smile_alive

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เสือกินผัก3 แรงเกลียดชัง

ชื่อตอน : เสือกินผัก3 แรงเกลียดชัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.7k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ย. 2559 20:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เสือกินผัก3 แรงเกลียดชัง
แบบอักษร

#

 

[แรงเกลียดชัง]

 

 

 

 

     "ฉันจะฆ่าแกอีผัก อีเลว" แรงมากมายมหาศาลทุบรัวใส่ไม่ยั้ง และฉันเองก็ทำได้เพียงยอมรับมันอย่างไม่ขัดขืนใดๆ สมองกำลังมึนงงกับสิ่งที่เห็น 

 

     เหมือนกับหมัดหนักหน่วงที่น็อคกันกลางอากาศ

 

 

     ฉันทำอะไรลงไป? 

 

     สุดท้ายก็ทำได้เพียงเฝ้าถามตัวเองๆซ้ำในขณะที่ร่างกายกำลังถูกทุบตีไม่ยั้ง มันจำมันไม่ได้ ต่อให้พยายามนึกให้ตายมันก็ไม่มีอะไรหลงเหลือในความทรงจำ จนสุดท้ายก็เลือกที่ปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดทั้งปวง 

 

     ฉันไม่อยากรู้..

     ไม่อยากรู้ความจริงอะไรอีกแล้ว

 

 

     "ฉันไม่ได้ทำ"

     "ตอแหล หน้าแกมันประจานขนาดนี้ ยังบอกว่าแกไม่ได้ทำอีกหรอ"!! เธอออกแรงผลักจนร่างกระแทกกำแพงอยู่หลายครั้ง ผู้หญิงคนนี้กำลังคุ้มคลั่งไม่ต่างจากคนบ้า เธอกำลังบ้าเลือดความโกรธแค้นกำลังครอบงำ ฉันไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากปัดป้องมือไปเรื่อย เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดให้กับร่างกายตนเอง 

 

 

     "แกเกลียดฉันนักใช่มั้ย "

     หลังจากจบคำพูดสายตาก็เห็นบางสิ่งกำลังวาววับอยู่ในมือหล่อน ก่อนที่มือบางจะเข้ามากระชากผมจนหน้าแหงนหงาย แรงกระชากมันมากพอที่จะทำให้เส้นผมหลุดเป็นกระจุก แสบหนังหัวจนน้ำตาไหล 

 

     สายตาผู้หญิงคนนี้ดูมุ่งร้าย มันหรี่ตาลงเล็กน้อย จนร่างกายอดหวั่นกลัวไม่ได้ 

 

 

     "คิดว่าตัวเองสวยนักใช่มั้ย"

 

     แกร๊กกกก...

 

     "ยะ..อย่าา" เสียงใบมีดที่ถูกเลื่อนขึ้นทำให้ฉันมองตาค้างด้วยใจสั่นระรัว พยายามดิ้นสุดแรง แต่ทำยังไงก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากมือของอีกฝ่ายที่ยึดตรึงไปได้ 

 

 

     "แกกลัวงั้นหรอ"เสียงพูดครางต่ำ กับริมฝีปากที่เหยียดยิ้มเย็น"กลัวแล้วแกทำทำไม!! "

 

     "ฉันไม่รู้ ไม่รู้ ได้ยินมั้ย"ฉันตะเบ็งสุดเสียง 

 

 

     จำไม่ได้ และไม่อยากจะจำด้วย 

     ตอนแรกฉันอยากรู้จักตัวเองในอดีตแทบตาย แต่มาตอนนี้มันกลับไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้วที่เกี่ยวกับอดีตบ้าๆ สมองมันรู้สึกปวดหน่วงไปหมด...

 

     ราวกับมันกำลังจะระเบิด

 

 

     "ไม่รู้ใช่มั้ย..ได้!"เธอลากเสียงตะวาดดัง ก่อนจะจ่อใบมีดลงบนใบหน้า

 

 

     "กรี๊ดดดด" แรงกดกรีดที่ทิ่มแทงลงผิวกายมันมากพอที่จะทำฉันหวีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด มันเจ็บมากซะจนหยุดน้ำตาไม่ได้ 

 

     "ฉันจะทำให้แกรู้เอง.."

