<< Back page

สาวน้อย : สาวน้อย ตอนที่ ๒๖ (จบตอนที่๒๖)

สาวน้อย
  • ชื่อเรื่อง : สาวน้อย
  • ชื่อตอน : สาวน้อย ตอนที่ ๒๖ (จบตอนที่๒๖)
  • คำค้น : สาวน้อย เรื่องย่อสาวน้อย ละครสาวน้อย
  • คนเข้าชมทั้งหมด : 922
  • ความคิดเห็น : 2
  • ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2555 08:59 น.
สุธาวี
สุธาวี

สาวน้อย ตอนที่ ๒๖ (จบตอนที่๒๖)

สาวน้อย ตอนที่ ๒๖ 

 

 

 

สาวน้อย ตอนที่ ๒๖
       
       เวลากลางวันของวันใหม่ ภายในห้องโถงบ้านเช่า ชด แก้ว บุญมา นิดนั่งคุยเรื่องงานกัน ตรงหน้ามีจดหมายกองหนึ่งมากกว่า ๑๐๐ ฉบับ มีตะกร้า ๒ ใบวางไว้
       
       “หลังจากที่ผมลงแจ้งความในหนังสือพิมพ์ ว่าให้คนดูส่งความเห็นเข้ามาว่า อยากเห็นละครเรื่องใหม่เป็นยังไง ตอนนี้มีเข้ามากว่าร้อยฉบับแล้ว”
       “คุณบุญมานี่สมเป็นนักโฆษณาจริงๆ จริงไหม แก้ว” นิดบอก
       “ก็หยั่งงั้นๆ”
       บุญมามองตาเขียว อารมณ์ประมาณฝากไว้ก่อน
       “แล้วเขาส่งความเห็นอะไรมาบ้างล่ะ” ชดถาม
       บุญมาหยิบจดหมาย ๒-๓ ฉบับขึ้นมาดูแล้วสรุปคร่าวๆ 
       “มีทั้งเข้าท่าและก็ไม่เข้าท่าครับ เช่น ให้เราใช้อ่างแก้วใส่น้ำจริงๆ ทำฉากโลกใต้น้ำบนเวที”
       “หา ก็ตายกันหมดคณะซี” แก้วว่า
       “แล้วก็มีบอกให้บรรดานางเงือก เอ้อ เปลือยอกกันทุกคน”
       นิดอุทาน ชดหัวเราะแล้วบอก
       “เออ ก็กลายเป็นระบำนายหรั่ง โดนตำรวจจับทั้งคณะ”
       “จับอะไรจ๊ะ” แก้วถาม
       “นังแก้ว ทะลึ่ง” ชดดุ
       ชดส่ายหน้าแล้วเอาจดหมายมาใส่ตะกร้า“ใช้ไม่ได้” บุญมาคลี่จดหมายอีกฉบับ
       “อ้อ แล้วนี่บอกว่าเป็นแฟนคุณแก้วกิริยา”
       แก้วตาโต ดีใจราวได้ขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ด
       “ตาย ฉันมีแฟนละครด้วย”
       “เขาบอกว่าอยากให้คุณแก้วเล่นบทผู้หญิงบ้าง”
       แก้วหุบยิ้ม ดึงจดหมายมาดูทันที
       “จริงนะ ...ลงชื่อ บ.ช ใครวะ บ.ช. ไม่เอาฉันไม่เล่น...ลงตะกร้า”
       แก้วจะเอาจดหมายทิ้งลงตะกร้า บุญมา ชูวงศ์ผิดหวัง แต่ชดกลับคว้าจดหมายนั้นมา
       “ฉันว่าดีออก แกเล่นบทพระรองมาหลายเรื่องแล้ว ไปเล่นผู้หญิงบ้าง”
       ชดเอาตะกร้าใส่ตะกร้า “ใช้ได้” บุญมาอมยิ้ม แก้วกระฟัดกระเฟียด
       “อ้อ นี่อีกฉบับนึง เขาบอกว่าเขาชอบเพลงยังรักยังรอมาก ขอให้วนิดาร้องเพลงนี้อีก”
       ชดตาโต นิดดึงมาดูแล้วทำจมูกย่น
       “ร้องเพลงเดิมซ้ำหรือ ไม่เอาล่ะ เดี๋ยวคนว่าตาย”
       นิดจะเอาลงตะกร้า “ใช้ไม่ได้ “ ชดคว้าไว้อีก สมองดีตลูกคิดรางแก้วทันที
       “ไม่เห็นเป็นไรเลย ดีออกไม่ต้องแต่งใหม่ไปเพลงนึง ประหยัดไปตั้งหลายร้อย”
       
