ริทจะนอนสลบอยู่ แล้วคุณหมอหนุ่มจะประคองร่างเล็กอย่างระมัดระวังแล้วก็ตาม แต่ก็เจ้าตัวก็มีบาดแผลบริเวณศีรษะ และยังคงไม่ได้สติ

                ทำไมอยู่ๆถึงปล่อยให้รถชนตัวเองได้

                ถึงจะบอกว่าเป็นเพราะพี่ชายเขาประมาท แต่ค่ำมืดแบบนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่เจ้าตัวจะต้องออกมาวิ่งกลางถนนจนทำให้รถชน แล้วที่สำคัญก็คือถ้าภูมินทร์คิดไม่ผิด ริทน่าจะอยู่ในร่างของหมาป่าแล้ววิ่งในสภาพนั้นโดยที่ไม่ระมัดระวังตัวเอาเสียเลย แต่ถ้าหากมองสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้ก็ค่อนข้างที่จะมืด และไม่มีรถวิ่งพลุกพล่านมากนัก เจ้าตัวอาจจะคิดในมุมนั้น เลยไม่ได้สนใจตัวเองว่าอยู่ในสภาพของหมาป่าหรือไม่

                “จะเป็นอะไรมากหรือเปล่า”

                วิรุจน์ใจคอไม่ดีนัก เขากลัวว่าเด็กคนนี้อาจจะตาย แต่ภูมินทร์ก็เป็นหมอคนหนึ่งน่าจะพอดูอาการออก

                “อาการไม่ค่อยดีเลยครับ ผมคิดว่าเราคงต้องรีบพาเจ้านี่ไปโรงพยาบาล”

                “อืม”

                คนเป็นพี่ไม่ได้ทันได้สังเกตคำพูดของน้องชายที่ดูเหมือนจะรู้จักริทมาก่อน ภูมินทร์ค่อยๆประคองร่างของริทอุ้มขึ้นมาอย่างช้าๆด้วยความระมัดระวัง

                “พี่รุจน์มาช่วยผมอุ้มหน่อยครับ ไม่รู้ว่าจะกระดูกหักตรงไหนหรือเปล่า”

                แต่ที่แน่ๆ คือศีรษะแตกแน่นอน วิรุจน์เข้ามาช่วยน้องชายอุ้มริทขึ้นรถไปยังเบาะหลัง

                “พี่รุจน์มานั่งเถอะครับ เดี๋ยวผมขับเอง”

                สุดท้ายก็ต้องพยักหน้าจนได้ เพราะเขาเองก็กลัวว่าตัวเองจะพลาดพลั้งขับรถแล้วมัวเหม่อลอยชนใครจนได้รับบาดเจ็บอีก ถ้าเป็นอย่างนั้น คงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่

                ริทถูกพาตัวมายังโรงพยาบาลที่ภูมินทร์ทำงานอยู่ ชายหนุ่มถูกพาเข้าห้องฉุกเฉิน ภูมินทร์ไม่ได้เข้าไปดูข้างใน แต่ปล่อยให้หมอคนอื่นๆเข้ารักษาแทน เพราะตอนนี้ริทก็อยู่ในร่างของมนุษย์เหมือนกับเขา เขาเองก็ค่อนข้างที่จะเป็นห่วงสภาพจิตใจของพี่ชาย

                “เด็กนั่นจะเป็นอะไรมากไหม”

                “พี่รุจน์ใจเย็นๆนะครับ ถึงโรงพยาบาลแล้ว ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก ไม่ต้องห่วงนะครับ อีกอย่างเจ้านั่นคงจะไม่ตายง่ายๆหรอก ดื้อซะขนาดนั้น”

                คำพูดของน้องชาย ทำให้วิรุจน์หันขวับไปมอง เขาขมวดคิ้วฉับทันที

                “ภูรู้จักเด็กคนนั้นเหรอ”

                “อ่า

                ภูมินทร์ชะงักไป เขาเผลอพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดซะแล้ว พี่ชายเขาไม่รู้ว่าริทคือคนที่ทำให้หลานที่น่ารักโดนจับตัว เขาเองก็ไม่ได้อยากจะเอาความกับริท ดังนั้นจึงไม่อยากให้พี่ชายรู้เรื่องพวกนี้

