น้ำมิ้ม

ใครชอบแนวดราม่าบีบคั้นอารมณ์..อย่าลืมจิ้มหัวใจ กดแอด Favorite ไว้ด้วยนะจ๊ะ เค้าจะพยายามอัพทุกวัน ...เรื่องนี้พระเอกเป็นแนวดาร์คนะคะ อย่าได้หาความดีมีคุณธรรมจากพี่แก..นางเอกรันทดสุดชีวิต เนื้อหาเข้มข้นทุกตอนจ้า ไรท์เตอร์รับประกัน

ทวิกมล ตอนที่ 18 : ทำไมสายตาเย็นชาเวลาที่เราเจอกัน

ชื่อตอน : ทวิกมล ตอนที่ 18 : ทำไมสายตาเย็นชาเวลาที่เราเจอกัน

คำค้น : ทวิกมล , ความลับ , พี่น้อง , สู้ชีวิต , ความรัก , พระเอกร้าย , นางเอกน่าสงสาร , พระรองแสนดี , ปกปิด , เปรมอุรา , ปานดวงใจ , 25+ ,30+

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ย. 2559 23:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ทวิกมล ตอนที่ 18 : ทำไมสายตาเย็นชาเวลาที่เราเจอกัน
แบบอักษร

 

สามปีต่อมา ....(ลดลงจาก 5 ปีนะจ๊ะ ไปอ่านตอนเสริม อีก 2 ตอนท้ายก่อนนะคะแล้วค่อยกลับมาอ่านตรงนี้)

 

ร่างระหงที่กำลังลากกระเป๋าเดินทางอย่างเร่งรีบทำให้หญิงสาวเดินผ่านร่างสูงๆที่มารอรับที่สนามบินสุวรรณภูมิไปแบบไม่ทันได้มอง จนกระทั่งเสียงห้าวทุ้มนั้นเอ่ยเรียกเสียงดังพลางวิ่งกระหืดกระหอบตามมาด้านหลัง

“เปรม...ทางนี้ หันหลังมาหน่อยคุณ”

ร่างสูงของชายหนุ่มวัยไม่เกิน 30 ปีวิ่งตามมาจนทันพร้อมๆกับที่เปรมอุราหันมามองผู้ที่เรียกเธออย่างเต็มตา

“คุณวิศรุต ...ขอโทษค่ะ ดิฉันมัวแต่รีบเลยไม่ทันเห็นคุณ อีกอย่างดิฉันก็นึกว่าท่านประธานจะให้คนอื่นมารอรับที่สนามบิน ไม่นึกว่าท่านที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายจะมาเอง”

หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบ หากวิศรุตก็สนิทกับหญิงสาวมากพอจนรู้ว่า ภายใต้สีหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉยนั้นแฝงแววหยอกเย้าอยู่เล็กน้อย ชายหนุ่มคว้ากระเป๋าในมือหญิงสาวมาถือเสียเองก่อนจะพาเดินไปยังรถที่จอดไว้ พลางเอ่ยกับหญิงสาวอย่างอารมณ์ดี

“ก็มารับว่าที่ผู้ช่วยของตัวเอง ...จะให้ใครมาแทนได้อย่างไรเล่า...นี่ปานก็อยากจะมาด้วยนะ แต่ติดไปพบลูกค้ากับท่านประธานเลยเหลือแต่ผมคนเดียวที่ว่างมารับคุณ”

เปรมอุราเพียงแต่ยิ้มรับ พลางก้าวขึ้นรถในขณะที่ชายหนุ่มเดินอ้อมไปด้านหลังเพื่อเก็บกระเป๋าก่อนจะก้าวขึ้นประจำตำแหน่งพลขับ

“ไปดูงานที่ต่างประเทศมาคราวนี้เป็นยังไงบ้าง ท่านประธานฝากความหวังไว้กับคุณมากเลยนะ เห็นว่าจะเปิดตลาดในอาเซียนอย่างเต็มตัว เลยฟอร์มทีมการตลาดและฝ่ายกฎหมายไปศึกษาข้อกำหนดการลงทุนของแต่ละประเทศ งานนี้คงจะกินตลาดลูกค้าในประเทศแถบๆบ้านเราหมดแล้วละ ..”

