vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 ♥ [UPDATE]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 30.9k

ความคิดเห็น : 72

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2562 19:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 ♥ [UPDATE]
แบบอักษร

ตอนที่ 3

                [P: ฮันนี่]

                ผมตื่นนอนแต่เช้าและรู้สึกสดชื่นมากเพราะผมเพิ่งเคยได้หลับเต็มอิ่มสุด ๆ บนเตียงนุ่มแบบนี้ เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปิดประตู สาวใช้โค้งตัวให้ผมพร้อมกับส่งยิ้มเป็นมิตรมาให้

                “ขออนุญาตค่ะ ท่านฮันนี่ ดิฉันนำเสื้อผ้าสำหรับท่านมาให้ค่ะ ท่านฟอเรสบอกว่าให้ท่านไปเจอที่ห้องอาหารในตอนเช้าวันนี้ เวลา 9:00 นาฬิกาค่ะ” เธอบอกเสร็จก็นำชุดมาวางให้ผม ผมยิ้มตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใส

                “ขอบคุณมากนะครับ”

                “ให้ดิฉันช่วยอะไรไหมคะ” เธอถามอย่างสุภาพ ผมส่ายหน้าช้า ๆ

                “ไม่เป็นไรครับ” เมื่อได้ยินคำตอบของผม เธอก็โค้งให้ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง

                ผมเข้าไปอาบน้ำอยู่สักพัก พออาบเสร็จก็ใส่ชุดที่ถูกเตรียมไว้ให้ มันเป็นเสื้อสูทมีคอปกสีขาวและก็มีตราราชวงศ์ของอาณาจักรนี้ด้วยครับ ผมเดินออกมาจากห้องก่อนจะมองทางเดินที่มีพรมสีแดงปูไปตลอดทาง...ว่าแต่ ห้องอาหารไปทางไหนกันครับ? ปราสาทนี้ก็ใหญ่ซะเหลือเกิน ระหว่างที่ผมกำลังเดินไปเรื่อย ๆ ตามทางเดินที่บนกำแพงก็มีรูปวาดสวยงามประดับประดาอยู่อย่างงดงาม ผมมองเหม่อ ๆ ก็สะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงหวานที่ทักขึ้น

                “กำลังจะเดินไปห้องอาหารหรือไง” ผมหันไปมองร่างบางตรงหน้า แอเรียนั่นเองครับ

เขาอยู่ในชุดจีนชายที่เป็นชุดยาวลงมาเหมือนกระโปรง ชุดสีน้ำเงินเข้มตัดกับผิวขาวหน้าสวย ๆ ของเขาได้เป็นอย่างดี เชือกรัดเอวที่ผูกอยู่ก็วาดเข้าเอวรัดรูปเห็นเอวเล็กคอด ทำให้รู้ว่าแอเรียดูบอบบางมาก บนไหล่ซ้ายขวาก็มีตราประจำราชวงศ์ติดอยู่ ผมมองเขาตาปริบ ๆ เขาสวยมากครับ ผมเห็นนัมเบอร์เดินตามแอเรียมาก่อนเขาจะหยุดเดิน เมื่อเห็นแอเรียหยุดคุยกับผม แอเรียหันไปมองนัมเบอร์ที่ทำหน้านิ่งสุขุม

                “ไปเช็คเอกสารราชการเถอะ ไม่ต้องตามฉันมา” เสียงหวานสั่งเรียบเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไร นัมเบอร์โค้งรับคำสั่งก่อนจะเดินหันหลังไปที่ห้องทำงาน ผมเห็นแอเรียมองตามนัมเบอร์ด้วยสายตาเศร้าแวบหนึ่งก่อนจะปรับสายตาให้เป็นปกติ เขาหันมามองผม

                “นายจ้องฉันมากเกินไปรึเปล่า”

                “ขอโทษครับ แต่แอเรียดูสวยมากเมื่อใส่ชุดนี้...” ผมพูดออกไปด้วยความใสซื่อและจริงใจ ทำให้แอเรียหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม

                “หึ ฉันพอจะรู้แล้วล่ะ ว่าทำไม ท่านปู่ถึงได้พูดถึงนายนักว่า น่ารัก....ฉันเริ่มจะเชื่อขึ้นมาล่ะ” เขาบอกยิ้ม ๆ

                “มาสิ นายคงไม่อยากให้คนที่ห้องอาหารต้องรอนาน” แอเรียบอกให้ผมรีบเดินตามเข้าไปยังห้องอาหาร


|ห้องอาหาร|

                ห้องอาหารใหญ่ที่ประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีทองระยิบระยับ โต๊ะอาหารยาวยังกับในหนังไม่มีผิด ใหญ่โตอลังการมาก ของใช้บนโต๊ะก็ล้วนเป็นสีเงินแท้ทั้งหมด ผมเกิดอาการเกร็งขึ้นมาซะแล้วล่ะ...ผมมองฟอเรสที่นั่งอยู่ทางด้านขวามือ เขาลุกขึ้นเพื่อมาเลื่อนเก้าอี้ข้าง ๆ ให้ผมที่เพิ่งเดินมาถึงนั่ง แอเรียเดินไปนั่งทางฝั่งซ้ายและนั่งลงข้างผู้ชายกับผู้หญิงที่ใส่ชุดราชวงศ์ พวกท่านมีโครงหน้าคล้ายกับฟอเรสเลยครับ ผมโค้งตัวให้กับท่านทั้งสองอย่างมีสัมมาคารวะ แล้วผมก็ได้รอยยิ้มเป็นมิตรกลับมา

                “ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักรนะจ๊ะ ฉันคือแม่ของฟอเรส ส่วนนี้คือพ่อของฟอเรส” หญิงสาวดูมีอายุแต่ท่านก็ยังคงความสวยอยู่ แสดงว่าผู้ชายกับผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าของผมก็คือ...ราชาและราชินีของอาณาจักรเวทมนตร์น่ะสิครับ ส่วนเก้าอี้ตรงหัวโต๊ะยังคงว่างอยู่ ผมนั่งลงตรงเก้าอี้ของตัวเอง

                “ไม่ต้องเกร็ง ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านนั่นแหละ เรียกพวกท่านว่าท่านพ่อกับท่านแม่ก็พอ” ฟอเรสบอก   จะให้ทำตัวสบาย ๆ เหมือนอยู่บ้านได้ยังไงล่ะครับ

                “ผมฮันนี่นะครับ” ผมแนะนำตัวอย่างมีมารยาท ก่อนที่ทุกคนจะลุกขึ้นเมื่อมีผู้ที่เดินเข้ามาใหม่ ผมเองก็ลุกขึ้น ก่อนจะตาโตแล้วเผลอพูดออกมา

                “คุณปู่!...” ก็...เขาคือคุณปู่ที่มาทานเค้กวันนั้นนี่ ปู่หัวเราะออกมาด้วยความอารมณ์ดีและเชิญทุกคนนั่งลง

                “ฮ่า ๆ ปู่ดีใจที่หนูจำปู่ได้...” ผมมองอย่างงง ๆ

                “นี่คือ ท่านปู่ของฉัน อดีตราชาอาณาจักรเวทมนตร์ ผู้ที่ตามหานายจนเจอแล้วตกลงให้นายมาเป็นคู่หมั้นของฉันยังไงล่ะ”

                “ถูกใจใช่ไหมล่ะ ปู่ว่าเขาคงเป็นคนเดียวกันกับคนในฝันของแก” ปู่พูดแซ็ว ๆ ฟอเรสก็ทำหน้านิ่ง

                มีคนพูดว่าผมอยู่ในความฝันของเขารอบที่สองแล้ว...