                “เอ่อ ก็ไม่หรอกครับ แค่มองจากหน้าแล้วคิดว่าน่าจะเป็นเด็กดื้อ”

                “ไม่ดีเลยนะ  ไปปรักปรำคนอายุน้อยกว่าแบบนั้นน่ะ”

                พอเห็นพี่ชายเริ่มยิ้ม ภูมินทร์ก็เริ่มยิ้มตาม ยังดีที่อย่างน้อยพี่ชายของเขาไม่ได้เครียดจิตตกมากเกินไป

                “พี่รุจน์รอตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมไปซื้อน้ำมาให้”

                “อืม”

                เขาได้แต่พยักหน้ารับคำน้องชาย แล้วมองภูมินทร์ที่เดินจากไป อดไม่ได้ที่จะมองไปยังหน้าห้องฉุกเฉิน ครั้งนี้เขารู้สึกผิดจริงๆ เพราะความประมาทของเขาถึงได้เกิดเรื่องเลวร้ายแบบนี้ เขาเองก็ยินดีจะรับผิดชอบทุกความผิด ถ้าเด็กคนนั้นตื่นขึ้นมาเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองได้รับความเสียหายจากเขา

                ทุกอย่างเป็นไปตามที่ภูมินทร์คาดเดาเอาไว้ ริทได้ออกจากห้องฉุกเฉิน เขาพ้นขีดอันตราย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เป็นอะไรเลย

                “อ่าพี่จะต้องรับผิดชอบเด็กคนนี้”

                “ผมเองก็มีส่วนครับ พี่รุจน์อย่าคิดมากเลยนะครับ”

                ภูมินทร์มองพี่ชายที่กำลังทอดสายตามองริทด้วยความรู้สึกผิด ที่เจ้าตัวรู้สึกผิดมากขนาดนั้นก็คงเป็นเพราะอาการของริทไม่ใช่ศีรษะแตกเท่านั้น แต่ทว่ากระดูกขาข้างซ้ายของเจ้าตัวหัก เพราะแรงปะทะของรถยนต์

                “แล้วเมื่อไหร่เด็กคนนี้จะฟื้น”

                “วันนี้อาจจะยังไม่ฟื้น ผมว่าพี่รุจน์กลับบ้านไปพักผ่อนก่อนดีกว่าครับ พรุ่งนี้เราค่อยมาดูเด็กคนนี้ใหม่”

                แม้วิรุจน์จะไม่อยากกลับ เพราะเขายังเป็นห่วงริท แต่ทว่าทุกอย่างก็คงจะเป็นจริงอย่างที่น้องชายเขาพูด

                “งั้นเราก็กลับกันเถอะ”

                “ครับ”

                ทั้งคู่กลับมาที่บ้าน วิรุจน์เหนื่อยล้าทั้งกายทั้งใจ แต่อย่างน้อยก็ดีที่คนที่เขาชนนั้นปลอดภัยแล้ว ถึงแม้จะยังรู้สึกผิด แต่ก็ลดความวิตกกังวลไปได้บ้าง

                “เฮ้อ”

                กายสูงเอนแผ่นอนบนเตียงอย่างหมดแรง ทั้งที่เขาได้กลับบ้านของตัวเองแล้วแท้ๆ แต่จิตใจของเขาก็ยังไม่สงบเลยสักนิด

                “บ้าเอ้ย”

                เขานอนไม่หลับ ทั้งๆที่เขาเหนื่อยล้ามากขนาดนี้ ชายหนุ่มหลับตาลงบนเตียง พยายามไม่คิดฟุ้งซ่าน มีเรื่องมากมายเขามาในสมองของเขา เขาควรที่จะหยุดคิดทุกอย่าง แล้วพักผ่อนเสียที

 

-------+++++-------

 

                เปลือกตาบางค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ความหนักอึ้งที่บริเวณศีรษะ ทำให้เขารู้สึกทรมานจนคิดอะไรไม่ออก ก่อนที่สายตาจะปรับภาพทุกอย่างให้ชัดเจนมากขึ้น

                “ตื่นแล้วเหรอ”

                เสียงทุ้มที่ดังขึ้น ทำให้ริทต้องหันไปมอง เขาเบิกตากว้างทันที เมื่อได้เห็นใครบางคน

                “นาย!