เปรมอุราพอจะรู้อยู่ว่าแผนขยายธุรกิจของบริษัท วัฒน์พิภพ นั้นตั้งเป้าเอาไว้สูงแค่ไหน ยิ่งได้พันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทค้าที่ดินรายใหญ่อย่าง “บริษัท เพียงธำรง” ทำให้กวินวัธน์ยิ่งติดปีกในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

“นี่คุณปานกับเจ้านายฝากผมมาบอกคุณว่า ถ้าคุณไม่เหนื่อยจนเกินไปนักให้คุณตามไปพบลูกค้าที่โรงแรมที่จัดเลี้ยงด้วย เพราะเจ้านายจะจัดปาร์ตี้เล็กๆเพื่อต้อนรับหุ้นส่วนธุรกิจใหม่ คราวนี้เห็นว่าเป็นเศรษฐีมาจากต่างจังหวัดเชียวนะ นัยว่าจะมาชวนเจ้านายไปลงทุนทำห้างสรรพสินค้าเพิ่มอีกธุรกิจ คุณปานเลยอยากให้มีทีมกฎหมายของบริษัทไปร่วมฟังด้วยสักคนสองคน”

“ดิฉันไปได้ค่ะ แต่ขอแวะไปหาลูกหน่อย ไปต่างประเทศมาตั้งหลายวัน คิดถึงลูกจะแย่อยู่แล้วค่ะ”

เปรมอุราเอ่ยขออนุญาตกับหัวหน้าของตน หากชายหนุ่มนั้นยิ้มกว้างพลางเอ่ยออกมาอย่างเข้าใจ

 “อันที่จริงคุณจะกลับไปหาลูกเลยก็ได้นะ ส่วนเรื่องงานผมจะไปจัดการให้เอง”

เปรมอุราหันมายิ้มให้อีกฝ่ายพลางเอ่ยปฏิเสธอย่างเกรงใจ

“อย่าเลยค่ะ ดิฉันไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวมากระทบเรื่องงาน ดิฉันขอแวะไปหาลูกเดี๋ยวเดียวเท่านั้น แล้วจะรีบไปที่งานเลี้ยงทันทีเลยค่ะ”

เปรมอุราเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอมผ่อนปรนจนวิศรุตได้แต่ยิ้มจืดๆให้อย่างท้อแท้ในใจ ลองถ้าหญิงสาวยืนกระต่ายขาเดียวแบบนี้เขาก็คงได้แต่ยอมตามใจอีกฝ่าย...ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจให้กับตัวเองเป็นครั้งที่ร้อย เปรมอุราตั้งกำแพงในใจเอาไว้สูงเหลือเกินจนเขาไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้แม้ว่าจะเพียรพยายามอยู่เป็นปี... เขาอยากจะรู้นักว่าใครกันที่ทำให้หญิงสาวต้องกลับกลายเป็นผู้หญิงที่ปิดกั้นตัวเองและมีปมในใจได้ขนาดนี้...

.........................................................................................................................................

  “แม่จ๋า...แม่จ๋า”

เด็กหญิงร่างป้อมวิ่งจนกระโปรงที่สวมอยู่ฟูฟ่องขึ้นตามก้าวเล็กๆที่วิ่งซอยมาหามารดา เปรมอุราอ้าแขนออกกว้างพลางโอบลูกสาวเอาไว้ทั้งตัว พลางจูบรับขวัญเด็กหญิงอย่างแสนรัก

“แองจี้...แม่คิดถึงหนูจังเลยค่ะ เป็นยังไงบ้างคุณแม่ไม่อยู่สามวันหนูดื้อหรือเปล่าคะ”

