akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 23 ยุติ

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 23 ยุติ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 32.8k

ความคิดเห็น : 83

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2559 19:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 23 ยุติ
แบบอักษร

23

ยุติ

 

      ไม่คิดเลยว่าการที่เข้าไปประชิดตัวกับลีโอจะทำให้เจ้าตัวถึงกลับไม่แม้จะสบตาเขาตรงๆ เหมือนว่าจะขุ่นเคืองและเครียดแค้น แต่กลับหันหน้าหนีเมื่อเขาคิดจะมองกลับ

                แบบนี้มันเรียกว่าแอบมองคนอื่น ไร้มารยาทจริงนะเจ้าหนู

                “อาหารไม่ถูกปากหรือ”

                ผู้เป็นพ่อหันมาถามลูกชาย ตอนนี้พวกเขากำลังนั่งทานมื้อกลางวันร่วมกับแขกที่มาเยือน ลีโอยันกายลุกขึ้น

                “ผมอิ่มแล้ว ขอตัวครับ”

                เด็กตัวสูงแสดงท่าทางที่ไม่ค่อยอยากจะร่วมโต๊ะกับใครบางคนอย่างชัดเจน แลนเดอร์มองลูกชายเป็นเชิงตำหนิ แต่ลีโอทำเป็นไม่สนใจ

                “ลีโอ จะรีบไปไหนล่ะ เพิ่งทานไปแค่นิดเดียว”

                “ผมปวดหัว คลื่นไส้ อยากจะอ้วก”

                ว่าพลางปรายตามองวิรุจน์เพียงแค่ครู่เท่านั้น แต่แทนที่ร่างสูงโปร่งจะไม่พอใจ กลับคลี่ยิ้มหวานส่งกลับ

                “งั้นก็ต้องพักผ่อนเยอะๆนะครับ เดี๋ยวจะอาการหนักไปมากกว่านี้”

                เด็กตัวสูงได้แต่กำมือแน่น เขาหมุนกายรีบเดินออกจากห้อง เพราะรับรู้ได้ถึงการโต้ตอบใต้รอยยิ้มนั้น

                วิรุจน์ไม่ได้อยากจะรังแกเด็ก แต่การได้แกล้งเด็กก็เหมือนจะเป็นเรื่องสนุกขึ้นมา เมื่อเจอกับเด็กที่ดื้อดึงขนาดนี้

                “นายไปกวนประสาทเจ้านั่นทำไม”

                พอลเอ่ยขึ้นมาเรียบๆ ตวัดสายตามองวิรุจน์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ชายหนุ่มยักไหล่เพียงเล็กน้อย

                “มันก็ไม่เกี่ยวกับนายนี่”

                ถึงแม้ประเด็นหัวข้อการทะเลาะมันจะเป็นเรื่องของพอลเต็มๆ แต่เรื่องอะไรที่เขาจะต้องไปบอกเรื่องนั้นให้เจ้าตัวได้รับรู้ แค่เขาคนเดียวก็จบปัญหานี้ได้สบายมากอยู่แล้ว แต่ถึงวิรุจน์จะบอกไปแบบนั้น แต่ก็ใช่ว่าพอลจะเชื่อว่าชายหนุ่มจะพูดจริง แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้คิดจะทักท้วงต่อ

                การรับประทานอาหารในช่วงเที่ยงสิ้นสุดลง วิรุจน์เองก็ไม่ได้อยากจะใส่ใจในตัวลีโอที่ทำท่าทางไม่พอใจเขา เขามาที่นี่เพื่อทำงานเท่านั้น ไม่ได้อยากจะมามีเรื่องกับใคร ถ้าพอลไม่มาด้วยอาจจะดีกว่านี้ เพราะต้นเหตุของการมีเรื่องในครั้งนี้ก็คือพอล เขาเองก็ไม่ได้พิศวาสพอลราวกับคนรักจนถึงขั้นอยากจะไปตบตีกับเด็ก

                “ผมต้องขอโทษจริงๆนะครับ เรื่องของลีโอ”      