 

     "นายา!!!" ในระหว่างที่คนตรงหน้ากำลังกดกรีดใบมีดลงบนหน้าของฉัน เสียงดังกึกก้องของใครบางคนที่เข้ามาใหม่ก็ทำให้ผู้หญิงคนนี้ยอมผละออกด้วยความตกใจ เจ้าของเสียงทุ้มมองมาทางฉัน ก่อนจะสถบบางอย่างออกมา เขาปรี่เข้าไปกระชากคัตเตอร์ออกจากมือหญิงสาวแล้วเหวี่ยงมันออกไป

 

 

     "พอได้แล้วเจ๊"

 

     "ไม่ แกอย่ามายุ่ง ฉันจะฆ่ามัน กรี๊ดดดดด" เธอหวีดร้องตัวแดงก่ำ ทำท่าจะเข้ามาทำร้ายฉันอีกรอบ แต่ผู้ชายตรงหน้าก็คว้าร่างบางเอาไว้ ออกแรงลากจนเธอให้พ้นจากตัวฉัน

 

 

     "เกิดเหี้ยไรวะ"เสียงฝีเท้าหนักๆวิ่งเข้ามา ตามด้วยเสียงผู้ชายอีกคนที่ดังขึ้น

 

     "เหี้ยโอ มึงเอาเจ๊กูไปดิ!" เสียงตะโกนจากผู้ชายที่กำลังรั้งผู้หญิงคนนั้นดังขึ้น ผู้ที่เข้ามาใหม่ดูจะตกใจไม่น้อยแต่เขาก็มีสติมากพอ ร่างสูงตรงเข้าไปรวบตัวหญิงสาวคนนั้น ฉุดกระชากลากถูจนเอาเธอออกไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าหล่อนไม่ยอมง่ายๆ ร่างบางหวีดร้องปัดป่ายมือราวกับคนบ้า 

 

 

 

     ตัวฉันเองในตอนนี้ทำได้เพียงนอนอยู่บนพื้น มองภาพเหตุการณ์ทุกอย่างอย่างทำอะไรไม่ได้ สองตาเห็นทุกอย่าง แต่ภาพทั้งหมดก็ดูเลือนลางพร่ามัวเหลือเกิน 

 

 

     ฉันเจ็บไปทั้งตัว...ราวกับร่างกายใกล้แตกสลาย

 

     "ลุกขึ้น"ผู้ชายตรงหน้าพูดสั้นห้วน เสียงของเขาทำให้ฉันพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง 

 

     "อย่าสำออย"

 

     "..." 

 

     ฉันไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลย ร่างกายมันดูจะไร้เรี่ยวแรง เขาเองก็คงรำคาญไม่น้อยที่เห็นฉันนอนแน่นิ่งเป็นรูปปั้นอยู่แบบนี้ ร่างสูงจิปากอย่างรำคาญ ก่อนจะตรงเข้ามากระชากแขนฉันสุดแรง

 

 

     "เจ็บ!!"ฉันเผลอครางอย่างเจ็บหน่วง 

 

     "แค่นี้บ่นว่าเจ็บ สำออยล่ะ"เขาสลัดมือออกจากแขนราวกับรังเกียจ ทันทีที่ฉันเริ่มทรงตัวได้

 

     "อย่าเอาเรื่องวันนี้ไปบอกใคร ไม่งั้นอย่าหาว่าไม่เตือน" เสียงกดต่ำดังขึ้น เขากำลังพูดข่มขู่ ฉันในตอนนี้ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลย ภาพข้างหน้าและทุกอย่างดูพร่ามัวไปหมด มันเป็นอีกครั้งที่เขาแสดงความหงุดหงิดออกมาเมื่อฉันเอาแต่เงียบ

 

 

     "นี่! ได้ยินที่พูดมั้ยวะ"

     มือหนาเชยคางของฉันที่กำลังก้มต่ำให้เงยขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะผละออกไปด้วยความตกใจ

 

 

     "เห้ย!! หัวเธอเลือดออก" เสียงลนลานดังแว่วเข้ามา รู้ตัวอีกทีกร่างกายก็ดูเบาหวิวราวกับปุยนุ่น ฉันรู้สึกถึงแรงโอบรัดรอบลำตัว สองหูได้ยินเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างเร่งรีบ 

 

 

     "แม่ง!เกลียดหว่ะ" มันคือคำพูดสุดท้ายที่ฉันได้ยิน ก่อนที่ทั้งโลกจะมืดดับไป

 

 

 

 

 

