แรงเงา : แรงเงา ตอนที่ 9(จบตอนที่9)

แรงเงา
  • ชื่อเรื่อง : แรงเงา
  • ชื่อตอน : แรงเงา ตอนที่ 9(จบตอนที่9)
  • คำค้น : เรื่องย่อแรงเงา นิยายแรงเงา ละครแรงเงา อ่านแรงเงา
  • คนเข้าชมทั้งหมด : 4793
  • ความคิดเห็น : 0
  • ปรับปรุงล่าสุด : 13 ต.ค. 2555 08:39 น.
สุธาวี
สุธาวี

แรงเงา ตอนที่ 9(จบตอนที่9)

แรงเงา ตอนที่ 9

 

 

 

 แรงเงา ตอนที่ 9 
       
       
       มุนินทร์ยกมือถือคลิกดูวิดีโอที่ถ่ายไว้พลางยิ้มพอใจ นพนภากับเนตรนภิศยืนหันรีหันขวางอยู่หน้าลิฟต์ชั้นหนึ่ง
       “ดูมาสามร้านแล้วยังไม่เจอ”
       “หนูนึกออกแล้ว”
       “อะไร”
       “คงเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นค่ะ เพราะมันมีห้องแยกลับเฉพาะ ต๊าย คงกินปลาดิบ หอยสดกันเพลิน”
       นพนภายิ่งคิดก็ยิ่งหึง
       “หุบปาก นังนภิศ”
       นพนภาเดินฉับๆ ไป เนตรนภิศลอบยิ้มวิ่งตาม มือถือนพนภาส่งเสียง นพนภาคว้ามาดู หน้าจอขึ้นว่าเป็นไพรเวท นัมเบอร์ นพนภาตัดสินใจรับ เสียงที่ดังขึ้นนั้นแหลมดังแจ๋แจ๋น
       “ฮัลโหล”
       “เป็นเมียหลวงภาษาอะไรกันคะ ผัวคนเดียวทำไมไม่เอาโซ่ล่ามเอาไว้ให้ดีปล่อยให้มาเป็นสัดเพ่นพ่านอยู่แถวนี้”
       มุนินทร์ใช้โปรแกรมเปลี่ยนเสียงตัวเอง
       “ว้าย แก แกเป็นใคร”
       “จะใคร ก็ผู้หวังดีน่ะซีคะ”
       “ทำไม ผัวฉันมันทำไม”
       “ทำไมหรือคะ ฉันเจอผัวคุณมากินข้าวกับเมียน้อย เฟลิตกันไม่แคร์สื่อทั้งล้วงทั้งควัก”
       “ว้าย”
       “ถ้าไม่เชื่อก็ดูนี่นะคะ”
       มุนินทร์ตัดการติดต่อส่งคลิปภาพไป นพนภาเปิดข้อความภาพเป็นภาพมุนินทร์กัดเชอรี่แล้วลุกไปป้อนคลอเคลียเจนภพ นพนภาเต้นเร่าๆ
       “อีผู้หวังดี มันอยู่ห้องไหน ทำไมไม่บอกฉัน”
       เนตรนภิศมาช่วยดู ทำท่าเป็นซีเอสไอแบงคอก
       “พี่นภาดูวิวข้างหลังซีคะ”
       “ภัตตาคารชั้นบนสุด”
       
       มุนินทร์สวมเสื้อคลุมดึงแว่นใหญ่ขึ้นมาสวมดูราวนางแบบยืนรอลิฟต์ ประตูลิฟท์เปิดออก นพนภาถลันออกมา เนตรนภิศตามติด มุนินทร์ก้าวสวนไปจงใจกระแทกไหล่นพนภาเซไป
       “ว้าย”
       “ซอรี่”
       นพนภามองตาขวาง เนตรนภิศคว้าข้อมือดึง
       “ไปเถอะค่ะ จะได้จับได้คาหนังคาเขา”
       นพนภาพยักหน้ากระวีกระวาดเดินไป เนตรนภิศเดินตาม มุนินทร์ยืนนิ่งแล้วหมุนตัวมองตาม
       
       ภายในห้องอาหารบริกรส่งบิลให้เจนภพ เจนภพอึ้ง
       “หมื่นสาม” เจนภพเปิดกระเป๋าสตางค์จะดึงบัตรเครดิต มีร่าง 2 ร่างก้าวมาตรงหน้า “เสร็จแล้วหรือจ๊ะ เฮ้ย” เจนภพสะดุ้งเมื่อเห็นนพนภายืนตาวาว เนตรนภิศยืนยิ้มเยาะไปทางเบื้องหลัง บริกรอึกอัก นพนภาเอาแขนปาดบริกรเซไป “นภา มาได้ยังไง”
       “มากินข้าวกับอีนั่นใช่ไหม นี่มันไปไหน อีดอกส้มน่ะ”
       เจนภพหน้าเผือด แขกโต๊ะอื่นๆ มอง โต๊ะคุณหญิงเอามือทาบอก ผู้คนเริ่มชี้ชวนกันดู
       “ส้มเสิ้มอะไร มากับเพื่อน”
       “เพื่อนอะไร อย่ามาตอแหลนะ”
       “เพื่อนผู้ชายที่ออกรอบด้วยกัน”
       “ต๊าย ดูที่ปกเสื้อซีคะ พี่นภา”
       “อ้อ เพื่อนผู้ชายนี่คงเป็นนังกะเทยซีนะ มันถึงได้ทาปากแดงเลือดนกขนาดนั้น”
       มุนินทร์ยิ้มอย่างสังเวชใจ มือกดปุ่มเรียกลิฟต์
       เจนภพเอียงคอดูปกเสื้อตัวเอง ใจหายวาบ นพนภาตบไหล่เจนภพ เจนภพลุกขึ้นอับอายขายหน้า นพนภาตบซ้ำ เจนภพเอาแขนกัน เนตรนภิศแอบยิ้ม มุนินทร์สะใจ
       “แล้วนี่มันไปไหน มันไปหุบกลีบอยู่ที่ไหน” นพนภาหันไปถามบริกร “นี่เธอรู้ไหม อีนังเมียน้อยมันไปมุดอยู่รูไหน”
       “ผมไม่ทราบครับ”
       “อ้อ พวกเดียวกัน เลยตอแหลให้กันใช่ไหม นี่แน่ะ”
       นพนภาจับผ้าปูโต๊ะกระชาก จาน ชาม แก้วไวน์ แจกัน เชิงเทียนล้มลงตกกระแทกพื้นเปรื่องปร่างกระจัดกระจาย แจกันกลิ้งขลุกๆ ไปถึงโต๊ะคุณหญิงชนรองเท้า คุณหญิงร้องวี๊ดชักตีนหนี ลุกขึ้นอกสั่น มุนินทร์ยิ้มอย่างสมเพช ลิฟต์เปิดออก มุนินทร์ก้าวเข้าลิฟต์ปิดลง
       เจนภพหน้าเผือด ผู้จัดการรุ่นน้องของเจนภพวิ่งมา บริกรอื่นๆ รปภ.มากันสลอน แขกโต๊ะอื่นลืมสมบัติผู้ดีเข้ามามุงดู
       “นี่มันอะไรกันคุณ มาอาละวาดอะไรกัน ทำไมถึงทำแบบนี้ อ้าว พี่ภพ คุณนพนภา”
       “ค่ะ ฉันเอง”
       “เอ้อ อ้า สบายดีหรือครับ”
       “จะให้สบายได้ยังไงคะ ผัวพาเมียน้อยมาสำเริงสำราญขนาดนี้”
       ผู้จัดการยิ้มแหยๆ เจนภพสบตาผู้จัดการ ผู้จัดการแอบบุ้ยบ้ายกับเจนภพและหันมาหานพนภา
       “ใจเย็นๆ ก่อนเถอะครับ”
       “ผมกลับก่อน”
       “จะไปไหน”
       “กลับบ้าน มีอะไรไปคุยกันที่นั่น อย่ามาสาวไส้ให้อีกามันกินตรงนี้” บรรดาอีกาเชิดใส่ขยับกลับเข้าที่ เจนภพหันมาหาผู้จัดการ “ผมขอตัวก่อน เรื่องบิลกับค่าเสียหาย ภรรยาผมจะจัดการเอง”
       “ว้าย เรื่องอะไร”
       เจนภพเดินจากไป นพนภาหันรีหันขวาง บริกรคว้าบิลที่พื้นมาส่งให้ นพนภากระชากมาดู
       “หมื่นสาม มันกินอะไรกัน หอยปิดทองฝังเพชรหรือ”
       “ต๊าย พี่นภา นี่มันอะไรกันคะ เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แล้วยังเอาเศษกระดูกที่นังมุตตากินเหลือมาแขวนคอ”
       “นี่แกหุบปากเลยนะ นังนภิศ”
       
       นพนภาตาขวาง เนตรนภิศหน้าซีด

 
 
        
       นาฬิกาบอกเวลา 14.00 น. วีกิจนั่งพิมพ์งานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่โต๊ะอื่นๆ ยังว่าง เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์เดินจิ้มของกินมานั่งโต๊ะ ปริมนั่งเติมหน้า ประสิทธิ์ชัยเข้ามาหาวีกิ
       
       “เพิ่งกลับมาหรือ”
       “ไปกินข้าวกลางวันไกลไปหน่อยว่ะ เออ เอ็งรู้ไหมวันนี้อาเอ็งไปไหน”
       “เห็นขับรถออกไปข้างนอกนี่ มีนัดกินข้าวกลางวันมั้ง”
       “แล้วรู้ไหม ว่าอาเอ็งนัดกับใคร”
       “โถ จะไปกับใคร ก็กับวัวเคยขาม้าเคยโขยก”
       ปริมพูดลอยลมมา วีกิจหน้าเคร่งขึ้น
       “ไอ้สิทธิ์ เอ็งอยากพูดอะไรก็พูดมาเหอะ”
       “มุตตาโทรมานัดอาเอ็งออกไปเจอที่โรงแรม”
       วีกิจทำเป็นไม่สนใจ ซ่อนความเจ็บความระแวงบางอย่างไว้ภายใน
       “ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่ ก็คงนัดพูดธุระกินข้าวกัน”
       “กลัวแต่ไม่ได้นั่งพูดธุระ แต่เป็นนอนพูดธุระน่ะซีคะ เดี๋ยวเห็นเพดาน เดี๋ยวเห็นพรมปูพื้น” ปริมบอก
       “จะอะไรก็ให้เป็นเรื่องของเขาเถอะฮะ ไม่ใช่เรื่องของเราที่ต้องไปแส่เรื่องชาวบ้าน” วีกิจบอก ปริมค้อนหันไปแต่งหน้าต่อ ประสิทธิ์ชัยแตะไหล่วีกิจ พูดอย่างจริงใจ ลดเสียงลง
       “ไอ้กิจ ข้าไม่อยากให้เอ็งไปยุ่งกับมุตตาเลยว่ะ ข้ากลัว”
       “กลัวอะไร”
       “กลัวว่าเอ็งจะถูกหลอกใช้ เหมือนที่เขาเคยใช้เอ็งมาแล้ว ทำเป็นชอบกับเอ็ง คบกับเอ็งบังหน้า จนคบกับอาเอ็งได้ไม่มีใครสงสัย” วีกิจหน้าซีดลง “อีกอย่างนึง คุณนกบอกว่า...”
       “ว่าอะไร”
       “คุณนกว่ามุตตายังใช้เอ็งยั่วอาเอ็งให้หึงไปพร้อมๆ กันด้วย ผ.อ.ยิ่งหึงเอ็งเท่าไร ก็ยิ่งกลับไปหาเขาเร็วเท่านั้น”
       “ขอบใจว่ะที่เตือน แต่เขาอยากทำอะไรก็ช่างเขา ข้าก็อยู่ของข้าอย่างนี้”
       วีกิจใจสั่นหวั่นไหวแต่ฝืนทำปกติ รัชนกเดินยิ้มเข้ามาเอาขนมแจกตามโต๊ะต่างๆ
       “ไอ้กิจ ใจผู้หญิงน่ะลึกล้ำ ยากเกินจะหยั่งนะโว๊ย”
       รัชนกเอาถุงขนมเล็กๆ มาวางให้วีกิจ
       “นกซื้อมาเผื่อคุณกิจค่ะ”
       วีกิจพยักหน้า ยิ้มขอบใจ ไม่มีกระจิตกระใจจะตอบแม้แต่คำขอบคุณ
       
       ที่บ้านเจนภพ เจนภพนั่งบนโซฟา นพนภายืนหน้าเคร่งอยู่ตรงหน้า ที่แพนทรี่แต้วและยายแหวงยืนปัดกวาดเช็ดถูวนไปวนมาจนเงาวับ ตาจ้องเป๋งที่ 2 ผัวเมียราวดูละครฉากเด็ด
       “เขานัดผมเพื่อจะลา จะกลับต่างจังหวัด ไม่กลับมาอีกแล้ว”
       “อ้อ ก็เลยหน้าใหญ่เลี้ยงข้าวมันมื้อละเป็นหมื่น แล้วฉันยังซวยต้องไปจ่ายเงินอีก”
       “ก็คุณอยากไปอาละวาดเอง”
       “นี่อย่ามาพูดนะ ถ้าฉันไปไม่ทันก็คงขึ้นไปสั่งเสียกันบนเตียงแล้วซีนะ นัดกันที่โรงแรมมันง่ายดีนี่”
       “นี่คุณ ผมบอกแล้วว่าเขานัดผมเพื่อลา”
       “เจ็บใจนัก ฉันไปช้านิดเดียว นังมุตตาเลยไหวตัวมุดรูมุดร่องหนีไปได้”
       “นั่นไง ถ้าผมจะมีอะไรกับเขา เขาจะกลับไปก่อนทำไม”
       แต้วกับยายแหวงวิเคราะห์ความพยักเพยิดกัน นพนภายิ้มเยาะมองเจนภพตั้งแต่เท้าถึงหัว แล้วมาหยุดสายตาที่ปกเสื้อ
       “ขนาดรีบกลับไปก่อน เสื้อยังเปื้อนลิปสติกเป็นแถบ คนที่เขาโทรมาบอกฉันน่ะเขาบอกว่าคุณกับอีนังนั่นกอดจูบล้วงควัก ไม่อายฟ้าอายดิน”
       “นี่ อย่าไปฟังพวกผู้หวังดีนักเลย พวกบ่างช่างยุทั้งนั้นโดยเฉพาะน้องสาวคุณ”
       “ทำไม ยายนภิศเป็นยังไง”
       “ก็ไม่ยังไง แต่ดูเหมือนเขาอยากให้เราสองคนบ้านแตก”
       “นี่ คุณอย่ามาหาเรื่องยายนภิศนะ น้องฉันน่ะมันรักฉัน ถ้าไม่ได้ยายนภิศฉันคงโง่ดักดานมากกว่านี้”
       “เออ เอาเถอะ พวกคุณน่ะ ดีวิเศษทุกคน”
       “นี่อย่ามาทำเนียนเปลี่ยนเรื่องพูดนะ เอา เมื่อคุณยืนยันว่ามันกลับไปทำนาแล้วฉันก็จะลองเชื่อดู แต่ถ้าฉันจับได้ว่ามันยังวนเวียนมาทำนาผืนน้อยกับคุณอีกฉันจะแหกอกซะทั้งคู่”
       เจนภพทำหน้าเบื่อ นพนภาฮึดฮัดขัดใจหันไปเห็นแต้ว ยายแหวงก็เลยพบที่ลง คว้าแจกันปาไปโดนแพนทรี่แตกกระจาย สองคนใช้ร้องต่อกัน
       “หอย...แหก”
       “มาแอบฟังอะไร งานการอื่นไม่มีทำหรือจะขัดให้มันเป็นทองหรือไง”
       “ค่ะ ขัดให้มันเป็นทอง ดอกมันจะได้ชัดๆ ค่ะ”
       
       เย็นวันเดียวกันนั้นวีกิจเดินอย่างเหน็ดเหนื่อยเข้ามาในห้องโถง สร้อยคำกำลังเรียงขนมลงขวดโหลเตรียมอบควันเทียน วีกิจเดินมานั่งลง
       “ทำกินหรือว่าจะขายฮะนี่”
       “ทำแจก ถ้าเผื่อมีคนติดใจก็สั่งได้” สร้อยคำมองวีกิจแล้วถามเปรยๆ เหมือนไม่สนใจนัก “นี่ตากิจ หนูตากับอาแกเขาเลิกกันแน่หรือ”
       “ทำไมหรือฮะ”
       “วันนี้หนูตากับอาแกไปกินข้าวที่โรงแรมห้าดาว แม่นภารู้เข้าตามไปอาละวาด”
       “แล้วเผชิญหน้ากันหรือเปล่าฮะ”
       “เปล่า เห็นว่าหนูตากลับไปก่อน แม่นภาเลยพังร้านเขาป่นปี้ ค่าอาหารน่ะเป็นหมื่น แต่ค่าข้าวของน่ะเป็นแสน เลยตามมาทะเลาะกันต่อที่บ้านเพิ่งจะเงียบไปเดี๋ยวนี้เอง”
       วีกิจถอนใจ
       “ผม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันฮะว่าตาคิดยังไง ผมคิดว่าที่ตาลาออกก็เพราะจะได้เปลี่ยนชีวิตใหม่ แต่ทำไมตาถึงกลับมาติดต่ออาภพอีกก็ไม่รู้ฮะ”
       “สายสวาทมันยังไม่สิ้นมั้งลูก”
       “ฮะ อาภพคงเสน่ห์แรงมากกว่าที่ผมคิด”
       สร้อยคำมองดูท่าทีวีกิจ
       “แกก็ถอยห่างออกมาหน่อยก็แล้วกัน เรื่องหนูตานี่”
       “ผมไม่ได้ข่าวเขามาครึ่งเดือนแล้วฮะ”
       “ก็ดีแล้ว แม่ไม่อยากให้แกมาถูกหางเลขเข้าไปด้วย ยังไงอาภพ อานภาก็เป็นญาติเรานะลูก จะว่าเป็นครอบครัวเดียวกันก็ได้”
       “แต่ว่าตาเป็นคนอื่นใช่ไหมฮะ” วีกิจยิ้มขื่นๆ ลุกขึ้น บัวเดินเอาเทียนอบใส่ถ้วยจิ๋วมา “ผมไปอาบน้ำก่อนนะฮะ”
       สร้อยคำมองตามลูกชายแล้วสบตาบัว บัวมีทีท่าโนคอมเม้นท์

