junepopo

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : CHAPTER34:คำสารภาพ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 13k

ความคิดเห็น : 85

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มิ.ย. 2560 20:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER34:คำสารภาพ
แบบอักษร

#

CHAPTER 34:คำสารภาพ

“ฉันคิดถึงคุณอลันคะ”

ถ้อยคำที่ถูกส่งผ่านมาหลังจากความเงียบ สะท้อนดังก้องอยู่ในหูของคนปลายสาย อลันกำโทรศัพท์ในมือแน่น ความรู้สึกสองทางตีกันอยู่ในสมองและความรู้สึกถ่วงนำหนักหน่วงอยู่ในหัวใจ เขาอยากตอบรับความรู้สึกแห่งความคิดถึงนั้นด้วยความห่วงหาเท่าเทียมกัน หากแต่สมองด้านหนึ่งดึงรั้งหัวใจและปิดปากเงียบสนิท เขาคิดถึงเธอเหลือเกิน ยิ่งได้ยินเสียงยิ่งคิดถึง แต่ความรู้สึกเบื้องลึกอันซับซ้อนไม่อนุญาติให้เขาเอ่ยถ้อยคำแห่งความคิดถึงนั้น เพราะฉะนั้น จึงมีเพียงแต่ความเงียบ

“ฝันดีนะณฉัตร”

เขาทำได้เพียงเท่านี้ กลืนก้อนความรู้สึกลงคอแล้วส่งเธอเข้านอน

อลันวางโทรศัพท์ไปนานเกือบชั่วโมง และแม้เวลาจะล่วงเลยผ่านพ้นเที่ยงคืนมานานโข แต่เขาไม่สามารถข่มตาตัวเองให้หลับลงได้ ถ้อยคำบอกคิดถึงของคนทางไกลยังคงแทรกซึมอยู่ในทุกอณูความรู้สึก เขาดีใจที่ได้ยินมันออกมาจากปากณฉัตร อย่างน้อยสำหรับเด็กผู้หญิงคนนั้น ความเลวร้ายที่เขาเคยกระทำต่อเธอมาโดยตลอด อาจจะเจือจางและเบาบางลงจนเธอยินยอมมอบความคิดถึงให้ แต่ทำไมเขากลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างน่าประหลาด มันก่อกวนจิตใจเขา และเขาคงไม่มีสมาธิทำอะไรทั้งนั้น หากไม่ได้เห็นหน้าณฉัตรในตอนนี้ อลันหยิบมือถือของเขาขึ้นมาทันที แม้มันจะดึกมากและไม่ควรรบกวนใครตอนนี้ แต่เขาอยากบินกลับไทยทันทีที่ตะวันขึ้นตรงขอบฟ้า

คฤหาสถ์ปรีชาไวยกิจ

“ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้ เพราะต้องการปลูกดอกกุหลาบนี่เหรอจ้ะ”เปาที่นั่งยองๆอยู่บนพื้นในเรือนกระจกเอ่ยถามณฉัตรที่กำลังเอาดินฝังกลบต้นกุหลาบที่มีเพียงดอกตูมเล็กตรงปลายยอด

“เสร็จแล้วคะ ทีนี้ก็รดน้ำสักหน่อย”เปาส่งที่รดน้ำให้ณฉัตร หยิงสาวบรรจงรดน้ำอย่างแผ่วเบา เผยรอยยิ้มตรงมุมปาก เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ

“ทำไมปลูกแค่ต้นเดียวเองละ แล้วก็ปลูกติดกับพุ่มดอกเดซี่ด้วย นึกว่าจะปลูกรวมไว้กับพวกกุหลาบซะอีก”เปาถามอย่างสงสัย แต่ณฉัตรไม่ได้ตอบอะไร นั่นเพราะเธอมีเหตุผลของเธอ เหตุผลที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ดี

“พี่เปาช่วยดูแลกุหลาบต้นนี้แทนฉัตรด้วยนะคะ อย่าให้มันตายก่อนที่จะออกดอก”

“วางใจเถอะคะ พี่จะดูแลให้เป็นอย่างดี หนูฉัตรกลับมา ดอกก็จะบานสวยเช้งเลย”เปาตีอกตัวเองอย่างมั่นใจ ณฉัตรยิ้มกว้าง

“เดี๋ยวพี่เอาอุปกรณ์ไปเก็บก่อนดีกว่า กลับมาจะช่วยหนูฉัตรเก็บของลงกระเป๋า พรุ่งนี้จะไปรักษาตาอยู่แล้ว ยังไม่ได้จัดเตรียมของเลย ไปเป็นเดือนด้วย”เปาลุกขึ้น ปัดเศษดินบนกางเกงแล้วหยิบอุปกรณ์ทั้งหมดเตรียมไปเก็บ

“ไม่มีของอะไรมากมายเลยคะ มีแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุด จัดแป๊บเดียว ค่อยจัดคืนนี้ก็ได้”

“แล้ววันนี้หนูฉัตรต้องทำอะไรอีกรึเปล่า บอกพี่ได้เลย พี่จะช่วย”เปาเสนอตัว

“ไม่มีคะ แต่ตอนสายๆ ฉัตรต้องไปมูลนิธิ”

“งั้นพี่ไปบอกพี่หมี่ให้เตรียมรถนะ”

“ขอบคุณคะ”

มูลนิธิแสงวันใหม่

เสียงร้องประสานเสียงของเด็กในมูลนิธิดังแว่วอยู่ไม่ไกล ณฉัตรนั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งภายในบริเวณมูลนิธิ เธอผูกพันกับสถานที่ และผู้คนที่นี่พอๆกับปรีชาไวยกิจ ณฉัตรไม่ได้รู้สึกแตกต่างยามอยู่ในมูลนิธิ และรู้ดีว่ามันแป็นที่ของเธอเพราะเธอได้รับการยอมรับและเป็นที่รักของเด็กๆในมูลนิธิ