                “ใจเย็นๆสิ ปลอดภัยแล้วนะ”

                ภูมินทร์รีบพูดย้อนกลับไปทันที โดยที่ไม่คิดจะให้ริทพูดไปมากกว่านี้ เขากลัวว่าความจะแตก แล้วคนที่อึ้งอาจจะเป็นตัวของพี่ชายเขา

                “เป็นยังไงบ้าง เจ็บมากหรือเปล่า”

                วิรุจน์ถามอย่างห่วงใย ริทขมวดคิ้วทันที เขามองหน้าภูมินทร์ เพราะสงสัยว่าวิรุจน์คือใคร

                “ฉันชื่อวิรุจน์ นายจะเรียกฉันว่ารุจน์เฉยๆก็ได้ ส่วนนี่น้องชายฉัน ชื่อภูมินทร์ หรือจะเรียกภูก็ได้ แล้วนายชื่ออะไร”  

                เพราะเห็นว่าริทมีท่าทางที่ดูสงสัย เขาจึงได้เอ่ยแนะนำตัวไปก่อน

                “ริท”

                ชายหนุ่มตอบกลับไปเรียบๆ รู้สึกเริ่มใจคอไม่ดีสักเท่าไหร่นัก เพราะตอนนี้เขากำลังมาอยู่กับครอบครัวที่เขาเคยไปก่อกวนเอาไว้ ริทพยายามจะขยับตัว เขารีบไปจากที่นี่

                “โอ้ย”

                เพราะรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างของร่างกาย ทำให้เจ้าตัวตกใจเป็นอย่างมาก เขาหันขวับไปมองทั้งสองคน

                “นี่มันอะไรกัน ฉันเป็นอะไร”

                เขาโวยวายอย่างไม่พอใจ วิรุจน์พูดตอบอย่างรู้สึกผิด

                “ฉันเป็นคนขับรถชนนาย”

                “อะไรนะ!

                ความจำเมื่อคืนของเขาค่อนข้างที่จะเลือนราง รู้แค่ว่าร่างกายเหมือนโดนแรงปะทะอย่างรุนแรงจนทำให้หมดสติไป

                “ฉันยินดีจะรับผิดชอบทุกอย่าง”

                “ฉันฉันต้องการคุยกับหมอนี่ตามลำพัง”

                ริทพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยคนที่รู้จักเขามากที่สุดในนี้ก็คือภูมินทร์

                “แต่ว่า”วิรุจน์จะแย้ง

                “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมคุยเอง พี่รุจน์ไปรอข้างนอกเถอะครับ”

                “เอาอย่างนั้นก็ได้”

                เขาเองก็ไม่อยากให้ริทรู้สึกอึดอัดมากจนเกินไป จึงได้ออกไปข้างนอก และปล่อยให้น้องชายของเขาเป็นคนคุยแทน

                “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!

                ริทโวยวายทันทีเมื่ออยู่กับภูมินทร์แค่สองคน คุณหมอหนุ่มถอนหายใจ เมื่อเห็นริทเริ่มออกฤทธิ์

                “ใจเย็นๆก่อนสิ ฉันเองก็ไม่ได้อยากให้นายเป็นแบบนี้หรอกนะ”

                ภูมินทร์หย่อนกายนั่งลงข้างๆริท

                “ฉันเป็นอะไรกันแน่”

                “ขานายหัก”

                “อะไรนะ!

                ดวงตาคู่สวยทั้งสองเบิกกว้าง เขาเลื่อนมือไปกระชากคอเสื้อของภูมินทร์

                “พวกนายทำให้ฉันเป็นอย่างนี้ พวกนายคิดจะแก้แค้นฉันใช่ไหม”

                “คิดมากเกินไปแล้ว พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าว่าจะขับรถชนนาย แล้วนายล่ะ ทำไมถึงได้ไปวิ่งตามถนนดึกดื่นแบบนั้น”

                พอโดนสวนกลับ ริทก็เงียบไป ใบหน้าดูแสดงความวิตกกังวล

                “มีอะไรหรือเปล่า”

                “ฉันอยากกลับแล้ว ฉันจะกลับ ฉันไม่อยากเห็นหน้านาย”

                “ไม่ได้หรอก พี่ชายฉันเป็นห่วงนายมาก ฉันคงปล่อยนายให้กลับบ้านไม่ได้ ถ้านายยังเป็นแบบนี้”