                ดูเหมือนว่ามาคัสยังคงรู้สึกผิด แม้ตอนนี้จะเย็นมากแล้ว และนั่นคือเวลาที่วิรุจน์กำลังจะเดินไปขึ้นรถยนต์เพื่อกลับบ้านของพอล

                “คิดมากไปแล้วครับ ผมไม่ถือสาหรอก เด็กก็แบบนี้ คิดอะไรก็แสดงออกอย่างนั้น”

                วิรุจน์คิดแบบนั้นจริงๆ เขาโตขนาดนี้จะไปขุ่นเคืองเด็กก็คงเกินไป แต่ถ้าแกล้งเด็กนั้นมันคนละกรณี

                ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ว่ารู้สึกเย็นวาบขึ้นมา เมื่อหันไปมองที่รถยนต์ ก็พบว่าพอลเข้าไปรอในรถเสียแล้ว

                “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

                ท่าทางแปลกๆของวิรุจน์ ทำให้มาคัสต้องถามด้วยความเป็นห่วง ช่ายหนุ่มส่ายหน้าไปมา

                “ส่งผมแค่นี้ก็พอ ”

                เขาเอ่ยขึ้น แล้วรีบเดินตรงไปที่รถยนต์ เพราะเขารู้ดีว่าพอลคงกำลังหงุดหงิดที่เขาชักช้า เจ้าตัวอาจจะให้คนขับรถนั้นออกรถไปเลยก็ได้ ถ้าเขาไม่ยอมมาขึ้นรถให้ทันเวลาอย่างที่ใจตัวเองนั้นกำหนดไว้

มาคัสมองตามวิรุจน์ ชายหนุ่มจะหมุนกายเดินกลับเข้าบ้าน แต่ทว่าก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นลีโอยืนอยู่

“หึดูแลกันจังเลยนะ เพราะเป็นแบบตัวเองหรือไง ถึงได้เข้าใจกันน่ะ”

“ลีโอ ทำไมน้องพูดแบบนั้น”

มาคัสเริ่มขมวดคิ้ว เพราะปกติ เขาแทบจะตามใจน้องชายอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่าคราวนี้เขาเริ่มไม่พอใจที่มาคัสทำตัวไร้มารยาทกับวิรุจน์ที่เป็นแขกของบิดาตั้งหลายครั้ง

“ฉันไม่เคยนับนายเป็นพี่ ฉันไม่มีพี่ที่มีเลือดผสมแบบนายหรอกนะ”

เปลือกตาบางปิดลง พร้อมกับความรู้สึกมากมายที่อัดแน่น มาคัสขยับกายเข้าไปหาลีโอตามสัญชาตญาณตัวเอง แต่ทว่าเสียงรถยนต์ที่เคลื่อนที่ทำให้สติของเขากลับคืนมา ดวงตาที่แข็งกระด้างเริ่มเปลี่ยนไป ชายหนุ่มเมินหน้าไปทางอื่น แล้วรีบเดินเลี่ยงลีโอเหมือนทุกครั้งที่เจ้าตัวจะไม่ตอบโต้ใดๆต่อน้องชาย

ลีโอหันไปมองมาคัสด้วยความงุนงง เขาไม่อยากจะคิดว่าตัวเองตาฝาด ที่เห็นมาคัสมองเขาแปลกๆ แต่บางทีเขาอาจจะคิดมากไปเองก็เป็นได้ เขาไม่ควรที่จะให้ความสนใจ มารดาของเขาต้องทุกข์ใจก็เพราะว่าแม่ของมาคัส ทั้งๆที่เป็นเมียน้อยแท้ๆ แต่กลับมีลูกชายก่อน อีกทั้งยังเป็นแค่มนุษย์

นายมันเป็นเลือดผสม ไม่มีอะไรที่สู้ฉันได้เลย

 

-------+++++-------

 

                “มาคัสเนี่ย เป็นพี่ชายที่ดีจังเลยน้า”

                พอขึ้นรถแล้ว วิรุจน์ก็เอนกายพูดขึ้นมาอย่างชื่นชม บางทีเขาก็พาลนึกถึงพยัคฆ์ที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายแท้ๆของเขา