“ทำไมหนูไม่เข้าไปข้างในละ เด็กๆกำลังทำกิจกรรมกันสนุกเชียว”วรัญที่เพิ่งเดินเข้ามา นั่งลงข้างๆณฉัตร แม้จะถูกปลดจากการเป็นประธานมูลนิธิ แต่ก็ยังเข้านอกออกในได้ดังเดิม

“ฉัตรได้ยินแล้วละคะ เด็กๆร้องเพลงแล้วก็หัวเราะกันสนุกเชียว”ณฉัตรระบายรอยยิ้มอบอุ่นยามได้ยินเสียงเพลงสนุกสนานที่ดังแว่วมาตามสายลม

“ถ้าไม่มีหนู ก็คงไม่ได้ยินเสียงเพลงเสียงหัวเราะแบบนี้”วรัญเอ่ยขึ้น พลางระบายลมหายใจอย่างเชื่องช้า เขาไม่กล้ามองหน้าณฉัตรด้วยซ้ำ

“เมื่อวานมีหนังสือตอบรับการบริจาคมาที่มูลนิธิ ประธานโรงแรมคริสตัลเสนอตัวบริจาคเงินให้กับมูลนิธิในเครือปรีชาเวชย์ร้อยห้าสิบล้านบาท และเงินก้อนนั้นจะถุกถุกแบ่งสรรปันส่วนไปยังมูลนิธิต่างๆทันทีที่ได้รับการลงนาม ซึ่งมันจะเกิดขึ้นพรุ่งนี้”วรัญถูมือตัวเอง เขารู้ดีกว่าใคร ว่าชานนท์ยอมบริจาคเงินจำนวนมหาศาลนั้นเพราะใคร แต่ที่ไม่รู้คือณฉัตรได้เสนอข้อแลกเปลี่ยนใดกับคนผู้นั้น และเขารู้สึกเป็นกังวลอย่างที่สุด

“หนูไม่ได้ลำบาก เพราะสิ่งที่อาขอร้องให้ช่วยใช่มั้ย”

“ไม่เลยคะคุณอา คุณอาไม่ต้องเป็นกังวลนะคะ ไม่มีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นหรอกคะ”ณฉัตรบอกให้วรัญสบายใจ เพราะถึงแม้ผู้อวุโสจะไม่เอ่ยปากให้ช่วยเหลือ เธอก็ต้องทำแบบนี้อยู่ดี

“ขอโทษที่ต้องดึงหนูเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ แล้วก็ขอบคุณแทนเด็กๆทุกคนในมูลนิธิ ขอบคุณที่ทำช่วยเด็กพวกนั้น”วรัญเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ เขารู้สึกเป็นเพียงคนแก่ผู้ไร้ประโยชน์ แม้อยากจะช่วยเหลือมูลนิธิด้วยมือของตัวเอง แต่เขาไม่มีอำนาจมากมายขนาดนั้น ณฉัตรยื่นมือไปกอบกุมมือชายชรา

“หนูต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณอาแทนเด็กๆทุกคนที่นี่ ขอบคุณที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อมูลนิธิ ขอบคุณมากจริงๆคะ”

คนต่างวัยกุมมือกันและกันไว้ มีความรู้สึกมากมายที่ถูกส่งผ่านทางการสัมผัสที่อบอุ่น มันอธิบายความรู้สึกส่วนลึกได้ดีกว่าคำพูดใดๆ

ร่างสูงก้าวฉับๆอย่างเร่งรีบเตรียมขึ้นรถจากโรงแรมมุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาตินินอย อากีโน เพื่อบินกลับประเทศไทยในเที่ยวบินเร็วสุดเท่าที่เลขาจะหาให้ได้ อลันรู้ตัวดีว่าเขาคงไม่มีกะจิตกะใจทำงานหากไม่ได้กลับไปเพื่อเห็นหน้าณฉัตร เขาเฝ้าถามตัวเองว่าเป็นบ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร ทำไมถึงไม่รอให้งานเสร็จเรียบร้อยถึงค่อยบินกลับไทย แต่ความรู้สึกแปลกๆคอยรบกวนจิตใจเขาเสียจนไม่เป็นอันทำอะไร ทำไมเขาถึงกลัวว่าณฉัตรจะหายไป ทั้งที่ตลอดระยะเวลาหกปีที่ผ่านมาผู้หญิงคนนั้นไม่เคยหายไปไหน แต่ทำไมเขาถึงกลัวนักหรือมันเป็นเพียงข้ออ้างของความรู้สึก อันที่จริงเขาเพียงแค่คิดถึงเธอมากเกินไป คิดถึงจนทนไม่ไหว จึงต้องไปเจอให้เห็นหน้าแม้สักนาทีก็ยังดี เพื่อจะได้ระงับความรู้สึกคิดถึงจนแทบจะเป็นบ้าอย่างที่เป็นอยู่

“สนามบินนะครับ”พนักงานเปิดประตูรถของทางโรงแรมให้อลัน เขาพยักหน้าตอบรับแล้วขึ้นไปนั่งบนรถ รถเคลื่อนออกจากโรงแรมมุ่งหน้าไปยังสนามบินทันที

Rrrrrrrrrrrrrrrrr

“ฮัลโหลครับ ผมอลันพูด”

“ท่านคะ เจ้าของที่ยอมให้เข้าพบแล้วคะ เวลานัดหมายหกโมงเย็นนี้”

อลันกำมือถือในมือแน่น ทำไมช่วงเวลาช่างเป็นอุปสรรคได้ประจวบเหมาะอย่างนี้ เขากดวางสาย จ้องมองออกไปนอกกระจกรถอย่างใช้ความคิด

“ไม่ต้องไปสนามบินแล้ว กลับโรงแรมเลยครับ”

