smile_alive

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เสือกินผัก5 เสือซ่อนเล็บ

ชื่อตอน : เสือกินผัก5 เสือซ่อนเล็บ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.9k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2559 17:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เสือกินผัก5 เสือซ่อนเล็บ
แบบอักษร

#

[เสือซ่อนเล็บ]

 

 

     วันนี้ฉันมีเรียนตอนบ่าย ฉันค้นพบว่าความสุขที่แท้จริงของเด็กมหาลัยคือการที่ไม่ต้องตื่นเช้า ลูคกับม่านฟ้ามีเรียนตั้งแต่เช้าแล้ว วันนี้เลยจำเป็นต้องเอารถมาเรียนคนเดียว

 

     ตอนนี้ฉันกำลังหอบหนังสือเรียนสองสามเล่ม ก้าวเท้าไวๆเพื่อไปที่ห้อง สองขาเดินตัดผ่านกลุ่มผู้คนมากมาย ซึ่งหลายครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคนพวกนั้นถึงต้องมอง มันมีทั้งสายตาชื่นชอบและสายตาที่แสดงความเกลียดชังส่งผ่านมา ถึงแม้ตอนนี้ตัวเองจะความจำเสื่อม แต่ก็อดอึดอัดไม่ได้ 

 

     ฉันในเมื่อก่อนต้องเจออะไรแบบนี้ทุกวันเลยหรอ...

     เธอคนนั้นทนได้ไงกัน?

 

     ปึกกกกก..!

 

     "อ๊ะ" เพราะมัวคิดอะไรเพลินๆ ตอนที่กำลังก้าวเดินด้วยความเร่งรีบฉันก็ชนเข้ากับร่างสูงเข้าอย่างจัง แรงชนมันไม่ได้แรงมากอะไร แต่มันก็มากพอที่ฉันเซไปเล็กน้อย 

 

     "ขอโทษค่ะ"

 

     "ไม่เป็นไร...อ๊าว!ผัก" 

 

     "..."

 

     "ไม่เจอกันนานเลย" เสียงทักจากร่างคนที่ชนทำให้ต้องรีบเงยหน้าขึ้นมอง แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วลงเล็กน้อย 

 

     ฉันเลือกที่จะเงียบพลางจ้องมองร่างสูงที่อยู่ตรงหน้า มองแล้วมองอีก แต่ไม่ว่ายังไงก็มั่นใจว่าผู้ชายคนนี้ฉันไม่เคยรู้จัก...

 

     หรืออาจเคยรู้จัก ก่อนที่ความจำจะเสื่อม 

 

     "อือ" สุดท้ายก็ทำแค่ครางรับในคอเล็กน้อย

 

     "คิดถึงจัง สบายดีมั้ย" คำพูดกับเสียงหยอกล้อมันทำให้ฉันไม่ชอบใจเท่าไหร่ ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าจัดการเป็นคนดูดีมากนะ ดูไม่ใช่คนสำอางค์ ใบหน้าคมรับกับคางบึกบึน ผิวขาวที่ดูเข้มเล็กน้อยเหมือนพวกชอบออกกำลังกาย ใบหน้าที่ดูคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนสักที่ แต่สุดท้ายก็เลือกปัดความคิดนั้นทิ้งไป

 

     "ขอตัวนะ เรารีบ" ฉันเลือกที่จะไม่ตอบคำถาม ก่อนจะเลี่ยงเดินออกมา สมองมันกำลังบอกว่าผู้ชายคนนี้ไม่ควรเข้าใกล้ เขาดูเจ้าชู้และกะล่อนเกินไป 

 

     "เย็นชาจังเลยนะ"

 

     "..."

