vampire rose

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 ♥ [UPDATE]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 38.1k

ความคิดเห็น : 99

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2562 18:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 ♥ [UPDATE]
แบบอักษร

ตอนที่ 1

‘...คุณเชื่อหรือไม่ว่า โลกเวทมนตร์ มีอยู่จริง...’

‘แล้วคุณเชื่อหรือไม่ว่า ไม่ว่าเพศไหนก็ตาม เมื่อมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนของโลกเวทมนตร์’

‘จะสามารถตั้งท้องได้’


                หัวใจของคนเราปรารถนาที่จะเจอรักแท้จากใครสักคนที่พร้อมจะใช้ชีวิตคู่อยู่กับเราตลอดไป...


                [P: ฮันนี่**]**

                ผม ฮันนี่ หนุ่มนัยน์ตาสีน้ำเงิน ผมอาศัยอยู่ตามลำพังกับคุณป้าผู้เป็นญาติแท้ ๆ คอยเลี้ยงดูผมมาตั้งแต่เล็ก พ่อกับแม่ของผมจากผมไปตั้งแต่ผมเล็ก ๆ ผมกำลังเรียนอยู่ปี 1 ครับและกำลังมีปัญหาเรื่องเงินค่าเทอมในภาคเรียนที่ 2 ฐานะของผมค่อนข้างลำบาก แล้วตอนนี้ป้าของผมก็ดันมาล้มป่วย ผมทำงานพาร์ทไทม์หาเงินมาใช้จ่ายทุกอย่างภายในบ้านเช่าเล็ก ๆ ช่วยป้า แต่เงินมากมายในการซื้อยาหรือไปหาหมอมันก็แพงเกินกว่าที่จะหามาได้ภายในวันสองวัน ผมไปทำงานอยู่ร้านเค้กเพื่อพยายามหาเงินให้เร็วที่สุด

                ช่วงที่ป้าของผมล้มป่วยไม่สบายทำให้ผมรับจ้างทำงานเท่าที่ทำได้หลังจากเลิกเรียนตอนเย็นแล้ว ผมรับจ้างส่งผ้าตามบ้านบ้าง ล้างจานบ้าง ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมา 100-200 ก็มีค่ามาก ๆ แล้วล่ะครับสำหรับผม แต่มันก็ยังไม่พอสำหรับค่าพาป้าไปหาหมอที่ค่อนข้างแพงพอสมควร แต่ผมก็ไม่ท้อหรอกครับในเมื่อเรายังมีมือสองมือ เรายังมีความหวัง ผมจะพยายามหาเงินมาให้ได้

                @ร้านเค้ก

                ผมมาทำงานร้านเค้กของพี่พุ่มเป็นพี่เจ้าของร้านเค้กที่ใจดีมาก ๆ ผมใส่ผ้ากันเปื้อนสีแดงลายสก็อตแล้วยิ้มต้อนรับลูกค้าที่เข้ามาภายในร้าน ผมมองชายมีอายุสัก 60 กว่าคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาในร้าน  ผมยิ้มก่อนเดินเอาเมนูไปให้ขณะที่เขาเลือกนั่งตรงโต๊ะริมหน้าต่าง

                “เมนูครับ” ผมวางเมนูร้านลงพร้อมยิ้มอย่างสดใส

                “มีเมนูอะไรแนะนำปู่ไหม” ชายอายุ 60 แทนตัวเองว่าปู่อย่างเป็นกันเอง ผมของเขาเป็นสีขาวรวมถึงหนวดด้วย ผมยิ้มแล้วโค้งตัวให้

                “ถ้าจะให้แนะนำ ผมขออนุญาตแนะนำคุณปู่เป็น เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มนี่เลยครับ เป็นของขึ้นชื่อของร้าน” ผมแนะนำอย่างสดใสและเปิดหน้าเมนูให้เขาดู

                “งั้นปู่เอาเค้กที่หนูว่า กับชาเขียวร้อน 1 ที่” เขาสั่ง ผมจดรายการก่อนโค้งตัวให้

                “ได้ครับ ผมขออนุญาตทวนรายการนะครับ ที่คุณลูกค้าสั่งมี เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มกับชาเขียวร้อน 1 ที่  กรุณารอประมาณ 2 นาทีนะครับ” ผมยิ้ม เก็บเมนูและเดินกลับไปที่เคาท์เตอร์ เสียงเปิดประตูเข้ามาอีกพร้อมกับเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่มากินขนมที่ร้านประจำ