ค่ำคืนสุดท้ายของณฉัตรในปรีชาไวยกิจ ราบเรียบเป็นปกติเสียจนไม่มีใครในคฤหาสถ์นึกสงสัย ทุกคนต่างรับรู้แค่เพียงณฉัตรจะไม่อยู่สักเดือนสองเดือนเพื่อไปรักษาดวงตา เปาจัดเสื้อผ้าของใช้ลงกระเป๋ารวมถึงเอกสารสำคัญให้ณฉัตรเสร็จตั้งแต่หัวค่ำ เพราะเธอไม่ไดมีข้าวของเครื่องใช้อะไรมากมายจึงใช้เวลาจัดเพียงไม่นาน

“เข้านอนเร็วๆดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้านี่จ้ะ พี่จัดของทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว”เปาบอกกับณฉัตร สาวใช้ลากกระเป๋าเดินทางไว้ตรงมุมห้องแล้วเตรียมชุดให้ณฉัตรสำหรับสวมใส่ในตอนเช้า

“พี่เปาคะ คืนนี้นอนเป็นเพื่อนฉัตรจะได้มั้ย”

“ไม่บอกพี่ก็ตั้งใจจะมานอนเป็นเพื่อนอยู่แล้วละจ้ะ”เปานั่งลงบนเตียง หยิบหวีขึ้นมาสางผมยาวสลวยอย่างแผ่วเบา

“ไปอยู่นู่นต้องโทรหาพี่บ่อยๆรู้มั้ย หนุฉัตรไม่อยู่ พี่เปาคิดถึงแย่”เปาทำเสียงอ่อน หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยแยกจากกันไปไหนไกลๆนานอย่างนี้ รู้สึกใจหายอย่างน่าประหลาด ณฉัตรหันร่างมากอดเปาอย่างแนบแน่น

“ฉัตรก็คงคิดถึงพี่เปามากๆเหมือนกันคะ”ณฉัตรสะกดความรู้สึกไว้ภายใน บังคับไม่ให้ตัวเองต้องร้องไห้ออกมา เธอไม่อยากเป็นกังวล ทั้งสองคนพูดคุยสัพเพเหระอยู่อีกพักใหญ่ จึงจูงมือกันเข้านอน สาวใช้หลับอย่างรวดเร็ว ผิดกับณฉัตรที่ลืมตาโพรงตลอดทั้งคืน จนเวลาล่วงเลยมาถึงเช้าวันใหม่ ช่วงเวลาสุดท้ายที่เธอจะได้อยู่ในปรีชาไวยกิจ

เรือนกระจกที่อากาศหนาวเย็นจับตัวเป็นฝ้าหมอกบนบานกระจก หยดน้ำค้างใสกลั่นตัวกลิ้งกลอกอยู่บนใบไม้หนา บ้างจับอยู่บนปลายยอดหรือพุ่มดอกไม้ที่กำลังรอแสงอาทิตย์เพื่อจะได้เบ่งบานท่ามกลางความอบอุ่น ดอกไม้ดอกเล็กสีขาวที่รวมตัวอยู่เป็นพุ่มใหญ่กำลังผลิดอกและเบ่งบานสว่างสไว ทำให้เรือนกระจกเหมือนกับแดนสวรรค์ นิ้วเรียวไล่เกลี่ยสัมผัสกลีบดอกไม้สีขาวดอกเล็กอย่างแผ่วเบาเหมือนกำลังสื่อสารกัน

“เฌอร์ ถ้าพี่อยู่ตรงนี้ หนูมีเรื่องจะสารภาพละ”ณฉัตรกำลังเอ่ยกับพุ่มดอกเดอายสีขาวที่กำลังเบ่งบานอยู่ตรงหน้า

“ที่จริง หนูอยากจะเป็นเด็กขี้โกหกต่อไป แต่ว่า หนูคงโดนพี่จับได้ซะแล้ว”ณฉัตรหัวเราะเบาๆ ไม่ใช่เสียงหัวเราะที่สดใส หากแต่เต็มไปด้วยความขมขื่น

“เพราะงั้น มันคงจะดีกว่า ถ้าพี่จะได้ยินคำสารภาพจากหนู”

“หนู…”ณฉัตรทอดสายตามองไปยังเบื้องหน้า แม้จะมีเพียงความมืดมิด แต่เธอรู้สึกหมือนกำลังเผชิญหน้ากับเฌอร์มาลจริงๆ

“หนู รักคุณอลันคะ”เสียงผะแผ่วเอ่ยออกมาจากลำคอตีบตัน พร้อมกับหยดน้ำใสที่ไหลอาบแก้ม เป็นคำสารภาพที่เจ็บปวดที่สุด

“หนูขอโทษที่ไม่รู้วิธีห้ามใจตัวเอง หนูขอโทษที่ทำตัวเหมือนผู้หญิงตาบอดโง่ๆคนหนึ่ง ขอโทษที่กล้ากอดผู้ชายของพี่ รักผู้ชายของพี่ ขอโทษที่ไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย”

“แต่ว่า….มันเป็นความรักที่น่าสมเพชมากเลยคะพี่ เพราะว่าหนูไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเป็นเพียงตัวแทนพี่ ดีที่สุดคือเป็นแค่เงาของพี่เท่านั้น ไม่ว่าจะยังไง ไม่ว่าสำหรับใคร หนูมีค่าแค่นั้นจริงๆ”

“แต่เฌอร์ หนูก็มีหัวใจ หัวใจที่มันเป็นของหนู และมันเป็นสิ่งเดียวที่เป็นของหนูจริงๆ เพราะฉะนั้น หนูจะมอบมันให้กับคนที่หนูอยากจะมอบให้เท่านั้น”