 

     "แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว...ฉันชอบ"

 

     เสียงทุ้มที่ลอยตามหลังทำให้ต้องหยุดเดิน ฉันหันไปมองหน้าเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำให้ฉันเกร็งตัว ผู้ชายที่กล้าสารภาพรักผู้หญิงหน้าตาเฉยแบบนี้มันไว้ใจไม่ได้หรอก เขาดูเจนจัดเกินไป และคำพูดมันก็ไม่ได้ดูใสซื่ออย่างที่คิด  

 

     "ฉันอยาก.."

 

     ครืดดด....!!

     เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขัดบทสนทนา เจ้าตัวทำหน้าเซ็งเล็กน้อยก่อนจะล้วงโทรศัพท์ขึ้นมากดรับ 

 

     [ว่าไงนายา] และเพราะชื่อที่เขาเอ่ยออกมามันเรียกความสนใจได้ไม่น้อย ตอนนี้ฉันไม่ได้สนใจในตัวเขาอีกแล้ว แต่กลับสนใจปลายสายที่เขากำลังพูดด้วยต่างหาก...

 

     นายา!

 

     [อือ] เขาครางรับกับโทรศัพท์ก่อนที่ร่างสูงจะทำท่าเดินหลบไป ฉันสาวเท้าเดินตามหลังอย่างลืมตัว เพราะความอยากรู้มันทำให้ฉันลืมไปว่าต้องรีบเข้าเรียน

 

     เขารู้จักฉัน

     แล้วยังรู้จักกับคนชื่อนายาอีกหรอ ชักมีกลิ่นไม่ชอบมาพากลซะแล้วสิ

 

     คิดได้ดังนั้นร่างบางก็เลือกเลี่ยงเดินตามด้านหลังอยู่ห่างๆ ดูเหมือนผู้ชายคนนี้จะไม่ได้ระวังตัวอะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันแอบสะกดรอยตาม ตอนนี้เขายังถือโทรศัพท์ค้างไว้พลางก้าวเดินไปทางลานจอดรถด้วยความเร่งรีบ  

 

     หมับบบบ...!

 

     "แกจะไปไหน" ก่อนที่จะได้ทันเดินตามไป ฝ่ามือใครบางคนก็คว้าหมับที่หัวไหล่จนฉันสะดุ้ง ละสายตาจาภาพข้างหน้าเพื่อมองหน้าคนที่เข้ามาใหม่ 

 

     "อ่าวลูค"

 

     "ไม่ไปเรียนอีกหรอ อาจารย์จะเข้าแล้วนะ" ลูคมองหน้าฉันเหมือนสงสัย เขาหันมองซ้ายขวาเหมือนถามว่ามาทำอะไรที่นี่ แต่ฉันก็เลือกที่จะไม่ตอบอะไร พอหันไปมองอีกทางก็ต้องพบเพียงความว่างเปล่า 

 

     ผู้ชายคนนั้นหายตัวไปซะแล้ว ...

 

     สุดท้ายก็ทำได้เพียงเก็บความสงสัยไว้ในใจ ก่อนจะเดินกลับไปยังตึกเรียนพร้อมลูค สมองกำลังนึกถึงคำพูดที่ฟังดูใกล้ชิดเมื่อกี้ เผลอๆฉันกับเขา เราอาจมีอะไรบางอย่างต่อกันมากกว่าที่ตัวเองคิดก็เป็นได้

 

 

 

 

     ฟ้าที่เริ่มมืดสลัวทำให้ฉันรีบเร่งฝีเท้าไปที่รถ ไม่เข้าใจว่าอาจารย์เอาอะไรมาสอนนักหนา กว่าจะรู้อีกทีตอนนี้เวลามันก็ล่วงเลยมาเกือบหกโมงครึ่งแล้ว 

 