                “พี่ฮันนี่!” เด็กหญิงตัวเล็กเรียกผมทำให้ผมนั่งลงยอง ๆ ตรงหน้าเธอ

                “ว่ายังไงครับ วันนี้จะมาทานอะไรที่ร้านเอ่ย” ผมถามอย่างอ่อนโยนแล้วยิ้มให้เธอ

                “หนูจะมาซื้อเค้กบราวนี่ค่ะ” เด็กสาวยิ้มกว้างพลางหันไปเขย่าหาผู้เป็นแม่ที่เดินตามเข้ามา

                “เอาอีกแล้ว มากวนพี่ฮันนี่อีกแล้วรึเปล่าเนี่ย” ผมยิ้มพลางหยิบเค้กใส่กล่องเล็ก ๆ แล้วยื่นให้เด็กหญิง

                “ไม่เคยรบกวนเลยครับ ขอบคุณที่มาอุดหนุนนะครับ” ผมรับเงินที่แม่ของเด็กหญิงส่งมาพร้อมกับบ๊ายบายด้วยท่าทีร่าเริง

                “เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม กับชาเขียวได้แล้วค่ะ” พี่พุ่มวางถาดลงบนเคาท์เตอร์ ผมถือถาดเดินตรงไปที่คุณปู่นั่งอยู่

                “เมนูที่สั่งได้แล้วครับ” ผมวางของลงก่อนคุณปู่จะถามขึ้น

                “หนูดูสดใสร่าเริงดีจัง ทั้ง ๆ ที่มีความกังวลใจอยู่ภายในแต่กลับยิ้มแย้ม” ผมมองคุณปู่ที่คลี่ยิ้มให้ ผมมองอย่างแปลกใจว่าคุณปู่รู้ได้ยังไงว่าผมกังวลใจแต่ผมก็ไม่ได้สงสัยอะไรได้แต่ยิ้มตอบประโยคที่ทำให้ชายชรายิ้มพอใจ

                ถึงเราจะมีความทุกข์หรือความกังวลใจ เราก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ตัวเองดูมีความทุกข์นิครับ สู้เรายิ้มให้กับความกังวลที่เข้ามาเพื่อก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ น่าจะดีกว่า ผมบอกออกมาจากใจแล้วมองกระจกใสที่มองเห็นถนนรถราวิ่งผ่านไปมา

                “เป็นหนูจริง ๆ สินะ” ชายชราพึมพำจนผมไม่ได้ยิน

                “ฉันขอให้หนูประสบความสำเร็จและก้าวผ่านมันไปให้ได้” ชายชราพูดขึ้นทำให้ผมยิ้มพร้อมกับโค้งตัวให้

                “ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ ทานให้อร่อยนะครับ” ผมบอกก่อนไปดูลูกค้าคนอื่นต่อ สักพักเมื่อคุณปู่กินเสร็จท่านก็มาจ่ายเงิน ผมยิ้มแล้วโค้งขอบคุณอีกครั้ง

                “แล้วมาอุดหนุนร้านเราอีกนะครับ” ผมบอกคุณปู่ที่เดินออกไปนอกร้านโดยไม่รู้เลยว่า ชีวิตของผมกำลังจะเปลี่ยนไป ....

                ชายชราที่ถูกเรียกว่าปู่เดินออกมานอกร้านเค้กเล็ก ๆ อย่างอารมณ์ดีก่อนรถลีมูซีนมาจอด บอดี้การ์ดรักษาความปลอดภัยลงมาจากรถโค้งให้กับชายชราที่ทุกคนไม่รู้เลยว่าเขา คือ อดีตราชาอาณาจักรเวทมนต์ผู้ยิ่งใหญ่ มาเดินเตรดเตร่ปะปนกับผู้คนเพียงเพราะท่านต้องการมาหาคู่หมั้นที่แท้จริงที่พลัดหลงมาอยู่กับผู้คนมากมาย เพื่อจัดการส่งเขาไปแต่งงานกับหลานชายสุดที่รักของเขา