เปรมอุราถามในขณะที่อุ้มลูกด้วยแขนทั้งสองข้างพลางเดินนำหน้าวิศรุตพาเข้าไปในคอนโดที่พักของเธอ ...พี่เลี้ยงของเด็กหญิงที่พอเห็นหญิงสาวมาแล้วก็เลี่ยงกลับออกไป ทิ้งให้ทั้งหมดอยู่ด้วยกันตามลำพัง

ตอนนี้เปรมอุราพักอยู่ห้องเดิมที่เธอเคยอยู่กับพี่สาว หากปานดวงใจนั้นย้ายขึ้นไปอยู่กับกวินวัธน์ตั้งแต่ที่หญิงสาวท้องเมื่อสามปีก่อน นับตั้งแต่นั้นมาเปรมอุราจึงอยู่ที่ห้องนี้กับแองจี้เพียงแค่สองคน มีแต่ช่วงกลางวันเท่านั้นที่เธอจะจ้างพี่เลี้ยงมาช่วยดูแลแองจี้

“แองจี้ไม่ดื้อเลยค่ะคุณแม่ มีแต่ไอ้แฝดนรกนั่นที่ดื้อ...”

“จุ๊ๆ...ใครสอนให้หนูเรียกน้องอย่างนี้คะแองจี้ พูดไม่น่ารักเลย”

เปรมอุราปรามลูกสาวที่จีบปากจีบคอฟ้องมารดาถึงพฤติกรรมของลูกพี่ลูกน้องฝาแฝดอย่าง พิทย์ กับ พัฒน์ ลูกชายฝาแฝดของกวินวัธน์และปานดวงใจ ที่มักจะถูกพามาเลี้ยงรวมกันเสมอเพื่อสะดวกในการให้พี่เลี้ยงช่วยดูแล แต่แองจี้ที่เป็นเด็กผู้หญิงและโตกว่าน้องๆมักจะถูกสองแฝดนั้นแกล้งจนเด็กหญิงร้องไห้มาฟ้องมารดาและผู้เป็นป้าบ่อยๆ

“ก็ลุงวินนั่นแหละค่ะ เรียกพิทย์กับพัฒน์แบบนั้น ลุงวินบอกว่าไอ้แฝดนรกซนอย่างกับลิง”

วิศรุตที่เป็นผู้ฟังมานานหัวเราะออกมาอย่างขบขัน ...เจ้านายของเขา กวินวัธน์นั้นออกจะเอือมระอากับลูกชายฝาแฝดวัยสองขวบอย่างเต็มที ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เห่อลูกจนคนทั้งบริษัทได้แต่ส่ายหน้ากับความโอเวอร์ของเจ้านายตัวเอง

“เจ้านายนี่เข้าใจเรียกลูกตัวเองดีนะครับซนสมฉายาจริงๆ...แต่ตอนนี้ผมว่าเราพักเรื่องเด็กๆเอาไว้ก่อน ..คุณเอาของไปเก็บก่อนเถอะเปรม เดี๋ยวผมดูแองจี้ให้เอง เราจะได้เลยไปงานเลี้ยงด้วยกันเลย”

วิศรุตเอ่ยเตือนเมื่อเห็นว่าเปรมอุราอยู่คุยกับลูกสาวจนเพลิน หญิงสาวจึงหันไปบอกกับแม่หนูน้อยลูกครึ่งตาคมพลางกำชับ

“แองจี้อยู่เล่นกับคุณลุงวิศรุตก่อนนะคะ แม่ไปเก็บของเดี๋ยวเดียว”

แม่หนูน้อยรับคำอย่างว่าง่ายพลางเดินไปหาวิศรุตที่ดึงเด็กหญิงเข้ามานั่งใกล้ๆ ชายหนุ่มพยายามจีบทั้งแม่เข้าหาทางลูกหากในหนึ่งปีที่ผ่านมาเปรมอุราก็ยังคงเว้นระยะห่างไว้สำหรับเขาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย...หรือว่าหญิงสาวยังลืมพ่อของแองจี้ไม่ได้

“แองจี้จ๊ะ...หนูเคยเจอคุณพ่อหรือเปล่าคะ...”