 
 
        
       เจนภพสวมเสื้อคลุมเดินออกมาจากห้องน้ำดูสดใสเหมือนหนุ่มขึ้นราวสิบปี นพนภาใส่ชุดนอนบางนั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง มือนวดครีมเข้าใบหน้าอย่างแรงด้วยแรงโกรธสามี 
        
       เจนภพเดินผ่านมาทางด้านหลัง นพนภาค้อนผ่านกระจก เจนภพโยนเสื้อคลุมไปทางหนึ่งนุ่งลมห่มฟ้า นพนภาชะงักมองดูร่างเปลือยของสามีใจคอระทึกขึ้นมา เจนภพสวมกางเกงนอนแล้วมองดูนพนภามีแววกริ่ม นพนภาทำเป็นไม่รู้มองดูเงาตัวเอง แต่มือที่นวดครีมเข้าหน้ากลายเป็นแผ่วเบาลูบไล้จากหน้าไปถึงร่องอก มือหมุนวนแล้วดึงเสื้อทาครีมที่ไหล่แผ่วเบา
       เจนภพใส่กางเกงนอนตัวเดียว เห็นแผงอกแข็งแรงเข้ามายืนเบื้องหลังนพนภา นพนภาทำเชิดใส่แต่ตาเยิ้ม
       “คืนนี้ คุณสวยจัง”
       “ถอยไปห่างๆ อย่ามาถูกตัวฉัน”
       เจนภพก้มลงจูบผมนพนภา
       “แล้วก็หอมด้วย”
       นพนภาเผลอยิ้มแล้วรีบหุบทำเสียงแข็ง
       “อ้อ ไปกินหอยนางรมกับมันมาก็เลยมาคึกกับฉัน”
       จนภพนั่งลงเบียด สองแขนกอดรอบ เริ่มจูบซอกคอ
       “เนื้อคุณเย็นจัง”
       “ใช่ซี ไม่อุ่นเพราะเลือดร่านมันสูบฉีดเหมือนนังมุตตาหรอก”
       “ใครว่าล่ะ เนื้อเย็นแบบนี้แหละ ร้อนๆ นอนกอดสบาย”
       “ฉันไม่ใช่หมอนข้างไฟฟ้านะ” เจนภพคลอเคลียมากขึ้น มือดึงปมผ้าผูกชุดนอนนพนภา “อุ๊ย ภพ บ้า ทำอะไร”
       เจนภพดึงนพนภาให้ลุกขึ้น แล้วเข้าโอบกอดทางด้านหลัง เบียดกายกับนพนภา นพนภาผวา
       “อย่างงี้แล้วยังไม่รู้อีกเหรอว่าอะไร”
       เจนภพลูบไล้ เดี๋ยวล่างเดี๋ยวบน นพนภาแหงนเงย
       “คุณนะ ภพ ถ้าไม่เจ้าชู้ซะอย่างเดียว”
       “คุณก็อย่าหึงให้มันเกินเหตุ ผมรักคุณคนเดียวเท่านั้นแหละนภา คนอื่นน่ะมันแค่ดอกไม้ริมทาง”
       “อย่าเด็ดให้มันบ่อยนักก็แล้วกัน อีบางดอกน่ะ กลีบมันมีพิษ”
       เจนภพไม่ตอบขยับเขี่ยชุดนอนนพนภาตกลงไปกองเป็นวงบนพื้นพรม
       
       อีกด้านมุนินทร์นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเล็กกำลังทำงานกับโน้ตบุ๊คแล้วคลิกไปที่ไฟล์ My Picture ภาพในจอเป็นรูปมุนินทร์กับลูกศรที่นิวยอร์ค มุนินทร์ไว้ผมม้าดูคล้ำหมองไม่สะสวยเหมือนในปัจจุบัน มุนินทร์ยิ้มอย่างขบขันตัวเอง เธอคลิกดูรูปไปเรื่อยๆ จนมาถึงอีกไฟล์รูป
       ภาพมุนินทร์ที่ซบไหล่วีกิจที่นอนหลับที่แอบถ่ายเอง มุนินทร์ยิ้มดวงตาอ่อนโยน เธอคลิกดูต่อไปจนมาหยุดที่รูปหนึ่ง ภาพมุนินทร์เอียงศีรษะซบกับวีกิจที่เด็กถ่ายให้ มุนินทร์ครุ่นคิดมีสีหน้าลังเล
       ช่วงเวลาเดียวกันนั้นวีกิจก็กำลังมองดูภาพมุนินทร์บนจอคอมพิวเตอร์
       “ตา...คุณต้องการอะไรกันแน่”
       เสียงมือถือวีกิจดัง วีกิจหยิบมาดูหน้าจอบอกว่าเป็นไพรเวท นัมเบอร์ วีกิจกดรับสาย
       “ฮัลโหล สวัสดีครับ วีกิจพูดครับ” มุนินทร์ถือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนแนบหู ฟังเสียงวีกิจ “ฮัลโหล ฮัลโหล”
       มุนินทร์กดตัดการติดต่อ วีกิจวางมือถือลง
       มุนินทร์นอนบนเตียง ตาค้างอยู่ มองดูโทรศัพท์ที่วางตะแคงบนโต๊ะหัวเตียงหน้าจอขึ้นภาพหน้าวีกิจ วีกิจยังคงนั่งอยู่หน้าคอมฯ มองดูภาพมุนินทร์บนจอ
       
       เจนภพนอนหลับสนิท ไฟในห้องสลัวลาง ที่มุมหนึ่งของห้องนพนภาอยู่ในเงามืดแสงจากไฟนีออนส่องจากเบื้องล่าง ใบหน้านพนภาดูดุร้ายกำลังพูดมือถือ
       “ค่ะ คุณประพงส์ มันบอกว่ามันจะกลับไปบ้านนอกแล้ว แล้วมันจะไม่กลับมาอีก ช่วยสืบหน่อยนะคะว่ามันโกหกรึเปล่า ถ้ามันโกหกจัดการให้มันขั้นเด็ดขาดไปเลยค่ะ”
       นพนภาแสยะยิ้ม
       
       วันต่อมาที่แผนกเสื้อผ้าสตรีของห้างสรรพสินค้าหรูแห่งหนึ่ง ที่หุ่นโชว์เสื้อเป็นบิกินีและบราลายเสือดาวยืนเท้าสะเอวจังก้า เลอลักษณ์ยืนดูตาวาวด้วยความอยากได้ จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นข้างหลัง
       “แหม ขาดแส้กับกุญแจมือไปนิดนึง” ประสิทธิ์ชัยบอก
       “บ้า”
       เลอลักษณ์อับอายขายขี้หน้าสะบัดพรืดไป ประสิทธิ์ชัยยืนกับรัชนก รัชนกถือชุดนอนบางพร้อมเสื้อคลุมลูกไม้เซ็กซี่ในมือ ประสิทธิ์ชัยร้องไล่หลัง
       “จะเลิกเป็นนางแมวป่า หันมาเป็นนางเสือดาวแล้วหรือครับ”
       “คุณสิทธิ์น่ะ อย่าไปล้อเขาเลยค่ะ ดูนี่ซีคะ ผ้าเนื้อดี๊ดี ลองจับดูซีคะ”
       “ให้ผมจับอะไรฮะ”
       “คุณสิทธิ์ พูดอะไรก็ไม่รู้” รัชนกหน้าแดงซ่านหยิกประสิทธิ์ชัย ประสิทธิ์ชัยมองอย่างลุ่มหลง “นกเอา 2 ตัวนี้นะคะ”
       “เฮ้อ ทำไมแพงจัง นี่ผมหมดตัวแล้วนะฮะ”
       “แล้วคุณสิทธิ์ ไม่อยากเห็นนกใส่ชุดนี้คืนนี้หรือคะ”
       รัชนกเบียดตัวเข้าชิดเสียดสี ประสิทธิ์ชัยร้อนวูบไปทั้งตัว
       “ผมแทบรอไม่ไหวแล้วซี”
       “จุ๊ๆ เดี๋ยวพี่ปริมได้ยินค่ะ”
       รัชนกขยับตัวออกตาแป๋วดูซื่อบริสุทธิ์ ปริมช็อปใกล้เข้ามา
       
       ปริม รัชนก ประสิทธิ์ชัย เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์ หิ้วถุงกันมาพะรุงพะรัง ทั้ง 6 เดินมาที่รถของประสิทธิ์ชัยและฉกรรจ์ที่จอดไว้เคียงกัน เปิดกระโปรงหลังเอาถุงวาง
       “พี่ปริมได้ของนิดเดียวเอง”
       “มันมีมารมาฉกเอาไปน่ะซี”
       นักรบ ฉกรรจ์เชิดใส่ไม่จริงจังนัก ทันใดมีรถบีเอ็มสปอร์ตคันหนึ่งแล่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว พนักงานมาโค้งแล้วเลื่อนแผงกั้นของที่จอด VIP รถสปอร์ตถอยหลังเข้าจอดอย่างคล่องแคล่ว
       “รถสวยจังเลยค่ะ คุณสิทธิ์”
       “นี่มันรุ่นลิมิเต็ดด้วยนะฮะ เมืองไทยมีไม่กี่คันหรอก อื๋อ คนขับเป็นผู้หญิงด้วยแฮะ”
       ประตูรถด้านคนนั่งข้างเปิดออก ลูกศรลงมา แต่งตัวเปรี้ยวตามเคย
       “ต๊าย ชุดซ๊วยสวย”
       “เสื้อผ้า หน้า ผม นมเป๊ะไปหมด”
       “อลังการ์ล่มลั่นฟ้า”
       มุนินทร์สวมแว่นดำลงมาจากด้านคนขับ แต่งตัวเรียบกว่าแต่ก็ดูแพงไม่แพ้กัน
       
       “สงสัยจะพวกไฮโซ”

 
 

        
       ปริมบอกไม่ทันขาดคำมุนินทร์ก็ถอดแว่นออก เดินคุยกับลูกศรเข้าไปในตัวห้าง ปริมอ้าปากค้าง คณะพรรคยืนตะลึงคล้ายเจอเขื่อนแตกตามคำทำนายเด็กชายปลาบู่
       “ว้าย ตาเถร”
       “พี่ตา”
       “ให้ตายเถอะ เดี๋ยวนี้เล่นบีเอ็มเชียวหรือ”
       “ว้าย แต่ก่อนโหนรถเมล์โตงเตงโตงเว้า เผลอแผล็บเดียวเป็นสปอร์ตแล้ว”
       “ต๊าย บุญทำกรรมแต่ง”
       “นางไปรวยมาจากไหนนี่”
       ทั้ง 6 คนเข้ามาสุมหัวกัน
       “รวยเร็วอย่างนี้ คงทำอาชีพเก่าแก่ที่สุดในโลก ขายกะหรี่ปั๊บ”
       “แหม พี่ปริม”
       “แปลว่าที่ลือกันก็เป็นจริง ผ.อ.ให้ยายมุตตาลาออกไปอยู่บ้านเฉยๆ”
       “ต๊าย รังเกียจ”
       “รังเกียจหรืออิจฉาคะ”
       “ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ”
       “สมัยนี้ใครเขาเลี้ยงเมียน้อยกันมั่ง สิ้นเปลืองเงินทองคณานับ”
       “ใช่ ของฟรีมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง”
       “นั่นซีฮะ”
       ประสิทธิ์ชัยหลุดปาก รัชนกมองอย่างเอาเรื่องประสิทธิ์ชัยชะงัก
       
       คืนนั้นที่คอนโดรัชนก ผนังห้องด้านหนึ่งมีกระจกเงาบานใหญ่มหึมาตามพื้นมีเสื้อ กางเกง ถุงเท้า กางเกงในของประสิทธิ์ชัยกองเรี่ยราดที่ปลายเตียงมีเสื้อคลุมชุดนอนบางเบาที่รัชนกซื้อเมื่อตอนเย็น บนเตียงประสิทธิ์ชัยนอนหอบหายใจ รัชนกซบอยู่บนอก ผมรุ่ยร่ายดูร้อนแรง มือรัชนกลูบไล้แผงอกประสิทธิ์ชัยไปมา
       “เราต้องแอบๆ ซ่อนๆ กันอย่างนี้ตลอดไปหรือคะ”
       “โธ่ คุณนก คุณก็รู้ว่าผมยังไม่พร้อม ถึงบ้านผมจะรวยแต่ผมเองน่ะเป็นแค่ข้าราชการต๊อยต๋อยนะครับ”
       “นกรู้ค่ะ ว่าคุณพ่อคุณแม่คุณ ไม่อยากได้ลูกสะใภ้แบบนก”
       “ไปรู้มาจากไหนกัน ไม่จริงซักหน่อย”
       ประสิทธิ์ชัยเริ่มมีพิรุธ
       “คุณหญิงแม่คุณคงหาพวกลูกท่านหลานเธอเอาไว้ให้คุณแล้วใช่ไหมคะ”
       ประสิทธิ์ชัยสะดุ้งเฮือกรีบมองรัชนก แต่รัชนกทำปกติ
       “โธ่ ไม่มีหรอกครับ คุณนกอย่าไปสนใจเลย”
       “ถ้าวันนึงคุณทิ้งนก นกจะทำยังไงดีคะ”
       “ไม่มีวัน ผมมีแต่คุณคนเดียวเท่านั้น ผมไม่มีวันทิ้งคุณ ผมสัญญา”
       “นกก็จะไม่ยอมให้คุณทิ้งนกเหมือนกัน”
       รัชนกเลื่อนตัวขึ้นจูบประสิทธิ์ชัยแล้วขยับกายขึ้นบนตัว ประสิทธิ์ชัยหลับตาลงอย่างสุขสม รัชนกสะบัดผมเหลือบดูกระจกเงาบานใหญ่ ดวงตามีแววประหลาด
       
       วันต่อมาปริมนั่งบนโต๊ะตัวเองทำตัวเป็นโฆษกประจำกอง รัชนก ประสิทธิ์ชัยอยู่ข้างๆ เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์คอยเป็นรองโฆษก 2 นางไร้ชื่อมาร่วมฟัง แต่ที่แท้ปริมจงใจพูดให้ถึงหูวีกิจที่นั่งทำงานไม่สนใจอยู่
       “ต๊าย นางขับรถชูคอเป็นคุณนาย รถที่ขับเหมือนห้าล้านขึ้น”
       “โอย อิจฉาตาร้อน”
       “พวกฉัน 6 คนก็ยืนหัวโด่อยู่ตรงนั้น พอนางเห็นนางก็เชิดใส่ ชูคอเหมือนกิ้งก่าทำเป็นไม่เห็นพวกเรา”
       ประสิทธิ์ชัยโคลงหัวเซ็งกับการตอกไข่ใส่สี รัชนกสบตาประสิทธิ์ชัย ทั้งคู่มองวีกิจอย่างเป็นห่วง
       “แต่งตัวนะเปรี้ยวสะเด็ด”
       “แต่งบอกยี่ห้อน่ะซียะ กระโปรงน่ะแหวกไปเกือบเห็นเถ้าแก่น้อย”
       “แล้วเจอ ผ.อ.ด้วยหรือเปล่า”
       “เปล่า นางมากับเพื่อนผู้หญิง ท่าทางงี้แรดเชียว”
       “ใครว่ายะ ดูเจ็ทเซ็ท ชั้นสูงออกจะตาย” นักรบบอก
       “ถ้าสูง ก็โสเภณีชั้นสูงแหละย่ะ”
       “แหม ผ.อ.นี่ก็เด็ดนะ ขนาดเมียฮึ่มๆ อยู่ทุกวัน ยังคว้ายายตาไปเลี้ยงได้เฉยเลย”
       “อย่างงี้คงตามสูตร รถเก๋ง คอนโด แหวนเพชร เฮ้อ อย่างเราจะมีคนมาทุ่มทุนสร้างแบบนี้บ้างก็ไม่รู้”
       วีกิจหน้าตึง ปริมเหลือบดูแล้วยิ้มเยาะ
       “บางทีอาจจะไม่ลงทุนมากเท่าไรก็ได้ อาหลานอาจจะช่วยกันลงขัน วันคู่อา วันคี่หลาน สลับคิวให้ดีไม่มีชนกัน”
       บรรดาเพื่อนๆ คอหด วีกิจลุกขึ้นเอาแฟ้มไปเก็บตู้เอกสาร
       “หาข้อมูลเอาไว้เยอะๆ ก็ดีฮะ เผื่อวันไหนตกต่ำจะได้ไปทำอย่างที่ว่าคนอื่นเขาได้คล่องๆ”
       วีกิจบอก ปริมร้องกรี๊ด
       
       คืนนั้นลูกศรเอาโน้ตบุ๊คของตัวเองมาทำงานกับมุนินทร์ที่คอนโด ลูกศรกำลังปริ้นท์งานออกมาจากปริ้นเตอร์ มุนินทร์นั่งอยู่ใกล้ๆ กำลังทำข้อมูลเป็นกราฟแท่งอยู่บนหน้าจอ
       “โอทง โอทีก็ไม่มี ยังต้องขนงานกลับมาทำอีก”
       “เหอะน่า เผื่อได้สองขั้น”
       “ฉันไม่ใช่ข้าราชการเช้าชามเย็นชามนะยะ”
       “เดี๋ยวนี้เขารีเอ็นจิเนียริ่งแล้วจ้ะ ตอนนี้เช้า 2 ชาม เย็น 2 ชามแล้ว”
       ลูกศรหัวเราะคิกคัก
       “ไปรู้มาจากไหน พูดยังกะเคยเป็น”
       “ก็เคยน่ะซี ได้เป็นข้าราชการตั้งเกือบอาทิตย์”
       “พูดอะไรไม่รู้เรื่อง” ระหว่างรอปริ้นท์ลูกศรเริ่มอยู่ไม่สุข เปิดดูตามตู้นั้นชั้นนี้จนไปเจอรูปมุตตาและมุนินทร์
       “นี่รูปเธอกับน้องสาวเหรอ ชื่ออะไรนะ มุตตาใช่ไหม”
       “อือม์”
       “เหมือนกันเด๊ะเลยแฮะ”
       “เราสองคนไม่เหมือนกันเลยต่างหาก”
       “แปลกนะ รู้จักเธอมาเกือบสิบปี แทบไม่เคยได้ยินเธอเล่าเรื่องมุตตาให้ฟังเลย”
       มุนินทร์นิ่งไปจนลูกศรผิดสังเกต
       “เพราะฉันกับตาไม่สนิทกันเลยน่ะซี ทั้งๆ ที่เราควรสนิทกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แต่ฉันกับปล่อยให้ตาเผชิญกรรมอยู่คนเดียว”
       “นี่ตากลับไปอยู่เพชรบูรณ์กับพ่อแม่เหรอ”
       “ใช่ และจะไม่กลับมาอีกแล้ว”
       