                “พาฉันกลับไปที่คฤหาสน์ในเมืองที ในที่สุดฉันก็เจอสิ่งที่คู่ควรกับหลานชายฉันที่ตามหามานาน คู่หมั้นของหลานชายฉันที่เหมาะสม” ชายชราพูดขึ้นแล้วยิ้ม


                [P: ฮันนี่**]**

                ผมกลับมาบ้านเช่าเล็ก ๆ โดยที่ผมไม่ลืมแวะซื้อโจ๊กเข้ามาให้ป้าด้วย  

                “ผมกลับมาแล้วครับ ป้าลุกขึ้นมาทำไมครับ” ผมมองป้าที่กำลังจะลุก ผมเลยไปพยุง ป้ายิ้ม สีหน้าท่านดูซีดมาก

                “กลับมาแล้วเหรอฮันนี่ เหนื่อยไหม ขอโทษนะลูก...” ป้าลูบผมของหลานเบา ๆ ท่านเลื่อนมือไปจับหัวใจตัวเอง

                “ป้าเจ็บเหรอครับ” ผมถามอย่างตกใจ ป้าส่ายหน้า ผมรู้ว่าท่านเจ็บแต่ท่านไม่ยอมบอกเพราะไม่อยากให้ผมกังวล

                “ไม่เป็นไรจ๊ะ ไม่ต้องห่วงนะ” ป้าปลอบใจ ทำให้ผมน้ำตาคลอ

                “ผมอยากพาป้าไปรักษา” ผมบอกออกไปเสียงสั่นแต่เงินที่เรามีอยู่มันไม่พอน่ะสิครับ

                “โรคหัวใจมันต้องใช้เงินรักษามาก ป้าไม่อยากให้ฮันนี่กังวลเรื่องป้า”

                “ฮึก...ผมมีป้าเป็นครอบครัวที่เหลืออยู่ของผมคนเดียว ผมอยากดูแลป้า” ผมออกมาพร้อมหยดน้ำตาที่ไหลออกมา ป้ามองก่อนจะยิ้มแล้วลูบผมของผมอย่างปลอบใจ ป้าเองก็ไม่อยากให้ผมมาลำบากด้วยแบบนี้ ท่านรู้ว่าผมออกไปทำงานหลายอย่างเพื่อหาเงินมาช่วย…

                ผมตื่นแต่เช้ามาทำงานบ้านให้เรียบร้อยแล้วมองป้าที่นอนหลับพักผ่อนหลังจากทานยาในช่วงเช้า ผมกำลังจะออกไปมหา’ลัย ผมมีเรียนสายเลยว่าจะไปห้องสมุดสักหน่อย ผมเปิดประตูออกไปก็เห็นจดหมายหล่นลงกับพื้น

ผมปิดประตูแล้วก้มลงหยิบจดหมายสีขาวขึ้นมา จดหมายมีตราสัญลักษณ์ราชวงศ์ที่ผมไม่เคยรู้จัก แต่มันเป็นตราสัญลักษณ์และจ่าหน้าซองถึงผม ผมเปิดดูก็พบจดหมายว่างเปล่า ก่อนจะตกใจเมื่อบอดี้การ์ดใส่ชุดดำสองคนเดินขึ้นมาทางบันไดพร้อมกับโค้งให้ผม

                “ขอเชิญท่านฮันนี่ไปกับเราด้วยครับ” บอดี้การ์ดพูดขึ้นทำให้ผมมองอย่างงง ๆ ทันที

                “อะไรนะครับ ไปไหน?” ผมถาม แต่คำตอบที่ผมได้รับทำให้ผมงงเข้าไปอีก

                “ไปคฤหาสน์ครับ ท่านฮันนี่เปิดจดหมายตอบคำรับเชิญแล้วแสดงว่าท่านยินยอมจะไปคฤหาสน์” เขาพูดต่อทำให้ผมจำเป็นต้องเดินตามไปขึ้นรถลีมูซีนคันหรูที่ผมเคยเห็นตามป้ายโฆษณาในทีวี มีอะไรเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า แต่ผมก็ไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้เลยครับ เพราะผมโดนบอดี้การ์ดสองคนพาขึ้นรถและขับมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เขาจะพาผมไปทันที