     ตอนนี้ฉันอยู่เพียงคนเดียว ลูคกับม่านฟ้าสองคนนั้นเลิกเรียนตั้งแต่สี่โมงแล้วด้วยซ้ำ ตอนแรกลูคก็ทำท่าจะอยู่รอแต่ยัยม่านฟ้าดันติดธุระซะก่อน ลูคเลยจำเป็นต้องขับรถไปส่ง จริงๆไม่ได้ใส่ใจอะไรมากหรอก หมอนั่นไม่จำเป็นต้องมาอยู่รอก็ได้ ฉันเอารถมาเองก็ขับกลับเองได้เช่นกัน

 

     ฉันนั่งประจำที่คนขับก่อนจะบิดกุญแจ แต่แล้วรถมันก็ลับสตาร์คไม่ติดซะงั้น พยายามอยู่สี่ห้าครั้งแต่มันก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะติดเลยสักนิด 

 

     "มาเป็นอะไรตอนนี้เนี่ย" ฉันปลดเข็มขัดนิรภัยก่อนเปิดกระโปรงรถเพื่อเช็คดู ผิดเองแหละที่ดีแต่ขับ คิดแล้วก็หัวเสีย ลองเอามือจับตรงโน้นตรงนี้ไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะลองสตาร์ครถอีกครั้ง

 

     แกร๊ก ๆๆๆ...วูบบบ

 

     โอเค!..ไม่ได้ผล ฉันคิดอย่างยอมแพ้ก่อนจะกดโทรหาลูค แต่ไม่ว่าจะโทรไปกี่สายหมอนั่นก็ไม่มีท่าทีจะรับสักนิด จนสุดท้ายก็ต้องตัดสินใจโทรเข้าเบอร์ไอ้หมอมินแทน

 

     ตรู๊ดดดด...

 

     [ฮัลโหล]

     [มิน..] ขอบคุณพระเจ้า!ยังดีที่หมอนี่รับสาย ฉันคิดอย่างดีใจ 

 

     [มีอะไร ตอนนี้ฉันมีคนไข้ แค่นี้นะ ตริ๊ด..] เสียงปลายสายดูเหมือนกำลังทำอะไรสักอย่างก่อนที่เขาจะพูดเร็วรัวด้วยความเร่งรีบ ฉันพยายามเรียกมินอยู่สองสามครั้งแต่ปลายสายก็ดันวางไปซะก่อน

 

     อ่าา...ให้ตาย นี่มันวันซวยอะไรเนี่ย 

 

     ฉันขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิดก่อนจะตัดสินใจโทรหาช่างซ่อม แต่แล้วความซวยมันก็มาเยือนอีกรอบเมื่อโทรศัพท์แจ้งเตือนว่าแบตกำลังหมดแล้วมันก็ดับไปซะแบบนั้น

 

     "โอย!" ฉันครางอย่างสิ้นหวัง สายตามองไปรอบแต่ก็ไม่พบใครสักคนที่พอจะช่วยได้ สุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะจอดรถทิ้งไว้ตรงนี้ หยิบเข้าของสำคัญออกมาและเดินไปเรื่อยๆ 

 

     ตอนนี้มันเริ่มมืดแล้ว จากมหาลัยที่ดูครึกครื้นตอนนี้กลับดูวังเวงจนน่ากลัว ฉันกระชับกระเป๋าแน่นชึ้น ขายาวรีบก้าวเดินให้เร็วที่สุด ระหว่างที่กำลังรีบร้อนอยู่นั้นแสงไฟจากรถก็สาดเข้ามาจากทางด้านหลัง ฉันชะลอปลายเท้าลงเมื่อรู้สึกว่ารถที่ขับมาใกล้กำลังชะลอตัว กระจกรถที่เลื่อนต่ำลงมาทำให้ฉันเห็นว่าคนที่อยู่ข้างในว่าเป็นใคร

 

     เหมือนนรกส่งมา 

 

     "ไง" เสียงสั้นห้วนดังขึ้นพร้อมกับริมฝีปากที่แสยะยิ้ม มันดันดูขัดลูกตาจนบอกไม่ถูก"มาเดินอะไรแถวนี้ หาเหยื่อหรอ"