       มุนินทร์บอกอย่างขมขื่น

 

 

 

แรงเงา ตอนที่ 9 (ต่อ) 
       
       
       ในอดีต เหตุการณ์ที่บึงบัวมุนินทร์เข้าแย่งยื้อมงกุฎดอกไม้ มุตตาดิ้นรน มุนินทร์สะบัดสุดแรง มุตตาตกน้ำโครมไป มุตตาร้องวี๊ดร่างจมหายไปเหลือเพียงมงกุฎดอกบัวลอยอยู่บนผิวน้ำ มุนินทร์ยืนเท้าสะเอวยิ้มอย่างสะใจ
       
       “ดี สม” มุนินทร์มองลงไปในน้ำ เห็นฟองอากาศผุดพรายก็ชะงักหน้าเสีย “ตา ตา อย่าเล่นนะ ขึ้นมา”
       มุตตาทะลึ่งพรวดขึ้น ตะเกียกตะกาย
       “พี่นิน อย่าทำตา ช่วยตาด้วย”
       มุตตาจมวูบลงไปอีก มุนินทร์หน้าซีดตะลึงไปแวบหนึ่งแล้วโผลงในน้ำควานหาแต่ไม่พบ
       “ตา ตา อย่าตายนะ”
       มุนินทร์พุ่งตัวดำดิ่งลงในน้ำ
       
       จากความมืดมิดกลายเป็นแสงสลัวของห้องนอน มุนินทร์อยู่บนเตียง ดวงตาปิดสนิท แต่ร่างดิ้นรน
       ลูกศรโผมาเขย่าตัว
       “นิน นิน ตื่น” มุนินทร์ผวาเยือกขึ้นมองดูลูกศร ยังคงหอบหายใจใบหน้าซีดเผือด “ฝันร้ายเหรอ แหม เธอนะเธอ ฉันกำลังฝันถึง ฮิวจ์ แจคแมน อยู่พอดี” ลูกศรเปิดไฟหัวเตียงให้สว่างขึ้น รินน้ำที่วางไว้ที่ข้างเตียงให้มุนินทร์ มุนินทร์เสยผม นั่งพิงพนักเตียง “ฝันอะไร เห็นผีหรือเปล่า ถ้าผีก็ไม่ต้องเล่า”
       “ฉันฝันถึงตอนเป็นเด็ก”
       “เหรอ แล้วมันยังไง”
       “รู้ไหม ศร ฉันเคยฝันเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีช่วงหลังนี้ที่ฉันไม่ฝันอีก คิดว่ามันจะหายไปแต่วันนี้มันกลับมาอีก”
       มุนินทร์ตัวสั่นมองไปไกล ลูกศรนั่งลงใกล้มองอย่างเป็นห่วง
       “ฝันอะไรของเธอ นิน”
       “ฝันถึงเด็กสองคนพี่น้อง เด็กสองคนที่ควรจะรักกัน ใกล้ชิดยิ่งกว่าเพื่อนสนิทคนไหน แต่แล้วเพราะการเลี้ยงดูผิดๆ เพราะโชคชะตา หรือไม่ก็เพราะเคราะห์กรรมของเด็กสองคนนั้นเองที่ทำให้เด็กสองคนจงเกลียดจงชังกัน ยังดีที่ไม่ถึงกับเป็นศัตรูคู่อาฆาต”
       มุนินทร์สะเทือนใจพลุ่งขึ้น ลูกศรบีบมือมุนินทร์อย่างปลอบใจตามองดูรูปมุตตา-มุนินทร์ในกรอบคู่
       ในอดีตเด็กหญิงฝาแฝด อายุราว 7-8 ขวบยืนถ่ายรูปเคียงกัน มุนินทร์ผมสั้นหยิกดูดำคล้ำ แม้ปากยิ้มก็เห็นคิ้วขมวดหน้ามีแววหงิก ส่วนมุตตาผมยาวสลวยดูผ่องใส ปากยิ้มแย้มเต็มที่ มันเป็นรูปที่วางอยู่บนชั้นรวมกับรูปอื่นๆ ของครอบครัว
       สภาพร้านกาแฟในตลาดเมื่อ 18 ปีก่อน แปลกกำลังชงกาแฟที่หน้าร้าน พิณขายขนมปังปิ้งทาเนยทาแยมอยู่
       ที่หน้าร้านมีตั่งเล็กๆ มุตตานั่งเล่นอยู่กับเพื่อนเด็ก 2 คน มีบ้านตุ๊กตา โต๊ะ เตียงและตุ๊กตาเอวคอดนมโตที่ทำเลียนแบบตุ๊กตาบาร์บี้
       “เด็กคนน้อง ผมยาว ผุดผ่อง น่ารักว่านอนสอนง่าย ดูบอบบางสะสวย เหมือนเทพธิดาองค์น้อยๆ หัวอ่อน ใครๆ ก็รัก”
       มุนินทร์เล่าเรื่องราวในอดีตระหว่างเธอกับมุตตาให้ลูกศรฟัง
       มุนินทร์กำลังเล่นโยนตุ๊กตาเอาเงินกับเพื่อนผู้ชาย มุนินทร์ปาดขี้มูกแผล่บเช็ดก้นแล้วโยนไป ชนะเด็กผู้ชาย มุนินทร์กระโดดดีใจ
       “แต่เด็กคนพี่ ผมหยิก ตัวดำ ขี้มูกรา ขี้ตากรัง เล่นซนตัวมอมแมม”
       ที่ตั่งหน้าร้าน เพื่อนแย่งตุ๊กตาไปเล่น มุตตาร้องไห้ แปลกทิ้งงานวิ่งมาอุ้มปลอบโยนลูกค้าในร้านก็มาปลอบด้วย
       “เด็กคนน้อง บอบบาง อ่อนแอ มีแต่คนรักคนเอาใจ”
       ที่หน้าร้าน เพื่อนผู้ชายไม่ยอมจ่ายเงิน มุนินทร์ไม่ยอม เด็กผู้ชายผลักหัวทิ่มแล้วเดินไป มุนิทร์ลุกขึ้นกระโดดถีบเข้ากลางหลัง เด็กผู้ชายล้มคะมำแล้วมุนินทร์ก็ขึ้นคร่อมฟัดกลิ้งไปกลิ้งมา จนขึ้นมาอยู่ด้านบนอีกทีก็ต่อยเด็กขี้โกงอย่างไม่นับ
       “เด็กคนพี่ แข็งกระด้าง ไม่เคยยอมใคร ทั้งซนทั้งดื้อ”
       พิณจิกกลางหัวมุนินทร์ลากออกมือถือพัดมาด้วยฟาดมุนินทร์ผัวะๆ เด็กขี้โกงปากเจ่อ เลือดกำเดาไหล ร้องไห้โหยหวน พิณคลายมือ มุนินทร์หลุดมาถีบซ้ำ
       มุตตาร้องไห้โฮ เพราะกำลังแย่งตุ๊กตากับมุนินทร์ จนหัวตุ๊กตาหลุด มุนินทร์ยืนกอดอกหน้าบึ้ง พิณยืนด่าปากเป็นชักยนต์ แปลกเอาไม้เรียวฟาดก้น 3 ที มุนินทร์เม้มปากแน่น มุตตายืนมองอย่างกลัวๆ พิณเอานิ้วจิ้มหน้าผากมุนินทร์จนหน้าหงาย
       “ทำไมแกถึงดื้ออย่างนี้นะจำใส่กะโหลกไว้นะยะ ว่าเด็กดื้อน่ะไม่มีใครรักหรอก”
       “และเด็กคนพี่ก็เชื่ออย่างนั้น เพราะทุกคนดูเหมือนจะทุ่มเทความรักไปให้น้องสาวจนหมดแล้ว”
       มุนินทร์เสยผม
       “วัยเด็กจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตา ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาเลวร้ายของฉัน” ลูกศรโคลงหัว
       “เราสองคนเดี๋ยวดีเดี๋ยวโกรธอยู่ทุกวัน จนวันนึงฉันกับตาไปพายเรือเล่นอยู่ในบึง”
       ที่บึงบัว มุตตาลอยหน้าพูด
       “เด็กดื้อ ไม่มีใครรักหรอก”
       “ไม่จริง”
       “จริง”
       “เอามา”
       มุนินทร์เข้าแย่งยื้อมงกุฎดอกไม้ มุตตาดิ้นรน มุนินทร์สะบัดสุดแรง มุตตาตกน้ำโครม ร้องวี๊ด ร่างจมหายไป เหลือมงกุฎดอกบัวลอยอยู่บนผิวน้ำ มุนินทร์ยืนเท้าเอวยิ้มอย่างสะใจ
       “ดี สม” มุนินทร์มองลงไปในน้ำเห็นฟองอากาศผุดพรายก็ชะงักหน้าเสีย “ตา ตา อย่าเล่นนะ ขึ้นมา”
       มุตตาทะลึ่งพรวดขึ้น ตะเกียกตะกาย
       “พี่นิน อย่าทำตา ช่วยตาด้วย”
       มุตตาจมวูบลงไปอีก มุนินทร์หน้าซีดตะลึงไปแว่บหนึ่ง แล้วโผลงในน้ำควานหาแต่ไม่พบ
       “ตา ตา อย่าตายนะ”
       มุนินทร์พุ่งตัวดำดิ่งลงในน้ำ มุนินทร์ดำน้ำหามุตตา ร้อนรน พยายามเพ่งมอง แต่น้ำก็ขุ่นมัว มุนินทร์ใจจะขาด แต่ก็ไม่ยอมหยุด มุนินทร์พุ่งไปเห็นไม้น้ำสาหร่ายไหว มีผมยาวสยายแทรกอยู่ มุนินทร์พุ่งไปถึงตัวดึงมาดู
       มุตตาหมดสติแล้ว มุนินทร์ดึงไว้พาขึ้นสู่ผิวน้ำ
       ที่ริมฝั่ง มุนินทร์เอามุตตาพาดคว่ำกับขอนไม้ น้ำไหลพรูจากปาก
       “ตา ตา อย่าตายนะ” มุนินทร์จับมุตตามานอนราบเขย่า ผายปอดแบบที่จำมางูๆ ปลาๆ “ตา”
       มุตตาสำลักไออีกแล้วลืมตา น้ำไหลจากปาก มุนินทร์ยิ้มออก
       มุตตานอนอยู่บนที่นอนหน้ายังซีดเผือด น้ำตาไหลพราก พิณคอยดูแลอยู่ข้างๆ มุนินทร์ยืนมองแปลกอยู่ข้างๆ
       “พี่นินผลักหนู”
       “เด็กอะไร ใจยังกะยักษ์กะมาร น้องทั้งคน แกยังทำได้”
       มุนินทร์เม้มปาก มีแววสำนึกผิด
       “เด็กมันเล่นกันก็มีอุบัติเหตุบ้าง” แปลกบอก
       “น้องเกือบตาย แกรู้บ้างไหม”
       “แต่นินก็เป็นคนช่วยน้องขึ้นมาได้ จนเกือบเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน แกไม่รู้หรือ”
       พิณไม่ฟัง ค้อนตาคว่ำ หันไปซับน้ำตาให้มุตตาอย่างทะนุถนอม มุตตาร้องไห้กระซิก
       “พี่นินอยากให้หนูตาย”
       
       มุนินทร์ยืนมอง แววสำนึกผิดจางลงกลายเป็นโกรธขึ้นมาแทน

 
        
       ลูกศรถอนใจยาว มุนินทร์เอานิ้วกดกระบอกตาแรงๆ ราวจะไล่ภาพในสมองให้หายไปแล้วลดมือลง
       
       “ตา จำได้แต่ว่า ฉันเป็นคนผลักแกลงไป”
       “แต่เธอเองก็ควรจะจำแค่ว่า เธอเป็นคนช่วยให้ตาอยู่รอดปลอดภัยมาได้จนทุกวันนี้จะดีกว่า”
       มุนินทร์สะท้านเยือก
       “อยู่รอดปลอดภัยหรือ”
       “ทำไม ยังมีอะไรอีก”
       มุนินทร์ส่ายหน้า
       “รู้ไหมศร ทุกครั้งที่ฉันฝัน ฉันจะฝันแต่ว่า ฉันเป็นคนผลักตาลงไป ตากำลังจะตาย ไม่เคยฝันจนถึงตอนที่ฉันช่วยแกขึ้นมาเลย ทุกครั้งที่ฉันสะดุ้งตื่น ฉันจะรู้สึกแต่ว่า ฉันเป็นคนฆ่าตา ฉันเป็นคนฆ่าตา”
       ลูกศรลุกขึ้น
       “ท่าทางจะกู่ไม่กลับแล้ว ไม่เป็นไร ฉันมีตัวช่วย”
       ลูกศรเดินออกไปจากห้องนอน มุนินทร์เหม่อมองดูรูปคู่ มุตตา มุนินทร์ แล้วยกมือลูบหน้า ลูกศรเดินกลับเข้ามาถือขวดยามาด้วย มานั่งลง เทยาออกมา 1 เม็ด
       “เอ้ากินซะ”
       มุนินทร์รับไปกินโดยไม่ดื่มน้ำตาม ลูกศรยิ้ม
       “นั่นน่ะช่วยให้หลับ ส่วนนี่น่ะช่วยให้ฝันดี”
       ลูกศรล้วงอัลบั้มรูปวีกิจ มุนินทร์ออกมาส่งให้ มุนินทร์นิ่งอึ้ง
       “นี่...เธอรื้อของฉันอีกแล้วหรือ”
       “ช่วยไม่ได้ เธออยากเอาไปซุกไว้ในห้องนอนแขกเอง” มุนินทร์พลิกรูปดู รูปวีกิจมองออกมาอย่างหวังดี “ดูซะ เผื่อจะฝันเป็นสีชมพูบ้าง”
       “ไม่หรอก มันก็เหมือนตอนที่ฉันเป็นเด็ก ทุกคนรักมุตตา ไม่มีใครรักมุนินทร์”
       “พูดอะไร ไม่เอาล่ะ ฉันไปนอนแล้ว”
       ลูกศรลุกไปปิดไฟกลางห้องแล้วออกไป มุนินทร์เอนกายพิงพนักเตียง มองดูรูปวีกิจ
       “ทุกคนรักมุตตา ไม่มีใครรักมุนินทร์ คุณก็เหมือนกันใช่ไหม...วีกิจ”
       