                ภูมินทร์เป็นห่วงความรู้สึกของพี่ชายมาก เขาไม่อยากให้วิรุจน์คิดมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าพี่ชายเขาจะผิดที่ขับรถอย่างประมาท แต่เขาก็ไม่อยากให้พี่ชายจมปรักกับความผิดนั้น เพราะตอนนี้ริทก็ปลอดภัยแล้ว

                “ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกนายอีก ฉันเกลียดพวกนาย”

                “ถ้าพี่ชายฉันรู้ว่านายทำเรื่องเลวร้ายกับหลานฉัน นายอาจจะเดือดร้อน”

                เขาไม่ได้หมายถึงแค่วิรุจน์ แต่เขากลัวว่าจะรวมไปถึงพี่ชายคนโตของเขาด้วย ริทเม้มปากแน่น พยายามคิดไตร่ตรอง

                “นายจะมายุ่งอะไรด้วย ฉันจะกลับ!

                ริทกระชากตัวภูมินทร์เข้ามาใกล้ แล้วกัดฟันพูดอย่างหงุดหงิด แต่ทว่าภูมินทร์กลับจับมือของริทเอาไว้ เขาเคลื่อนหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชิดกัน แล้วเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น

                “ก็บอกแล้วไงว่ากลับไม่ได้ ฉันจะเป็นคนดูแลเรื่องร่างกายของนายเอง นายต้องอยู่ในความดูแลของฉันจนกว่าจะหายดี

 

-------+++++-------

 

               

                “สบายใจขึ้นแล้วใช่ไหมครับ”

                ภูมินทร์หันไปถามพี่ชายที่กำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ในร้านกาแฟ วิรุจน์ระบายยิ้มจางๆ แล้วพยักหน้าเบาๆ

                “ก็คงต้องขอบใจนายล่ะนะ เพราะตอนแรก เหมือนว่าริทจะไม่อยากให้พี่ยุ่งด้วยเลย”

                แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็ดีใจที่ริทยินดีรับความช่วยเหลือ แถมเจ้าตัวยังได้อยู่ในความดูแลของน้องชายเขาอีก

                ฝ่ายภูมินทร์เมื่อได้ฟังน้องชายพูดแบบนั้น เขาก็กระตุกยิ้มบางเบาที่มุมปาก เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในห้องพักผู้ป่วย

                .

                “ฉันจะฆ่านาย”

            น้ำเสียงเกรี้ยวกราดราวกับสัตว์ป่าที่คิดจะอาละวาดได้ทุกเมื่อ

            “น่ากลัวจังนะ แต่สภาพนายตอนนี้ แค่จะลุกมายืนยังทำไม่ได้เลย อย่าดื้อนักจะดีกว่า”

            “คิดว่าฉันกลัวนายหรือไง!

            “ฉันเองก็ไม่ใช่คนดีนักหรอก แถมสภาพนายตอนนี้ก็ดูไม่ได้ ถ้าฉันเกิดแค้นนายขึ้นมา แล้ววางยาสลบ จับนายตัดขาทิ้งขึ้นมาแล้วนายจะทำยังไง ถ้านายยังดื้อฉันจะทำให้นายเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิตดีไหมนะ”

            “ชั่ว! คนอย่างนายมาเป็นหมอรักษาคนได้ยังไง”

            ท่าทางโกรธเคืองจนถึงขีดสุดนั้นดูน่ารักน่าแกล้งจนภูมินทร์ต้องอมยิ้ม

            “ก็ถ้าคนไข้ไม่ดื้อฉันก็จะเป็นคุณหมอที่ใจดีอยู่แล้ว”

            .

            “ยิ้มอะไรน่ะ”

                เมื่อเห็นน้องชายแสดงท่าทีที่ดูยิ้มแย้มแจ่มใสจนน่าหมั่นไส้ คนเป็นพี่จึงถามออกมา

                “ไม่มีอะไรหรอกครับ อ่าเดี๋ยวผมต้องไปตรวจคนไข้แล้ว ไปก่อนนะครับ”

                คุณหมอหนุ่มบอกกลับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้น วิรุจน์พยักหน้ารับรู้ แล้วก้มลงจิบกาแฟต่อ

                ช่วงนี้เขาเจอแต่เรื่องไม่สบายใจ ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเพื่อนสนิท