 

     "..." เจอกันไม่ถึงสิบวินาทีก็หาเรื่องแขวะกันซะแล้ว 

 

     ฉันถอนหายใจเหนื่อยอ่อน ตอนนี้มันไม่พร้อมจะสู้รบปรบมือกับเขาสักนิด ฉันเลือกจะไม่ตอบอะไร พลางเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ 

 

     "ถามไม่ตอบ" เขาขับรถตามมาติดๆ  

 

     "รถเสีย " ฉันได้แต่ส่ายหัวอย่างยอมแพ้ก่อนจะตอบกลับไป เขาทำแค่พยักหน้ารับรู้และพูดออกมา 

 

      "ขึ้นมา"

 

     "ห๊ะ" เหวอทันทีที่ได้ยิน เขาเนี่ยนะจะช่วยฉัน! 

 

     "บอกให้ขึ้นมา เดี๋ยวไปส่ง"

 

     "ไม่อ่ะ ฉันไม่อยากไปกับนาย" ตอบอย่างไม่ต้องคิดอะไร ถ้าต้องไปกับเขาล่ะก็ ฉันขอเลือกเดินแบบนี้ยังดีกว่า ถึงตรงนี้จะดูเปลี่ยวไปหน่อยแต่มันก็ยังดีกว่าอยู่กับผู้ชายคนนี้

 

     ไอ้ตัวอันตราย

 

     "แน่ใจ?" คนในรถถามขึ้น และประโยคต่อมามันก็ทำให้ฉันหยุดเดินทันที "แถวนี้เคยมีข่าวผู้หญิงถูกฉุดไปข่มขืนแล้วโดนฆ่าปิดปากซะด้วยสิ"

 

     "โอเค" ฉันเปลี่ยนใจแทบทันที ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบเสือซักเท่าไหร่แต่ก็พอจะรักชีวิตตัวเองอยู่บ้าง ฉันยกมืออย่างยอมแพ้ในโชคชะตา ก่อนจะก้าวขึ้นรถอย่างไม่เต็มใจ

 

     "หึหึ" เสียงหัวเราะของเขามันทำให้รู้สึกประสาทเสีย แต่ก็เลือกทำเป็นไม่สนใจ ทำแค่บอกทางกลับบ้านไป พลางแอบมองเขาเป็นพักๆอย่างไม่วางใจ 

 

     วันนี้หมอนี่มาแปลกแฮะ

 

     บางทีเขาอาจมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่บ้างถึงช่วย คิดแค่นั้นก็สลัดความกังวลทิ้ง ตอนนี้ฉันอยากถึงบ้านเร็วที่สุด เร็วเท่าไหร่ได้ยิ่งดี แค่คิดว่ากำลังใช้อากาศหายใจร่วมกับเขาแค่นี้ก็หงุดหงิดตัวเองจะตายอยู่แล้ว

 

     เวลาเคลื่อนผ่านเชื่องช้า ทุกอย่างในรถมันเงียบจนอยากกัดลิ้นตายให้รู้แล้วรู้รอด ไม่มีทั้งเสียงเพลงหรือเสียงวิทยุ ไร้ซึ่งบทสนทนาใดๆ มีเพียงเสียงลมหายใจที่มันขาดห้วงของฉันเมื่อรู้สึกถึงความผิดแปลกไป 

 

     "นี่มันไม่ใช่ทางกลับบ้านฉันหนิ" ฉันขมวดคิ้วยุ่งมองสองข้างทาง เริ่มมั่นใจแล้วว่ามันไม่ใช่ทางกลับบ้านแน่ๆ หัวใจบีบตัวเต้นรัวอย่างตื่นตระหนก หันไปมองคนข้างด้านแต่เขาก็เอาแต่เงียบ  

 

     "เสือ ฉันจะกลับบ้าน" ฉันพูดอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่เริ่มครุกรุ่น 

 

     ชักไม่โอเค! หมอนี่มันเชื่อใจไม่ได้จริงๆ

 

      "อะฮะ กำลังจะพาไปนี่ไง" เขายิ้มมุมปากเล็กน้อยทั้งที่ไม่ได้หันมามอง และไอ้รอยยิ้มนี่แหล่ะ ที่ทำให้เริ่มมั่นใจแล้วว่าตัวเองกำลังถูกหลอกแน่ๆ...