     "เห้! ตื่น" แรงเขย่าที่แขนทำให้ฉันกระพริบตาถี่ ผงกหัวขึ้นเล็กน้อยอย่างมึนงง สองมือขยี้ตาพลางมองไปรอบๆก็พบว่าตอนนี้กำลังนั่งอยู่ในรถ ในตอนที่มองสำรวจเสียงสั้นห้วนอันเป็นเอกลักษณ์ของใครบางคนก็ดังขัดขึ้น 

 

 

 

     "ลงไป" เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มองผู้ชายตรงหน้าอย่างพิจารณา 

 

     เขาจัดว่าเป็นคนที่ดูดีมาก ใบหน้าได้สัดส่วนถึงจะติดหงุดหงิดไปหน่อยแต่ก็ไม่สามารถบั่นทอนความหล่อเหลาของเขาได้เลย ริมฝีปากหยักลึกสีแดงระเรื่ออย่างคนสุขภาพดีกำลังเม้มแน่น สายตาคมที่มองมาทำเอาร่างกายออกอาการร้อนวูบ

 

 

     ดวงตาของเขามันมีเสน่ห์อย่างประหลาด ดึงดูดชวนน่าค้นหา ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกดูดกลืนให้หลงวน จัดว่าเป็นผู้ชายที่ดูหล่อร้ายและดูน่ารักในเวลาเดียวกัน 

 

     ส่วนเรื่องนิสัย? อืมม..ไม่รู้สิ!

 

     "ลงไปทำแผลซะ"เพราะฉันมัวแต่จ้องหน้าเขาเงียบมันเลยทำให้คนด้านข้างเริ่มรำคาญ  ทันใดนั้นร่างสูงก็ขยับเข้ามาจนฉันต้องย่นคอหนีด้วยความระแวง เอียงตัวถอยห่างเมื่อร่างสูงโน้มตัวเข้ามาใกล้ มันใกล้มากจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจผ่าวร้อนที่รินรดต้นคอ กับกลิ่นหอมอ่อนที่โรยรินชวนใจสั่น

 

     "เอ้า..เชิญ!"เขาเอี้ยวตัวมาเปิดประตูให้ ก่อนจะผายมือให้ฉันลงจากรถ ตอนแรกก็อดระแวงไม่ได้ แต่พอปรับสติให้เป็นปกติฉันก็ได้แต่เลิกลั่กด้วยความตกใจ

 

 

     "ขะ..ขอบใจ" ฉันขอบคุณอย่างเสียไม่ได้ 

 

     "เป็นบ้ารึเปล่า ลงไปได้แล้ว!" ร่างสูงเบิกตาขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ

 

     แล้วการที่พูดขอบคุณมันเป็นเรื่องบ้าตรงไหน..ฉันคิดอย่างขุ่นเคือง 

 

     เขากำลังเอ่ยปากไล่ด้วยสายตา และฉันก็ไม่ได้หน้าด้านหน้าทนอยากนั่งบนรถที่เจ้าของเขาไม่ได้รับเชิญด้วย ฉันผงกหัวขอบคุณอีกครั้ง ก่อนจะลงจากรถพาร่างอันบอบช้ำเดินเข้าไปในคลินิก

 

     ใช้เวลาทำแผลเพียงสิบห้านาที แผลตรงหัวไม่ได้ใหญ่มาก ไม่จำเป็นต้องเย็บอะไร แต่รอยกรีดก็ดูจะลึกพอควร หมอเลยให้แค่ยาแก้ปวดมากินก่อนจะปิดปากแผลให้เล็กน้อย ตอนนี้ฉันกำลังจะเดินไปจ่ายค่ายา แต่ก็ถูกขัดซะก่อน  

 

     "มีคนจ่ายให้คุณแล้วคะ"

     "คะ"ฉันอุทานอย่าแปลกใจจนพยาบาลต้องตอบอีกรอบ 

     "มีผู้ชายตัวสูงๆหล่อๆเขามาจ่ายค่ายาให้คุณแล้วค่ะ"

 

     "งั้นหรอคะ ขะ..ขอบคุณมากค่ะ" ฉันพูด มือบางกำถุงยาก่อนจะพาร่างอันแสนอ่อนล้าเดินออกมายังภายนอก นัยย์ตาคู่งามสอดส่ายมองไปรอบๆแต่ก็ไม่พบใครสักคน 

 

 