                “ทำไมถึงเลือกผมมาหรือครับ” ผมถามตรง ๆ ด้วยความอยากรู้

                “เมื่อถึงเวลาหนูก็จะรู้เอง ว่าทำไม...ฉันถึงได้วางใจที่จะฝากหลานรักของฉันให้หนูดูแล” คุณปู่พูดออกมาอย่างอบอุ่น ก่อนจะพูดต่อมาอีก

                “เรื่องงานแต่งงานจะให้ท่านพ่อกับท่านแม่ของฟอเรสเป็นคนจัดการเตรียมไว้ให้ อีก 2 วัน เราจะจัดงานแต่งงานขึ้น ระหว่างนี้ ฟอเรสก็ช่วยสอนเรื่องราวต่าง ๆ ภายในอาณาจักรของเราไว้ให้ฮันนี่รับทราบด้วย แล้วก็ทำการกระจายข่าวให้ประชาชนของเราทราบด้วย ฉันว่าจะไปเที่ยวพักผ่อนสักหน่อย แล้วจะกลับมาในวันงานแต่งงานของหลาน” คุณปู่พูดรวบรัดตัดตอนแบบไม่ให้ใครสามารถขัดได้แม้แต่น้อย พ่อของฟอเรสพยักหน้า ผมก็นั่งฟังนิ่งพยายามจดจำในสิ่งที่คุณปู่พูดยาว ๆ มาให้หมด

                เมื่อคุยรายละเอียดเล็กน้อยเสร็จ เราก็เริ่มรับประทานอาหารพร้อมกัน ผมมองจานอาหารหรูหราบนโต๊ะที่มีช้อนส้อมหลายขนาดมากอยู่ มันเยอะมาก...ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย จะหยิบอันไหนมาใช้ล่ะครับ ผมไม่ได้เคยทานอาหารแบบนี้มาก่อนซะด้วย ฟอเรสที่นั่งอยู่ข้างผมคงเห็นผมขมวดคิ้วจนจะเป็นปมอยู่แล้วบวกกับผมเริ่มทำแก้มป่อง เขาคงเห็นใจ แต่ผมเห็นเขาหลุดขำเล็กน้อยด้วย

                “มัวแต่มองอยู่นั่นแหละพี่ฟอเรส กินฮันนี่แทนอาหารเลยไหม” แอเรียแซ็วขึ้น ผมเลยเงยหน้ามองฟอเรสตรง ๆ

                “คุณมองผมอยู่หรือครับ” ผมถามออกไป เสียงหัวเราะเอ็นดูดังขึ้นมาจากบรรดาผู้ใหญ่ที่นั่งร่วมโต๊ะ ฟอเรสที่ทำหน้านิ่งอยู่ก็เกิดอาการชะงัก

                “ตอบเขาไปสิ ว่ามองอยู่หรือเปล่า” ปู่แซ็วขึ้นอีกคน ฟอเรสเลยหันหน้าไปหาปู่ของเขา

                “ท่านปู่ ทานขนมที่ท่านชอบทานไปสิครับ” เขาหันกลับมาหาผมพร้อมกับหยิบส้อมกับมีดมาให้ผม

                “ใช้ส้อมกับมีดอันนี้ ถ้าจะทานสเต็ก” ผมยิ้ม

                “ขอบคุณนะครับ ผมไม่เคยทานอาหารหรูหราขนาดนี้มาก่อนเลย”

                “ก็เชื่ออยู่หรอก วัน ๆ รู้สึกจะกินแต่ขนมปังสินะ...” เขาพึมพำอะไรก็ไม่รู้ ผมก็ไม่ได้สนใจฟังมากนักเพราะตอนนี้ผมกำลังจับส้อมในมือแน่น ๆ พยายามที่จะหั่นเนื้อตรงหน้า ก่อนผมจะสะดุ้งนิด ๆ กับมือหนาที่เลื่อนมากุมมือของผมไว้

                “มานี่ ฉันจะสอนหั่น มันหั่นแบบนี้...”