“เคยค่ะ...แด๊ดดี้มาหาแองจี้ทุกปีตอนวันเกิด”

“แล้วแม่เปรมของหนูละจ๊ะ...เจอคุณพ่อของหนูบ้างหรือเปล่า” วิศรุตยังคงหลอกตะล่อมถามเด็กหญิงต่อ เมื่อเห็นว่าเปรมอุรายังคงไม่กลับออกมาจากห้องนอน และเด็กหญิงก็ยอมตอบง่ายๆ

“ไม่เจอค่ะ ...แม่ไม่ยอมให้แด๊ดดี้มาอยู่กับแองจี้ แองจี้คิดถึงแด๊ดดี้จัง”

เด็กหญิงตอบเสียงแผ่วเบาจนวิศรุตอดสงสารไม่ได้...เปรมอุราใจแข็งแม้แต่กระทั่งกับลูกของตัวเอง...เขาชักอยากจะเห็นหน้าพ่อของแองจี้มากขึ้นทุกทีแล้ว...อยากรู้จังว่าผู้ชายแบบไหนกันที่ทำให้เปรมอุราฝังใจจนกระทั่งไม่ยอมมีใครจนถึงทุกวันนี้

..................................................................................

กวินวัธน์เหลือบตามองภรรยาอย่างไม่สบายใจเมื่อเห็นว่าหุ้นส่วนคนใหม่พาใครมาด้วย...ปานดวงใจเองก็ได้แต่นั่งนิ่งอย่างลำบากใจพลางหันไปกระซิบกับสามี

“คุณว่าฉันควรโทรบอกเปรมดีไหมคะ...ว่าคุณคณุตม์พาใครมาด้วย”

“ผมว่าคงไม่ทันแล้วมั้ง...โน่น...น้องสาวคุณเดินมาโน่นละ”

กวินวัธน์เอ่ยพลางบุ้ยบ้ายให้ปานดวงใจดูร่างเพรียวระหงของน้องสาวของเธอที่เดินเข้ามาพร้อมๆกับวิศรุต ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของบริษัท ...ทันทีที่เปรมอุราก้าวเข้ามาในงาน หญิงสาวก็แทบอยากจะหันหลังกลับทันควัน เมื่อมองเห็นร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตา ...ดวงตาสีฟ้าอมเทานั้นสาดประกายยินดีเมื่อเห็นเธอ ก่อนเปลี่ยนฉายแววไม่พอใจเมื่อเห็นว่ามีผู้ชายอีกคนหนึ่งเดินเคียงข้างอยู่ใกล้ๆ

“มากันครบแล้ว อย่างนั้นผมจะแนะนำให้ทุกคนรู้จักกันเลยนะครับ ...คุณวิศรุตกับเปรม นี่คุณ คณุตม์ เจ้าของบริษัท เพียงธำรง ที่จะมาเป็นผู้ร่วมทุนกับเราในโครงการห้างสรรพสินค้าและคอนโดที่ต่างจังหวัด ส่วนนั่น ...เอ่อ คุณหลุยส์..ผู้รับเหมาก่อสร้างที่คุณคณุตม์แนะนำมา”

กวินวัธน์เอ่ยแนะนำสั้นๆ ในขณะที่เปรมอุรานั้นพนมมือไหว้ทักทายคณุตม์เป็นอย่างดี หากกับหลุยส์นั้นหญิงสาวเพียงเอ่ยสั้นๆอย่างเป็นทางการ

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณหลุยส์”

“ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะเปรมอุรา...”