     ผู้ชายคนนั้นคงไม่ได้อยู่รอแล้ว เขาแค่มาส่งฉันไว้ที่นี่เท่านั้น 

 

     "เห้ออ!"ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเหนื่อยอ่อน เรื่องแย่ๆในวันนี้ค่อยๆไหลเข้ามาในสมองเหมือนกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด

 

 

     'อีหน้าด้าน แกมันร่าน แกมายุ่งกับผัวฉันทำไม!!' คำพูดของผู้หญิงคนนั้นยังวิ่งวนอยู่ในหัวไม่ไปไหน 'แกเกลียดฉันมากใช่มั้ย 'ไหนแกบอกว่ารักพี่ฉันไงแล้วแกไปยุ่งกับรหัสทำไม แกทำทำไม!!'



 

     มันหมายความว่าไง ฉันรักใคร?

     แล้วคนชื่อรหัสคือใครกัน? 

 

     ฉันได้แต่เฝ้าถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ทุกครั้งที่พยายามนึก สิ่งที่ได้ตอบกลับมามันมีเพียงความว่างเปล่า...

 

     ยิ่งอยากรู้ ยิ่งไม่รู้...

 

     สุดท้ายฉันก็ถอนหายใจอย่างนึกยอมแพ้ สลัดความค้างคาทั้งหมดก่อนจะเรียกแท๊กซี่เพื่อกลับบ้าน ปลดปล่อยความคิดทุกอย่างให้มันล่องลอย ให้มันไหลผ่านไปไม่ต่างกับสายน้ำ

 

 

 

 

 

     เหตุการณ์เมื่อวันก่อนทำเอาเพื่อนฉันหัวเสียน่าดู ใช่!พวกนั้นเห็นร่องรอยพกช้ำตามตัวที่แสนเด่นสง่า แน่นอนว่าพวกเขาพยายามซักถาม แต่สุดท้ายฉันก็ทำได้แค่โกหกไป...

 

     ฉันสะดุดล้มเอง..ให้ตายเถอะ! แม้แต่เด็กอนุบาลก็ยังไม่เชื่อ 

 

     มันเป็นคำโกหกที่ทุเรศสิ้นดี และดูเหมือนทุกคนจะไม่เชื่อคำโกหกชิ้นโตในครั้งนี้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็หยุดซักไซร้เมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อยอ่อนของฉัน

 

 

     ไม่รู้สิ! ฉันไม่สนว่าพวกเขาจะเชื่อหรือไม่ ก็แค่ไม่อยากเป็นภาระของใครไปมากกว่านี้

 

     "เดี๋ยวม่านไปเรียนก่อนนะ" เสียงม่านฟ้าดังมาจากทางห้องครัว ร่างบางถือถ้วยข้าวต้มที่โชยกลิ่นหอมฉุยมาวางตรงหน้าก่อนที่เจ้าตัวจะรีบหอบหนังสือเรียน

     "ผักอยู่ได้ใช่มั้ย" 

 

     "เราอยู่ได้ ม่านไปเถอะ" ฉันไม่อยากให้ม่านเป็นห่วง ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุในตอนนั้นม่านฟ้าก็ดูแลฉันอย่างดีมาโดยตลอด เธอดูแล เป็นคนทำกับข้าวให้กินทุกมื้อ จนบางครั้งก็อดเกรงใจไม่ได้ จริงๆเธอไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้

 

 

     "ม่านขอโทษนะ"

    ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนก้มหน้าตักข้าวต้มเข้าปาก เสียงรถยนต์นอกบ้านที่เคลื่อนตัวออกไปไกลทำให้แน่ใจแล้วว่าตอนนี้ในบ้านเหลือฉันอยู่คนเดียวแล้วจริงๆ

 

     หลังจากวันก่อนที่โดนทำร้ายทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่าฉันควรหยุดเรียนซะ ร่างกายบ้าๆนี่มันยังไม่หายดี

 

     'แกควรพักผ่อนนะผัก' เพราะคำพูดของมินเลยทำให้ฉันต้องขาดเรียนมาสองวันแล้ว 

 

 

     ครืดดด....

     เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นหลังจากที่นอนเงียบแน่นิ่งมาหลายวันทำให้อดแปลกใจไม่ได้

     ใครโทรมา...

     แต่เมื่อมองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ฉันก็ยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีก

 

     "พี่สิงห์" 

 

#

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น