                มือเย็นของเขาทำไมช่างอบอุ่นเหลือเกิน...ด้วยความใกล้ทำเอาหัวใจของผมเหมือนเต้นผิดจังหวะ

                ฟอเรสชะงักนิด ๆ เขาปล่อยมือออกและบอกขั้นตอนของผมเล็กน้อยแล้วปล่อยให้ผมได้ทานเอง ผมก็นั่งทานเงียบ ๆ ด้วยหัวใจที่เต้นตุบ ๆ แปลกจัง...

                พอทานอาหารเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายไปทำภารกิจของตัวเอง ผมเดินตามฟอเรสมาตามทางเดินพรมสีแดง ผมที่เดินตามเพลินไปหน่อยเลยไม่รู้ว่าเขาหยุดเดินจึงทำให้ผมชนหลังของร่างสูงเต็ม ๆ

                ปึก!

                “อ๊ะ!”

                หมับ ผมกำลังจะเซ มือหนาก็รวบคว้าเอวของผมไว้ทันที หน้าของผมไปแนบกับซิกแพคของร่างสูงที่อยู่ภายใต้เสื้อเครื่องแบบที่เขาใส่อยู่...รู้สึกถึงกล้ามซิกแพคเป็นมัด ๆ เลยอ่ะครับ เฮือก...ผมดันตัวเองออกแล้วโค้งตัวขอโทษ

                “ใจลอยไปไหนของนายกัน เดินระวัง ๆ หน่อย” เขาว่าก่อนจะเปิดประตูห้องที่เรามาหยุดอยู่ ผมมองตามก็ต้องเบิกตากว้าง

                มันคือห้องสมุดที่มีหนังสือมากมาย ผมเดินเข้ามามองรอบตัวด้วยความสนใจ ตามกำแพงก็เป็นหนังสือทั้งหมด ผมมองฟอเรสที่เดินขึ้นไปบนบันไดที่พาดอยู่ เขาใช้นิ้วไล่ ๆ ดูหนังสือและหยิบมันออกมา 3-4 เล่ม ก่อนเขาจะเดินกลับมาหาผมที่ยืนอยู่

                “มานั่งนี่” เสียงเข้มสั่งพลางชี้ไปที่พรมนุ่ม ๆ สีแดงกำมะหยี่ เขานั่งขัดสมาธิลงตรงหน้าผมพร้อมกับวางหนังสือที่เขาเพิ่งไปเอามาเมื่อกี้

                “อันนี้เป็นเรื่องราวภายในอาณาจักรเวทมนตร์ ลองอ่านดู” เขาว่า ผมก็เลยหยิบมันมาเปิดดู

                “ถ้ามีเรื่องอะไรสนใจ หรืออยากถามก็ถามฉันมาได้ ฉันจะเป็นคนเล่าเรื่องราวให้ฟังทั้งหมดเอง” ผมเปิดดูหนังสือในมือไปผ่าน ๆ ก็สะดุดกับคำว่า

                [การมีลูกต้องมีสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างมนุษย์และสายเลือดเวทมนตร์]

                “อันนี้...” ผมชี้ “ผมสงสัยครับ ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นผู้ชายแต่ก็สามารถแต่งงานกับผู้ชายได้หรือครับ” ฟอเรสมองผมแวบหนึ่งก่อนจะตอบ

                “เดิมที การแต่งงานในอาณาจักรเวทมนตร์ก็ไม่ได้จำกัดกฎเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นชายหญิงเท่านั้น จะเป็นผู้ชายกับผู้ชาย พวกเราก็รับได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่กฎข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ อีกฝ่ายต้องเป็นมนุษย์...” เขาเว้นช่วงก่อนจะพูดต่อ

                “เหตุผลที่เลือกมนุษย์ เพราะหากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งก็จะสามารถมีลูกได้...พวกเราที่เป็นสายเลือดเวทมนตร์จะต้องแต่งงานกับมนุษย์เพื่อมีเผ่าพันธุ์ของตัวเองสืบต่อไป” เขาอธิบายระเอียดยิบ        