       ชดเอาใส่ในตะกร้า “ใช้ได้” แก้วค่อน
       “แหม ไม่งกเลยนะพี่”
       ชดรีบแก้ตัว
       “งกอะไร ในเมื่อเรามีบทเพลงไพเราะที่ตราตรึงใจคนฟัง เราจะไปเปลี่ยนเสียทำไม สู้เอามาร้องซ้ำตอกย้ำลงไปอีกไม่ดีหรือ”
       นิดฟังแล้วเหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้
       “พี่ชดจ๋า ไหนๆ ก็จะใช้เพลงเก่ากันแล้ว นิดขออีกเพลงได้ไหมจ๊ะ”
       ชดหันมองนิดที่อมยิ้มอย่างมีแผน
       
       ในวันใหม่ที่เป็นช่วงการเตรียมงาน ภายในบ้านบันเทิงไทย สรรค์วางโมเดลฉากโลกใต้น้ำลง นิด ชด แก้ว ทม จิตรา ประภา พลับ มามุงดูเห็นโขดหินใต้ทะเล ม่านของสาหร่าย เปลือกหอยขนาดยักษ์เหมือนแท่น ไกลไปเห็นปราสาทของราชาเงือกดูเป็นทองยอดระเกะระกะ
       “สวยจังเลยค่ะ”
       นิดมองสรรค์อย่างชื่นชม
       พลับใส่เสื้อยืดแนบเนื้อสีเนื้อ ยืนเอามือจับหอยทาสีทองมาแนบอกตัวเองอยู่ นิด แก้ว จิตรา และเด็กสาวในคณะอีก 3 นางยืนรุมดูแล้วทำหน้าสยดสยอง
       “ทำไมต้องเป็นหอยด้วยล่ะ” แก้วถาม
       “ของหล่อนจะเปลี่ยนปลาดาวคนเดียวก็ได้ จะจัดให้”
       ชดพูดอย่างหมั่นไส้ แก้วมองค้อน นิดกับจิตรากับ ๓ นางหัวเราะกันคิกคัก พลับก้าวมาหาแก้ว
       “พี่ไม่อยากให้น้องแก้วเล่นบทผู้หญิงเลย”
       แก้วแกล้งจ๊ะจ๋ากับพลับ ชดมองตาเขียวด้วยความหึงแต่พลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
       
       วันใหม่ในเวลากลางวัน นิด จิตรา แก้ว และ ๓ สาวต่างสวมเสื้อยืดบางแนบเนื้อมีเปลือกหอยสีทองครอบอก ท่อนล่างเป็นชุดเกล็ดปลามีหางใหญ่ซ่อนเท้าไว้ ทั้ง ๖ คน ๖ สี ทุกคนสวมวิกผมยาว ยกเว้นแก้ว พลับเข้ามายืนดู
       “ลองขยับ เขยื้อน ขยิบ ดูซิว่าคล่องตัวไหม”
       ทุกคนลองหมุนตัวกรายแขน บ้างลงนั่งเก้าอี้โบกหางดู แก้วหมุนตัวไปรอบๆ รอบแล้วรอบเล่า
       “พอเถอะแก้ว เดี๋ยวเวียนหัวตาย” นิดบอก
       “จ้างให้ก็ไม่เป็นไร”
       แก้วแลบลิ้นหลอก ทันใดก็มีวัตถุสีทองกระเด็นออกมา พลับรับไว้ได้แบมือดู
       “ว้าย หอยหลุด”
       ทุกคนหันไปตามเสียงพลับ แก้วหยุดหมุนทำหน้าเหรอ มองดูหอยในมือพลับแล้วถึงรู้ตัวว่า มีแค่เสื้อยืดบางแนบเนื้อ แก้วร้องวิ๊ดเอามือตะครุบอก นิดหัวเราะชอบใจ
       