“อย่าโกรธหนูเลยนะ ถ้าวันหนึ่งเราได้เจอกัน ถ้าหนูได้ไปยืนตรงหน้าพี่ หนูจะยอมให้พี่ตีหนู แต่อย่าเกลียดหนูเลยนะ”เสียงสะอื้นดังขึ้นแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ ลมเย็นยะเยือกพัดวูบมาปะทะลำตัวร่างเล็ก ลมที่ไม่รู้ทิศทางที่มาที่ไป พัดมาเพียงวูบหนึ่งแล้วหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

“พี่อยู่ตรงนี้เหรอ งั้นหนูคงบอกลาพี่ตรงนี้ได้เลยใช่มั้ย”

“หนูอยู่ที่นี่ไมได้อีกต่อไปแล้ว หนูจะดูแลดอกไม้ให้พี่ไม่ได้อีกแล้ว มันคงเป็นบทลงโทษของคนทรยศนั่นแหละ คราวนี้คงเป็นทีที่หนูต้องทิ้งพี่บ้างแล้ว”ณฉัตรเอามืออุดปากตัวเอง ไม่อยากให้เสียงสะอึกสะอื้นมันดังก้องไปทั้งเรือนกระจก

“ลาก่อนนะเฌอร์ ลาก่อน”

………………………………………

“ท่านคะ ท่าน รอก่อนคะ”เลขานุการผู้ติดต่อประสานงานโครงการร่วมทุนวิ่งตามหลังอลันอย่างเร่งรีบ แม้จะสวมใส่ส้นสูงราคาแพงหูฉี่ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยในสถานการณ์แบบนี้ มิหนำซ้ำยังทำให้วิ่งช้าลงอีก เหตุผลที่ทำให้เลขาสาวต้องวิ่งอุตลุดหัวหกก้นขวิดจนแทบจะถลาไปกับพื้น นั่นเพราะว่าการนัดหมายระหว่างเจ้าของที่กับอลันในการเจรจาต่อรองขอซื้อที่ดินสำหรับนำไปปลุกสร้างศูนย์การแพทย์ ได้ถูกยกเลิกโดยฝ่ายเจ้าของที่ก่อนเวลานัดหมายเพียงครึ่งชั่วโมง และเลื่อนมาเป็นนัดหมายใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้น หากแต่เมื่อถึงเวลานัดหมาย เจ้าของที่กลับไม่ปรากฏเป็นเหตุให้อลันหัวเสีย อย่างที่สุด

“ผมจะบินกลับไทยเดี๋ยวนี้”อลันบอก ในขณะที่เลขาวิ่งกระหืดกระหอบมายืนเคียงข้าง

“ทะ ท่านคะ ใจเย็นก่อนนะคะ”

“คิดว่าพวกผมเป็นตัวตลกรึไง ถึงได้ปั่นหัวเล่นกันแบบนี้”เดิมทีอลันเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว ยิ่งมาถูกปั่นหัวแบบนี้ยิ่งเพิ่มอารมณ์โกรธเข้าไปอีกหลายเท่า

“ท่านต้องเข้าใจนะคะ ที่ตรงนั้นเป็นที่ตกทอดมรดกร้อยปีของตระกูลใหญ่ แล้วเจ้าของก็เป็นคนแก่ที่หัวโบราณคร่ำครึมาก ที่ผ่านมาก็ตั้งแง่ไม่ยอมขายที่ให้กับเรามาตลอด แต่เป็นเพราะถุกลูกหลานบีบบังคับ จึงเริ่มมีท่าทีอยากจะขายให้กับเรา”เลขาอธิบายอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่อลันรู้ดี

“หึ ทำทีเป็นเล่นตัวเพื่อจะโก่งราคาให้สูงขึ้นอีกสิไม่ว่า”

“เรามีทางเลือกไม่มากหรอกคะ ที่ตรงนั้นเป็นทำเลที่ดีที่สุดจากการรีเสิร์ช เราต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้มันมา”

“ผมจะทำทุกทางเพื่อให้ได้มันมา แต่ไม่ใช่วันนี้ เพราะวันนี้ผมจะกลับไทย”อลันบอกเสียงเฉียบขาดแล้วสาวเท้าก้าวยาวๆอย่างเร่งรีบ

“ตะ แต่ว่าถ้าเกิดทางนู้นนัดหมายเจรจาอีกละคะ”

“ก็ให้คนอื่นไปแทน หรือถ้ารีบมากนัก ก็บินไปหาผมที่ไทยแล้วกัน”

อานนท์นั่งอยู่ภายในห้องหนังสือ เขามองนาฬิกาตรงฝาผนัง บอกเวลาเก้าโมงเช้า เพียงไม่นานเสียงเคาะประตูดังขึ้นและคนที่ผ่านพ้นประตูเข้ามา คือคนที่เขากำลังรอคอย

“ฉันกำลังรอหนูอยู่เลย”อานนท์เอ่ยขึ้นกับณฉัตร หญิงสาวใช้ไม้เท้านำทางพาตัวเองเข้ามาภายในห้อง

“หนูจะมาลาท่านคะ”

“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากจะได้ยิน หนูไม่ลองคิดทบทวนดูใหม่อีกสักครั้งเหรอ”อานนท์เอ่ยอย่างอ่อนแรง เขารู้ว่าเปลี่ยนใจคนตรงหน้าได้ยากเต็มที

“ท่านรู้ความตั้งใจและคำตอบหนูดีอยู่แล้ว ท่านรู้ดีที่สุดว่าหนูเลือกทางนี้เพราะอะไร”

อานนท์พยักหน้าช้าๆ เขาคงต้องยอมรับการตัดสินใจของณฉัตร เพราะไม่มีทางเลือกอื่น

“ฉันคงไม่มีคำอธิบายที่ดีสำหรับอลัน น้องชายฉันคงต้องโกรธฉันมากแน่ๆ”