                “แล้วลูกที่เกิดมาเขาจะเป็นลูกครึ่งมนุษย์กับเวทมนตร์ไหมครับ” ผมถามด้วยความอยากรู้อีก

                “ไม่ เด็กที่เกิดมาในอาณาจักรนี้จะเป็นสายเลือดเวทมนตร์ทั้งหมด แล้วพวกเขาก็ต้องเติบโตและไปหาคู่ชีวิตของเขาในเมืองมนุษย์สืบต่อไป” เขาอธิบายเพิ่มเติมทำให้ผมกระจ่าง

                “มหัศจรรย์จังเลยนะครับ” ผมบอกอึ้ง ๆ ก่อนจะหน้าร้อนผ่าวพอนึกขึ้นได้ว่าผมต้องแต่งงานหมายความว่า...ผมก็ต้องมีลูกกับฟอเรสอย่างนั้นเหรอครับ ผมมองเขาที่กำลังเปิดหนังสือเล่มอื่นดูอยู่ ฟอเรสเงยหน้าขึ้นผมก็รีบหลบสายตา

                จะคิดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไมล่ะฮันนี่...ผมพึมพำกับตัวเองในใจ ผมเอามือไปกำเสื้อของตัวเองตรงหัวใจที่มันเต้นแปลก ๆ อีกแล้ว โดยที่ไม่รู้ว่าโดนฟอเรสมองอยู่

                “ทำไมหน้าแดง ไม่สบายรึไง”

                “เปล่าครับ...” ผมส่ายหน้าพลางวางหนังสือในมือไปหยิบอีกเล่มมาแทน แต่ผมเปิดดูเท่านั้นแหละครับ...หน้าที่ว่าร้อนผ่าวอยู่แล้ว กลับร้อนขึ้นกว่าเดิม ผมรีบปิดแล้วดูชื่อหน้าปก

                *มหัศจรรย์กระบวนการรัก...*แถมยังเป็นเรื่องราวของผู้ชายกับผู้ชายด้วยครับ

                ฟอเรสเหลือบมองผมที่คาดว่าจะหน้าแดงกว่าเดิม เขากระตุกยิ้ม ผมสะดุ้งกับร่างสูงที่เขยิบเข้ามาใกล้ผม

                “เล่มนี้ นายก็ต้องศึกษาไว้ด้วยนะ” เสียงเข้มสั่ง ผมมองแววตาคมตรงหน้าก็พยักหน้ารับรู้และถอยห่างจากเขา

                “ต้องศึกษาเล่มนี้ด้วยหรือครับ...”

                “ใช่ จะได้รู้จักเรื่องราวที่นายควรจะรู้ในอาณาจักรแห่งนี้ ส่วนในเล่มนี้มีหลายท่าเชียวนะ ถ้านายชอบท่าไหนก็เลือกไว้ได้เลย” เสียงเข้มบอกเรียบ ๆ แต่แอบแฝงน้ำเสียงขี้เล่นไว้นิด ๆ ผมหน้าร้อนผ่าว

                “ผมไม่เลือกได้ไหมครับ” ไม่เอาท่าไหนทั้งนั้นแหละ เขาพูดอะไรของเขากัน...และผมก็ต้องผงะกับใบหน้าคมที่ก้มลงมาใกล้

                “อยากได้ทุกท่าหรือไง?” เขาถามกวน

                “ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นซะหน่อยครับ เหมือนคุณกำลังแกล้งผมอยู่เลย...” ผมเบือนสายตาหนี สายตาคม ๆ ตรงหน้า

                “ฉันยังไม่ได้แกล้งนายเลยสักนิด ถ้าไม่อยากอ่านเรื่องนี้ก็ไม่ต้องอ่าน เอาแค่เล่มนี้ไปอ่านก็พอ” เขาจะเอาหนังสือคืนจากผมแล้วยื่นหนังสือประวัติอาณาจักรมาให้แทน ผมหยิบหนังสือประวัติมาจากเขาและก็กอดเล่มมหัศจรรย์กระบวนการรักไว้ด้วย