       กลางห้องโล่งมีแสงลงมาเพียงจุดเดียว นิดสวมเสื้อกระโปรงยาวลำลอง ใส่วิกผมยาวเหยียด ประคองทมที่สลบไสลคอพับคออ่อนอยู่ นิดน้ำตาคลอ
       “ได้โปรดอย่าตาย อย่านะเจ้าชาย อย่าพรากจากข้า”
       สรรค์มองดูอย่างซาบซึ้ง ชด แก้ว บุญมา ประภา จิตรายืนอยู่ข้างหลังสรรค์
       นิดมองเลยจากกลางห้องโล่งมายังสรรค์ น้ำตาพลันหยดลง
       “โอพระสมุทร แสนสุดเมตตา โปรดคืนชีวา พลิกฟื้นคืนชนม์”
       
       ทมหลับตาครางฟื้นคืนสติ นิดดีใจยิ้มทั้งน้ำตา สรรค์มองอย่างซาบซึ้ง

 
 
       อีกวันหนึ่ง เป็นวันลองเสื้อผ้า ชดแต่งชุดพระราชา ทมแต่งชุดเจ้าชาย ประภาแต่งชุดเจ้าหญิงตัวอิจฉา แก้ว นิด จิตราในชุดเงือก พลับคอยดูเสื้อผ้า ทรงผมแล้วก็ไม่ได้ดังใจกำลังบ่นบ้าวีนแตกอยู่
       
       “อ้าว แม่จิตราไปคราดครูดอะไรเข้ายะ เกล็ดหล่อนหลุด แม่นิดคราวหน้าเขียนตาให้เฉียงกว่านี้”
       พลับเดินไปดูราวเสื้อผ้า พลางเอาพัดตีลูกมือที่รีดผ้าไม่เรียบ ชดเดินบ่นเข้ามา
       “เวรกรรม จู่ๆ พี่ยุวดี เกิดมาเล่นบทนางแม่มดทะเลไม่ได้”
       “งั้นพี่ชดคงต้องเล่นเองแล้วล่ะจ๊ะ” นิดว่า
       ชดยืนเท้าสะเอว
       “แล้วบทพระราชาใครจะเล่น แล้วฉันน่ะนะเป็นแม่มด”
       “พี่ชดไม่เหมาะจริงๆ แหละจ้ะ” ประภาบอก
       “พี่ชด” แก้วเรียก
       “อะไรอีก”
       “ฉันรู้แล้วมีคนนึงเหมาะที่สุด” แก้วว่า
       “ใคร!” ชดถาม
       แก้วบุ้ยใบ้ไปทางหนึ่ง นิด ทม ประภา จิตรามองไปแล้วพยักหน้าเห็นด้วย ชดมองตามเห็นพลับกำลังวิ๊ดบึ้มชูสองมือเต้นเร่าๆด่าลูกมือ ชดตาโตเห็นควรด้วยเหมือนกัน
       พลับรู้ตัวชะงักหันมามองทุกคน
       “มองอะไรกันยะ มองฉันทำไม”
       
       วันใหม่ ภายในร้านสรรค์ศิลป์ “โปสเตอร์เงือกน้อย” วนิดาในชุดเงือกบิดตัวดูโป๊เซ็กซี่ ผมยาวเหยียด หน้าแต่งสวยสดใสแกมเฉี่ยวนิดๆ คนมามุงดูกันเต็มหน้าวินโดว์ร้าน
       
       ภายในบ้านเนาวรัตน์ในเวลาต่อมา สุวลีนั่งดื่มน้ำชากับธนา นพชูนิตยสารปก “วนิดา เงือกน้อย” ให้ดู
       “เห็นรูปนี้กันหรือยังครับ ดูโป๊ขาดใจเลย”
       สุวลีมองดูด้วยสายตาเหยียดพลางพูดยิ้มๆ
       “เขาใส่ชุดผ้ายืดค่ะ ไม่มีใครโชว์เนื้อแท้ๆหรอก แต่เอ... ก็ไม่แน่ สำหรับวนิดาเธออาจทำได้ทุกอย่าง”
       สุวลีมีแววรังเกียจผุดขึ้นที่ใบหน้า ธนายิ้มเล็กน้อยแล้วบอก
       “ถ้าเธอทำได้ทุกอย่างจริงๆ ก็น่าชื่นชมมาก”
       สุวลีชักเสียงขุ่นขึ้นทันที
       “สุไม่ยักทราบว่า เดี๋ยวนี้คุณธนาก็กลายเป็นผู้นิยมวนิดากับเขาไปด้วยอีกคน”
       “ผมชื่นชมทุกคนที่ทำได้ทุกอย่าง .. เพื่อชัยชนะ ดีกว่าคนที่งอมืองอเท้ายอมตกเป็นเบี้ยล่างของโชคชะตา”
       สุวลีมองธนาอย่างมีความหมาย
       “สุก็ชื่นชมคนประเภทนั้นเหมือนกันค่ะ”
       “งั้น คุณสุก็คงไม่รังเกียจที่จะรับของสิ่งนี้ไว้นะครับ”
       ธนาพูดจบก็ส่งกล่องของขวัญแบนๆ กล่องหนึ่งให้สุวลี นพหัวเราะขำ
       “ของขวัญอีกแล้วนายธนา แกนี่แจกของขวัญเก่งยิ่งกว่าซานตาคลอสเสียอีก” สุวลีรับกล่องนั้นมามองอย่างลึกซึ้ง เหมือนจะเดาได้ว่าในนั้นมีอะไร
       