                “ฉันเข้าไปหานายที่บ้านได้หรือเปล่า”

                [กลับมาแล้วเหรอ]

                “แน่สิ ถ้าไม่กลับมา จะโทรหานายได้ยังไง”

                [ยาเอายา…]

                วิรุจน์ขมวดคิ้วฉับทันที เมื่อได้ยินเสียงที่เล็ดรอดเข้ามาในสาย นั่นไม่ใช่เสียงเพื่อนรักของเขาแน่นอน

                “เสียงอะไรน่ะ

                เขาค่อนข้างแปลกใจกับสิ่งที่ได้ยิน แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

                [ไม่มีอะไรหรอก แล้วนายจะมาตอนไหนล่ะ]

                “ว่าจะเข้าไปตอนช่วงค่ำๆ นายอยู่บ้านหรือเปล่า”

                [ถ้านายมาฉันก็ต้องอยู่อยู่แล้ว]

                “หึหึ”

                วิรุจน์หัวเราะในลำคอ แต่เพียงครู่ เขาก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อได้ยินเสียงแทรกเข้ามาอีกจนได้

                [เอามาอึก]

                “คิน เสียงอะไร”

                [ไม่มีอะไรหรอก แค่นี้ก่อนนะ ฉันมีธุระที่ต้องทำน่ะ แล้วเจอกัน]

                วิรุจน์อึ้งเพียงครู่ ที่อยู่ๆเพื่อนรักก็ตัดสายไป ถ้าหากนาคินทร์บอกว่ากำลังมีธุระ เขาเองก็ไม่อยากจะไปเซ้าซี้ให้มากความ

 

-------+++++--------

 

                “ต้องการขนาดนั้นเลย”

                นาคินทร์ก้มมองร่างสูงที่ทรุดอยู่กับพื้นกลางห้องรับแขก เขาย่อกายนั่งลง แล้วจับเข้าที่คางสวย มองใบหน้าของราชิดที่ซีดเซียว

                ครั้งก่อนเขาช่วยถอนพิษไปก็จริง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก แน่นอนว่าในร่างกายของราชิดยังเต็มไปด้วยพิษของเขา

                “นายมียา เอายามา ยาแก้พิษ”

                “เสียใจด้วยนะ เพราะว่าฉันไม่มียา ถ้านายอยากจะหาย ฉันก็ต้องเป็นคนถอนพิษให้นายเอง”

                “งั้นนายก็รีบถอนพิษทั้งหมดสิ นายคิดจะทรมานฉันใช่ไหม!

                ราชิดตัวสั่น เขากระชากคอเสื้อของนาคินทร์ นาคินทร์เหยียดยิ้มเพียงนิด

                “เพราะว่านายต่อต้านฉัน  ถ้านายทำตัวดีๆ ฉันก็จะถอนพิษทั้งหมดให้”

                เขาบอกอย่างใจเย็น เพราะครั้งก่อน เขาถอนพิษไปให้ก็จริง แต่เจ้าตัวก็ใช่ว่าจะเชื่องยอมทำตามคำสั่งของเขาอย่างง่ายดาย เรียกให้มาก็ไม่ยอมมาจนกระทั่งร่างกายทนไม่ไหวถึงได้กระเสือกกระสนเข้ามาหาเขาแบบี้

                “จะให้ทำอะไรก็ว่ามา! ขอแค่นายอย่ายุ่งกับริท และทำให้ฉันหายจากความทรมานบ้าๆนี่สักที”

                แม้จะเคยคิดว่าตัวเองทนความเจ็บปวดไหว แต่พอเอาเข้าจริงๆ ร่างกายของเขาก็ใช่ว่าจะทนได้ขนาดนั้น สุดท้ายเขาพ่ายแพ้ให้กับมันจนต้องขอความช่วยเหลือจากคนที่เขาเกลียดชัง

                “แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าถ้าช่วยนายครั้งนี้แล้ว นายจะไม่ทำแบบครั้งก่อนอีก”

                “ฉันฉันสัญญา”

                ถึงจะบอกไปแบบนั้น แต่ในใจของราชิดก็คิดขัดแย้ง เรื่องอะไรเขาจะยอมเป็นเบี้ยล่างของนาคินทร์ ตอนนี้แค่คิดหาทางออกให้ตัวเองหายป่วยก็พอ แล้วเขาค่อยไปคิดหาวิธีอื่นเพื่อแก้ไขแทน