            คฤหาสน์

อยากรู้จริง ๆ ว่าคนที่ท่านปู่เลือกมา เป็นใครกันแน่ ร่างสูงหน้าคมเข้มสายตาที่สยบผู้คนพบเห็นพูดขึ้นกับบอดี้การ์ดและพ่อบ้าน

แถมท่านปู่ยังหนีกลับอาณาจักรเวทมนต์และปล่อยให้ฉันกลับพร้อมกับคู่หมั้นอีก ฟอเรส เจ้าชายรัชทายาทเอ่ยขึ้นแล้วเอาขาก่ายโซฟา

ถ้าเป็นท่านปู่เลือกท่านคงเห็นว่าเหมาะสมและคู่ควรกับท่านแล้วล่ะครับ พ่อบ้านเอ่ยอย่างสุภาพ

คู่หมั้นที่มาถึงก็ต้องให้เงินสินสอดเลยนี่นะ เหมาะสม ฟอเรสมองเช็คเงินสดที่ท่านปู่ทิ้งไว้ให้เพื่อมอบให้กับคู่หมั้นที่จะถูกพาตัวมาวันนี้

// จะสวยสักแค่ไหนกันเชียว // ฟอเรสคิดในใจก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อบอดี้การ์ดเข้ามาบอกว่าคู่หมั้นมาถึงแล้ว

---------------

                [P: ฮันนี่**]**

                ผมถูกพาตัวมาที่คฤหาสน์ใหญ่โตกลางเมือง ผมกำลังงงอยู่ครับว่าทำไมผมถูกเชิญมาที่นี่หรือผมไปทำอะไรผิด บอดี้การ์ดชุดดำเปิดประตูให้ผมแล้วเชิญผมเข้าไป ผมเดินเข้าไปก่อนสบตากับร่างสูงในชุดสีดำประจำตำแหน่ง

            สายตาของผมก็ไปสบตาเข้ากับร่างสูงตรงหน้า เขาดูอึ้งนิดหน่อยแต่แววตาช่างเย็นชา ไร้ความรู้สึกเหลือเกิน             ผมเองก็เบิกตากว้างนิด ๆ ผมรู้จักเขา...แต่เขาไม่รู้จักผม ก็เขาเป็นคนดังของมหาวิทยาลัย หน้าตาหล่อคมคาย    แววตาดุเย็นชาแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นที่ผมรับรู้ได้แบบบางเบา ผมมองอึ้งสักพักและฟังประโยคที่เขาพูดด้วยความงง               

                “นายเป็นใคร เข้ามาในคฤหาสน์นี้ทำไม?” เขาถาม ผมก็เหวอสิครับ ผมไม่ได้เข้ามาเอง...

                “เออ”

                “อ้ำอึ้งทำไม!!” ผมสะดุ้งเฮือก

                “ใจเย็น ๆ ก่อนสิครับท่านฟอเรส” พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างเขาห้ามปราบ อะไรเล่า จะมาดุผมทำไม

                “ก็เขาอ้ำอึ้งเอง ไหนผู้หญิงสวย ๆ ที่ปู่หามาให้” เขาหันไปถาม

                “คนนี้แหละครับ ที่ท่านปู่ของท่านดูตำราเรียบร้อย” เขากระซิบกัน ผมยืนอยู่มองไปที่ประตูหาทางหนี ผมว่าคงมีการเข้าใจผิดกันแล้วล่ะ

                “นี่น่ะหรือคู่หมั้นของฉัน โทษนะ ปู่ดูตำรากลับหัวหรืออะไร? หรือหยิบตำราผิดเล่ม” เสียงเข้มเอ่ยออกมาทำให้ผมเหลือบไปมองตาเขาจ้องมาที่ผมอย่างไม่หลบเช่นกัน

                “ผมว่าคงมีเรื่องเข้าใจผิดกัน ผมขอตัวก่อนนะครับ” ผมบอกด้วยความรู้สึกว่าผมไม่ควรเข้ามาที่นี่เลย ผมโค้งและทำท่าหมุนตัวเดินไปยังประตู ผมสะดุ้งเมื่อจู่ ๆ ประตูก็ปิด