คณุตม์หันมามองหน้าเพื่อนชาวต่างชาติพลางหันมาถามอย่างแปลกใจ

“นี่นายเคยรู้จักกับคุณเปรมมาก่อนอย่างนั้นหรือ...ทำไมไม่เคยบอกฉันเลยล่ะ”

“เรื่องมันนานมาแล้วน่ะ...ไว้ฉันค่อยเล่าให้ฟังวันหลังแล้วกัน วันนี้เรามาคุยเรื่องธุรกิจของนายก่อนดีกว่าน่า”

หลุยส์หันไปเอ่ยกับคณุตม์พลางหันมาเอ่ยกับผู้ชายอีกคนในห้องที่ยังคงยืนงงอยู่เช่นกัน

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันนะครับคุณวิศรุต หวังว่าเราคงจะสามารถร่วมงานกันได้ด้วยดีนะครับ”

หลุยส์เอ่ยพลางยิ้มให้ตามมารยาท หากแววตานั้นเย็นเยียบอย่างไม่คิดจะปิดบังอำพราง จนปานดวงใจและกวินวัธน์แอบสบตากันอย่างหวั่นใจ.. เพราะคงไม่มีใครเคยรู้ถึงความร้ายกาจของผู้ชายอย่างหลุยส์ได้ดีไปกว่าครอบครัวของเธออีกแล้ว...

..................................................................................................................

คณุตม์ยืนคุยกับกวินวัธน์อย่างออกรสในขณะที่หลุยส์ถอยออกมายืนฟังอยู่ห่างๆ สายตายังคงวนเวียนไปยังร่างระหงที่แทบจะไม่แตกต่างไปจากเมื่อห้าปีที่แล้วเลย...เขายอมถอยออกมาเพื่อให้หญิงสาวสบายใจ หากถ้าถามเขาว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมาเขารู้สึกอย่างไร...ชายหนุ่มคงตอบได้แต่เพียงว่า...เขายังคงรอการให้อภัยจากเปรมอุราเสมอ

“คุณหลุยส์....”

ปานดวงใจเดินเข้าใกล้พลางเอ่ยเรียก ชายหนุ่มจึงค่อยละสายตากลับมามองพี่สาวของคนรัก ปานดวงใจดูเหมือนจะมีน้ำมีนวลขึ้นเล็กน้อย หากใบหน้าสวยหวานยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง... อ้อ! ยังมีอีกอย่างที่ไม่เปลี่ยนไปเหมือนกัน...แววตาที่ระแวดระวังและมองมาที่เขาอย่างไม่ไว้ใจ!

“ไม่เจอกันนานเลยนะปานดวงใจ ...ดูเหมือนว่าการปรากฏตัวของผมในตอนนี้จะไม่มีใครยินดีเลยสักคนนะ”

“คุณกลับมาทำไมกันหลุยส์...คุณต้องการอะไรกันแน่”

ปานดวงใจเอ่ยถามอย่างคลางแคลงใจ หากชายหนุ่มตาสีฟ้ายังคงยิ้มให้เธอนิดๆ พลางเอ่ยราวกับต้องการประกาศเจตนารมย์ให้อีกฝ่ายรับรู้เอาไว้อย่างชัดเจน

“ผมกลับมาเพื่อขอโอกาสจากเปรมอีกครั้ง...”

“ตอนนี้เนี่ยนะ...มันผ่านมาตั้ง 5 ปีแล้วนะคะ มันจะไม่สายเกินไปหน่อยหรือ”

ปานดวงใจเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ หากหลุยส์เบนสายตากลับไปยังผู้หญิงคนเดียวที่เขารัก พลางเอ่ยอย่างหนักแน่น

“ไม่อย่างแน่นอน...ผมไม่ได้เสียเวลาห้าปีไปเปล่าๆ แต่ผมใช้เวลาห้าปี เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่า ผมจะไม่มีวันทำให้เธอเสียใจอีกแล้ว...ตอนนี้ผมเป็นอิสระจากทุกอย่าง และมันก็ถึงเวลาที่ผมจะเริ่มต้นกับเธออย่างถูกต้องเสียที...”

“คุณคิดจะทำอะไรกันแน่คุณหลุยส์”

ปานดวงใจถามอย่างหวาดระแวงพลางนึกเป็นห่วงน้องสาวของเธอขึ้นมาจับใจเมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าคมสันนั้น

“ก็แค่จะทวงสิทธิ์ของความเป็นพ่อของแองจี้ แล้วก็รื้อฟื้นความหลังสักหน่อยน่ะ!”

 

.......................................................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น