 

     โอ้วว!ทำไมฉันถึงโง่แบบนี้  

 

     นี่มันยิ่งกว่านรกส่งมาอีก ผิดที่คิดไว้ใจเขา นี่มันเป็นกับดัก ฉันพลาดเอง

 

     "แต่มันไม่ได้ไปทางนี้ จอดเดี๋ยวนี้นะ" ฉันกระชากแขนเขาสุดแรง สัญชาตญาณกำลังบอกให้ตัวเองหาทางหนี ฉันต้องไปให้พ้นจากตรงนี้ให้ได้ ..

 

     ร่างสูงดูจะดูตกใจไม่น้อยกับสิ่งที่ฉันทำ เขาสะบัดมือออกเมื่อรถทำท่าแกว่งไปมา แต่ตอนนี้ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้น กลายเป็นว่ายิ่งฉันทำ เขาก็ยิ่งเพิ่มความเร็วของรถมากขึ้น 

 

     "เสือ! ฉันบอกให้จอดไง"

 

 

     "รู้มั้ย เวลาเล่นเกมส์ฉันชอบอะไรมากที่สุด" เสียงเย็นเยียบดังแทรกขึ้นพร้อมกับรถที่เริ่มชะลอความเร็ว จนสุดท้ายมันก็จอดแน่นิ่งอยู่ข้างทางเปล่าเปลี่ยวแห่งหนึ่ง ไร้ซึ่งรถสัญจรไร้ซึ่งผู้คน 

 

     ขนกายเริ่มลุกชัน ลมหายใจติดขัดทันทีเมื่อสายตาคมตวัดมอง นัยน์ตาสีดำขลับของเขามันต่างไปจากเดิม ดูเจ้าเล่ห์ชั่วร้าย เหมือนสายตาดุดันของสัตว์ป่าที่จ้องตะครุบเหยื่อ มันเป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกสั่นหนาวไปทั้งตัวอย่างไม่มีเหตุผล 

     "...."

     "ฉันชอบเป็นผู้ชนะไง" คำพูดที่ได้ยินทำให้ม่านตาขยายกว้าง...ฉันกำลังพลาดท่าให้เขาอีกแล้ว!

 

[ต่อ]

 

     "ฉันชอบเป็นผู้ชนะไง"คำพูดที่ได้ยินทำให้ม่านตาขยายกว้าง ฉันกำลังพลาดท่าให้เสืออีกแล้ว! สายตาที่เขามองมาเหมือนมันกำลังสื่อว่า'เกมส์นี้เขาต้องเป็นผู้ชนะ' และผู้ที่พ่ายแพ้มันต้องถูกทำลายให้สิ้นซากไป 

 

     "อยากลงไปนักใช่มั้ย"

     "..."

     "งั้นก็ลงไป" คำพูดที่ได้ยินทำให้หายใจไม่ทั่วท้อง หมอนี่ไล่ฉันลงจากรถทั้งๆที่ตรงนี้มันทั้งเปลี่ยวและอันตราย

 

     เขาไม่รู้หรือตั้งใจกันแน่ ฉันได้แต่จ้องมองใบหน้าเสืออย่างค้นหา แต่สิ่งที่ค้นพบในสายตามันมีเพียงความเกลียดชังที่ฉายชัดเท่านั้น 

 

     "ฉันไม่เล่นนะเสือ"

 

     "แล้วใครบอกว่าฉันเล่น" เสียงทุ้มดูราบเรียบเย็นชา น้ำเสียงที่ส่งผ่านมามันไม่ได้มีวี่แววว่าจะเล่นสักนิด และมันก็มั่นใจในทันทีว่าผู้ชายคนนี้เอาจริง เขาเจตนาเอาฉันมาทิ้งไว้ที่นี่

 

     ไอ้คนสารเลว...