                ปัง !!! ไม่มีใครเป็นคนปิดประตูแล้วมันปิดได้ยังไง ผมหันไปมองร่างสูงคิ้วคมเข้มที่ชี้มือมาทางประตู แววตาสีเทาก่อนจะกลับเป็นสีดำ ผมมองอย่างอึ้ง ๆ

                “ท่านฟอเรส ท่านใช้เวทมนต์ต่อหน้ามนุษย์แบบนี้ไม่ได้นะครับ ท่านปู่สั่งห้ามไว้ไม่ใช่หรือ” พ่อบ้านของร่างสูงตรงหน้าพูดบอกเตือน

                อะไรนะ**...เวทมนตร์**งั้นเหรอ?

                “ยังไงเขาก็จะกลายมาเป็นคู่หมั้นของฉันอยู่แล้วนี่ จะช้าเร็วยังไงก็ต้องรู้” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นพร้อมเดินก้าวเข้ามาหาผมถอยหลังออกไปจนชิดประตู ผมสะดุ้งนิด ๆ เมื่อเขาเอามือมาดันประตูแล้วกั้นผมไว้ ก่อนเขาจะหยิบอะไรขึ้นมาตรงหน้า

                “นายได้ยินแล้วนะ ว่านายกำลังอยู่ในฐานะอะไร และไม่ต้องถามว่าเรื่องมันเกิดขึ้นได้ยังไง เรื่องนี้นายจะรู้คำตอบเองเมื่อกลับไปที่อาณาจักรกับฉัน....ว่าแต่นายชื่ออะไร?” เขาถาม ผมยังอึ้งอยู่ก็สะดุ้งอีกครั้ง

                “ฉันถาม!”

                “ท่านฟอเรสอย่าไปตะคอกใส่แบบนั้นสิครับ” คุณพ่อบ้านใจดีจังครับ ต่างกับผู้ชายตรงหน้าสุด ๆ

                “ผม ฮันนี่ ครับ...” เขาชะงักกับชื่อของผม ชื่อของผมมันแปลกเหรอ

                “ว้าว ชื่อเหมือนผู้ชายในความฝันของท่านฟอเรสเลยนี่ครับ” ผมเลิกคิ้วกับสิ่งที่ได้ยิน ก่อนเจอสายตาดุตวัดมามองผม

                “ไม่ต้องพูดแล้ว! ไร้สาระ ฉันไม่รู้ว่าทำไมนายถึงได้มายืนอยู่ตรงนี้ แต่สิ่งที่ฉันจะให้นายก็คือ นี่! เงินค่าสินสอดส่วนหนึ่งจะเอาไปไว้ใช้จ่ายอะไรก็เอาไปซะ...” เขายัดเช็คเงินสดที่ทำให้ผมเบิกตากว้างกับจำนวนเงินมันมากเกินไป

                10,000,000 บาท

                “งะ เงิน มากมายขนาดนี้ผมรับไว้ไม่ได้หรอกครับ...” ผมบอกตามตรง และสะดุ้งรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

                “ฉันบอกว่านายไม่มีสิทธิ์ต่อรอง!! เงินที่ให้แล้วก็รับไป ไม่รับ ก็เอาไปทิ้งถังขยะได้เลย”

อ่า...เงินทิ้งถังขยะไม่ได้นะครับ...มันมีค่า ผมบ่นอุบอิบในใจ

                “ท่านฟอเรส อย่าทำให้เขาตกใจสิครับ ช่วยพูดจานุ่มนวลหน่อย” พ่อบ้านคงเห็นว่าผมกำลังตัวสั่นเทาอยู่ ก็เลยห้ามปรามอีกรอบ

                “ฉันไม่ได้ดุอะไรเลยสักนิด...” ไม่ได้ดุ...นี่ผมแทบจะหลุดร้องไห้อยู่แล้ว เขาทำหน้าดุใส่ผม

                “ถ้าขาดเหลืออะไรบอกกับพ่อบ้านก็แล้วกัน อย่าลืมซะละ ว่านายถูกโชคชะตาเลือกมาแล้ว มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้...” เขาพูดทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นี้ เขาเดินออกไปจากห้องทิ้งให้ผมมองถามอย่างเอ๋อ ๆ

                เขาชื่อฟอเรสงั้นเหรอครับ....