                ถ้าเขาเป็นแบบลีโอ พี่ชายเขาจะปกป้องเขาเหมือนที่มาคัสปกป้องลีโอหรือเปล่า

                ชั่ววูบหนึ่ง ดวงตาคู่สวยกลับฉายแววเศร้าออกมา แต่เพียงครู่ก็แปรเปลี่ยนไป พร้อมกับรอยยิ้มจางๆที่มุมปาก

                ปกป้องสิเขาปกป้องเรา

                วิรุจน์เสตามองออกไปนอกกระจกรถ ในขณะที่พอลมองตาม เหมือนกำลังพยายามจะเจาะลึกเข้าไปในหัวใจว่าตอนนี้วิรุจน์กำลังคิดอะไร และรู้สึกยังไงกันแน่

                “มีอะไรหรือเปล่า”

                เพราะรับรู้ได้ถึงสายตาของคนที่นั่งอยู่ไม่ห่าง ทำให้วิรุจน์ต้องหันมามอง พร้อมกับถามกลับไปหลังจากโดนเรียก

                “มานี่”    

                “มีอะไร”

                แทนที่จะตอบกลับ เจ้าตัวกลับใช้สายตามอง วิรุจน์ไม่ได้กลัวพอล แต่เขาก็ไม่รู้จะดื้อดึงไปทำไม ในเมื่อนิสัยของพอลเป็นยังไงเขาก็พอรู้อยู่ เขาจึงต้องลุกไปนั่งใกล้ๆกับพอล

                “นายคุยอะไรกับลีโอ”

                คำพูดเรียบๆของพอล ทำให้วิรุจน์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเหมือนคนร้อนตัว แต่ก็ยังคงแกล้งทำหน้าร่าเริง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                “คุยตอนไหนล่ะ ตอนทานข้าวน่ะเหรอ”

                เขาไม่คิดจะพูดถึงก่อนช่วงเวลาทานมื้อกลางวัน นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยสักนิดเดียว อีกอย่างพอลก็คงไม่รู้

                “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ว่าพวกนายทำอะไรกัน”

                “อ๊ะ”

                ไม่ทันสิ้นประโยคที่พอลพูด ฝ่ามือร้อนก็บีบเข้าที่คางสวยของวิรุจน์ จนใบหน้าหล่อต้องเงยขึ้นมองพอล

                “นายพูดเรื่องอะไรฮะ!

                “คิดจะเล่นทั้งพี่ทั้งน้องเลยหรือไง”

                แรงบีบที่คางเริ่มมากขึ้นจนวิรุจน์ต้องนิ่วหน้า ยกมือจับมือของพอล สายตาที่มองเขามันเย็นชาจนวิรุจน์รู้สึกใจสั่นขึ้นมา

                สายตาของพอลมันน่ากลัวเกินไปแล้ว เหมือนจะฆ่าเขาให้ตายตรงนี้

                “ปล่อย!

                พอลไม่ตอบ แต่กลับบีบแรงขึ้น วิรุจน์พยายามออกแรงกระชากมือของพอลออก

จนในที่สุด พอลก็ยอมผ่อนแรงลง

                “หยุดทำอะไรบ้าๆสักที นายพูดเรื่องอะไรฉันไม่เข้าใจ มีปัญหาอะไรก็พูดออกมาตรงๆเลยสิเจ้าบ้า!

                เขาเข้าไปกระชากคอเสื้อพอล ยื่นหน้าเข้าไปถามด้วยความโมโห เขาไม่รู้หรอกว่าพอลไปหงุดหงิดอะไรมา ถึงมาทำแบบนี้กับเขา แต่เขาไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์ของพอล เข้าใจว่าพอลเป็นคนแปลกๆ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพอลจะหงุดหงิดใส่ใครก็ได้ หรือจะทำอะไรกับเขาก็ได้

                การที่พอลเคยช่วยชีวิตพี่ชายเขาไว้มันก็ถือว่าเป็นบุญคุณก็จริง แต่เขาก็เองก็มีศักดิ์ศรี มีจิตใจ จะให้มาทนรับความแปรปรวนของพอล ที่ช่วงนี้ยิ่งเป็นหนักก็คงไม่ใช่ เขาไม่รู้ว่าพอลหงุดหงิดอะไรกันแน่

                “หูหนวกหรือไงฮะ ฉันถามว่านายหงุดหงิดอะไรไงเล่า!