       วันต่อมาขณะที่มุนินทร์นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ลูกศรเดินถือไอแพดเข้ามานั่งไขว่ห้างบนโซฟา
       “รอประชุมกับบอสเหรอ”
       “อือม์ ครั้งที่ 4 ในรอบสัปดาห์”
       “ต๊าย หรือว่าบอสหาเหตุจะอยู่ใกล้ๆ เธอ”
       “คงงั้นมั้ง”
       ลูกศรลุกขึ้นมองมุนินทร์ทำหน้าเย็นชา มุนินทร์รู้ว่าเป็นแอคติ้ง ลูกศรพูดหนักแน่น
       “นิน คนนี้ฉันขอ”
       “ใครดีใครได้”
       “นิน”
       “โอเค ฉันยกให้ อีกอย่างก็ไม่ใช่ไทป์ฉันอยู่แล้ว”
       “แล้วใครกันยะ ไทป์เธอ”
       มุนินทร์ยักไหล่ไม่ตอบ ลูกศรนั่งลงเช็กข้อมูลในไอแพดต่อ มุนินทร์หยิบมือถือมามองดูนอกผนังกระจก
       นิ้วกดเบอร์วีกิจไปอย่างใจลอย ลูกศรเหลือบดู มีเสียงเคาะประตู มุนินทร์หันมาเชิญ บอสณัฐดนัยโผล่หน้ามา
       “คุณมุนินทร์ เชิญทางนี้เดี๋ยวครับ”
       มุนินทร์วางโทรศัพท์ลง กระวีกระวาดออกไป ประตูปิดลง ลูกศรหน้าหงิกค้อนประตูที่ปิดตาย
       “ต๊าย จะเซย์ไฮซักคำก็ไม่มี” ลูกศรนึกอะไรได้ลุกไปคว้ามือถือมุนินทร์มา นัมเบอร์ที่กดเล่นๆ ยังโชว์อยู่ “เบอร์ใครกันฮึ เห็นกดแล้วลบ ลบแล้วกดมาร้อยหนแล้ว”
       ลูกศรกดโทรออก ที่ห้องทำงานวีกิจ โต๊ะอื่นๆ ว่างวายเพราะเป็นเวลาเที่ยงกว่า มีวีกิจนั่งโต๊ะอยู่ วีกิจรับโทรศัพท์มาหน้าจอบอกว่าเป็นไพรเวทนัมเบอร์ วีกิจกดรับ
       “ฮัลโหล วีกิจพูดครับ” ลูกศรยิ้ม
       “ฮัลโหล คุณวีกิจหรือคะ”
       มุนินทร์เปิดประตูเข้ามาพอดี เห็นลูกศรเข้าก็ตาโต ก้าวพรวดมาถึงตัวจะแย่งโทรศัพท์
       “นี่เธอทำอะไร”
       ลูกศรเอามืออีกข้างยันมุนินทร์ไว้ รีบพูด
       “คุณวีกิจคะ มีคนจะพูดด้วยค่ะ”
       มุนินทร์หยุดไขว่คว้า ถอนใจเฮือกแต่ตาเขียว ลูกศรทำปั้นปึ่งส่งโทรศัพท์ให้
       “คุยกันซะ อย่ามาทำเป็นเด็กเกรด 10”
       มุนินทร์รับโทรศัพท์มายังคงมองลูกศรตาเขียว ลูกศรยกสองมือ มุนินทร์ชี้โซฟา ลูกศรเดินยกสองมือไปทิ้งตัวที่โซฟา
       “ฮัลโหล”
       วีกิจเบิกตากว้าง
       “ตา คุณเองหรือฮะ”
       “ฉันเองค่ะวีกิจ ขอบคุณที่จำเสียงฉันได้”
       “ถ้าคุณหายไปแบบนี้ อีกหน่อยผมก็คงจำเสียงคุณไม่ได้เหมือนกัน นี่คุณหายไปไหนตั้งครึ่งค่อนเดือนทำตัวลึกลับเป็นนินจาอีกแล้ว”
       มุนินทร์นั่งลง ลูกศรทำเป็นทำงานในไอแพด แต่หูกางแทบกระดิกได้
       “ฉันไม่ได้ดำดินไปไหนซักหน่อย แต่ตอนนี้ฉันวุ่นวายอยู่กับงานใหม่ ออฟฟิศใหม่ ที่พักใหม่ เจ้านายใหม่ แล้วก็เพื่อนแย่ๆ บางคนต่างหากคะ”
       ลูกศรเชิดใส่
       “ตอนนี้คุณทำอะไรน่ะฮะ”
       “ก็ตามที่ฉันเรียนมาน่ะค่ะ งานบริษัทธรรมดา”
       “แล้วคุณย้ายไปอยู่ที่ไหนฮะ ยังอยู่หอพักเหมือนเดิมหรือเปล่า”
       “ตอนนี้ฉันอยู่คอนโดค่ะ”
       “แล้วเมื่อกี้ใครกันฮะ”
       “ยายลูกศร” ลูกศรยิ้ม “ที่หมวยๆ ไม่ค่อยสวยที่คุณเคยเจอไงคะ”
       ลูกศรร้องออกมาวี๊ดหนึ่ง มุนินทร์สะใจ วีกิจได้ยินแว่วๆ สะดุ้งนิดหนึ่ง
       “คุณทำงานที่เดียวกับคุณลูกศรหรือฮะ”
       “ค่ะ”
       วีกิจนิ่งไปเริ่มรู้สึกว่า “มุตตา” ปิดบังเรื่องที่ทำงานที่อยู่ เสียงเครียดขึ้นและหม่นลง
       “ฮะ ดีแล้วที่คุณได้งานใหม่ แล้วจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ซะที”
       “ยังหรอกค่ะ ฉันยังเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ได้หรอกเพราะยังมีเรื่องเก่าๆ ต้องสะสางอีกเยอะเหลือเกิน”
       “เรื่องเก่าๆ นี่ รวมทั้งเรื่องอาภพด้วยหรือเปล่าฮะ”
       “เรื่องเก่าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องอาภพของคุณต่างหากคะ” วีกิจนิ่งไปอีก ความระแวงแคลงใจผุดพราย
       “นี่คุณสบายดีใช่ไหมคะ”
       “ผมน่ะหรือฮะ ก็เรื่อยๆ”
       “แต่ทำไมน้ำเสียงคุณ ดูเหมือนคุณไม่ค่อยสบายใจเลย”
       “ไม่มีอะไรหรอกฮะ ผมอยากจะเจอคุณจะได้ไหมฮะ”
       “ได้ซีคะ เราจะเจอกันที่ไหนดีคะ...ค่ะ...ค่ะ 5 โมงเย็น บายค่ะ”
       มุนินทร์วางสาย ลูกศรเชิดหน้า
       “ก็แค่นี้ ไม่รู้ว่ามัวกลัวอะไรอยู่”
       “ฉันไม่ได้กลัวซักหน่อย แค่ไม่รู้ว่าถ้าคบกันต่อไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น”
       “ไม่ลองก็ไม่รู้ โธ่เอ๊ยยายนิน ทำเก่งแสนเก่งพอเจอตาวีกิจนี่เธอกลายเป็นนางเอกหนังไทยไปได้”
       “เป็นยังไง นางเอกหนังไทย”
       “ก็มีแต่ฟอร์มล้นตัวน่ะซี จะตาย ถึงสารภาพรักกันได้” มุนินทร์หลุบสายตาลงมองดูโทรศัพท์ในมือ “แล้วก็เมมเบอร์ได้แล้ว แล้วเซ็ทสปีดไดอัลอันดับหนึ่งเลย”
       มุนินทร์มองเพื่อนตาเขียว

 
 
        
       เย็นวันนั้นวีกิจและมุนินทร์ยืนมองแม่น้ำอย่างสงบใจ วีกิจค่อนข้างเครียด กำลังเมมเบอร์ของมุนินทร์ ในชื่อของมุตตา วีกิจมองมุนินทร์ที่แต่งตัวหรูเรียบใบหน้าตกแต่งนวลเนียนดูเข้มคมในมือถือสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด
       
       “คุณเปลี่ยนเบอร์ใหม่แล้ว แล้วเบอร์เก่าล่ะฮะ”
       “ฉันเก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงตา ตาคนเดิมน่ะค่ะ”
       “เบอร์ใหม่ แล้วก็สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ด้วย ผมยังใช้อีเดียตโฟนเหมือนเดิม”
       “ของที่มันเรียบง่ายไม่วุ่นวายซับซ้อน มันอาจจะดีกว่าก็ได้ค่ะ”
       “เหมือนกับชีวิตคนใช่ไหมฮะ” มุนินทร์ยิ้มนิดๆ วีกิจพิศดู “คุณดูแปลกไป”
       “ดีขึ้นหรือแย่ลงคะ”
       “ดีขึ้นซีฮะ”
       บริกรเข้ามาส่งเมนูให้
       “เอาเบียร์สดดีไหมคะ” มุนินทร์ถามวีกิจ
       “โอเคฮะ” บริกรรับคำถอยไป “ผมไม่ยักรู้ว่าคุณตาดื่มเบียร์ด้วย”
       “หมดยุคเบญจกัลยาณีแล้วค่ะ ผู้หญิงยุคนี้ควรดื่มแอลกอฮอล์ให้เป็น”
       “ขอค้านได้ไหมฮะ เวลาผู้หญิงเมาเป็นลำยองน่ะ น่าเกลียดออก”
       “ฉันบอกว่าควรดื่มเป็นต่างหาก ถ้าดื่มจนเมาปลิ้นก็แปลว่าดื่มไม่เป็น ทำไมฉันคิดอย่างงี้รู้ไหมคะ”
       “ทำไมฮะ”
       มุนินทร์ตาเข้มขึ้นวูบหนึ่ง
       “เพราะถ้าดื่มเป็น จะได้ไม่ถูกคนเลวๆ มอมเหล้าเข้าม่านรูดได้ง่ายๆ น่ะซีคะ”
       วีกิจเกือบสะดุ้ง มุนินทร์เดินไปที่โต๊ะอาหารที่บริกรเพิ่งเอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ
       
       มุนินทร์และวีกิจนั่งลงที่โต๊ะอาหาร บริกรวางอาหารเรียกน้ำย่อย
       “นี่คุณได้งานเร็วจังนะฮะ”
       “ฉันมีผู้ใหญ่ฝากฝังให้น่ะค่ะ”
       “ผู้ใหญ่คนนี้ ผมรู้จักไหมฮะ”
       “ไม่ใช่น้องชายคุณพ่อคุณหรอกค่ะ ผู้ใหญ่คนนี้น่านับถือกว่าเยอะ นี่คุณคงรู้เรื่องฉันไปทานข้าวกับอาคุณหรือเปล่า”
       “ไม่มีใครไม่รู้เรื่องนี้หรอกครับ”
       “แสดงว่าคุณปริมกับยายนกสองหัวนั่น ทำงานมีประสิทธิภาพดีมาก”
       มุนินทร์พูดเรื่อยๆ วีกิจตัดสินใจถาม
       “คุณนัดเจออาภพทำไมฮะ”
       “เพราะฉันอยากกินกลางวันในที่หรูๆ มังคะ แล้วก็มีเรื่องอยากคุยกับเขาด้วย”
       “อานภาตามไปที่นั่น คุณรู้หรือเปล่า”
       “รู้ค่ะ ดีนะคะที่อาสะใภ้คุณตามไป”
       “ทำไมหรือฮะ”
       “ก็เพราะอาคุณ ทำท่าจะลากฉันเข้าม่านรูดในเวลาราชการให้ได้น่ะซีคะ” วีกิจสำลักเบียร์นิดหนึ่ง “คุณจะว่าฉันพูดจาไม่น่าฟังอีกแล้วใช่ไหมคะ”
       “ความจริงของมนุษย์มันไม่น่าฟังแบบนี้ล่ะฮะ ผมรู้ คุณอย่าทำเหมือนกับผมเป็นผู้ชายไร้เดียงสานักเลย”
       มุนินทร์หัวเราะเบาๆ
       “ฉันเคยได้ยินคนพูดว่าสำหรับผู้ชายไทย ถ้าใครรักเดียวใจเดียว ไม่เคยเจ้าชู้ ไม่เคยแว่บ ถือเป็นเรื่องผิดปรกติและเสื่อมเสียอย่างยิ่ง”
       “เพราะเรามีวัฒนธรรมขุนแผนของเราเอง แล้วยังรับวัฒนธรรมเจมส์ บอนด์เข้ามาผสมด้วยมังครับ”
       มุนินทร์หัวเราะกิ๊กมองวีกิจอย่างชอบใจ วีกิจมองตอบนัยน์ตาดื่มด่ำ
       
       หลังจากทานอาหารเสร็จทั้งสองเดินเลียบแม่น้ำแล้วหยุดมองความงามกับแสงสุดท้ายของวันอีกครั้ง
       “ตาฮะ ขอให้คุณจำไว้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นผมก็เป็นเพื่อนคุณ”
       มุนินทร์ยิ้มสบตาวีกิจแล้วเลื่อนมือไปกุมมือวีกิจไว้ วีกิจตัวชาขัดเขิน มุนินทร์พูดอย่างจริงใจ
       “วีกิจ คุณคือเพื่อนที่ดีที่สุดจนบางทีฉันคิดว่าฉันจะหาคนดีแบบคุณไม่ได้อีกแล้ว”
       “ถ้าอย่างงั้นในฐานะเพื่อน ผมขออะไรคุณอย่างนึงได้ไหม”
       “ฉันต้องรู้ก่อนว่า คุณจะขออะไร”
       “เรื่องของคุณกับอาภพ ขอให้มันจบไปจริงๆ ได้ไหมฮะ อย่าไปเกี่ยวข้องอะไรกับเขาอีก”
       มุนินทร์คลายมือออก
       “อย่าให้ฉันตอบตอนนี้ได้ไหมคะ ขอให้ฉันคิดดูก่อน”
       วีกิจหน้าสลดลง
       “ตกลงฮะ แล้วหวังว่าสักวันคุณจะตอบผมได้”
       มุนินทร์พยักหน้า ทั้งสองเดินมาที่ลานจอดรถ ระหว่างนั้นที่มุมหนึ่งของร้าน ปุ๊มือปืนนั่งหลบมุมอยู่ ปุ๊ก้าวลุกตามไป
       
       วีกิจเดินมาส่งมุนินทร์ มุนินทร์หยิบพวงกุญแจมาปลดล็อครถ วีกิจทำตาโตเมื่อเห็นรถสปอร์ตรุ่นล่าสุด
       “โอ้โฮ”
       “อย่าตื่นเต้นเลยค่ะ รถของบริษัทฉันน่ะ เขาแค่ให้ยืมใช้”
       “บริษัทอะไรกัน ถึงทุ่มทุนสร้างขนาดนี้”
       “บริษัทเพิ่งมาทำตลาดในเมืองไทยก็ต้องสร้างภาพกันหน่อยล่ะค่ะ”
       วีกิจมองมุนินทร์รู้ว่าเธอจงใจปกปิด
       “ออฟฟิศคุณเป็นความลับ ที่พักของคุณเป็นความลับ นี่คุณยังมีความลับ อะไรอีกหรือเปล่า”
       “สักวันนึง ฉันจะบอกคุณทุกอย่าง ในตอนนั้นจะไม่มีอะไรเป็นความลับสำหรับคุณ ลาก่อนค่ะ”
       มุนินทร์ขึ้นรถ วีกิจปิดประตูให้แล้วถอยมา รถมุนินทร์ถอยออกอย่างคล่องแคล่วพุ่งทะยานหายไป วีกิจมองตาม แล้วหยิบมือถือที่ซ่อนไว้ออกมาดู ในมือถือวีกิจแอบถ่ายทะเบียนรถมุนินทร์ไว้
       วีกิจยิ้มกับตัวเอง ไม่รู้ว่าปุ๊มือปืนแอบมองอยู่มุมลับตาคน ปุ๊รีบกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ตามมุนินทร์ไปทันที
       
       มุนินทร์ขับรถจากร้านริมแม่น้ำนอกเมืองจะกลับไปคอนโด ผ่านถนนเปลี่ยว รถมอเตอร์ไซค์แล่นตามมา มุนินทร์รู้สึกแปลกใจ มอเตอร์ไซค์แล่นตีคู่มุนินทร์รู้ทันทีถึงอันตราย มือปืนเปิดหน้าหมวกยิ้มให้มุนินทร์พร้อมหยิบปืนมาส่อง มุนินทร์หักรถทันที
       รถมุนินทร์แฉลบเข้าข้างทาง ปุ๊แล่นไปจอดกลางทางหันมายิ้มให้มุนินทร์ มุนินทร์มองมือปืน ปุ๊จ่อปืนมาที่รถ
       
       มุนินทร์มือสั่นเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักหยิบปืนพกเล็กออกมาเตรียมพร้อม ปุ๊กลับเก็บปืนเข้าแจ็คเก็ตแล้วแล่นรถมอเตอร์ไซค์จากไป

 
 

        
       มุนินทร์นิ่งงัน มันแค่ขู่ ถอนหายใจ ซบหน้ากับพวงมาลัย ตัวยังสั่นเทาแล้วรีบหยิบมือถือขึ้นมาพูด 
       
       “ลูกศรเหรอ คืนนี้ฉันไปค้างด้วยนะ ไม่อยากนอนคนเดียว”
       มุนินทร์ยังหอบหายใจ ร่างยังสั่นเทิ้ม
       วันต่อมาวีกิจและกริบนั่งกินกาแฟอยู่ในร้านนอกตึกกระทรวง กริบวางเอกสารที่ค้นมาได้ตรงหน้าวีกิจ
       “ทะเบียนรถนี่ไม่ใช่ของมุตตา แต่เจ้าของเป็นชื่อของบริษัทอเมริกันชื่อที่ “ซีเอ็มซี คอนซัลติ้ง”
       กริบชี้ไปที่ชื่อบริษัท วีกิจดูตาม
       “งั้นที่ตาพูดก็ไม่ได้โกหก รถของบริษัทจริงๆ”
       “อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด แกบอกว่าตามีความรู้ความสามารถระดับเลขาฯ ไหงไปทำงานระดับอินเตอร์ต้องใช้ภาษาอังกฤษล้วนๆ แบบนี้วะ”
       “นั่นซี รู้ไหม เจ้าบริษัทนี่อยู่ที่ไหน”
       วีกิจมีสีหน้าเอาจริง กริบยิ้มตอบ
       “เช็กให้ ไม่ยาก”
       
       นพนภาและประพงส์กำลังเดินดูความเรียบร้อยของผับที่ตกแต่งใหม่ ซึ่งยังมีช่างสองสามคนตรวจงานอยู่ ปุ๊และป๋องอยู่ที่เคาน์เตอร์
       “แหม ไม่จัดการมันให้หลาบจำไปเลยล่ะคะ” นพนภาบอก
       “โธ่ แค่ขู่แค่นี้ก็คงกลัวหัวหด ไม่กล้าต่อกรกับคุณนภาอีกแล้วล่ะครับ” ประพงส์บอก
       “นังนี่มันไม่ใช่เล่นๆ นะคะ ประมาทมันไม่ได้หรอก”
       “อย่าทำอะไรรุนแรงช่วงนี้เลยครับ เรากำลังมีโปรเจคท์ใหญ่ด้วยกัน เดี๋ยวมันจะเสียหายเปล่าๆ ไม่คุ้มกัน” ประพงส์บอก
       “แหม คุณนี่รอบคอบนะคะ เรียกนายตัวใหญ่นั่นมาหน่อย”
       “เฮ้ย ปุ๊”
       ปุ๊เดินตรงมา นพนภาหยิบเงินปึกหนึ่งส่งให้ปุ๊
       “ไว้กินขนมจ้ะ” ปุ๊ยิ้มร่า รับเงินมา
       “ขอบคุณครับนาย”
       “ผมไปดูงานข้างนอกก่อนนะครับ”
       “ค่ะ เชิญ” ประพงส์และป๋องออกไป “เล่ามาซิ เมื่อคืนตอนที่นายส่องปืนไปที่มัน มันทำหน้ายังไง” นพนภาถามปุ๊
       “หน้าซีดตัวสั่นเลยครับ หักรถหลบเข้าข้างทางรถเกือบคว่ำ”
       “อ้อ...มันก็กลัวเป็นเหมือนกันนี่”
       ปุ๊เล่าต่อเนื่อง นพนภาฟังอย่างอารมณ์ดี
       
       ที่บริษัทซีเอ็มซีคอนซัลติ้ง วีกิจและกริบเดินเข้ามาที่ห้องโถงของบริษัท สองหนุ่มมองโถงใหญ่โตอย่างงุนงง
       “แกแน่ใจนะว่านี่คือบริษัทที่ตามาทำงาน”
       “ก็ชื่อนี้”
       “แต่นี่มันบริษัทเกี่ยวกับจัดระบบคอมพิวเตอร์นี่หว่า”
       “เอาน่าเข้าไปถามเลย” สองหนุ่มเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ข้อมูล “สวัสดีครับ เรามาขอพบคุณมุตตาน่ะครับ เป็นพนักงานที่นี่”
       “ไม่มีค่ะ ไม่มีคนชื่อมุตตาทำงานที่นี่”
       กริบและวีกิจมองหน้ากัน
       “แน่ใจนะครับ คุณมุตตา จงสวัสดิ์”
       “จงสวัสดิ์เหรอคะ เดี๋ยวนะคะ”
       แป๋วกำลังหารายชื่อ จังหวะนั้นลูกศรเดินมาพอดี
       “คุณวีกิจ” สองหนุ่มหันมา “มาทำอะไรที่นี่คะ”
       “ดีใจจังที่พบคุณ ผมมาพบมุตตาครับ”
       “หา...มุตตา”
       ลูกศรทำหน้างง รู้ว่าคือชื่อน้องสาวมุนินทร์ มุนินทร์ต้องมีอะไรปิดบังแน่เลยทำเนียนไว้ก่อน
       “หมายถึงยายนินใช่ไหมคะ”
       “ใช่ครับ”
       “คุณรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันไปเรียก “มุตตา” มาให้”
       “ครับ”
       ลูกศรรีบเข้าห้องไป สองหนุ่มมองตาม
       “สวยว่ะ แล้วก็คุ้นมากด้วย”
       