                ถูกเลือกโดยโชคชะตางั้นเหรอ....

                ผมไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้ชีวิตของผมกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล....


                |มหาวิทยาลัย|

                ผมลงจากรถคันหรูที่ขับมาส่งถึงหน้ามหา’ลัย มันเป็นรถของฟอเรสน่ะครับ แม้ผมยังไม่อยากเชื่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานแบบเอ๋อ ๆ แต่ผมก็คงเลี่ยงไม่ได้และหนีไปไหนไม่ได้ด้วย เพราะคำว่าโชคชะตากับเงินที่ผมรับมา...

อย่างน้อยผมก็ดีใจมากที่ผมมีเงินติดตัวแล้ว จะได้เอาไว้ใช้จ่ายค่าเช่าบ้านค่าน้ำค่าไฟ และซื้อยาให้ป้าทานได้ หรือนี่อาจเป็นเพราะฟ้าเห็นใจผมก็เลยส่งเรื่องราวดี ๆ มาให้ใช่ไหมครับ! ผมไม่ได้เอาเงินจากฟอเรสมาหมดเพียงแต่ขอเบิกจากพ่อบ้านเพียงจำนวนเล็ก ๆ เท่านั้น นอกนั้นผมก็ขอฝากไว้กับพ่อบ้านก่อน

                วันนี้ผมมาเรียนภาคเช้าด้วยความเหม่อ ผมกำลังคิดถึงเรื่องของ ‘ฟอเรส’ ชายหนุ่มร่างสูงคิ้วเข้ม หล่อประดุจดั่งเทพบุตรลงมาจุติก็ไม่ปาน (แถมเขายังไม่ใช่มนุษย์อีก) เขาเป็นคนดังของมหา’ลัย คะแนนติดท็อปอันดับต้น ๆ เขาเป็นรุ่นพี่ของผมครับ ผู้หญิงต่างก็กรี๊ดคลั่งไคล้เขากันทั้งนั้น ก่อนผมจะเลิกคิดแล้วหันไปสนใจฟังอาจารย์บรรยายพร้อมจดเล็คเชอร์ตามอย่างตั้งใจ

                พักกลางวัน

                เวลาพักกลางวันคนที่โรงอาหารเยอะมาก เป็นเวลาที่ทุกคนพักพร้อมกันนี่นา ผมมองร้านข้าวแกงตรงหน้าก่อนจะหยิบเหรียญออกมาจากกระเป๋าสิบบาท ผมเลือกเดินไปที่ร้านขายขนมปังแทน ผมซื้อเสร็จก็เดินออกไปจากโรงอาหารโดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคม ๆ มองตามผมอยู่

                ผมเลือกมานั่งอยู่ข้างหลังตึกที่มีสวนปลูกดอกไม้เล็ก ๆ ผมนั่งลงตรงบันไดทางเข้าประตูตึก ไม่ค่อยมีคนผ่านมาเท่าไหร่ มันเงียบสงบดีมากเลยล่ะครับ ผมไม่ใช่คนมีเพื่อนมากมายเท่าไหร่...หรือเรียกง่าย ๆ ว่าไม่มีเลยก็ได้ ถึงจะมีก็ไม่ได้สนิทอะไรมาก เพราะผมไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนกับพวกเขา และไม่ค่อยทานข้าวที่โรงอาหาร ผมมักซื้อขนมปังมานั่งทานตรงนี้เสมอ ผมแกะขนมปังกรอบแกรบอยู่คนเดียวก่อนกัดกิน เคี้ยวตุ้ย ๆ ผมทานแบบนี้ก็ประหยัดดีมากเลย กินจนชินแล้วล่ะมั้ง... ผมก็นั่งกินเพลิน ๆ ไปตามประสาผมโดยไม่ทันสังเกตถึงคนที่ยืนมองผมอยู่ไกล ๆ

                ผมมองนกตัวเล็กบินลงมาตรงหน้าของผม ท่าทางมันจะหิวแฮะ...ผมมองขนมปังก้อนเล็กในมือของตัวเอง ก่อนจะบิเป็นก้อน ๆ ให้นกกินด้วย ผมยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นเจ้านกน้อยตรงหน้ากินใหญ่เลย