                “นายต่างหากที่กำลังหงุดหงิด”

                ถ้ามองในตอนนี้ คนที่นิ่งสงบลงแล้วก็คือพอล แต่วิรุจน์ต่างหากที่โวยวายเสียงดัง พอได้ยินแบบนั้น วิรุจน์ก็ชะงักไป แล้วปล่อยมือจากคอเสื้อของพอล

                “เจ้าบ้า นายมันกวนประสาทจริงๆ”

                รับมือกับพอลมันยากกว่าที่คิดเอาไว้เสียแล้ว วิรุจน์พรูลมหายใจของตัวเอง แล้วผละออก

                “เอาล่ะ เราจะคุยกันด้วยเหตุผล นายเป็นอะไร ทำไมถึงมาบีบคอฉัน”

                “คาง”

                เหมือนพอลกำลังจะท้วงว่ามันไม่ใช่คอ แต่วิรุจน์กำลังเหมารวมให้มันดูเป็นเรื่องใหญ่

                “ก็มือนายมันใหญ่ มันโดนทั้งคางทั้งคอ นี่คิดจะหาเรื่องกันอีกหรือไงฮะ”

                จู่ๆ เจ้าตัวก็เริ่มโมโหขึ้นมา เพราะคิดว่าพอลกวนประสาทอีกแล้ว แต่ทว่าพอคิดดูดีๆเขาต่างหากที่เริ่มหงุดหงิดจนเกินเหตุอีกจนได้

                “ช่างเถอะๆ เอาเป็นว่า นายตอบเหตุผลมาตรงๆเลยดีกว่า”

                แทนที่จะตอบ พอลกลับมองหน้าวิรุจน์

                “นายน่าจะรู้อยู่แล้ว ทำไมฉันต้องพูด”

                “หนอย”

                คนถามคำถามถึงกลับอารมณ์ขึ้น แทบสุดจะทนกับนิสัยเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อยากทำอะไรก็ทำ ไม่คิดจะเสียหน้า ไม่คิดจะสนใจใครของพอล

                “ฉันสุดจะทนกับนายแล้วนะพอล”

                วิรุจน์พรูลมหายใจอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะรู้สึกดี แต่รู้สึกหงุดหงิด จนต้องพยายามหาทางระบายต่างหาก เขาหลับตาลงช้าๆ

                “ฉันว่าเราควรจะหยุดเรื่องพวกนี้กันได้แล้ว”

                “หมายถึงอะไร”

                วิรุจน์ลืมตาขึ้น แล้วหันไปสบตาพอล

                “พันธะวิญญาณ ระหว่างฉันกับนาย”

 

------+++++-------

 

                Rrrr

                ภูมินทร์ละสายตาจากเอกสารในมือ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดรับสาย

                “ว่าไงครับพี่รุจน์ ลมอะไรให้โทรมาล่ะครับเนี่ย”

                เขาหยอกเย้าพี่ชายตัวเอง ก่อนจะได้รับเสียงตอบกลับมา

                [ยังทำงานอยู่สินะ ว่างหรือยังละ]

                “ครับ ก็คิดว่าน่าจะว่างนะครับ”

                [มารับพี่หน่อยสิ พี่อยู่สนามบิน]

                “อะไรนะครับ วันที่กลับไม่ใช่วันนี้ แล้วทำไม

                [มีเรื่องน่าหงุดหงิดใจนิดหน่อย ก็เลยรีบกลับมา  นี่ก็มืดแล้วด้วย มาเร็วๆเลยเจ้าภู ไม่งั้นฉันจะฟ้องแม่แน่ว่านายไม่ดูแลพี่ชายที่แสนน่ารักคนนี้ ปล่อยให้รอเก้อที่สนามบิน”

                “พี่รุจน์ก็ อย่าแกล้งผมสิครับ โอเคครับ ผมเลิกงานพอดี วันนี้ไม่ต้องเข้าเวร เดี๋ยวผมจะรีบไปครับ”