“ท่านแค่บอกกับคุณอลันว่านี่คือสิ่งที่หนูต้องการ หนูอยากไปอยู่กับคุณชานนท์ มันเป็นสิ่งที่หนูเฝ้ารอมาตลอด”เป็นการเอ่ยขอที่แสนจะขมขื่น อลันคงเกลียดเธออย่างสุดหัวใจ และนั่นคงจะเป็นการดีสำหรับทุกคน

“ฉันพูดคำโกหกแทนใครไม่ได้หรอก”

“ไม่ใช่คำโกหกคะ มันคือคำขอร้องที่หนูอยากให้ท่านบอกกับคุณอลัน ได้โปรดเถอะคะ”ณฉัตรอ้อนวอน อานนท์ถอนลมหายใจอย่างคนจนหนทาง

“มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้”

“หนูจะไม่เสียใจกับสิ่งที่เลือกคะ ท่านอย่าเป็นกังวลกับการตัดสินใจของหนูเลยนะคะ หนูคงไปจากที่นี่อย่างไม่สบายใจถ้าทำให้ท่านเป็นทุกข์”

“มันถึงเวลาที่เราต้องกล่าวลากันจริงๆแล้วเหรอ”อานนท์เอ่ยขึ้น ณฉัตรนั่งลงบนพื้นแล้วบรรจงก้มลงกราบผู้มีพระคุณ

“หนูจะจดจำบุญคุณของท่านไปตลอดชีวิต ขอบคุณที่เมตตาหนู ขอบคุณที่ให้ที่พึ่งพิงลูกนกลูกกาตาบอดไร้ครอบครัว”ณฉัตรน้ำตาไหลพราก ไม่ต่างจากอานนท์ ชายชราก้มลงเอามือลูบหัวหญิงสาวอย่างเอ็นดู ณฉัตรไม่ต่างจากคนในครอบครัวและเขาใจหายเสียเหลือเกินเมื่อเธอต้องจากไป

“ขอให้หนูเข้มแข็ง และใช้ชีวิตอย่างมีสติ จงอย่าลืมว่าหนูมีโอกาสมีความสุขได้เท่ากับคนอื่นๆ อย่าจมปลักกับอดีต ก้าวไปข้างหน้าและใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น”อานนท์ให้ข้อคิดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากลา เสียงเคาะประตูดังขึ้น

“มีอะไร”

“แขกที่ชื่อคุณชานนท์ให้มาเรียนว่า มารับคุณณฉัตรคะ”สาวใช้รายงาน อานนท์พยักหน้ารับทราบ พร้อมกับพยุงณฉัตรให้ลุกขึ้น

“ฉันคงทำใจไปส่งหนูถึงมือชานนท์ไม่ได้หรอกนะ เพราะฉะนั้นเราลากันตรงนี้เถอะ”

ณฉัตรไหว้อานนท์อีกครั้ง อานนท์สวมกอดหญิงสาว กล่าวถ้อยคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ณฉัตรจะออกจากห้องไป

ร่างสูงในชุกสูทหรูยืนรอเวลาอยู่ด้านหน้าคฤหาสถ์ เขาก้มลงมองนาฬิกาสลับกับประตูทางออกของคฤหาสถ์อย่างเป็นกังวล แล้วก็ต้องเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อเห็นร่างบางที่รอคอยเดินออกมา

“เอากระเป๋ามาทางนี้เลยครับ”คนขับรถของชานนท์เข้าไปรับกระเป๋าจากมือเปา แล้วนำไปใส่ไว้หลังรถ ชานนท์เดินเข้าไปรับณฉัตรด้วยตัวเองทันที

“พร้อมจะไปจากที่นี่รึยัง”ชานนท์กุมมือณฉัตรแน่น หากแต่หญิงสาวแสดงสีหน้าเรียบเฉยไม่โต้ตอบใดๆ

“เธอจะไม่เสียใจ ที่เลือกพี่”ชานนท์ตอกย้ำให้ณฉัตรมั่นใจ แต่ผู้หญิงตรงหน้านิ่งเสียเหลือเกิน

“ฉันขอเวลาสักครู่นะคะ”ณฉัตรบอกกับชานนท์ ก่อนจะหันไปเอ่ยลาพี่เลี้ยงเลี้ยงและหัวหน้าแม่บ้าน ต่างคนต่างผลัดกันสวมกอด ชานนท์ให้เวลาณฉัตรร่ำลากับคนในคฤหาสถ์ เมื่อการลาเสร็จสิ้น ณฉัตรจึงเป็นฝ่ายเดินมาหาเขาเอง

“เราไปกันเถอะคะ”

ชานนท์ประคองณฉัตรก้าวขึ้นรถ ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง รถยนตร์หรูแล่นตัวออกจากคฤหาสถ์พร้อมๆกับภาพความทรงจำที่ผุดวาบขึ้นในหัว ณฉัตรบีบมือตัวเองแน่นเพื่อข่มความรู้สึกทุกอย่างไว้ภายใน ชานนท์ลอบมองใบหน้าเรียบเฉยซึ่งเขารู้ดีว่าปิดซ่อนไว้ซึ่งความรู้สึกมากมาย

“พี่มีอะไรจะให้เธอ”ชานนท์หยิบสิ่งของบางอย่างออกมาจากเสื้อสูท ก่อนจะส่งมันเข้ามือณฉัตร

“อะไรคะ”

“สิ่งที่จะพาเธอไปได้ไกลกว่านี้”ณฉัตรกำหนังสือพาสปอร์ตเดินทางในมือไว้แน่น ชานนท์คงเตรียมการทุกอย่างไว้ให้เธอล่วงหน้า