       ภายในห้องนอนของสุวลีในเวลากลางคืน สุวลีในชุดอยู่บ้านกรุยกรายนั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง กำลังฉีกกระดาษห่อของขวัญออก แล้วแปลกใจที่เห็นกล่องเครื่องประดับ สุวลีเปิดออกดูแล้วตะลึง ในกล่องเป็นเครื่องเพชรทั้งชุด คือ สร้อยคอ ต่างหู แหวนที่มาเข้าชุดกับสร้อยข้อมือตามที่ธนาเคยบอก สุวลีถอดแหวนของสรรค์วางไว้ที่โต๊ะแล้วสวมแหวนของธนาก่อนสิ่งอื่น สุวลีกรายมือดูอย่างพอใจ
       
       ใบหน้าของสุวลีค่อยๆเลือนเป็นประภา เจ้าหญิงขี้อิจฉา …
       ในเวลากลางวันที่โรงละครจันทร์กระจ่าง วันนี้...มีการซ้อมละคร “เงือกน้อย” บนเวทีจริง แต่ยังไม่มีฉากและคอสตูม ประภายืนเชิดเป็นนางร้าย ทมยืนโอบไว้ นิดอยู่ตรงหน้า
       
       “เกิดพายุใหญ่ นาวาแตกไป ข้าเกือบทอดร่าง นางช่วยชีพไว้ มิให้วางวาย ข้าจึงรักนาง หมายหมั้นเสกสม” ทมว่า
       นิดในบทเงือกน้อยผงะ เบิกตากว้าง สรรค์ยืนดูอยู่ข้างล่างกับชด แก้วและบุญมา
       
       วันแสดงจริงถูกซ้อนเข้ามา … บนเวทีกลายเป็นโลกใต้น้ำ สีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นฟ้าอมน้ำเงิน มีสวนหินใต้น้ำ มีหอยใหญ่มหึมาอยู่กลางฉาก ฉากจะมีแนวปะการังด้านหน้าเพื่อบังเท้าของเหล่าตัวละครเงือก แก้ว จิตราและ ๓ สาวอยู่ในชุดเงือกสีต่างๆ กัน ทุกนางชันตัวขึ้นกรายแขนไปยังเปลือกหอยใหญ่ เปลือกหอยเปิดขึ้น นิดนอนตะแคงเก็บมือหางแล้วลืมตาดูสดใสบริสุทธิ์ คนดูทั้งโรงละครมองดูอย่างดื่มด่ำ
       สรรค์ บุญมา อนงค์ รตีนั่งอยู่แถวหน้า สรรค์มองนิดนิ่ง
       นิดบิดขี้เกียจกรายแขนแล้วลุกขึ้น จากนั้นก็ลอยเลื่อนออกมาคล้ายว่ายน้ำคนดูร้องฮือปรบมือกราว
       นิดเหลือบมาสบตาสรรค์แล้วยิ้มหวานระคนยวนยั่ว
       