                “อิ่มรึเปล่า” ผมถามนกตัวเล็กตรงหน้า และผมก็ต้องสะดุ้งแล้วเบิกตากว้างกับเสียงเข้มดังขึ้นข้างผม

                “นกน่ะ มันอิ่มอยู่แล้วล่ะ กินขนมปังไปเยอะขนาดนั้น”

                “ท่านฟอเรส...” ผมเอ่ยขึ้นกับบุคคลตรงหน้ามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

                “เรียกคุณฟอเรสก็พอ สำหรับนาย” เสียงเข้มตอบพร้อมกับยื่นถุงข้าวกล่องมาให้ผม ผมมองอย่างแปลกใจ

                “อะไรครับ?”

                “มองไม่ออกหรือไงว่ามันเป็นกล่องข้าว นายเห็นเป็นถุงเสื้อผ้าหรือไง?” ร่างสูงขมวดคิ้วใส่ผมและคำถามเชิงกวนนิด ๆ

                “ครับ ผมมองออก...” ทำไมผมจะไม่รู้ว่ามันคือกล่องข้าว แต่ที่ถามคือ เอามาทำไม...

                “รับไปทานซะ กินขนมปังอย่างเดียวมันจะไปอิ่มอะไร” เขาซื้อมาฝากผม... ผมรับมาแล้วยิ้มเมื่อเปิดออกดู         มันเป็นข้าวหมูทอดกระเทียมพริกไทยครับ ร้อน ๆ อยู่เลย ผมก็แอบมองร้านนี้อยู่เหมือนกันแต่ไม่กล้าที่จะใช้เงินเข้าไปซื้อเพราะอย่างน้อยกินขนมปังมันก็สิบบาท ไม่เปลือง...ฟอเรสนั่งลงข้างผมแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น

                “ขอบคุณนะครับ คุณใจดีจังเลย” ผมบอกจากใจจริง

                “รีบ ๆ กินเข้าไปซะ มัวแต่พูดอยู่ได้ เดี๋ยวมันก็เย็นซะก่อน ฉันก็แค่ไม่อยากให้คู่หมั้นของฉันผอมแห้งเกินไปก็เท่านั้นแหละ” เสียงเข้มพูดเรียบ ๆ ไม่ได้บ่งบอกว่าใส่ใจมากนัก แต่ผมกลับคิดว่าเขาเป็นคนที่ดูใส่ใจคนอื่นมากเลยครับ  ผมกำลังจะตักทานเข้าปากก็มีนกบินลงมาอีก ร่างสูงที่นั่งมองอยู่ข้างกันก็พูดขู่ผมขึ้นมา

                “ห้ามตักให้นกกินนะ!! นายต้องกินมันให้หมดคนเดียว” เสียงเข้มสั่งทำให้ผมเงยหน้ามองเขาแล้วอดขำไม่ได้ จนต้องหัวเราะออกมา ผมเห็นเขาชะงักไปเล็กน้อยแต่ใบหน้าก็ยังเงียบขรึม

                “นกไม่กินหมูทอดหรอกนะครับ” มีแต่คนต่างหากที่กินหมูทอด ฮ่า ๆ เขาหันหน้าหนีไม่สนใจผม

                “จะกินก็รีบกินไปเลย ยังจะพูดอยู่อีก” เขาเอ่ยเรียบ ๆ ผมก็เลยยิ้มก่อนก้มหน้าก้มตาทานข้าวอย่างอร่อย โดยที่ผมไม่รู้ตัวเลยว่า ฟอเรสเหลือบมามองผมนั่งกินข้าวอยู่อย่างพิจารณา





.....................................................................................................

ขอบคุณคอมเมนต์เเละกำลังใจดี ๆ จากคนอ่านที่น่ารัก ^^

ยินดีต้อนรับสู่จินตนาการของไรท์น๊าาา

ปล. ไม่ต้องห่วงหรือถามหาเรื่องความหื่นของพระเอกของไรท์นะคะ พกมาเพียบค่ะ 55555

http://cdn-th.tunwalai.net/files/emotions/Cartoon00027.gif

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}