                พอได้รับการยืนยันจากน้องชายแล้ว วิรุจน์ก็กดวางสายทันที เขาหย่อนกายนั่งลงที่เก้าอี้นั่งพัก แล้วทอดสายตามองออกไปด้านนอกที่เริ่มมืดสนิท

                นายทำให้ฉันผิดหวังมากจริงๆ พอล

            “ไม่”

                คำเดียวเท่านั้นที่พอลตอบกลับมา วิรุจน์ไม่เข้าใจว่าพอลจะยื้อเรื่องระหว่างเขาและอีกฝ่ายเอาไว้ทำไม ในเมื่อการเป็นอิสระต่อกันน่าจะดีว่า เขาเลื่อนกำหนดการกลับไทยให้เร็วขึ้น

                ถ้าให้บอกกันตามตรงก็คือเขารู้สึกอึดอัดใจที่จะต้องเจอหน้าพอล ปกติก็ไม่ค่อยชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแต่ที่วางเฉย ทำเป็นไม่สนใจได้ นั่นก็เพราะว่าเขาคิดแค่ว่าพอลช่วยเหลือพยัคฆ์เอาไว้ เขาจึงไม่อยากจะมองอีกฝ่ายในแง่ลบ แต่ตอนนี้มันติดลบแล้ว ติดลบอีก จนไม่รู้จะเพิ่มให้เป็นบวกยังไงเลยด้วยซ้ำ

                “แค่ไม่ใส่ใจเท่านั้นก็พอ”

                นั่นคือสิ่งที่วิรุจน์หาคำตอบให้กับตัวเอง ยิ่งใส่ใจมาก เขาก็ยิ่งหงุดหงิด ไม่รู้ว่าทำไม เวลาที่คิดถึงหน้าของพอล แล้วมันชวนให้หงุดหงิดอยู่เรื่อย

                วิรุจน์หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดเล่นเพื่อฆ่าเวลารอน้องชาย เขาเลื่อนรูปบนหน้าจอดูแล้วก็ต้องอมยิ้ม เมื่อเห็นเจ้าเด็กแฝดในร่างเสือโคร่งตัวน้อย

                “เมื่อไหร่จะมาวิ่งไล่จับกับอารุจน์ได้สักทีน้า”

                อาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ เคยคาดหวังว่าอยากจะเล่นไล่จับกับพี่ชายในร่างเสือโคร่ง แต่เพราะพลังเขาไม่เข้มแข็งมากพอ การจะกลายร่างเป็นเสือโคร่งเลยค่อนข้างที่จะยากลำบาก

                แม้จะมีทั้งเลือดของเสือและมนุษย์ แต่เหมือนว่าเขาจะโอนเอียงไปทางมนุษย์เสียมากกว่า

                เขาเลื่อนรูปไปเรื่อยๆจนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่รูปหนึ่ง ซึ่งเป็นรูปถ่ายระหว่างเขากับน้องชายอย่างภูมินทร์ในตอนที่ยังเยาว์วัย 

                “รู้สึกเหมือนตาแก่เลยแฮะ มานั่งดูอะไรเก่าๆแบบนี้ คงต้องบอกว่า เก็บอะไรที่มันชวนให้นึกถึงอดีตจริงๆเลยต่างหาก”

                วิรุจน์คลี่ยิ้มให้กับตัวเอง การมีน้องชาย มันช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างเขากับพี่ชายได้มากพอสมควร เพราะพยัคฆ์เองก็เหมือนจะเอ็นดูภูมินทร์ ส่วนเขาเองก็เนียนเข้าไปอยู่กับพี่ชายได้

                ปลายนิ้วเรียวแตะเลื่อนภาพไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงภาพของเขากับเพื่อนรักอย่างนาคินทร์  เห็นทีกลับมาถึงไทยแล้ว คงต้องไปเยี่ยมเยียนเพื่อนสนิทคนนี้บ้างเพราะรู้สึกคิดถึงเหลือเกิน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไปอยู่กับพอลไม่เท่าไหร่ แต่มันรู้สึกว่าเขาจากบ้านเกิดไปเสียนาน