“พี่เตรียมทุกอย่างไว้ให้เธอแล้ว จะไม่ถามหน่อยเหรอว่าเราจะไปกันที่ไหน”ชานนท์เอ่ยถาม แต่ณฉัตรไม่อยากรู้อะไรเลยสักนิด ไม่ว่าจะนรกหรือสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นที่ใดๆในโลก ก็ไม่มีสิทธิ์เลือก คนตัวเล็กหลับตาลงเพื่อปิดกั้นทุกอย่าง พิงร่างไปกับเบาะ ปล่อยให้ความเงียบเป็นช่องว่างระหว่างกัน รถยนตร์มุ่งหน้าไปยังสนามบิน

สนามบินนานาชาติ สุวรรณภูมิ

เที่ยวบินตรงจากกรุงมะนิลาลงจอดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาตรง ผู้โดยสารทะยอยออกมา หนึ่งในนั้นคืออลัน ที่มีท่าทางเร่งรีบ เขาไม่ได้แจ้งคนทางบ้านไว้ก่อนล่วงหน้า เป็นการเดินทางแบบเร่งด่วน เพราะฉะนั้นอลันจึงตัดสินใจจะใช้บริการแท็กซี่สนามบินเพื่อพาไปส่งยังคฤหาสถ์ ร่างสูงก้าวอย่างว่องไว แหวกผู้คน เขาเคลื่อนไหวร่างกายได้สะดวกคล่องแคล่ว เพราะไม่ได้ลากกระเป๋าเดินทางกลับมาด้วย ยังไงซะ พรุ่งนี้เขาก็ต้องเดินทางกลับไปอยู่ดี อลันมุ่งหน้าสู่ประตูทางออกของสนามบิน ในขณะที่อีกประตูฝั่งหนึ่ง ชานนท์และณฉัตรได้เหยียบย่างผ่านพ้นประตูเข้ามาอย่างพอดิบพอดี ทั้งที่สวนทางกัน แต่ต่างไม่มีใครมองเห็นซึ่งกันและกัน

“มาถึงก่อนเวลา อีกสี่สิบนาทีเครื่องจะออก ไปเชคอินท์รอในเกตกัน”ชานนท์บอกกับณฉัตรก่อนจะจูงมือเธอนำทางไป

รถแท็กซี่แล่นมาจอดตรงหน้าคฤหาสถ์ อลันจ่ายค่าโดยสาร เร่งรีบลงจากรถ เขาไม่แวะเข้าบ้านด้วยซ้ำ หากแต่มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนกระจกด้วยใจลิงโลด เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าณฉัตรจะดีใจ เมื่อพบว่าเขากลับมาแล้ว อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เขาจะไปยืนอยู่ตรงหน้าเธอ

แต่ทว่า…เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องนอนนั้น พบเพียงความว่างเปล่า ไร้วี่แววเจ้าของห้อง ณฉัตรบอกเองว่าย้ายลงมานอนที่เรือนกระจกตามเดิม หรือว่าเธออาจอยู่ตรงมุมใดมุมหนึ่งภายในเรือนกระจก ไวเท่าความคิด อลันปิดประตุห้องและเดินสอดส่ายสายตาหาณฉัตรจนทั่วเรือนกระจกแต่ไม่พบแม้เงา เธออาจจะอยู่ในสวนหลังเรือนกระจกก้เป็นไป ร่างสูงก้าวเท้าออกจากเรือนกระจก ประจวบเหมาะกับที่เปาและคนงานกำลังขนกระสอบปุ๋ยเข้ามาภายในเรือนกระจกพอดี

“เปา”

“คุณอลัน กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”เปาถามอย่างประหลาดใจ อลันมองหาอะไรบางอย่าง

“เห็นณฉัตรบ้างไหม อยู่บนตึกเหรอ”อลันถามหาณฉัตรทันที

“หนูฉัตรไม่อยู่คะ”

“ณฉัตรไปไหน”

“อะ อ้าว คุณอลันไม่รู้เหรอคะ”

ร่างสูงก้าวพรวดเข้าไปในคฤหาสถ์ราวกับพายุ อานนท์ที่นั่งดื่มชาอยู่ในห้องรับแขกรับรู้ถึงการมาของใครบางคน ท่าทางกราดเกรี้ยวของอลันทำให้ปานวาดต้องเอามือทาบหน้าอกด้วยความตกใจ

“พี่นนท์!”

อานนท์วางถ้วยชาลง เขาตกใจไม่น้อยมี่เห็นอลันปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า และดูจากสีหน้าท่าทางน้องชายของเขาคงรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว

“เด็กคนนั้นหายไปไหน ตอบผมมา!”เสียงตวาดก้องทำให้คนที่อยู่ภายในห้องรับแขกสะดุ้งตกใจ ปานวาดไล่เด็กรับใช้ออกไปจนหมด

“แกนั่งลงแล้วสงบสติอารมณ์ตัวเองก่อนแอล”อานนท์เอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ

“เปาบอกว่าณฉัตรไปรักษาดวงตา สองสามเดือนถึงจะกลับ แต่ผมรู้ว่าไม่ใช่ มันเกิดอะไรขึ้น พี่ตอบผมมาสิ”เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความตึงเครียดและความโกรธ เขาอยากควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้มากกว่านี้แต่ทำได้ยากเหลือเกิน

“ฉันรู้ว่าแกรู้สึกยังไง แต่ฟังกันก่อน”

“ผมกำลังฟังอยู่นี่ไง พี่บอกผมมาสิ บอกผมมา”สองพี่น้องจ้องมองกันนิ่ง อานนท์รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดในแววตาและน้ำเสียงของอลัน แต่เขาจะทำอะไรได้ละ เขาปล่อยเด็กคนนั้นไปแล้ว

“ณฉัตร ไปจากที่นี่แล้ว”

คำตอบนั้นทำให้อลันแทบทรุดกองลงกับพื้น เขาเข้าใจความหมาย ของคำว่า ไปจากที่นี่ได้อย่างแจ่มชัด เพียงแค่เห็นสีหน้าของอานนท์ก็อธิบายหมดสิ้นทุกอย่าง