       มุนินทร์นั่งฟังณัฐดนัยบลีฟงานอยู่ที่ห้องทำงาน แต่มุนินทร์มีอาการเหม่อลอยคิดถึงเรื่องมือปืนขู่ยิงเมื่อคืน
       “เดือนหน้าผมคงต้องไปนิวยอร์ค คุณว่างพอจะไปกับผมไหมมุนินทร์ คุณนิน”
       “คะ”
       “ถามว่าว่างพอจะไปนิวยอร์คกับผมไหม”
       “เมื่อไหร่คะ”
       “น้อยใจจัง คุณไม่ฟังผมพูดเลย”
       ลูกศรหน้าเครียดเดินเข้ามาในห้อง
       “อ้าว บอส ขอขัดจังหวะสักครู่นะคะ”
       “มีอะไรด่วนเหรอครับ”
       “มีค่ะ มีแขกมารอพบมุนินทร์อยู่”
       มุนินทร์มองลูกศรอย่างงุนงง
       “ใคร”
       “คุณวีกิจ”
       
       มุนินทร์ตกใจ ณัฐดนัยมองมุนินทร์อย่างสงสัยใคร่รู้

 

วีกิจและกริบนั่งคุยกันอยู่ที่ล็อบบี้ระเบียงชั้นบน มุนินทร์และลูกศรแอบมองลงมา 
       “มาได้ยังไงเนี่ย”
       “ตกลงเธอปิดบังเขาทั้งหมดเลยใช่ไหม ไม่ว่าที่อยู่ ที่ทำงาน เบอร์โทรศัพท์แม้แต่ ชื่อของเธอ”
       “ชื่อฉัน”
       “เธอใช้ชื่อน้องสาวหลอกเขาน่ะซี เอ...ฉันงงไปหมดแล้วว่าเขาเป็นกิ๊กเธอแบบไหน”
       “ก็เพราะไม่ใช่กิ๊กน่ะซียะ”
       “อย่าหลอกตัวเองหน่อยเลยยายนิน เล่ามาซีว่าเธอไปหลอกนายวีกิจนั่นเพื่ออะไร”
       “เรื่องมันยาว วันหลังจะเล่าให้ฟังว่าแต่ตอนนี้เธอช่วยฉันหน่อย”
       “ช่วยอะไร”
       “ช่วยหลอกนายวีกิจต่อน่ะซี”
       “หา ให้ฉันร่วมหลอกเขาด้วยอีกคนเหรอ”
       จังหวะนั้น ณัฐดนัยเดินผ่านมาพอดี
       “อะไรกันครับ ใครจะไปหลอกใคร”
       “บอสคะ งั้นช่วยร่วมหลอกด้วยอีกคนก็แล้วกัน”
       “อะไรครับ”
       “คืออย่างนี้ค่ะ ช่วยหน่อยนะคะ”
       มุนินทร์ดึงทั้งณัฐดนัยและลูกศรเข้าเจรจาร่วมเล่นละครฉากใหญ่
       
       วีกิจและกริบกำลังสำรวจไปรอบๆ ออฟฟิศ คนเดินขวักไขว่ ท่าทางดูดีไฮโซทั้งนั้น
       “ถ้าคุณมุตตาทำงานที่นี่ ฉันก็บอกแกได้คำเดียวว่าเขาไม่ใช่คนเดียวกับมุตตาคนเดิมของแกแล้วล่ะว่ะ”
       “ทำไม”
       “ก็คนที่นี่ ถ้าไม่จบนอกก็ต้องจบโท”
       ลูกศรเดินเข้ามา
       “คุณวีกิจคะ รอสักครู่นะคะ ยายนินกำลังเตรียมการประชุมอยู่ค่ะ”
       “ตกลงชื่ออะไรกันแน่ครับ มุตตาหรือนิน” กริบถามอย่างสงสัย
       “อ้อ มีสองชื่อค่ะ แต่ที่นี่เราเรียก นิน ค่ะ”
       “อ้อ งั้นซีครับ ถามที่ประชาสัมพันธ์ ไม่รู้จักชื่อ มุตตา”
       “ใช่ค่ะ”
       “แล้วคุณตา ทำงานอะไรที่นี่ครับ”
       “อ้าว ก็งานเลขาไงคะ”
       วีกิจและกริบมองหน้ากัน สีหน้าเหมือนไม่เชื่อ ลูกศรทำหน้าเบื่อๆ
       
       ลูกศรพาวีกิจและกริบมาในห้องประชุมขนาดย่อม เห็นมุนินทร์กำลังวางเอกสารลงบนโต๊ะ แกล้งทำท่าท่าดูเก้ๆ กังๆ กริบพยายามจับพิรุธ
       “มิสเตอร์เจฟฟรีย์ มิสเตอร์ไรอัน นี่ชื่ออะไรอ่านไม่ออก เอดัวอาร์โด้ อาเลซซาบรีอานี่ ว๊า เรียกยาก”
       “ยายนิน”
       มุนินทร์หันมา ทำท่าทางตกใจ
       “คุณวีกิจ คุณกริบ”
       “สวัสดีครับคุณนินจา”
       “คุณมาได้ยังไง ฉันไม่ได้อนุญาตให้คุณมาพบฉันที่นี่นะ”
       “แต่ผมก็มาแล้วนี่ครับ”
       “งั้นก็กลับไปเดี๋ยวนี้เลย”
       “ทำไมครับ มีอะไรที่คุณปกปิดผมอยู่งั้นเหรอ”
       มุนินทร์สบตาลูกศร ลูกศรยิ้มเจื่อนๆ เล่นไปตามบท
       “ฉันกำลังทำงานอยู่ คุณกลับไปเถอะ”
       “อีกครึ่งชั่วโมงก็พักเที่ยงแล้ว ผมรอได้”
       “เอ๊ะ คุณไม่ได้นัดฉันนะ จะมารอทำไม เดี๋ยวฉันไปทานกับลูกศร”
       “งั้นผมก็ตามไปด้วยคน”
       “นี่คุณจะเอายังไงกับฉัน”
       “ก็แค่อยากรู้ความจริงที่ผมยังไม่รู้เท่านั้นเอง”
       “เฮ้ย กิจ อย่าตื๊อเลยว่ะ เขาไล่ก็กลับเถอะ”
       วีกิจยังมีอาการมุ่งมั่น มุนินทร์สีหน้าอ่อนใจ ณัฐดนัยเดินเข้ามาเอะอะโวยวาย
       “คุณนิน นี่คุณพลาดอีกแล้วนะครับ”
       “คะ บอส พลาดอะไรอีกคะ” มุนินทร์ทำท่าทางนอบน้อม
       “จดหมายนี่น่ะซี คุณพิมพ์ผิดหลายคำมาก เฮ้อ ทำงานมาเป็นเดือนแล้วคุณก็ยังผิดได้ทุกวัน ปรับปรุงตัวด่วนเลยนะคุณนิน”
       มุนินทร์หน้าเจื่อนรีบยกมือไหว้ณัฐดนัยขอโทษ วีกิจและกริบมองอย่างคลายใจหายสงสัยไปส่วนนึง แต่ก็ยังสงสัยบางเรื่องอยู่
       
       มุนินทร์นั่งหน้าหงิกต่อหน้าวีกิจที่ร้านกาแฟแถวออฟฟิศ
       “คุณรู้ไหมที่คุณมาที่นี่ ทำให้ฉันเดือดร้อนฉันอาจจะถูกไล่ออกก็ได้”
       “ยังไงผมก็ต้องมา เพราะคุณสร้างความสงสัยไว้หลายอย่างเหลือเกิน”
       “อะไรบ้าง”
       “ผมอยากรู้ว่าคุณทำงานอะไรน่ะซีครับ”
       “ตอนนี้คุณก็รู้แล้ว ฉันก็เป็นเลขาเหมือนเดิมเพียงแต่ทำงานคุ้มเงินเดือนมากขึ้นเพราะเป็นงานเอกชน ไงคะ หายสงสัยหรือยัง”
       “ยังครับ งานเลขาอะไรมีรถประจำตำแหน่งหรูขนาดนี้”
       “เอ...บอกแล้วไงว่าทางบริษัทให้ยืมมาขับ อีกอย่างฉันคงเป็นที่รักของบอสละมัง”
       วีกิจยิ่งหน้าเครียด เพราะนึกอยู่แล้วว่ามุนินทร์ต้องรับบทเมียน้อยแน่ๆ
       “รู้ไหมตอนนี้ที่กองเขากอสซิปกันเรื่องอะไร เขาลือกันว่าคุณลาออกไปให้อาภพเลี้ยงหรือไม่ก็มีเสี่ยใหญ่รับเลี้ยงคุณอยู่”
       “โอ แล้วคุณเชื่อข่าวลือนั่นหรือคะ”
       “ไม่ฮะ สำหรับเรื่องอาภพ ผมไม่คิดว่าคุณจะทำอย่างนั้น เพราะคุณบอกว่าคุณไม่มีวันที่จะกลับไปหาอาภพอีก แล้วผมก็เชื่อคุณ” วีกิจมองมุนินทร์อย่างเชื่อมั่น มุนินทร์ยิ้มขอบใจแต่สายตาสลดลง “แต่กับบอสของคุณ ผมชักไม่เชื่อเสียแล้ว”
       มุนินทร์ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร
       “เชิญกลับได้แล้วค่ะ ฉันต้องทำงาน”
       มุนินทร์ลุกขึ้น วีกิจลุกตามจับมือไว้
       “ตา ผมเป็นห่วงคุณ”
       มุนินทร์รับรู้ถึงความจริงใจนั้น แต่ดึงมือออก
       “ฉันทราบค่ะ”
       
       มุนินทร์แยกจากมาด้วยใจที่เต้นแรง ต้องตัดใจอย่างยิ่ง วีกิจได้แต่มองตาม

 
        
       ที่ฟิตเนสระดับหรูในโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่ง บริเวณสระว่ายน้ำไม่มีผู้คน มุนินทร์ใส่ชุดว่ายน้ำวันพีซนอนอยู่บนเก้าอี้นอนตัวหนึ่ง น้ำในสระไหวเป็นระลอกมุนินทร์หลับตาแต่คิ้วขมวดครุ่นคิดเมื่อนึกถึงคำพูดของวีกิจกับแจงจิต
        
       “เรื่องของคุณกับอาภพ ผมขอให้มันจบไปจริงๆ ได้ไหมฮะ”
       “รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ เธอยิ่งต่อ มันก็ยิ่งไม่มีวันจบ”
       จากนั้นมุนินทร์ก็นึกถึงเหตุการณ์ตอนที่มือปืนชักปืนขู่ ปุ๊มือปืนจ่อปืนเข้าหามุนินทร์ รถมุนินทร์เสียหลัก มุนินทร์กลัวลนลานอยู่ในรถ...มุนินทร์สะดุ้งลืมตาขึ้น มีแววตัดสินใจว่าพอแล้ว
       มุนินทร์ลุกขึ้นเดินไปริมสระแล้วพุ่งตัวไปว่ายน้ำแบบนักกีฬา หลังจากว่ายไปรอบหนึ่งก็มีอะไรอย่างหนึ่งมาพันข้อเท้า มุนินทร์ชะงักพบว่ามันคือผมยาว มุนินทร์จมวูบลงมองไปเบื้องหน้าท่ามกลางพรายน้ำฟอง อากาศเล็กๆ ผุดพราย มุตตาในชุดบางพลิ้วจมอยู่ใต้น้ำ ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาปิดสนิท ผมยาวสลวยแผ่ไปเหมือนนางเงือก มุนินทร์ตกตะลึงพรึงเพริด ดวงตามุตตาลืมขึ้นดูเรืองแสงน่าสะพรึงกลัว
       
       มุนินทร์ผวาลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอน หน้าขาวซีดมีแสงสว่างเพียงที่เตียงนอนและโต๊ะเครื่องแป้ง มุนินทร์ลุกขึ้นเดินไปนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งตาหลุบลงต่ำอย่างครุ่นคิด แล้วค่อยๆ มองดูเงาในกระจก เงาสะท้อนมองตอบมาเงานั้นกลับไม่เหมือนเงาของมุนินทร์ มุนินทร์เบิกตากว้างยื่นมือไปมือของมุนินทร์แตะกับผิวหน้าของกระจก มันกลับไหวเป็นระลอกของวงน้ำแผ่ไป เงาสะท้อนนั้นบิดเบี้ยวพร่าเลือน แล้วค่อยๆ กลับสู่ปกติ แต่ภาพสะท้อนนั้นกลับกลายเป็นมุตตาในชุดบางพลิ้ว ผมสยายไหวราวอยู่ใต้น้ำ ดวงหน้าซีดขาว ดวงตาเจิดจ้าและชั่วร้าย
       “ตา”
       “เธอกำลังจะถอนตัวหรือนิน”
       “ตา”
       “เธอเคยบอกว่าจะมาทวงความยุติธรรมให้ฉันไง”
       “ใช่ ฉันทวงความยุติธรรมให้เธอ”
       “จำวันที่เธอผลักฉันลงไปในบึง ปล่อยให้ฉันจมลงไปในสายน้ำที่มืดมิดนั่นได้ไหม”
       “ตา ฉันไม่ได้ตั้งใจ” มุนินทร์บอกอย่างเจ็บปวด
       “และเธอก็เป็นคนผลักดันให้ฉันมากรุงเทพฯ และปล่อยให้ฉันจมลงในความชั่วร้ายของมัน”
       “จริงหรือตา เป็นเพราะฉันหรือ”
       “เธอบอกว่าฉันต้องอยู่ มุตตาต้องอยู่ มุตตาต้องไม่ตายไม่ใช่หรือ”
       มุนินทร์พยักหน้า อาการลังเลหายไป
       “มุตตา ต้องไม่ตาย”
       ภาพมุตตาในกระจกพลันยิ้มอย่างชั่วร้าย มุนินทร์ดวงหน้าเคร่งเครียดหมกมุ่น ดวงตาเจ็บแค้นวาววับ เสียงมุนินทร์และมุตตาดังกึกก้อง สะท้อนอึงอลไปมา
       “มุตตาต้องไม่ตาย มุตตาต้องไม่ตาย”
       มุนินทร์ผวาเยือกลืมตาขึ้น เธอยังคงนอนอยู่บนเก้าอี้นอนของสระว่ายน้ำ มุนินทร์ลุกขึ้นช้าๆ ดวงตาวาวโรจน์ ความแค้นกลับมาใหม่
       
       คืนนั้นที่บ้านเจนภพ เจนภพนั่งบนเก้าอี้นอนดูโทรทัศน์อยู่ ต้อมนอนทำการบ้านที่โซฟา อีกด้านต่อกับนพนภากำลังดูโปรแกรมคัดเลือกให้ร่วมเดินทางไปกับเรือเยาวชน
       “คัดเลือกเรือเยาวชนนี่ ลูกแม่ต้องชนะให้ได้นะลูกเพราะต่อมีคุณสมบัติครบถ้วน”
       “ครับแม่”
       มือถือเจนภพดังขึ้น เจนภพรับขึ้นมา
       “ฮัลโหล”
       ที่ผับหรู มุนินทร์แต่งหน้าจัด ดวงตาเจิดจ้าพูดโทรศัพท์อยู่
       “สวัสดีค่ะ ผ.อ.”
       เจนภพยินดี ฝืนทำสีหน้าปรกติที่สุด
       “เดี๋ยวนะ” เจนภพหันไปหานพนภา “ยายแจงจิตอีกแล้ว”
       “ต๊าย ดึกดื่นเที่ยงคืนยังจะมีราชการงานเมืองอะไรอีก”
       “ก็เรื่องสัมมนาพรุ่งนี้น่ะแหละ เดี๋ยวผมไปเอาเอกสารก่อน”
       เจนภพลุกขึ้นไปคว้ากระดาษชิ้นหนึ่งเดินไปห้องสมุด นพนภามองตามแต่ไม่ติดใจอะไร
       
       เจนภพก้าวมาในห้องสมุดกดล็อคประตูแน่นหนา แล้วรีบยกโทรศัพท์มาพูด
       “ฮัลโหลตา ขอโทษนะที่ให้รอ”
       “สำหรับ ผ.อ. ฉันรอได้อยู่แล้วค่ะ สบายดีหรือคะ”
       “สบายอะไร ผมคิดถึงตาจะตายอยู่แล้ว”
       “ยังหรอกค่ะ ฉันยังไม่ให้คุณตายตอนนี้หรอก”
       “ตา วันนั้นตาหายไปไหน”
       “มีผู้หวังดีโทรบอกเมีย ผ.อ.ให้บุกไปไม่ใช่หรือคะ ฉันขี้เกียจเผชิญหน้าก็เลยกลับไปก่อน”
       “แล้วเมื่อไร ผมจะได้เจอตาอีก”
       “อยากมากนักหรือคะ”
       “โธ่ ผมจะขาดใจตายอยู่แล้ว พรุ่งนี้ดีไหม”
       “ไม่ได้ค่ะ พรุ่งนี้ฉันมีนัดกับคนอื่นแล้ว”
       เจนภพขมวดคิ้วระแวงขึ้นมาทันที
       “ใคร นายวีกิจหรือ”
       “ไม่ใช่หรอกค่ะ วีกิจดีงามเกินไป ฉันไม่กล้าแตะต้องเขาหรอก”
       มุนินทร์มีแววขมขื่นบางอย่าง
       “ขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วผมล่ะเป็นไง”
       “เราสองคนก็เลวพอกันน่ะซีคะ ถึงได้คบกันได้”
       “ตา ทำไมถึงพูดแบบนั้น”
       “โถ อย่าเซนซิทีฟนักเลยค่ะ ผ.อ.คะ ทำไมเราต้องรอวันอื่นล่ะคะ คืนนี้ไม่ดีกว่าหรือคะ”
       เจนภพเหลือบดูนาฬิกาที่ผนังมันบอกเวลา 22.30 น.
       “โธ่ ผมจะออกไปได้ยังไง”
       “ก็หาหนทางเอาเองซีคะ อย่าให้ฉันต้องสอนจระเข้กินคนให้ว่ายน้ำเลยตอนนี้ฉันอยู่ที่เอ็กซ์ผับ”
       “อ๋อ ที่ๆ ผมเคยพาตาไป”
       “ค่ะ ฉันถึงอยากย้อนรอยความหลังไงคะ”
       “ตา”
       “ฉันให้เวลาคุณชั่วโมงนึง ถ้าห้าทุ่มครึ่งคุณยังไม่มา ฉันจะออกไปกับใครก็ได้แถวๆ นี้”
       