       ฉากชายหาดขาวระยิบระยับ มีโขดหินเป็นระยะ ทะเลไหวเป็นคลื่น สุดสายตาเห็นเรือสำเภาล่มอยู่ในน้ำ บนเวิ้งฟ้ายังมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ นิดในชุดเงือกประคองทมไว้
       น้ำตาเอ่อคลอ ทมหลับแน่นิ่ง
       คนดูพากันเงียบราวกลืนเข้าสู่ภาพจิตนาการ สรรค์ บุญมา อนงค์ รตีพากันมองอย่างดื่มด่ำ
       “ได้โปรดอย่าตาย อย่าตายนะเจ้าชาย อย่าพรากจากข้า”
       นิดน้ำตาไหลพรากกรายมือหนึ่งมองเบื้องบน
       “โอ้พระสมุทร สูงสุดเมตตา จงคืนชีวา พลิกฟื้นคืนชนม์”
       คนดูจ้องตาเป๋ง อนงค์ร้องไห้ รตีเอาศอกกระทุ้งดังอั้ก!
       ทมดวงตายังปิดแล้วบิดตัวคราง นิดดีใจยิ้มทั้งน้ำตาร้อง ‘เจ้าชาย เจ้าชายของข้า’
       “โอนั่นเสียงใคร ไพเราะจับใจ กังวานเวหน”
       “พระองค์ฟื้นแล้ว”
       “เจ้าช่วยชีพข้า คืนมาจากชล แต่เนตรมืดมน มิรู้เป็นใคร”
       ทมเอามือคลำใบหน้านิด นิดทั้งดีใจทั้งเอียงอาย นิดเบือนสายตามาที่คนดู
       สรรค์รู้สึกเหมือนนิดมองมายิ่งดื่มด่ำ คนดูยิ้มออกคิกคัก รตีบิดผ้าเช็ดหน้าเป็นเกลียว อนงค์เอาศอกกระทุ้งกลับ
       
       “เจ้าต้องงดงามยิ่งสาวน้อย เจ้าคือใครกันแน่”
       “คือผู้จงรัก ภักดียิ่งนัก ดังมิตรสนิทใกล้”
       “ชีวิตข้านี้ เป็นหนี้ทรามวัย สัญญาให้ไว้ จะแต่งกับนาง”
       นิดทำตาโตดีใจ เจ้าชายทมหลับตาแตะใบหน้านิด
       คนดูยิ้มไปกับนางเงือกน้อย แต่สรรค์กลับรู้สึกวูบวาบ
       “พี่เป็นหนี้ชีวิตนิด”
       
       สรรค์กระพริบตาแปลกใจกับภาพเสียมและนิดที่ผุดขึ้นมา

 
 

       ฉากโลกใต้น้ำคล้ายฉากเปิดเรื่องแต่ไม่มีเปลือกหอยยักษ์ ที่พื้นคล้ายเป็นภูเขาไฟใต้ทะเล แสงสีแดงจากข้างใต้ แสงสีฟ้าอยู่เบื้องบน แสงสีเขียวส่องไปที่พลับที่ยืนตระหง่านบนแท่นสูง 
       