“ไปจากที่นี่ ยังไง ไปยังไง”อลันเอ่ยถามด้วยเสียงพร่าสั่น เขาไม่อยากได้ยินคำตอบที่เจ็บปวดกว่านี้แต่เขาจำเป็นต้องรู้ คริสากับปวันเพิ่งกลับมาถึงคฤหาสถ์ ทั้งสองคนได้ยินเสียงอลันดังไปถึงข้างนอก จึงรีบเข้ามา แล้วก็ต้องพบกับความแปลกใจ

“เกิดอะไรขึ้นคะพ่อ อาแอลเป็นอะไร”คริสาถามอย่างตกใจ เมื่อเห็นว่าทั้งพ่อและอาต่างเผชิญหน้ากันอย่างเคร่งเครียด ปวันมองคนทั้งสองสลับกัน คงจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น

“พี่ตอบผมสิ ตอบผม”

“ณฉัตรไปกับชานนท์ เธอจะไปอยู่กับเขา”

คำตอบนั้นทำให้สมองและความรู้สึกของอลันหยุดนิ่ง เหมือนการถูกแช่แข็งด้วยอุณหภูมิเย็นจัด มันเจ็บจี้ดจนทุกอย่างพล่าเบลอ และหยุดนิ่งไร้ความรู้สึก เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองแตกสลายอีกครั้ง

“ไม่จริงใช่มั้ยครับท่าน”ปวันเป็นคนเอ่ยถามขึ้น นั่นเพราะสิ่งที่เพิ่งรับรู้มันทำให้สมองเขาชาไม่แพ้กัน

“มันเป็นความจริง ณฉัตรขอออกจากที่นี่ เป็นอิสระจากปรีชาไวยกิจ และได้เลือกทางเดินชีวิตให้ตัวเองแล้ว”

“ไม่จริง พี่โกหก พี่โกหก!”อลันแผดเสียงดังลั่น เขาควบคุมอารมณ์ความรู้สึกตัวเองได้ยากเต็มที

“แกจะเชื่ออย่างนั้นก้ได้ แต่เด็กคนนั้นจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว ณฉัตรเลือกทางเดินของตัวเอง ด้วยความเต็มใจ ไม่มีใครบีบบังคับเธอ”

“ผมฝากเธอไว้กับพี่ ผมบอกให้พี่ดูแลเธอ ผมไว้ใจพี่ แต่พี่ก็ส่งเธอให้ไอ้สาระเลวนั่น!”

“ฉันรับปากแก แต่ฉันไม่สามารถฉุดรั้งความคิดหรือหัวใจใครได้ ถ้ามันเป็นสิ่งที่ณฉัตรต้องการ ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ห้าม แกปล่อยเด็กคนนั้นไปเถอะ”

“ไม่! ผมจะไม่มีวันปล่อยณฉัตรไป เด็กนั่นเป็นเมียผม”อลันบอกด้วยเสียงหนักแน่น ไม่มีประโยชน์ที่จะปกปิดสถานะความสัมพันธ์อีกต่อไป

“มะ มันเรื่องอะไรกันคะอา”คริสาเอ่ยเสียงแผ่ว รู้สึกตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ผิดกับอานนท์และปวัน ลึกๆแล้วทั้งสองคนรู้เบื้องหลังความสัมพันธ์นี้ดี

“ผมจะไปเอาของๆผมคืน สาระเลวหน้าไหนก็เอาเมียผมไปไม่ได้”อลันบอกแค่นั้นก่อนจะหันตัวออกไปจากห้องแต่อานนท์เอ่ยในสิ่งที่ต้องทำให้ร่างสูงหยุดกึกอีกครั้ง

“แกจะดึงรั้งเด็กคนนั้นไว้ด้วยอะไรแอล ความรักเหรอ แกยังมีหัวใจไว้สำหรับคนอื่นอีกเหรอ”ถ้อยคำนั้นบาดทะลุไปยังขั้วหัวใจ ใช่ เขาอาจไม่มีหัวใจ แต่ถ้าเขาไม่มีมัน ทำไมถึงได้เจ็บปวดเจียนใจสลายขนาดนี้ ร่างสูงขยับตัวแล้วพรวดพราดออกไปจากห้องรับแขก อานนท์ทรุดลงทันทีอย่างอ่อนแรง ปานวาดและคริสารีบเข้าไปประคอง

“ท่านคะ!”

“คุณพ่อ!”

“พ่อไม่เป็นไร แค่มึนหัวนิดหน่อย”อานนท์บอกให้สบายใจ แม้ความจริงจะรู้สึกหน้ามืดจวนจะเป็นลม

“ขอผมดูหน่อย”ปวันรีบเข้าไปดูอาการ คริสากับปานวาดถอยออกมา

“คุณน้าช่วยไปหยิบอุปกรณ์วัดความดันกับเจาะน้ำตาลในเลือดประจำตัวของท่านให้ผมหน่อยนะครับ”

“ได้จ้ะ”

“คริสช่วยคะ”

ปานวาดและคริสารีบไปเอาอุปกรณ์ตามที่ปวันบอก เมื่ออยู่กันตามลำพัง ปวันตรวจชีพจรและการหายใจของอานนท์อย่างละเอียด

“ฉันทำผิดไปอีกแล้วใช่มั้ย”อานนท์เอ่ยขึ้นอย่างอ่อนแรง ปวันไม่ตอบอะไร

“เธอคงคิดแบบนั้นใช่มั้ยปวัน”

“แค่ผมคนเดียวไม่พอเหรอครับ ทำไมต้องให้เด็กคนนั้นมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ด้วย”ปวันเอ่ยถามด้วยความอึดอัดใจ

*“ฉันคงกลายเป็นคนโหดร้ายไปแล้วสินะ ทั้งในสายตาอลันและสายตาเธอ”*อานนท์เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