       มุนินทร์กดเลิกติดต่อ เจนภพหันรีหันขวางคิดหาทาง
        

 
 
        
       ที่ห้องโฮมเธียเตอร์บ้านสรรค์ จอโทรทัศน์ขนาดยักษ์กำลังเล่นดีวีดีคาราโอเกะเป็นสาวนุ่งน้อยนอนบิดกาย แอ่นตัวคลึงสะโพกอยู่ สรรค์นั่งดูไปซี๊ดไปอยู่
       
       “โอ้ คลับเอฟหรือคัพเอฟวะ”
       มีเสียงเคาะประตู
       “นี่คุณ ทำไมต้องล็อค”
       สรรค์สะดุ้งโหยงคว้ารีโมทมากดแต่กลายเป็นฟรีซภาพ มีเสียงไขกุญแจกริ๊กประตูเปิดออก สรรค์กดรีโมทวุ่น แอ๋วก้าวเข้ามา สรรค์จะร้องไห้ยังคงกดรีโมทภาพเป็นสปีดอัพ สาวน้อยเด้งหน้าหลังเร็วจี๋ แอ๋วเข้ามาเท้าสะเอว
       “ดูอะไร”
       “ดู ดูดันดาราจ้ะ”
       “ดันดารา มิน่าอีนั่นถึงเอาดาวมาปิดหัวนมไว้”
       “จ้ะ ตีสิบยุคใหม่จ้ะ”
       “ตีสิบหรือตีหม้อตีไห เอ๊ะ นั่นนังคนนั้นมันนุ่งอะไร ว้าย นั่นมันกะลานี่” แอ๋วกระชากรีโมทมาปิดเอง แล้วส่งมือถือให้ “ทุเรศจริงๆ วันๆ ไม่คิดเรื่องอะไร คิดแต่เรื่องลามกจกปี้ นี่คุณภพโทรมา”
       แอ๋วอ่อนใจเดินสะบัดออกไป สรรค์พูดโทรศัพท์
       “ฮัลโหล”
       “ไอ้บ้า กว่าจะรับได้”
       “เพิ่งได้ดีวีดีคาราโอเกะมาโว๊ย แถมเบอร์โทรน้องๆ ทุกคน สนไหม”
       “ไม่สนโว๊ย ไอ้สรรค์ ตานัดข้าออกไปข้างนอก เอ็งช่วยข้าหาทางหน่อย”
       “เออ ขอคิดก่อนโว๊ย แต่ยังไงก็ขอให้ไปเชือดเด็กนะ ไม่ใช่ให้เด็กเชือด”
       เจนภพยิ้มกริ่ม
       
       นพนภาอาบน้ำเสร็จกำลังลูบไล้ครีมบำรุง มีเสียงมือถือดัง นพนภามองหาเห็นมือถือเจนภพดัง รับขึ้นมา
       “ฮัลโหล สวัสดีค่ะ คุณสรรค์”
       “สวัสดีครับ คุณนภา” สรรค์ยังคงอยู่ในห้องโฮมเธียเตอร์กดปุ่มโปรแกรมมือถือ “นายภพล่ะครับ”
       นพนภาฟังได้ยินเสียงแบล็คกราวน์สนามบินสุวรรณภูมิ มีเสียงประกาศเรียกผู้โดยสาร เสียงเครื่องบิน เสียงผู้โดยสารดังอื้ออึงจนเวอร์
       “กำลังอาบน้ำอยู่ค่ะ คุณสรรค์อยู่แอร์พอร์ตหรือคะ”
       “ครับ กำลังรอโหลดกระเป๋าอยู่”
       “จะไปไหนหรือคะ”
       “เอ้อ อ้า มาเก๊าครับ”
       “หรือคะ แหม ไม่ยักรู้ว่ามีเครื่องออกตอนดึกๆ แบบนี้ด้วย” สรรค์คอหด
       “ขอสายนายภพหน่อยเถอะครับ”
       เจนภพนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียว อีกมือเอาผ้าขนหนูผืนเล็กซับผม หยดน้ำเกาะพราวตามแผงอก นพนภาหันมาดู
       “ไอ้สรรค์หรือ”
       “ค่ะ”
       นพนภาส่งมือถือให้ เจนภพรับไปพูด นพนภาเดินไปนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งมองสามีอย่างเคลิ้มๆ
       “เออ เออ อ้าว มีอย่างงี้ด้วยหรือ เออ จะรีบไป เออ แค่นี้”
       เจนภพวางหูมองนพนภา นพนภาหันมา
       “มีอะไรคะ”
       “ไอ้สรรค์มันไปมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่เขา มันให้ผมไปช่วยเคลียร์หน่อย”
       “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยล่ะ”
       “ผมก็รู้จักผู้ใหญ่ในนั้นหลายคนอยู่ เอาล่ะ ผมจะไปดูมันหน่อย”
       “พิลึกจริงๆ”
       เจนภพโยนผ้าเช็ดตัวไป เดินไปแต่งตัว นพนภาเหลือบมอง
       “คุณจะไปด้วยกันไหมล่ะ คิดซะว่าจะไปนั่งรถเล่น”
       “ไม่เอาล่ะค่ะ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน คุณเองก็รีบไปรีบกลับก็แล้วกัน”
       เจนภพลอบยิ้มสะใจ
       
       เจนภพเดินอย่างรีบร้อนเข้ามาในผับหรูแล้วกวาดสายตามองหา ที่โต๊ะหนึ่งหญิงสาวในชุดสีหวานบางพลิ้วนั่งอยู่ เจนภพเดินตรงเข้าไป
       “ตา”
       สาวชุดหวานหันมา หน้าตาคล้ายปลาบู่ เจนภพสะดุ้งเซออกมาแล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์บาร์ บนสตูลมีร่างระหงนั่งหันหลังให้ เจนภพตรงไปหาบาร์เทนเดอร์ แต่ร่างระหงนั้นหมุนเก้าอี้มา เจนภพตะลึงไปเมื่อเห็นมุนินทร์ในชุดราตรีเปลือยหลังไหล่ กระโปรงแหวกสูง ดวงหน้าแต่งหน้าเข้มข้น ดูเซ็กซี่เร่าร้อน ไฟในถ้วยแก้วลุกวอมแวม
       “ตา โอ้โฮ”
       “คุณมาช้าไปห้านาที”
       “โธ่ กว่าจะออกมาได้ต้องแต่งเรื่องแทบแย่”
       “ช่างมันเถอะค่ะ ที่จริงนานแค่ไหนฉันก็รอได้อยู่แล้ว”
       มุนินทร์ลุกขึ้นโบกมือให้บริกรแล้วเดินนำเจนภพไปยังโต๊ะมุมหนึ่งแล้วนั่งลง เจนภพนั่งลงตรงข้าม บริกรยกเหล้ามาเป็นพวกบรั่นดี ไฟประดับบนโต๊ะลุกวอมแวม
       “นี่ตาสั่งนี่เชียวหรือ”
       “ค่ะ อยากเปลี่ยนหรือคะ”
       “กินเหล้าแรงแบบนี้ เดี๋ยวเมากันพอดี”
       “กลัวฉันจะมอมเหล้าคุณหรือคะ” เจนภพหัวเราะ
       “ตา พูดอะไรแบบนั้น”
       เจนภพยกเหล้าขึ้นดื่ม แล้วจิบน้ำเย็น
       “เพราะคุณเองก็เคยมอมเหล้าตามาก่อนไม่ใช่หรือคะ”
       “โธ่ ผมไม่ได้มอมซักหน่อย แค่ดื่มไวน์ฉลองกันแค่นั้นเอง ผมยังจำได้ดีว่าวันไหน” มุนินทร์ตาวาว
       “วันไหนหรือคะ”
       “วันเกิดครบรอบยี่สิบห้าปีของตาน่ะซี”
       มุนินทร์ตัวชามือที่รินเหล้าเติมให้เจนภพสั่นระริก
       “น่าอนาถจังนะคะ ฉลองวันเกิดในโรงแรมม่านรูด เพราะถูกตาแก่มอมเหล้า” เจนภพนิ่วหน้า
       “ตา ผมไม่ได้มอมเหล้าตานะ”
       “แต่มันก็เป็นใบเบิกทางไม่ใช่หรือคะ สาวน้อยที่แทบไม่เคยกินเหล้ามาก่อน”
       “ผมรู้แต่ว่าตาเต็มใจ แล้วเราก็มีความสุขด้วยกัน”
       “ตาเต็มใจ เพราะถูกคุณหลอกว่าจะทิ้งเมียโบท็อกซ์มามากกว่า” เจนภพสะอึก มุนินทร์เอื้อมมือมาแตะมือเจนภพยิ้มยวนยั่ว แต่ตาแข็งกระด้าง “ดื่มอีกซีคะ ดื่มให้กับความหลอกลวงหน่อย”
       มุนินทร์ขยับตัวมาใกล้ เห็นเนินอกร่องอกที่โกยและคว้านขึ้นไว้วับแวม เจนภพดื่มรวดเดียวหมดแก้ว มุนินทร์รินเติมต่อเนื่อง
       “ตา จะมาตัดพ้อต่อว่าอะไรตอนนี้นะ มาคุยกันดีกว่า นี่ งานใหม่ของตาเป็นยังไงบ้าง ปรับตัวได้หรือยัง”
       “ฉันเป็นคนปรับตัวได้เก่งค่ะ เพราะโลกนี้คนที่ปรับตัวได้ทุกสถานการณ์เท่านั้นจึงจะอยู่รอด”
       “พูดอะไรซีเรียสจริงตา ตารู้ไหมว่าตาสวยขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้งสวย ทั้งเปรี้ยว ทั้งเซ็กซี่”
       “เพราะตาคนเก่าที่แสนหวาน แสนซื่อ ไร้เดียงสา ถูกคุณกับเมียใจร้าย ทำลายจนหมดสิ้นแล้วน่ะซีคะ”
       
       มุนินทร์จิบเหล้า ดวงตาเจิดจ้า ไฟประดับบนโต๊ะลุกวูบวาบ

 

        
       เหล้าถูกรินลงแก้วของเจนภพ เจนภพหน้าแดงก่ำตาเยิ้ม ไม่ได้สังเกตว่า “มุตตา” ไม่ได้รินเหล้าเติมให้ตนเองเลย เจนภพขยับมาใกล้วางมือลงบนเข่ามุนินทร์ลูบไล้ไปมา มุนินทร์ชะงักแววขยะแขยงผุดขึ้น แล้วก็มีแววบอกตัวเองว่าช่างมัน แล้วก็ยวนยั่วต่อ
        
       
       “ตารู้ไหม ว่าผมคิดถึงตาแทบทุกนาที”
       “จะไม่แบ่งเวลาคิดถึงเมียคุณบ้างหรือคะ”
       “ตาก็รู้ ผมกับเขามันคือหน้าที่ แต่กับตามันคือความรัก ผมรักตามากนะ”
       เจนภพพูดอย่างจริงจัง มุนินทร์จับมือเจนภพที่วางบนเข่าขึ้นมาวางบนโต๊ะ
       “นี่คือสูตรสำเร็จ ที่ทำให้ผู้หญิงหน้าโง่หลอมละลายใช่ไหมคะ”
       “จนป่านนี้แล้ว ตายังไม่เชื่ออีกหรือ”
       “ก็อยากเชื่ออยู่หรอกค่ะ แต่โลกสอนให้ฉันรู้ว่า มนุษย์โกหกเสมอเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ”
       “โธ่ ตา”
       “ดื่มอีกซิคะ ดื่มให้กับคำพูดหวานๆ ที่เจือยาพิษ”
       “ตานี่ปากจัดกว่าเดิมเยอะ”
       เจนภพยกแก้วขึ้นดื่ม มือเริ่มสั่น
       
       กลางดึกคืนนั้นที่บ้านสรรค์ แอ๋วมีท่าทางเหมือนสะดุ้งตื่นเพราะหิวน้ำกลางดึกเดินมารินน้ำดื่ม ดูนาฬิกาเห็นบอกเวลาตีหนึ่งก็คว้ามือถือมาโทรออก
       ที่ผับแนวโนแฮนด์ สรรค์นั่งอยู่ท่ามกลาง 4 สาว ที่รุมป้อนอาหาร เหล้า บ้างก็บีบนวดคลอเคลีย สรรค์คว้ามือถือมาแล้วเบ้หน้าเพราะที่หน้าจอเป็นรูปแอ๋วทำหน้ายักษ์ สรรค์กดรับ พลางทำมือให้สี่สาวเงียบเสียง แอ๋วฟังโทรศัพท์ เสียงที่ดังเป็นแบ็คกราวน์ เป็นเสียงสวดภาณยักษ์ดังโหยหวน ฟังดูน่าขนลุก แอ๋วมีสีหน้ากลัวๆ
       “ฮัลโหล มีอะไร กำลังอยู่ในพิธี”
       ว้าย น่ากลัวจัง”
       “ใช่ นี่คนข้างๆ ชักดิ้นชักงอกันหมดแล้ว”
       “แล้วคุณภพล่ะคะ”
       “กำลังของขึ้นอยู่ เนี่ย ของผมก็จะขึ้นแล้ว”
       “ว้าย แล้วจะเสร็จเมื่อไร”
       “คงตีสี่ตีห้าน่ะ คุณอย่ารอเลยนะนอนเถอะ”
       “อุ๊ย ฉันไม่รอหรอก แค่นี้ล่ะค่ะ”
       แอ๋ววางหูจากผัว ครุ่นคิดนิดหนึ่ง
       
       ที่บ้านเจนภพ นพนภาอยู่ในชุดนอนบางโรลเต็มหัว แต้วกำลังปิดหน้าต่างลงกลอนพลางหาวหวอด ห้องโถงยังคงมีร่องรอยที่ต้อมเล่นของเล่นรกไว้ ต่อกำลังเก็บหนังสือเตรียมขึ้นบ้าน
       “คุณผู้ชายยังไม่กลับอีกนะคะ” แต้วถาม
       “ผัวฉัน ฉันห่วงคนเดียวพอ แกไม่ต้องมาช่วยห่วง”
       แต้วทำตาประหลับประเหลือก
       “หนูไม่ได้ห่วงค่ะ หนูแค่ตั้งข้อสังเกต”
       มีเสียงโทรศัพท์ดัง นพนภาสะดุ้ง คว้ามือถือมาดู
       “ว้าย ใครโทรมาดึกดื่นขนาดนี้ หือม์ ยายแอ๋ว ต๊าย กวนกันไม่รู้จักเวล่ำเวลาทั้งผัวทั้งเมีย” นพนภาหน้าหงิกกดรับโทรศัพท์ “ฮัลโหล”
       แอ๋วนั่งโทรศัพท์อยู่ที่ห้องโถง
       “ฮัลโหล ขอโทษที่โทรมารบกวนดึกดื่นนะคะ”
       “อุ๊ย ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” นพนภาฉีกยิ้ม แต้วทำหน้าเหม็นเบื่อ “นี่คุณสรรค์ขึ้นเครื่องเรียบร้อยไหมคะ”
       “หา...เครื่องอะไรคะ”
       นพนภาเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล ต่อเข้ามาใกล้
       “เอ้า ก็คุณสรรค์โทรมาจากสุวรรณภูมิ เสียงเครื่องจ๊อกแจ๊กจอแจบอกว่ามีเรื่องกับเจ้าหน้าที่ ให้คุณภพไปช่วยเคลียร์”
       “ว้าย แต่ที่มันบอกฉัน มันบอกว่าคุณภพดวงตกสุดขีด ชวนมันไปสวดภาณยักษ์ที่วัดหัวควายอะไรไม่รู้ค่ะ”
       “ว้าย”
       “ฉันโทรไปเมื่อกี้ยังได้ยินเสียงสวดโหยหวนเลยค่ะ”
       “โทรไปได้ยินเสียงสวด แต่ฉันโทรไปได้ยินเสียงสนามบิน”
       “คงเป็นแอพอะไรซักอย่างในโทรศัพท์มั้งฮะ” ต่อพูดแทรกขึ้น
       “ตาต่อว่าคงเป็นแอพสร้างเสียงแบ็คกราวน์แน่เลยค่ะ”
       
       แอ๋วและนพนภาร้องกรี๊ดพร้อมกัน

 