       ตรงหน้าคล้ายเป็นหม้อยักษ์ที่มีปะการังเกาะรอบระเกะระกะ หม้อใบนี้คือ หม้ออาคมของแม่มดทะเล
       พลับสวมวิกทำชี้ไปเป็นแฉก ๆ แต่งหน้าแบบลืมตาย ทาตาเฉียงเลยขมับไปต่อกับแนวผม ชุดนั้นมีผ้าเป็นแฉก ๆ ยาวแผ่ไปทุกทิศทั้งฉาก ปลายผ้าชักให้กระเพื่อมไหว นิดนั่งวิงวอนอยู่ตรงหน้า บรรดาแก้ว จิตรา สาวเงือกอีก ๓ นางคอยหมอบหลบชายผ้าไปมา พลับทำตาถลนยิ้มชั่วร้ายเสียงแหลมกึกก้องทรงอำนาจ
       “เจ้าอยากมีขา ย่างเหยียบสุธา ข้าให้เจ้าได้”
       นิดดีใจพยักหน้า แก้ว และน้องเงือกดีใจพยักเพยิดให้กัน
       คนดูทึ่งกับฉากตระการ
       พลับพลันหันขวับกรายตัวชายผ้าหมุนตาม พลับชูมือหนึ่งขึ้นตรงหน้า
       “แต่ต้องแลกมา สิ่งข้าถูกใจ เสียงของเจ้าไซร้ มอบให้ข้ามา”
       นิดผงะ แก้วและน้องเงือกร้องห้าม
       “แต่ทำเช่นใด เจ้าชายจำได้ ว่าคือตัวข้า”
       “มิใช่งานเรา จงเจ้าบอกมา”
       นิดอึ้งแล้วพยักหน้า แก้วร้องห้าม
       “น้องข้า...อย่า”
       “เพคะ เจ้าย่า...เอาเสียงข้าไป”
       บรรดาคนดูร้องฮือฮา
       พลับกรายตัวลงจากแท่นแล้วยื่นมือมา ชายผ้าไหวกระพือปั่นป่วน นางเงือกทั้ง ๕ นางหลบผงะหงาย
       “จงร้องเพลง ร้อง ร้อง”
       นิดฮัมเพลง เสียงไพเราะดังก้องไปทั้งโรงละคร
       สรรค์นิ่งดูยิ่งจำได้อีก … ภาพเสียมว่ายอยู่ในน้ำตามเสียงฮัมเพลงของนิด...
       นิดฮัมเพลงถึงพีค … แบล็กไลต์กระพริบทั้งเวที พลับกระชากเสียงนิดไป เพลงที่ร้องอยู่ขาดลงกลางคัน นิดทรุดฮวบลงเอามือกุมคอ บรรดานางเงือกเข้ารุมล้อมประคอง
       คนดูดูกันแตกตื่น
       พลับกลับไปยืนหน้าหม้ออาคมร่ายเวทย์ พลันเป็นแสงจ้าพุ่งขึ้นจากหม้อ พลับหัวเราะเสียงแหลมปรี๊ดทะลุทะลวงใส่คนดู
       บรรดาเงือกผงะ พลับชูขวดยาสีเขียวเรืองแสงดูน่ากลัว
       “คือน้ำอาถรรพ์ ดื่มเข้าไปพลัน หางเจ้าจักหาย เป็นขาสองข้าง เยื้องย่างน่าอาย”
       “ข้ายอมทนได้ ข้าจักดื่มมัน”
       นิดรับยามาจะดื่ม พลับตวาดแว้ดทันที
       “เดี๋ยว!”
       นิดชะงัก บรรดาเงือกเข้ารุมล้อมนิด
       “อะไร อะไรอีก” เงือกจิตราถาม
       พลับยิ้มเยาะราวกับเกลียดผู้หญิงทั้งโลก
       “ยังมืเงื่อนไข หากไม่ได้ใจ ของเจ้าชายนั่น ในเจ็ดทิวา เจ้าจะอาสัญ ร่างสลายพลัน กลายเป็นฟองพราย”
       นิดผงะมองดูขวดยา บรรดาเงือกร้องระงม
       “ว้าย...แล้วเพิ่งมาบอก นังผี เอ๊ย แม่มดทะเล”
       
       นิดขมขื่นมองดูยาในมือ บรรดาเงือกสาว ๆ เข้าขอร้องไม่ให้ดื่ม
       คนดูพากันลุ้นระทึก
       นิดดื่มยา บรรดาเงือกทั้ง ๕ ว่ายหมุนรอบ พลันเกิดแสงวูบวาบไปทั้งเวที ร่างนิดถูกชักรอกพุ่งไป ชุดเงือกหายวับ กลายเป็นขาเปลือย คนดูปรบมือสนั่นโรง
       ท่อนขาเปลือยของนิดทำท่าแหวกว่ายสู่ผิวน้ำ
       
       ภาพเงือกน้อยเปลี่ยนร่างบนเวทีกลายเป็นภาพนิ่งในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันผดุงไทย
       บนเวที นางเงือกนิดร้องเพลง “ยังรักยังรอ” เพลงลากยาวไปเรื่อยๆ จนจบ
       หน้าโรงละครจันทร์กระจ่าง คนดูต่อคิวซื้อตั๋วยาวออกมานอกถนน
       ห้องขายตั๋ว หลวงจันทรกับชดนับเงินเป็นฟ่อนแล้วหัวเราะกันอย่างอารมณ์ดี
       ภายในบ้านโพธิธารา หนังสือพิมพ์หน้าบันเทิงเขียนชมเงือกน้อยอย่างเลิศลอย พระชาญพับหนังสือปาทิ้งไปทันที แม่ผินสะดุ้งเฮือก
       เทอเรชบ้านเนาวรัตน์ สุวลีกับรตีจิบน้ำชาอยู่ อนงค์ใส่วิกผมยาว กระโปรงเป็นเกล็ดปลา รตีร้องวี๊ด จวนปิดปากหัวเราะ สุวลีไม่พอใจ ตาวาววับ
       