                “ไม่ครับ ถ้าคุณต้องการให้ผมอ่าน ผมก็จะอ่าน หน้าที่ของผมตอนนี้คือเรียนรู้เรื่องราวทั้งหมดในอาณาจักรของคุณ” ฟอเรสกระตุกยิ้มมุมปาก

                 “งั้นก็ดีที่นายคิดได้แบบนั้น” ยังไม่ทันที่ฟอเรสจะพูดอะไรต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

                “ขออนุญาตครับ ท่านฟอเรส ท่านมีประชุมหารือเรื่องประชาชนกับท่านพ่อของท่านที่ห้องประชุมครับ” องครักษ์โค้งตัวให้แล้วเดินออกไปเมื่อพูดจบ

                “ฉันจะออกไปประชุม ส่วนนายก็อ่านหนังสือรออยู่ที่นี่ อย่าออกไปไหน เข้าใจหรือเปล่า” เขาสั่งไว้ ผมพยักหน้าหงึกๆ

                “เข้าใจครับ”

                “อยากทานขนมหรืออะไรไหม” เขาถาม ผมก็ส่ายหน้าปฏิเสธ

                “ไม่เป็นไรครับ” และผมก็ต้องสะดุ้ง

                “ไม่กินได้ยังไง! บอกแล้วใช่ไหมว่าอยากได้อะไรก็บอกออกมา” ผมก้มหน้างุด

                “ก็ผมไม่ต้องการอะไรจริง ๆ นี่ครับ...” ผมตอบตามความจริง

                “เงยหน้าขึ้น!! เวลาคุยกันเขาต้องสบตากับผู้พูดไม่ใช่หรือ ฮันนี่...” เสียงเข้มดุอีกครั้ง ผมก็เงยหน้ามองเขา มือก็กอดหนังสือไว้แน่น กลัวนะ...ดุทำไมกันล่ะ

                “ฉันจะให้คนจัดของว่างมาให้ นายต้องกิน เข้าใจไหม...เข้าใจไหม!!” ผมสะดุ้งอีกรอบเมื่อเขาถามเสียงดุกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าผมไม่ตอบ

                “ครับ ผมรู้แล้ว” เขาได้รับคำตอบจากผมก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องสมุด ทิ้งให้ผมนั่งหง่อย ๆ มองหนังสือในมือ

                “ทำไมเขาถึงชอบดุเราตลอดเลยนะ...” ผมพึมพำเบา ๆ และเปิดหนังสือเรื่องประวัติดู เวลาไม่ถึง 5 นาที สาวใช้ก็เคาะประตูขออนุญาต เธอเปิดเข้ามาแล้วโค้งให้ผม เธอเดินเข้ามาพร้อมกับของว่าง ผมมองก่อนจะยิ้มกว้าง

                ก็เพราะของว่างตรงหน้าคือ...ขนมปังมีเนยหอม ๆ ทาอยู่แถมยังโรยด้วยน้ำตาลด้วย นี่มันของโปรดของผมเลย!  มีนมสดกินคู่กันด้วย

                “ขอบคุณนะครับ ของโปรดของผมเลย” ผมยิ้มสดใส สาวใช้ยิ้มตอบกลับแล้วบอกสิ่งที่ทำให้ผมอมยิ้มอยู่คนเดียว

                “ท่านฟอเรส เป็นคนสั่งว่าให้เอาของว่างอันนี้มาให้ค่ะ” เธอบอกจบก็ขอตัวเดินออกไปจากห้อง ผมมองขนมปังตรงหน้าอย่างพิจารณา เขารู้ได้ยังไงว่าผมชอบ...หรือเพราะความบังเอิญ