  ที่ผับหรูเจนภพหน้าแดงก่ำตาเยิ้ม มุนินทร์เทเหล้าจนหมดขวดมองเจนภพอย่างยวนยั่ว
       “เราจะไปกันได้หรือยัง”
       “ดื่มให้หมดแก้วก่อนซีคะ ผ.อ.ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ในเมืองหลวงแห่งโลกีย์นี่คงมีม่านรูดว่างอยู่ ซักห้องสองห้อง”
       “ตา ผมรอมาหลายวันแล้วนะ”
       “อดอยากอะไรนักหนา ที่จริงเมียคุณก็น่าจะแก้ขัดได้”
       “มันก็พอได้ แต่ยังไงก็ไม่ถึงใจเหมือนตา” มุนินทร์ขบกราม จิกเล็บลงบนแขนเจนภพ เจนภพร้อง “โอ๊ย ผมเจ็บนะตา”
       มุนินทร์ยื่นปากกระซิบข้างหู
       “คืนนี้ คุณจะเจ็บมากกว่านี้อีก”
       เจนภพหันมาจะจูบ มุนินทร์ขยับถอย กระโปรงแหวกอย่างน่าเสียวไส้ เจนภพตาวาวมองสูงมองต่ำ
       “ชุดนี้สวยจริง คงแพงมากซีนะ นี่ตาไปทำงานอะไรกันแน่”
       “ไม่ใช่นางทางโทรศัพท์หรอกค่ะ แล้วก็ยังไม่ได้เป็นเมียเก็บของใครด้วย”
       “ถ้าผมจะยื่นข้อเสนอล่ะ”
       “สมัยนี้ใครเขาจะยอมเป็นเมียเก็บคะ สู้อยู่อย่างเสรี คบทีเดียวซักเจ็ดคน คิดถึงใครก็แวบไปหา อาทิตย์นึงไม่ทันซ้ำคนอีกต่างหาก”
       เจนภพสะอึกจิบเหล้า
       “หนึ่งในเจ็ดนี่ มีนายวีกิจด้วยหรือเปล่า”
       “ถ้ามี เขาก็คือคนสำคัญที่สุดล่ะค่ะ”
       “ตาอย่ายั่วผมนักเลย ตอนนี้ตาพักอยู่ที่ไหน”
       “ในซอกหลืบเร้นลับซักแห่งนึงมังคะ”
       “เอาล่ะ ผมจะหาอพาร์ทเม้นท์ดีๆ ให้ตา”
       “ตายจริง นี่จะเลี้ยงฉันจริงๆ หรือคะ อย่าเลยค่ะ เพราะทุกวันนี้คุณก็อาศัยเงินของคุณนพนภาอยู่ไม่ใช่หรือ ฉันไม่อยากกินเงินลูกผู้หญิงด้วยกัน”
       “ตา”
       “ถ้าอยากนอนกับฉัน จ่ายมารายครั้งก็ได้มังคะ”
       “ตา ผมไม่อยากจะเชื่อ ตาเป็นคนถือศักดิ์ศรีจะตาย”
       “ศักดิ์ศรีของผู้หญิง มันกลายเป็นอากาศธาตุ ตั้งแต่ถูกพาเข้าม่านรูดครั้งแรกแล้วล่ะค่ะ”
       “ตา อย่าประชดประชันนักเลย ผมยินดีรับผิดชอบตา”
       “แล้วแน่ใจหรือคะว่าคุณจ่ายไหว ของดีราคาประหยัดน่ะไม่มีหรอกนะคะ”
       “ไอ้คอนโด รถ แหวนเพชร ตามสูตรที่เขาพูดกันน่ะ มันก็ไม่มีจริงหรอกนะตา”
       “ฉันก็ไม่ได้ต้องการของโหลๆ แบบนั้นเหมือนกัน”
       “แล้วตาจะเอาอะไร”
       มุนินทร์ยิ้ม
       “เอาใบหย่ากับเมียโบท็อกซ์ของคุณมาซีคะ แล้วฉันจะยอม”
       เจนภพขบกรามสาดเหล้าลงคอหมดแก้ว
       “คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ไปเถอะ ไปกันดีกว่า”
       มุนินทร์ลุกขึ้นช้าๆ
       “งั้นก็ลืมม่านรูดซะเถอะค่ะ”
       “ตา”
       เจนภพมองไปดวงตาพร่าพราย ภาพหญิงสาวตรงหน้าคล้ายมีสองคน ทั้งสองยิ้มเยาะอย่างเปิดเผย เจนภพลุกขึ้นพยายามเดินไปหายกมือยื่นไปข้างหน้าราวไขว่คว้า มุนินทร์ขยับตัวสะบัดผมยืนเยื้องกายอย่างท้าทาย เจนภพก้าวไปแล้ว ทรุดลงคุกเข่ากระแทกลงกับพื้น มือเกาะขามุนินทร์ไว้ แหงนมอง มุนินทร์มองตอบอย่างสมเพช แล้วขยับขากึ่งๆ สะบัด เจนภพล้มตะแคงลงสติดับวูบไป
       
       ที่เทอเรซบ้านเจนภพยังเปิดไฟสว่าง นพนภานั่งชะเง้อ ต่อกอดแขนนพนภาอยู่ข้างๆ แต้วและยายแหวงนั่งกับพื้นเทอเรซ ต้องนั่งพิมพ์บีบีอยู่ห่างไป นพนภาปรายตาดู
       “เลือดพ่อมัน จิ้มได้ทั้งยี่สิบสี่ชั่วโมง”
       รถของเจนภพเลี้ยวมา มีรถบีเอ็มสปอร์ตแล่นตามหลัง ต่อลุกพรวด
       “มาแล้วฮะ”
       นพนภาลุกตาม ผวาลงจากเทอเรซ ต่อ แต้ว ยายแหวงตามมาเป็นพรวน ต้องหยุดพิมพ์ก้าวมาดูห่างๆ ประตูรถเจนภพเปิดออก บริกรนักกล้ามร่างยักษ์สองนายลงมาจากด้านหน้ารถ
       “บ้าน ผ.อ.เจนภพใช่ไหมครับ”
       บริกรมองดู นพนภาเพิ่งรู้ตัวว่าใส่ชุดนอนบางจ๋อยจึงรีบรวบเสื้อคลุม ใจอยากแกะโรลบนหัวทิ้ง
       “ทำไม ผัวฉันอยู่ไหน” สองบริกรสบตากัน
       “ช้าง เอ๊ย สามีคุณนายไปดื่มที่ผับของเรา เมามากจนไม่ได้สติ ทางเรากลัวเป็นอันตรายเลยพามาส่ง”
       “ทุเรศ” สองบริกรสะดุ้งหน้าตึง นพนภาหน้างอโบกมือ “นี่ ไม่ต้องมารับ ฉันด่าผัวฉัน ไม่ได้ด่าเธอ”
       สองบริกรเปิดประตูหลัง ช่วยกันหิ้วปีกเจนภพมา เท้าเจนภพลากพื้นรองเท้าหลุดถลอกปอกเปิก เสื้อแบะชายเสื้อหลุด สองบริกรเอาไปให้ต่อ ต่อขยับหนี แต้วกับยายแหวงต้องรับแทน
       “ต๊าย ดูสารรูป ดีนะที่ช่วยพามาส่ง ไม่งั้นคงไปนอนกับหมาขี้เรื้อนข้างท่อน้ำเน่า” แต้วกับยายแหวงถูลู่ถูกังจับเจนภพเอนลงบนเทอเรซ นพนภาเขย่าตัว “ภพ ภพ ตื่นเดี๋ยวนี้นะ ภพ”
       
       สร้อยคำกับบัวตาสว่างโพลงชะเง้ออยู่ที่เทอเรซ วีกิจลงมาสมทบ
       “อ้าว แม่ ตีสองแล้วนะฮะ ทำไมไม่นอน”
       “ก็แม่นภาร้องกรี๊ดๆ มาตั้งแต่ตีหนึ่ง แล้วเปิดไฟรอบบ้าน เกณฑ์ไพร่พลมารอนายภพ แสงมันแยงตานอนได้ที่ไหน”
       “อาภพทำอะไรอีกล่ะฮะ”
       “ไงฮึ บัว แกไปสืบมาว่ายังไง”
       วีกิจทำตาปริบๆ บัวยิ้มแห้งๆ
       “คุณภพโกหกว่ามีธุระด่วนค่ะ แต่ที่แท้คงไปนัดเจอสาว”
       “คราวนี้ไม่รู้คนไหนอีก”
       วีกิจมองไปอีกครั้ง เห็นรถสปอร์ตก็หน้าเผือดลง
       “ตา”

 
 

       นพนภาเขย่าเจนภพหัวสั่นหัวคลอน
       “ตื่นๆ ตอบฉันมาเดี๋ยวนี้ ไปกินเหล้ากับอีดอกเงินที่ไหนถึงได้เมาเป็นหมาขนาดนี้ บอกมานะไปกับอีคนไหน”
       “โถ จะคนไหนซะอีกล่ะคะ” นพนภาชะงักหันมา ต่อ ต้องขยับมาดู แต้ว ยายแหวงอ้าปากค้าง มุนินทร์เดินกรายมา ชุดราตรีโป๊จัดแต่งดงามเหมือนนางแบบระดับโลก “ถ้าไม่ใช่ฉัน”
       มุนินทร์ก้าวมาใกล้ สองบริกรนักกล้ามยืนเป็นองครักษ์อยู่ นพนภาถลามา ชุดนอนบางดูโตงเตง โรลม้วนผมอันหนึ่งหลุดห้อย ต่อตามมาเกาะแขนแม่
       “อี อีมุตตา”
       “ว้าย อีเรยาบุก”
       ต้องเลิกบีบีโทรรายงานสดกับเพื่อน
       “นี่แกกล้ามาเหยียบบ้านฉันเชียวหรือ” นพนภาชี้หน้ามุนินทร์
       “ทำไมจะไม่กล้าล่ะคะ คุณเองยังเคยส่งมือปืนกระจอกไปข่มขู่ฉันได้เลยนี่”
       นพนภาเจื่อน แล้วรีบตะเบ็งเสียงข่ม
       “แกพูดอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง นี่แกทำอะไรผัวฉัน ถึงได้สลบไสลไม่ได้สติขนาดนี้ หรือว่าฟัดกันจนช็อคคาอก” สองบริกรสะดุ้งเพราะมีเลือดผู้ดีมากกว่าเลือดไพร่ มุนินทร์ยิ้มพราย “ฮะ แกทำอะไร”
       “อ๋อ ทำหลายอย่างค่ะ จาระไนคงไม่หมด ถ้าอยากได้รายละเอียดแบบเนื้อๆ ทุกรูขุมขน ก็ถามผัวของเราดีกว่า”
       “อี หน้าด้าน”
       จากมุมหนึ่ง วีกิจก้าวมาอย่างไม่เชื่อสายตา บัวกับสร้อยคำชะเง้ออยู่ห่างๆ
       “จะลองตรวจดูคราบไคลหรือดมกลิ่นแบบสุนัขซีเอสไอตัวเมีย เวลาที่ตัวผัวมันไปเป็นสัดนอกบ้านก็ได้นี่คะ”
       สร้อยคำเอามือทาบอก นพนภาร้องกรี๊ดถลันมา สองบริกรก้าวมาขนาบข้างมุนินทร์ นพนภาชะงัก วีกิจหน้าเผือดในใจร้าวราน
       “ไปนะ อีตัวเสนียด คนอย่างแกเหยียบที่ไหนก็กาลกิณีที่นั่น”
       “ค่ะ ขนาดฉันยังไม่มา ฝนฟ้ายังไม่ตกบนเตียงคุณเลยไม่ใช่หรือคะ คุณถึงได้ขาดน้ำ ตายแห้งตายแล้งขนาดนี้”
       นพนภาเต้นเร่าๆ โกรธจนหน้าเขียวกุมอก
       “อี อีสัตว์นรกไปนะ ไป”
       “แม่ อย่าฮะ”
       วีกิจก้าวออกไป หน้าขรึม ดวงตาร้าวราน มุนินทร์หันมาเห็นเข้าหน้าเผือดลง ดวงตามีแววละอายและรู้สึกผิด แต่วินาทีต่อมาก็เชิดหน้าขึ้นยิ้มเหยียด
       “ตา นี่คุณทำอะไร”
       “กำลังทำสิ่งดีๆ ไงคะ ช่วยสงเคราะห์พาคนเมามาส่งบ้าน...กลับกันเถอะค่ะ หมดธุระแล้ว” มุนินทร์บอกกับ สองบริกร แล้วหันมาหาวีกิจ “ลาก่อนนะคะ วีกิจ”
       วีกิจอึ้งพูดไม่ออก มุนินทร์หมุนตัวเดินไปนอกรั้วพร้อมสองบริกรนักกล้าม นพนภากุมอกเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน แล้วร้องกรี๊ดสุดเสียง สร้อยคำกับต่อประคองไว้ก่อนทรุดลง ต้องมองดูพ่อกับแม่
       “นังเมียน้อยกลับไปแล้ว อ๋อ ไม่ใช่เสียงผีอีแพงหวงผัวหรอก เสียงแม่ฉันเอง”
       วีกิจรีบวิ่งตามไปนอกรั้ว
       
       วีกิจวิ่งตามมาที่รถของมุนินทร์ มุนินทร์กำลังจะก้าวขึ้นรถพร้อมสองบริกร วีกิจจับแขนมุนินทร์ไว้แน่น
       “คุณทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร”
       “ปล่อยฉัน”
       “ไม่ บอกผมมาก่อน คุณทำเพื่อแก้แค้นส่วนตัวของคุณเท่านั้นหรือ”
       “มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่มันคือเรื่องของครอบครัวเลยล่ะ ทั้งพ่อแม่ พี่...“น้อง” ของฉัน”
       “อย่าลืมนะว่าคุณเองก็ผิดที่เริ่มกับอาภพก่อน เมื่อได้บทเรียนแล้วคุณกลับไม่สำนึก ไม่รู้ตัว แต่ยังสานต่อมาอีก”
       “ตาคงอ่อนต่อโลกเกินไปมังคะ”
       “อย่าหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอีกเลยตา คุณไม่ได้อ่อนต่อโลก แต่มันคือความลุ่มหลงผิดๆ ของคุณต่างหาก ถ้าคุณคิดว่าแก้แค้นให้ครอบครัวของคุณ คุณก็ทำสำเร็จแล้ว เพราะเมื่อกี้คุณกำลังทำลายครอบครัว ลูกเต้าของอานภาอยู่เหมือนกัน”
       มุนินทร์ยิ้มอย่างเจ็บปวด
       “ถึงเวลาแล้วซีนะที่คุณกับฉันจะต้องเลิกเป็นเพื่อนแล้วกลายเป็นศัตรูกันสักที”
       “ไม่หรอก ผมยังเป็นเพื่อนของคุณอยู่ เลิกเถอะนะตา”
       สายตาวีกิจอ้อนวอน มุนินทร์ต้องหลบสายตานั้นเสียแล้วพูดอย่างใจแข็ง
       “ลองไปถามอาหญิงของคุณก็แล้วกัน ถ้ายังจองล้างฉันด้วยไอ้มือปืนที่จะจ่อยิงฉันอย่างเผาขนอย่างคืนนั้นอีก ฉันจะไม่มีวันเลิกรากับผัวของหล่อนเด็ดขาด”
       มุนินทร์ก้าวขึ้นรถ วีกิจเป็นอึ้งเมื่อรู้เรื่องมือปืนจ่อยิง สองบริกรขึ้นรถ มุนินทร์ขับรถแล่นออกไป วีกิจถอนใจ
       
       นพนภานอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟา แต้วบีบนวดให้เลือดเดิน สร้อยคำเอายาดมให้ดม ต่อเอายาหอมละลายน้ำมา
       “ยาหอมได้หรือยังลูก ต่อ”
       “นี่ฮะ”
       สร้อยคำรับแก้วยาป้อนนพนภา
       “เอ้าจิบเสียหน่อยแม่นภา”
       นพนภาจิบนิดหนึ่งแล้วผลักออก
       “ดูมันทำกับหนูซีคะพี่สร้อย ภพปล่อยให้มันมาเหยียบย่ำหนูถึงในบ้าน” วีกิจยืนอึ้งมองไปนอกหน้าต่าง “สำเริงสำราญกับมันจนสลบไสลไม่ได้สติ ทำไมไม่ตายคาอกมันไปเลยก็ไม่รู้”
       บนเก้าอี้นอน ต้องเอาศรีษะเจนภพพาดตัก เอาผ้าขนหนูบิดหมาดเช็ดหน้า ยายแหวงอยู่ข้างๆ
       “ต๊าย เสื้อกระดุมขาดหมด มีรอยสิปสติกด้วยค่ะ” ต้องบอก นพนภาผวา
       “ดูซีคะ”
       สร้อยคำมองต้อง ต้องสบตา สร้อยคำส่ายหน้า ต้องยอมอ่อนลง สงบเสงี่ยมขึ้นนิดนึง
       “ต่อ ต้อง ไปนอนเถอะลูก จะตีสามแล้ว แม่นภาขึ้นข้างบนไหวไหม”
       แต้วกับสร้อยคำประคองนพนภาขึ้น ต่อทำท่าจะเข้ามาประคองอีกคน ต้องนิ่วหน้ามองอย่างหมั่นไส้
       “นี่ไม่ต้องแห่แหนกันขนาดนั้นหรอก ไอ้ต่อมาช่วยฉันเอาพ่อขึ้นข้างบนที”
       “ไม่เอา ให้พี่กิจช่วยซี”
       “เดี๋ยวพี่จัดการเอง”
       วีกิจก้าวมามองดูเจนภพ พลางนั่งลงบนโซฟา นพนภาอยู่หัวบันไดตวาดแว้ดมา
       “ไม่ต้องนายกิจ ทิ้งไว้อย่างงั้นแหละ เดี๋ยวให้อีดิ๊กกะไอ้ลักกี้เฝ้า เผื่ออ้วกจะได้ให้มันเลียให้”
       ทุกคนทำตาปริบๆ วีกิจมองดูเจนภพมีอาการอัดอั้นตันใจ
       
       สร้อยคำเทนมจากขวดลงแก้ว แล้วมองดูวีกิจที่นั่งหมดแรงบนโซฟา
       “เอานมซักนิดไหมลูก” วีกิจส่ายหน้า “นั่นหนูตาจริงๆ หรือนั่น นี่ถ้าแม่ไม่เคยเห็นตัวมาก่อน แม่ต้องคิดว่าเป็นคนอื่น”
       “ผมเคยบอกแม่แล้วไงฮะ ว่าตาเปลี่ยนไปมาก” ความสะเทือนใจพลุ่งขึ้นมา “มากจนผมเองก็ไม่อยากเชื่อ” สร้อยคำมองดูอาการลูกชายเงียบๆ “ผมไม่เข้าใจ ทำไมตาทำแบบนี้ ผมขอเขาแล้ว”
       “ขออะไรลูก”
       “ช่างมันเถอะฮะ มันคงไม่มีความหมายอะไรหรอก”
       “เฮ้อ นายภพนะนายภพ เมาอะไรขนาดนี้ยังกะโดนวางยา”

 

 

 

      แรงเงา ตอนที่ 9 (ต่อ) 

 

 