       บริเวณมุมหนึ่งของบ้านเช่านิดเป็นสวนหิน ซึ่งมีโขดหินใหญ่รวมทั้งแท่นหินเรียบบนพื้นทราย นิดเอากระถางไม้ดอกมาวางแทรกตรงนั้นตรงนี้เพื่อให้เหมือนมุมที่สรรค์วาดรูปสาวน้อยบนเกาะวิมานน้อย แก้วเดินมามองดูแล้วถาม
       “นี่แกทำอะไรน่ะ นิด”
       “เตรียมที่ให้พี่เสียมวาดรูปไง พี่เสียมจะส่งรูปเข้าประกวดในงานฉลองรัฐธรรมนูญ”
       “อือ แต่ทำไมมันคุ้น ๆ อยู่นา”
       นิดไม่ตอบแต่อมยิ้ม แก้วตาโต
       “ฉันรู้แล้ว แกกำลังทำมุมนี้ให้เหมือนกับมุมที่นายเสียมเขียนรูปบนเกาะวิมานน้อย”
       นิดยิ้ม แก้วทำท่าหมั่นไส้แล้วบอก
       
       “แกนี่มันร้ายจริงๆ” 

 

ในเวลาต่อมา รถของสรรค์เเล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านเช่าของนิด บุญมาและสรรค์ก้าวลงจากรถ สรรค์เอาอุปกรณ์วาดรูปลง บุญมาถือวิสาสะเดินนำเข้าไปในบ้าน
       
       บุญมาเยี่ยมหน้าเข้ามาในห้องโถงก่อนได้ยินเสียงแก้วเจื้อยแจ้ว
       “ฮัลโหล บ้านวนิดาค่ะ...จากไหนนะคะ...ต้องการติดต่อให้วนิดาไป พูดชมสินค้า...อ๋อ...ฉันน่ะหรือ...แก้วกิริยา เซเครัททารีของวนิดาค่ะ ...ว้าย ตาเถร”
       แก้วหันมาเจอบุญมาในระยะประชิด โทรศัพท์หลุดจากมือ บุญมารีบรับไว้
       “ไม่ใช่ตาเถร ฉันเอง ไหน พูดกับใคร ... ฮัลโหล”
       บุญมาเอาโทรศัพท์มาฟัง ได้ยินแต่เสียงสายว่าง
       “กะอยู่แล้วว่าต้องซ้อมพูดโทรศัพท์ เฮอะ ตั้งเป็นเดือนแล้วยังไม่หายเห่อสักหลาดอีก”
       แก้วอายแต่ค้อนขวับ
       “ก็ต้องซ้อมไว้ซี ไม่งั้นพอกริ่งดังก็ตกใจทุกทีเหมือนพูดกะลมกะแล้ง”
       “ที่เธอทำอยู่นี่แหละ พูดกะลมกะแล้งของจริงล่ะ ฝรั่งนี่มันเก่งนะอยู่ห่างกันเป็นไมล์ก็พูดกันได้”
       “ไม่เห็นเก่งเลย เก่งจริงก็ต้องเห็นหน้ากันได้ด้วยซี อีกหน่อยใครทำขึ้นมานะรวยตาย”
       “เธอนี่เพ้อเจ้อตลอดศก”
       “ก็ดีกว่าพวกนักเขียนปั้นน้ำเป็นตัว”
       สรรค์เดินตามเข้ามา หอบข้าวของพะรุงพะรัง ต่อว่าบุญมา
       “นึกแล้วว่าต้องหาโอกาสมาคุยกับคุณแก้ว ไม่ช่วยฉันบ้างเลย”
       บุญมารีบเข้าไปช่วยพลางแก้ตัว
       “ฉันมาตามคุณน้อยให้แกต่างหาก ใครอยากคุยกับคุณแก้วกัน”
       “ฉันก็ไม่อยากจะคุยกับใครหรอกย่ะ นิด เอ๊ย น้อยเค้าให้ฉันมาคอยต้อนรับพวกคุณต่างหาก”
       “แล้วคุณน้อยอยู่ที่ไหนเล่าครับ” สรรค์ถาม
       นิดไม่แต่งหน้า ปล่อยผมยาวเคลียไหล่ แต่งตัวเหมือนที่เคยใส่ให้เสียมวาดรูปสาวน้อยเดินลงมาจากบันไดชั้นบน
       แก้วยิ้ม บุญมาทึ่งที่เห็นวนิดาในคราบสาวชาวบ้าน สรรค์ตะลึง รู้สึกแปลกๆ เหมือนคุ้นเคยกับภาพนี้มานานแสนนาน สรรค์ยิ้มแล้วเดินเข้าไปหา
       “คุณน้อย”
       นิดยิ้มให้สรรค์
       “ผมจำได้แล้ว”
       นิดเบิกตากว้าง
       “อะไรนะคะ”
       “นี่จำได้แล้วหรือ” แก้วถาม
       “จำอะไรได้” บุญมาถามอีกคน
       นิดตัวสั่นดีใจ สรรค์ก้าวไปใกล้นิด
       “จำได้”
       “ผมจำได้แล้วว่า เมื่อวันลอยกระทงปีก่อน ผมเคยเจอผู้หญิงคนหนึ่ง เธอบอกว่าคนรักของเธอเพิ่งตายจากไป ผู้หญิงชาวบ้านคนนั้นคือ คุณน้อยนี่เอง”
       นิดผิดหวังนิดหน่อย แก้วถอนใจดังป๊าด บุญมาฟัง
       