 

     "ลงไป" ความรู้สึกมันผสมปนเปไปหมด มันทั้งแค้นและเสียใจ ไม่รู้ว่าอดีตฉันกับเขาเราเคยมีเรื่องอะไรที่ทำให้บางหมางผิดใจกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักนั่นคือเขาเป็นผู้ชายและการที่ใช้กำลังข่มขู่กับผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้แบบนี้ มันไม่หน้าตัวเมียไปหน่อยหรอ

 

     "สารเลว!!"

 

     หมับบบ....

 

     "อย่าคิดจะตบ ต่อให้เธอเป็นผู้หญิงฉันก็ไม่เว้นเหมือนกัน" ก่อนจะทันตวัดมือใส่หน้าเพื่อระบายความแค้นร่างสูงก็คว้าหมับที่ข้อมือได้ก่อน เสือออกแรงบีบจนกระดูกแทบแหลกคามือ 

 

     "ลงไปได้แล้ว" พูดจบเขาก็สะบัดมือราวกับรังเกียจ ก่อนจะเอ่ยปากไล่อีกครั้ง และครั้งนี้ฉันก็ไม่คิดจะร้องขอความเห็นใจจากอีก

 

     ฉันเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทายทั้งที่ในใจกำลังร้องไห้จนปวดร้าว พยายามเม้มปากแน่นเพื่อปิดกั้นเสียงที่ใกล้สะอื้นเต็มที 

 

     จะไม่อ่อนแอต่อหน้าเขาเด็ดขาด ฉันได้แต่พร่ำบอกตัวเองซ้ำๆ 

 

     ตอนที่เห็นรถของเสือเคลื่อนตัวไกลออกไปจนลับตา กำแพงหนาภายในใจก็พลันพังทลาย ฉันทรุดตัวนั่งคุดคู้กอดร่างกายอันสั่นเทาของตัวเอง ปลดปล่อยม่านน้ำตาออกมาอย่างสุดกลั้น ทุกอย่างที่เขาทำ ทุกคำพูดเจ็บแสบมันกำลังแล่นลิ่วเข้ามาในสมอง 

 

     ถึงแม้จะความจำเสื่อมแต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจ นั่นคือฉันเป็นคนเข้มแข็ง ฉันในอดีตและปัจจุบันคนนี้ต้องแบกรับทุกสิ่งทุกอย่างไว้คนเดียวมาโดยตลอด ทำตัวเหมือนเข้มแข็ง ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่เลย

 

     เหมือนกับภาพมายา ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดความอ่อนแอของตัวเอง

 

     ในทุกวันต้องรับรู้ถึงสายตารอบข้างของคนที่เกลียดชัง อยู่และใช้ชีวิตอย่างคนไม่เหลือใคร แม้แต่คำว่าครอบครัว ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ได้สัมผัสมันสักครั้ง 

 

     "ฮึก.." คิดไปก็นึกตัดพ้อในโชคชะตา แหงนหน้ามองท้องฟ้าดำมืดพลางปลดปล่อยม่านน้ำตาให้ไหลริน ตอนนี้มันไม่รู้ว่าสักนิดว่าควรทำยังไงต่อไป ทุกอย่างมันดูมืดแปดด้านไปหมด มีเพียงความหวาดกลัวเท่านั้นที่เกาะกุมไปทั่วทั้งใจ 

 

     ทำไมร่างกายมันถึงได้อ่อนแอขนาดนี้นะ ไม่ชอบเลยจริงๆ!

 

 

[อัพครบ 100%]

#

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น