ที่ผับโนแฮนด์ สรรค์อยู่ในหมู่นางทั้งสี่ที่เริ่มเมามายง่อกแง่ก แต่สรรค์นานๆ ได้ปล่อยผียังครึกครื้นอยู่ สรรค์ร้องเพลงพร้อมกับจอทีวีหงุงหงิง พลางลุกขึ้นเต้นโยกตัวกับสองนาง โทรศัพท์มือถือที่วางบนโซฟาดัง สาวนางหนึ่งคว้ามาลุกขึ้นยื่นให้สรรค์ สรรค์หันมาเห็นแอ๋วทำหน้ายักษ์ในจออยู่ในระยะประชิดก็ตกใจสุดขีด
        
       “เอิ๊บ”
       “มือถือพี่”
       สรรค์เรียกสติมากดรับสาย
       “ฮัลโหล”
       แอ๋วอยู่ในชุดนอนเหมือนเดิมยืนอยู่ริมผนัง เสียงสวดภาณยักษ์ดังโหยหวน
       “ฮัลโหล ทำไมถึงยังไม่กลับบ้าน”
       “โธ่ ก็พิธีมันยังไม่เสร็จ”
       “ทำไม กาลกิณี เสนียดจังไรมันเยอะมากหรือถึงออกไม่หมด”
       “โธ่ อย่าพูดไม่ดี เดี๋ยวมันเข้าตัว”
       “อ๋อ พระท่านบอกอย่างงั้นหรือ”
       “จ้ะ” สรรค์มองดูสองนางที่เต้นเลื้อยอยู่ ผ้าหลุดตกจากไหล่ อีกนางก็เปลื้องชั้นนอกออก “ท่านทำพิธีจนผ้า เอ๊ย จีวรหลุดเลยจ้า”
       “อ้อ ท่านองค์ไหนล่ะ จีวรเขียวหรือจีวรแดง”
       สรรค์มองดูสองสาวในชุดเขียวและแดง ใจเริ่มวูบ
       “เขียวๆ เหลืองๆ แดงอะไรกันจ๊ะ ไม่มีจ้ะ ที่นี่ไม่มีการเมือง”
       “แต่อาจจะมีการเทเลือดล้างแผ่นดิน”
       เสียงแอ๋วชัดขึ้น สรรค์เริ่มรู้บางอย่างชูมือถือไว้ตรงหน้า เห็นหน้าแอ๋วถมึงทึงแล้วค่อยๆ ลดลง เห็นแอ๋วในชุดนอนยืนอยู่ทำหน้าเหมือนในโทรศัพท์ไม่ผิดเพี้ยน สรรค์ยืนตะลึงฉี่แทบราด สองนางดูแอ๋ว ค่อยๆ เต้นช้าลง แล้วถอยไปรวมกันเป็นสี่นางบนโซฟา
       “ไหน สวดภาณยักษ์กันตรงไหน” สี่นางเลิกตกใจด้วยความเมาทำให้เส้นตื้น สรรค์หน้าซีด สี่นางหัวเราะพรืดออกมา แอ๋วหันขวับมามอง “ไง สวดภาณยักษ์กันที่ไหน”
       “ไม่มีหรอกค่ะ ภาณยักษ์”
       “มีแต่ยักคิ้ว ยักเอว ยักไหล่”
       “หัว ไหล่ ตูดค่ะ”
       แอ๋วทำตาปริบๆ ดูสี่นางที่ยังหัวเราะคิก สรรค์เห็นเมียเผลอทำท่าจะย่องหนี แอ๋วยื่นมือขวับคว้าหูไว้ สรรค์ร้องอู้ตัวเอียงตามมือเมีย แอ๋วมองดูสี่นาง
       “พี่แอ๋วใช่ไหมคะ”
       “ว้าย รู้จักชื่อฉันด้วย”
       “หนูก็ชื่อแอ๋วค่ะ”
       “หนูก็แอ๋วค่ะ อีสองคนนี้ก็แอ๋ว”
       “ความจริงพวกหนูชื่ออื่น แต่พี่เขาตั้งชื่อทุกคนว่าแอ๋วค่ะ”
       “เขาว่าเผื่อไปหลุดปาก คุณพี่จะได้ไม่รู้ค่ะ”
       สรรค์มองสี่นางทรยศ แอ๋วดึงหูผัวกระชาก
       “อ้อ งี้นี่เอง” สรรค์หัวคะมำมือถือตกแอ๋วคว้าไว้เอามาดู “ไหน แอพอะไรยะมีสวดภาณยักษ์ด้วย”
       สรรค์วิ่งหนีไป ด้วยความเมาทำให้ล้มคว่ำตะกายหันมา แอ๋วก้าวมายืนค้ำ
       “อย่าจ้ะ เมียจ๋า”
       “กาลกิณีมันล้นพ้นตัว เอากาลกิณีออกซักแผลเถอะ”
       แอ๋วคว้าไม้พายมาจากที่ใดไม่มีใครรู้ แล้วเงื้อขึ้น สรรค์ตาเหลือก
       
       เช้าวันต่อมาเจนภพยังคงนอนสลบบนเก้าอี้นอน มีเสียงมอเตอร์ดังหึ่ง แต้วกำลังปัดฝุ่นด้วยไม้ปัดฝุ่นระบบไฟฟ้าสถิตย์ติดแบตเตอรี่ยื่นมาปัดฝุ่นรอบๆ ตัวเจนภพ ต่อ ต้อง ต้อม แต่งชุดนักเรียนยืนเรียงแถวดูซากเจนภพ นพนภายืนขอบตาคล้ำมองอย่างเจ็บแค้น
       “ถ้ายังไม่ฟื้นก็ส่งโรงพยาบาลเถอะค่ะ” ต้องบอก
       “เรื่องอะไร เปลืองเงินฉัน”
       “แม่ไม่ได้นอนทั้งคืน เดี๋ยวพักซะหน่อยนะฮะ” ต่อบอก
       “จ้ะ ลูก”
       “ทำไมไม่ปลุกหนูมาดูอีเรยาคะ” ต้อมถามอย่างซื่อๆ นพนภาสะดุ้ง แต้วหัวเราะคิก
       “นังแต้ว ไปๆ ลูก ไปโรงเรียนได้แล้ว”
       บรรดาลูกๆ ทยอยออกไป แต้วเท้าสะเอวดูเจนภพ
       “ทำไงดีคะ หนูจะกวาดถู นอนเป็นตะเข้ขวางคลองอยู่อย่างงี้”
       “แกก็กวาดรวมไปกับขยะก็แล้วกัน” นพนภาบอก
       เจนภพคราง เอามือกุมหัว ขยับตัวลุกตายังปรือ
       “โอย ทำไมปวดหัวอย่างนี้ นภาขอพาราหน่อย”
       “ไม่ต้องกิน เปลือง”
       “โธ่ ผมปวดหัว เหมือนหัวจะระเบิดแล้ว”
       “งั้นให้มันระเบิดต่อหน้าฉันนี่แหละ”
       เจนภพมองดูรอบตัวอย่างงงๆ พยายามทบทวนความจำ
       “นี่เช้าแล้วหรือ ผมกลับมาได้ยังไง”
       “บ๋อยที่ผับเขากลัวไปตายคาร้าน เขาเลยพามาส่ง ไง ไปเมาหัวราน้ำกับใคร”
       “จะใคร ก็กับไอ้สรรค์”
       “อ้าว คุณสรรค์ไปมาเก๊าไม่ใช่หรือ” เจนภพอึ้ง นพนภายิ้มเยาะ “ตอนนี้คงไปล่องเรือกอนโดล่าอยู่ที่เวนิเซียนเรียบร้อยแล้ว ฮึ รู้ไว้ซะ ตอนนี้ไอ้เพื่อนกระล่อนของคุณแอดมิดเข้าวิชัยยุทธแล้ว ยายแอ๋วเอาพายฟาดได้เลือดหัวออกมาลิตรนึง” เจนภพอ้าปากค้าง “คราวหลังจะตอแหลก็ให้มันเนียนหน่อย ไงไปสำเริงสำราญกะอีมุตตา โดนมันกรอกเข้าไปกี่ขนานล่ะ ถึงได้เมาเป็นหมาขนาดนั้น”
       “มุตตามาเกี่ยวอะไรด้วย ก็รู้อยู่ว่าเขากลับไปต่างจังหวัดแล้ว”
       นพนภาตาวาวก้าวมาใกล้
       “อ๋อ อยู่ต่างจังหวัดแล้ว แล้วเมื่อคืนนี้มันใคร ผีอีมุตตาหรือ” เจนภพงง “เมื่อคืนมันมาที่นี่ ประกาศตัวว่าเป็นเมียคุณ แต่งเนื้อแต่งตัวยิ่งกว่าอีตัว ขับบีเอ็มรุ่นเมียน้อย อยากรู้นักว่าเอาเงินที่ไหนไปบำรุงบำเรอมันหรือว่าเงินใต้โต๊ะ”
       “จะบ้าหรือ มีที่ไหน”
       “แล้วมันเอาเงินมาจากไหน ฉันน่ะได้ยินมาตั้งนานแล้ว เรื่องคุณเลี้ยงมันเป็นเมียเก็บ แต่ฉันไม่เชื่อเพราะคุณน่ะมีแต่เปลือกเกาะฉันกินอยู่ทุกวัน”
       “หยุดเดี๋ยวนี้ นภา”
       “ไม่หยุด คุณเอาเงินซุกเงินซ่อนที่ไหนไปปรนเปรอมัน”
       “ผมไม่เคยจ่ายซักบาท”
       “อ๋อ แปลว่ามันรักคุณก็เลยแบให้ฟรีๆ มันยังสาวมันยังสวย คิดหรือว่ามันจะมารักคนแก่ คุณน่ะเหี่ยวลงไปทุกวันแล้วจะมีอะไรมัดใจมันได้นอกจากเงิน” เจนภพขบกรามลุกขึ้น นพนภาก้าวมาชิด “นังพวกนี้มันดูดเลือดดูดเงินเหมือนปลิง พอแห้งหมดตัวมันก็ถีบหัวส่งไปหาไอ้แก่หน้าโง่คนใหม่”
       “นี่หยุดพูดซะที ผมจะไปอาบน้ำ”
       “ฉันไม่หยุด ฉันจะพูด”
       
       เจนภพเดินหนีจะไปขึ้นบันได นพนภาเข้าไปขวางไปหยิก เจนภพเอาแขนปาดผลักนพนภาลงไปก้นกระแทกกับพื้น นพนภาร้องกรี๊ด เจนภพเดินกุมหัวขึ้นบันไดไป

 
 

        
       ภายในห้องน้ำ ไฟที่เครื่องทำน้ำอุ่นสว่างวูบวาบน้ำฝักบัวพุ่งออกมา ไอน้ำอุ่นโขมง เจนภพยืนอยู่ใต้สายน้ำ แต่ใจกลับยิ่งร้อนรุ่มเมื่อนึกถึงภาพมุตตากับเขาในโรงแรมม่านรูด มุตตากับเขาในลิฟต์ มุตตากับเขาที่โรงแรมริมทะเล...เจนภพแหงนหน้าหลับตาให้สายน้ำรินรดใบหน้า แต่ใจกลับคิดถึงมุตตาคนใหม่ที่ร้อนแรงยวนยั่ว ภาพมุนินทร์กินเชอรี่ มุนินทร์ยกขาไขว่ห้างกระโปรงแหวกวับแวม มุนินทร์ในชุดราตรี เจนภพจับหัวเข่าสบตากัน...เจนภพพยายามไล่ภาพเหล่านั้นออกจากสมอง
       
       ที่สปาในสโมสรของหมู่บ้าน นพนภาหน้ายังเครียดเดินมากับพนักงานสปา
       “แช่จากุซซี่สักพักนะคะ เดี๋ยวค่อยนวดต่อ”
       พนักงานบอกนพนภาพยักหน้า เดินผ่านห้องยิมที่ยังว่างเพราะเช้าเกินกว่าจะมีคนมาออกกำลัง มีสาวนางหนึ่งเล่นอยู่เพียงลำพังกับครูฝึก นพนภาหยุดดู หญิงสาวเล่นโยคะพิลาทีสห้อยหัวลงจากเส้นเชือก ผมยาวปรกหน้าทำให้เห็นหน้าไม่ชัด นพนภามองอย่างทึ่ง ก่อนจะเดินแยกไป
       ร่างนั้นที่กำลังแยกขาอย่างอ่อนช้อยและแข็งแรงก่อนที่จะกลับลงมายืนพื้น ผมปรกใบหน้า เมื่อสะบัดออกจึงเห็นว่าคือมุนินทร์นั่นเอง ใบหน้าชื้นเหงื่อ สายตานั้นทั้งกร้าวและเชื่อมั่น
       
       ร่างของนพนภากำลังนอนสบายอยู่ในอ่างจากุซซี่หลับตาพริ้ม มีหมวกคลุมผมคลุมอยู่ นพนภาพยายามลืมเรื่องเมื่อคืนและเมื่อเช้าไปทั้งหมด รู้สึกว่ามีร่างๆ หนึ่งขยับเข้ามาใกล้ นพนภาเข้าใจว่าเป็นพนักงานของสปาจึงพูดทั้งๆ หลับตา
       “ขอฉันพักสักหน่อยนะ เดี๋ยวเธอค่อยกลับมา”
       “ไม่ได้มังคะคุณนภา เพราะเวลาฉันมีจำกัด”
       นพนภาลืมตาขึ้น เบิกโพลงเมื่อเห็นมุนินทร์นั่งอยู่ตรงหน้า
       “แก อี”
       “จุ๊ จุ๊ อย่าดังไปค่ะ แล้วก็อย่าหยาบด้วย สปานี่สำหรับผู้ดี ขืนสบถออกมาแรงๆ เดี๋ยวความจะแตกว่ากำพืดเดิมเป็นแม่ค้า”
       “อีบัดซบ”
       นพนภาปัดน้ำสาดเข้าหน้ามุนินทร์ มุนินทร์หยิบเครื่องเป่าผมขึ้นมาทันที นพนภาตะลึงนิ่งงัน มุนินทร์เปิดเครื่องแล้วทำท่าจะหย่อนลงน้ำ
       “อย่านะ อย่า”
       มุนินทร์ยิ้มขัน ปิดเครื่อง
       “เข้าใจรึยังคะว่าภาวะจนมุมมันเป็นยังไง คุณไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะบงการชะตาชีวิตใครๆ ได้ตลอดเวลาหรอกนะ โดยเฉพาะที่สั่งไอ้มือปืนนั่นไปข่มขู่ฉัน ตอนนี้ถึงเวลาที่ฉันจะขอคืนบ้างแล้ว”
       “อย่าทำอะไรฉันนะ”
       “อ้อ ขอร้องอ้อนวอนเป็นเหมือนกันเหรอคะ ฝึกไว้เถอะ โดยเฉพาะร้องขอชีวิตเพราะเธอต้องชดใช้ให้กับชีวิตที่ดับสูญไปแล้วชีวิตนึง”
       “ดับสูญอะไร ไม่ต้องมาเล่นลิ้น หล่อนหมายถึงใคร”
       “ตาไงคะ ชีวิตตาดับสูญไปแล้วนับแต่วันที่คุณกระชากสร้อยเส้นนั้นออกจากคอของตา หยาบหยามตาต่อหน้าคนทั้งกระทรวง”
       “ไม่ต้องมาดัดจริตมาเรียกชื่อตัวเองกับฉัน สร้อยนั่นเป็นของฉัน แกหลอกล่อให้ผัวฉันขโมยไปให้แก แกก็สมควรจะโดนแบบนั้นแล้วนี่”
       “ตาไม่เคยทำอะไรต่ำทรามอย่างนั้น พูดถึงผัวคุณ ไงคะ เขาฟื้นหรือยัง สามีของเรา”
       “แกจะรู้ไปทำไม”
       “อ้าว ก็เผื่อไม่ฟื้น ฉันจะได้แสดงความเสียใจให้กับแม่ม่ายผัวตายน่ะซีคะ”
       “นี่แกจงใจจองล้างจองผลาญฉันใช่ไหม”
       “แล้วที่คุณทำกับเด็กผู้หญิงชื่อมุตตาคือความเมตตากรุณาหรือคะ”
       “ฉันไม่ต่อปากต่อคำกับโสเภณีอย่างแก บอกมาซิแกต้องการอะไร เงินทองรึเปล่า ถ้าอยากได้ฉันจะให้แกให้ถึงใจเลย”
       “ฉันไม่ต้องเงินโสโครกของคุณ แค่อยากมาฝากบอกสามีคุณว่าอย่าลืมที่ตกลงกันไว้”
       “เขาไปตกลงอะไรกะแก”
       “ข้อตกลงคือ ถ้าเขาอยากขึ้นเตียงกับฉันก็เอาใบหย่ามาให้ฉันดูก่อน”
       นพนภาร้องกรี๊ด
       “อีร่าน อีสิ้นคิด สันดานชอบแย่งผัวคนอื่น”
       “ฉันถือว่าเป็นคำชมก็แล้วกัน ช่วงนี้อยู่ว่างๆ ซ้อมเซ็นชื่อไว้นะคะ เวลาใบหย่ามาจะได้เซ็นได้คล่องๆ”
       “อี...”
       นพนภาลืมตัวถลาเข้าแย่งเครื่องเป่าผมจากมุนินทร์ มุนินทร์ผลักร่างนพนภาล้มลงในอ่างอีกครั้ง มุนินทร์ถือเครื่องเป่าผมในมือ
       “อ้อ อยากไปนรกเร็วๆ ใช่ไหม ได้ จัดให้”
       มุนินทร์กดเครื่องเป่าผม เครื่องร้องขึ้นทันที พอๆ กับที่นพนภาร้องกรี๊ด
       “อย่านะ อย่า อย่าฆ่าฉัน”
       “สายไปแล้วค่ะ”
       
       มุนินทร์โยนเครื่องเป่าผมลงในน้ำทันที นพนภากรีดร้องแล้วดิ้นพราดๆ ในน้ำ ร้องโหยหวน มุนินทร์ยิ้มสะใจ รีบออกจากห้อง

 

 


       จบตอนที่ 9

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จาก  ละครออนไลน์

 

Chapter Prev Chapter Next

ความคิดเห็น

Guest
ชื่อ :