โรงแรมแกรนคริสตัล

“ท่านคะ เข้าไปไม่ได้นะคะ”ผุ้จัดการโรงแรมจนถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ามากันอลันไว้ไม่ให้ขึ้นไปยังฟลอร์ชั้นบริหาร ไม่กี่นาทีที่ผ่านมาเขาบึ่งรถมาถึงโรงแรมแกรนด์คริสตัลและตามหาตัวชานนท์ราวกับคนคุ้มคลั่ง

“ไปบอกให้เจ้านายพวกเธอโผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้”

“คุณชานนท์ไม่ได้อยู่ที่นี่คะ”

“แล้วมันอยู่ที่ไหน”

“ท่านไม่ได้แจ้งไว้คะ เชิญท่านออกไปก่อนนะคะ แขกของทางโรงแรมตกใจกันหมดแล้ว หากท่านไม่ยอมออกไป ทางเราคงต้องให้คนเชิญท่านออกไปด้วยวิธีของเรา”การ์ดจำนวนห้าคนเข้ามาล้อมกรอบอลันไว้ เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่ถิ่นของตัวเองแต่ถึงอย่างนั้นก็กล้าบ้าบิ่นพอจะเผชิญทุกสิ่ง

Rrrrrrrrrrrrrrrrrrr

เสียงมือถือเรียกความสนใจของเขา อลันกดรับสายทันที

“ว่าไง”

“ดิฉันเช็คให้แล้วคะ คุณชานนท์ไม่ได้อยู่ที่โรงแรมแกรนด์คริสตัล แต่เมื่อประมาณสามสิบนาทีก่อน มีรายงานเข้ามาว่ารถประจำตัวของคุณชานนท์ออกมาจากสนามบิน ดิฉันคิดว่า คุณชานนท์น่าจะเดินทางไปต่างประเทศ แต่จะเป็นที่ไหนนั้น เกินความสามารถของดิฉันจริงๆคะ”เลขารายงานข้อมูลที่ไปสืบทราบมาได้ภายในสิบนาที อลันบีบมือถือในมือแน่น คิดจะพากันหนีออกนอกประเทศเหรอ เขากดวางสาย หมุนตัวออกไปจากวงล้อมท่ามกลางความงุนงง อลันขึ้นรถสปอร์ตของตัวเอง ขับบึ่งออกไปจากโรงแรมอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่สนามบิน

“ฉัตร ฉัตร ณฉัตร!”

“คะ ค่ะ”ณฉัตรขานรับอย่างตกใจ เพราะเธอมัวแต่เหม่อลอยนึกถึงเรื่องอย่างอื่นทำให้ไม่สนใจเสียงเรียกของชานนท์

“เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมเงียบไป”ชานนท์ถามอย่างเป็นห่วง

“ไม่มีอะไรคะ”

“เช็คอิน เรียบร้อยแล้ว เราเข้าไปรอในเกตเถอะ”ชานนท์เอื้อมมือไปกอบกุมมือณฉัตรอีกครั้ง พร้อมกับจับจูงเธอให้เดินตามเขาไป หากแต่ณฉัตร หยุดนิ่ง จนทำให้ร่างสูงตรงหน้าต้องหยุดแล้วหันมามอง

“ทำไมเหรอฉัตร”

ณฉัตรหยุดยืนนิ่ง มือกำรอบสร้อยที่แขวนอยู่บนคอ รู้สึกเบาโหวงในหัวใจ แต่ร่างกายกลับหนักอึ้ง ไม่สารถก้าวเท้าเดินไปต่อได้ ชานนท์วิตกกังวลในท่าทีนั้น เขากลัวณฉัตรจะเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย

“ฉัตร”

“ไปกันเถอะ ไปกัน”ชานนท์กุมมือนั้นแน่น แล้วกระชากร่างเล็กให้เดินตามเขาไป

รถสปอร์ตคันหรู กำลังไล่กวดแซงรถบนท้องถนนทุกคันเท่าที่จะแซงได้ อลันไม่สนใจว่าเขาจะทำผิดกฏจราจรสักกี่ข้อ ไม่ว่ายังไง เขาต้องไปถึงสนามบินโดยเร็วที่สุด

“เธอจะหนีฉันไปกับมันเหรอณฉัตร สุดท้ายเธอก็เลือกมันเหรอ”เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกเจ็บแค้นภายในใจ

“เธอไม่มีวันหนีฉันพ้น เธอเป็นของๆฉัน”

รถชะลอจอดติดไฟแดงตรงทางแยก เมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถอลันออกตัวด้วยความเร็วสูงสุด ทว่ารถกระบะที่พยายามเร่งความเร็วเพื่อให้ทันสัญญาณไฟ พุ่งตัวออกมาตรงทางแยก เหมือนกับภาพสโลโมชั่น รถกระบะพุ่งชนกระแทกเข้าทางฝั่งที่นั่งด้านข้างอย่างรุนแรง แรงชนกระแทกทำให้รถหมุนคว้างและเศษกระจกปลิวว่อน ชั่ววินาทีนั้น อลันเห็นภาพเฌอร์มาลที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนที่ศีรษะตัวเองจะกระแทกกับกระจกอย่างแรง และสิ่งสุดท้ายที่เขารับรู้ คือเสียงจากใครสักคนที่อยู่ไกลแสนไกล

โครมมมมมมมมมมมม

ฉันคิดถึงคุณอลันคะ

TO BE CON

อีก2ตอนจะจบพาร์ท2 ที่เหลือจะเป็นปมปัญหาของปวันและคริสา และเมื่อเข้าสู่พาร์ท3ซึ่งมีประมาณ8ตอน จะเข้มข้นและดำเนินสู่บทสรุป เร่งให้จบทันสิ้นปีตามที่สัญญาไว้คะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น