                “อ่า

                ปลายนิ้วเรียวสวยหยุดชะงัก พร้อมกับหัวใจที่เริ่มบีบรัดกับภาพที่เลื่อนไปเจอ

                ลืมไปได้ยังไงกันฉันลืมคิดถึงนายไปได้ยังไง

                “พี่รุจน์ครับ”

                เสียงเรียกของภูมินทร์ ทำให้วิรุจน์ออกมาจากความคิดต่างๆ เขาเงยหน้ามองน้องชาย แล้วเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง

                “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

                เพราะเห็นว่าพี่ชายดูเงียบๆไป ต่างจากเวลาปกติ เลยค่อนข้างที่จะทำให้ภูมินทร์เป็นกังวล

                “ไม่มีอะไรหรอก แค่หิวจนจะบ้าแล้ว กว่าจะมาได้นะเจ้าภู”

                คนเป็นพี่แกล้งหิวกลบเกลื่อนความรู้สึกต่างๆที่ถาโถมเข้ามาของตัวเอง เขายันกายลุกขึ้น แล้วส่งกระเป๋าเดินทางให้น้องชายช่วยถือ

                “โห ให้ผมหมดเลยนะครับ”

                “ก็เพราะว่านายมาช้า แล้วมันทำให้ฉันหงุดหงิดสุดๆเลยน่ะสิ เจ้าน้องคนนี้”

                “ค้าบๆ ผมผิดเองครับ ผมผิดเอง”

                ภูมินทร์แทบจะยกมือขอโทษพี่ชายอย่างขำขัน วิรุจน์ฟาดมือไปที่ไหล่กว้างของภูมินทร์ไปหนึ่งที

                “เดี๋ยวนี้กล้ากวนฉันเรอะ”

                “เปล่าสักหน่อยครับ ผมผิดไปแล้วจริงๆ”

                คุณหมอหนุ่มยังคงยิ้มกริ่มอย่างมีความสุข แต่วิรุจน์ส่ายหน้าไปมาราวกับเอือมระอา

                “เดี๋ยวฉันขับเองดีกว่า กำลังอยากขับรถพอดี”

                เพราะไปอยู่ที่บ้านของพอล เขามักจะมีคนขับรถให้ คราวนี้ก็เลยอยากจะขับเองบ้าง

                “ไม่เหนื่อยเหรอครับ เพิ่งลงจากเครื่อง”

                “สบายมาก นอนมาเยอะเลยล่ะ”

                วิรุจน์ไหวไหล่พร้อมกับรอยยิ้ม เป็นเชิงบอกว่า เขาสบายดี ภูมินทร์ได้แต่ยิ้ม แล้วพยักหน้า และปล่อยให้พี่ชายเป็นคนขับรถ

                “แล้วพี่ได้บอกคุณพ่อกับคุณแม่หรือเปล่าครับ ว่าจะกลับมาเร็วกว่ากำหนด”

                “บอกทำไมล่ะ ให้เป็นเรื่องเซอร์ไพร์สน่าจะดีกว่า”

                ท่าทางอารมณ์ดีของพี่ชาย ทำให้ภูมินทร์ไม่คิดจะขัด ปล่อยให้วิรุจน์ขับรถต่อไปเรื่อยๆ

                “ขอขับรถเล่นสักพัก แล้วค่อยกลับบ้านนะ”

                “ได้ครับ ยังไงก็ได้  ไม่ได้อยู่ไทยหลายวัน คงเหงาแย่ แต่ที่นั่นก็น่าจะมีอะไรให้พี่รุจน์แก้เบื่อตั้งเยอะไม่ใช่เหรอครับ”

                “เยอะไหมไม่รู้ แต่ไม่ได้ไปน่ะสิ”

                จะให้ไปไหนได้ ก็เจ้าของพอลจ้องอย่างกับจะฆ่ากันถ้าคิดจะหนีเที่ยว ทำราวกับเขาเป็นเด็กเสียอย่างนั้น

                “แบบนี้ก็เก็บกดแย่น่ะสิครับ”

                “ก็คงแบบนั้นล่ะมั้ง ฮ่าๆๆ”