                ผมนั่งกินขนมปังไปพร้อม ๆ กับการอ่านหนังสือประวัติของอาณาจักร ส่วนอีกเล่มก็วางทิ้งไว้ข้าง ๆ ผมกินขนมไปเรื่อย ๆ เรื่องราวในหนังสือน่าสนใจมาก ทำให้ผมแทบจะหยุดอ่านไม่ได้เลย ผมกินขนมปังจนหมดเกลี้ยงคนเดียว ก็ไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาได้ล่วงเลยมาถึงตอน 17:00 น. ซะแล้ว นี่ผมอ่านเพลินขนาดนี้เชียวเหรอ ฟอเรสยังไม่เห็นจะกลับมาเลยครับ ผมก็เลยนอนลงกับหมอนนุ่ม ๆ ที่วางอยู่ตรงพรม...ผมยังคงอ่านหนังสือต่อ และเริ่มรู้สึกว่าหนังตาเริ่มหย่อนก่อนที่ผมจะเผลอหลับไปในที่สุด...



                ทางด้านฟอเรสที่เพิ่งจะประชุมเสร็จก็ตรงกลับมาที่ห้องสมุดทันที ก็พบว่าฮันนี่หลับปุ๋ยทั้ง ๆ ที่หนังสือยังถือคามืออยู่ ฟอเรสเดินเข้ามาเงียบ ๆ แล้วนั่งลงข้างฮันนี่ ใบหน้ายามหลับกำลังอมยิ้มเล็กน้อยพร้อมส่งเสียงละเมอ

                “งึ้ม...ขอขนมปังอีกได้ไหม...ขนมปัง” ฮันนี่ขยับปากละเมอหาของกิน ฟอเรสยกยิ้มมองมุมปากที่มีเนยจากขนมปังติดอยู่เลย

                “กินอะไรเป็นเด็กไปได้ เลอะเทอะไปหมด” ฟอเรสเอื้อมมือมาเช็ดมุมปากเรียวบางแสนนุ่ม...ฟอเรสชะงักกับฮันนี่ที่ยังคงพูดละเมอต่อ

                “อืมมม...ขนม...” พูดอย่างเดียวไม่พอกลับอ้าปากงับนิ้วชี้ของฟอเรสเข้าไปด้วย

                งัม**!!** ฟอเรสสะดุ้งเมื่อฮันนี่งับนิ้วของเขาไว้เต็ม ๆ จนต้องผงะ ดูเจ้าตัวจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยทำแก้มป่องเล็กน้อยแล้วขดตัวเหมือนคนขี้หนาวอย่างขี้เซา

                “ขี้เซาเกินไปแล้ว ฮันนี่” ฟอเรสเอานิ้วของตัวเองที่โดนงับมาจูบเบา ๆ โดยที่ไม่รู้ตัว...พลางเหลือบมองริมฝีปากฉ่ำตรงหน้าก็เผลอคิดไปว่า

                ‘ถ้าเป็นริมฝีปากตรงหน้าคงจะอ่อนนุ่มและอบอุ่นมาก...’

                “เราไม่มีสิทธิ์แตะต้องฮันนี่ก่อนงานแต่งงานจะเกิดขึ้น เพราะมันจะทำให้ฮันนี่ดูไม่ดีในสายตาของผู้อื่น” ฟอเรสกำชับกับตัวเอง เพราะเขาเองก็เป็นคนที่ทำตามธรรมเนียมพอสมควร และพ่อกับแม่ก็มักสอนเขาเสมอว่า

                ‘การให้เกียรติคู่หมั้นคือสิ่งที่สมควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด’

                ฟอเรสมองนิ่งอยู่สักพักก่อนที่จะอุ้มฮันนี่กลับไปห้องพักของฮันนี่ ส่วนเขาเองก็กลับไปห้องนอนห้องข้างๆ ของตัวเองทันที

..................................................................................................

ขอบคุณคอมเมนต์เเละกำลังใจดี ๆ จากคนอ่านที่น่ารัก ^^

ไรท์มาเติมน้ำตาล ทีละนิด ทีละนิด ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ><

หนูกระต่ายน้อยฮันนี่ จะรู้ไหมว่าทำใครคนเกือบคลั่ง 555555

http://cdn-th.tunwalai.net/files/emotions/Cartoon00027.gif

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}