                “ฉันควรจะเชื่อคำสัญญาของนายดีหรือเปล่าล่ะ”

                ดวงตาคมกริบแปรเปลี่ยนไปไม่ต่างกับอสรพิษ ราชิดเริ่มใจคอไม่ดี เขาถอยกายอย่างลืมตัว แต่ทว่าเพียงครู่ร่างกายของเขาก็ถูกจับพลิกให้อยู่ในท่านอนคว่ำ

                “นะ นี่นายคิดจะทำอะไรฉัน!

                ได้แต่ถามด้วยความหวาดหวั่น ร่างกายเขาปวดร้าวไปทุกส่วนจนแทบจะขยับไม่ได้ แต่อันตรายที่เขามาใกล้ก็ทำให้เขารู้ตัวจนพยายามจะถอยหนี แต่ดูเหมือนว่าเขาจะหนีเคราะห์ร้ายในครั้งนี้ไม่พ้น

                กางเกงที่ราชิดสวมใส่ถูกนาคินทร์กระชากจนเผยให้เห็นผิวกายข้างใน

                “อึก!!!

                ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง เมื่อรับรู้ถึงปลายนิ้วร้อนที่แทรกเข้ามาในช่องทางด้านหลัง ใบหน้าหล่อคมก้มต่ำลงจนหายใจรดต้นคอ

                “ฉันจะทำให้นายรู้ว่าคิดจะมีเรื่องกับฉัน แล้วมันจะเป็นยังไง”

                “อึก ยะ อย่า ออกไป”

                บอกทั้งที่ทรมานแทบจะขาดใจ แต่นิ้วทั้งสองของนาคินทร์กลับคว้านลึกเข้าไปในร่างของราชิดมากขึ้นจนใบหน้าหล่อบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน พร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยพบเจอ เขาไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

                “อะ อื้อ อ๊า”

                แท่งเนื้อร้อนถูกมือหนาจับกุมรูดชักอย่างรุนแรงจนราชิดร้องครางด้วยความเจ็บปวด แต่ก็สุขสมจนไม่เข้าใจตัวเอง ทั้งด้านหน้าและด้านหลังถูกปรนเปรอแต่ก็เหมือนจะจงใจทรมานเขาเสียมากกว่า มันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเกิดขึ้น  เขาไม่อยากมีอารมณ์เพราะว่ามือของผู้ชายคนนี้

                “อะ อื้อ!!

                ยิ่งนิ้วร้อนกระแทกกระทั้นเข้ามาในร่างมากเท่าไหร่ ร่างกายของเขาก็ยิ่งกระตุกเกร็ง เขี้ยวคมกริบฝังลงบนผิวกายราวกับดูดดื่มเลือดในร่าง แต่ทว่ากลับเป็นการช่วยถอนพิษให้

                แต่ที่น่าอับอายเป็นที่สุด คือเขากำลังถูกหยามศักดิ์ศรีและถูกกระทำไม่ต่างกับสัตว์ตัวเมียจนสุดท้ายร่างกายได้ปลดปล่อยความอึดอัดทั้งหมด พร้อมกับคมเขี้ยวอสรพิษที่ถอนออก มีเพียงดวงตาคมกริบที่ทอดมองอย่างเย็นชากับร่างกายนอนหมดสภาพเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำขาวขุ่นที่พื้น ราชิดปรือตามองนาคินทร์ด้วยสติที่เลือนลาง

                “นี่คือคำเตือนจากฉันถ้านายผิดสัญญาฉันจะทำให้นายทรมานมากกว่านี้”

 

           100% 

 

ติดตามการอัพได้ที่เพจนะคะ

 

แจ้งข่าว รีปริ้นทางเนตรอบเดียว รอบสุดท้าย (จากนี้ไม่มีรีปริ้นทางเนตอีกแล้วค่ะ)

#สามีผมเป็นเสือ ภาค1 #คุณพ่อครับมาเป็นเมียผมเถอะ

จัดส่งรอบแรก ไม่เกินวันที่ 20 พ.ย. นะคะ

http://www.tunwalai.com/chapter/743291/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99-royal-tiger-%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A-51016-51216

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น