                วิรุจน์เหยียบคันเร่ง เพิ่มความเร็วให้มากขึ้น เจ้าตัวอยากจะมีปีก จะได้กลางบินร่อนในเวหา

                ถ้าเป็นนก คงจะไปไหนก็ได้ ตามใจสินะ แต่ก็อาจจะไม่รอดพวกนายพรานที่ชอบยิงนกก็ได้…               

                ความคิดเรื่อยเปื่อยเกิดขึ้นในสมอง

                “พี่รุจน์ครับ”

                “หืม

                วิรุจน์ยังคงอารมณ์ดี ฮัมเพลงในลำคอเบาๆ

                “ผมสงสัยมาสักพักแล้วนะครับ ว่าเรื่องระหว่างพี่รุจน์กับคุณพอลเป็นยังไงกันแน่ครับ มันเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลย”

                คำกล่าวของน้องชาย ทำให้เสียงฮัมเพลงหยุดลง พร้อมกับรอยยิ้ม ในสมองของวิรุจน์ครุ่นคิด ราวกับหลุดกับครุ่นคิดปัญหาที่อยู่ในวังวน ไม่อาจจะหลุดออกมาได้เสียที

                เขากับพอลเป็นอะไรกัน ทำไมเขาถึงไม่จัดการเรื่องทุกอย่างให้มันจบ พวกเขาสองคนยื้อความสัมพันธ์บ้าๆพวกนี้ไว้ทำไมมันเพราะอะไรกันแน่

                “พี่รุจน์ ระวัง!!!    

                โครมมมมมม!!!

                เพียงแค่ชั่วพริบตาที่เจ้าตัวเผลอครุ่นคิดเรื่องมากมายกับผู้ชายนิสัยไม่ดี วิรุจน์ก็ไม่ได้ผ่อนความเร็วลงสักนิด แถมยังเหมือนไม่เห็นทางข้างหน้าเพราะสมองไม่ยอมรับรู้อะไร

                “เมื่อกี้คน

                ภูมินทร์เห็นท่าทางของพี่ชายแล้วเขาเริ่มใจคอไม่ดี วิรุจน์เริ่มเหมือนคนกำลังเครียดจัด อาจจะเป็นเพราะพี่ชายคิดว่าตัวเองขับรถชนคน

                “พี่รุจน์ใจเย็นๆนะครับ ผมคิดว่าน่าจะไม่ใช่คน เพราะถ้าเป็นคน ผมต้องเย็นว่ายืนตัวสูงกว่ารถสิครับ”

                “งั้นเหรอ”

                “เดี๋ยวผมลงไปดูนะครับ พี่รุจน์รออยู่ในรถก่อน”

                “เดี๋ยวพี่ลงไปด้วย”

                เสียงพี่ชายอ่อนแรงลงจนภูมินทร์จับน้ำเสียงได้ ชายหนุ่มจับมือพี่ชาย แล้วบอกด้วยรอยยิ้ม

                “คงเป็นแค่สุนัข รอผมอยู่บนรถเถอะครับ”

                สุดท้ายเขาก็พยักหน้ารับคำน้องชายอย่างเสียไม่ได้ ภูมินทร์ก้าวเดินลงจากรถ เพื่อไปดูสิ่งที่พี่ชายเขาขับรถชนจนนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น

                สุนัข

                ไม่สิต้องเรียกว่าสุนัขป่าสินะ

                “ให้ตายสิ”

                ทำไมถึงเป็นนายไปได้ล่ะ..เจ้าเด็กดื้อ

 

 

100%

ติดตามการอัพได้ที่เพจนะคะ

 

แจ้งข่าว รีปริ้นทางเนตรอบเดียว รอบสุดท้าย (จากนี้ไม่มีรีปริ้นทางเนตอีกแล้วค่ะ)

#สามีผมเป็นเสือ ภาค1 #คุณพ่อครับมาเป็นเมียผมเถอะ

จัดส่งรอบแรก ไม่เกินวันที่ 20 พ.ย. นะคะ

http://www.tunwalai.com/chapter/743291/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99-royal-tiger-%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A-51016-51216

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}