       ภายในห้องนั่งเล่น นิดรินน้ำชาให้สรรค์พลางตัดพ้อเล่นๆ
       “คุณใช้เวลานานเหลือเกินนะคะ กว่าที่คุณจะจำได้” นิดบอก
       “แปลว่าคุณจำผมได้มาตลอด” สรรค์ถาม
       “ฉันไม่เคยลืมต่างหากค่ะ”
       “มิน่า บางครั้งคุณน้อยถึงมีท่าทางแปลก ๆ ที่แท้คุณน้อยก็จำผมได้นั่นเอง”
       “เวร” แก้วโพล่งออกมา
       สรรค์กับบุญมามองแก้วที่ยักไหล่ นิดน้ำตาคลอ แล้วแหงนเงยให้มันไหลกลับเข้าไป หันมายิ้มสดใส
       “ความจำคุณดีจังนะคะ หวังว่าต่อไปคุณคงจำอะไรได้มากกว่านี้”
       
       บริเวณสวนหิน นิดอยู่บนแท่น สรรค์ยืนกำกับท่าอยู่
       “เอียงหน้าไปทางขวานิดครับ ปล่อยไหล่ตามสบาย อย่าเกร็งครับ”
       
       นิดทำตาม สรรค์ถอยมาหลังเฟรมผ้าใบบนขาตั้ง ห่างออกมาบุญมาถ่ายรูปนิดและสรรค์ แก้วอยู่ข้าง ๆ บุญมา สรรค์มองดูนิดอีกเห็นว่าดูงดงามได้จังหวะ ไม่ได้รู้ว่า เป็นพิมพ์เดียวกับภาพบนเกาะวิมานน้อยมีเพียงแหวนพลอยในมือเพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเอง
       “ดีแล้วครับ”
       นิดยิ้มจำได้ว่าคือท่าเดียวกันกับที่สรรค์กำกับท่าทางให้นิดบนเกาะวิมานน้อย แก้วมองนิดอย่างดีใจแทน บุญมองท่าทีของสรรค์ที่มองวนิดา แล้วถอนใจหนัก
       
       เวลาเย็น สรรค์ขับรถแล่นมาตามถนน บุญมานั่งอยู่ข้างๆ บนตักมีวางกล้องถ่ายรูปวางอยู่
       “แกกับวนิดานี่จะยังไง”
       สรรค์ได้ยินคำถามของบุญมาก็อึ้งไป ดวงตาสับสนเข้าแทนที่
       “แกถามทำไม”
       “ฉันจะไม่ถามแกเลย ถ้าแกไม่ได้หมั้นอยู่กับคุณสุ”
       “ฉันชอบคุณน้อย” สรรค์ยอมรับ
       “แค่ชอบแค่นั้นหรือ” บุญมาซัก
       “ฉันชื่นชมยกย่องเขา เขาก็ชื่นชมฉัน เราชอบอะไรเหมือน ๆ กันทุกอย่าง เขาเป็นคนเดียวที่พูดคุยเรื่องศิลปะ ละคร หนังสือ กับฉันได้อย่างไม่รู้เบื่อ”
       บุญมารู้ว่าสรรค์ปากแข็งแต่ไม่อยากขัด
       “แกคิดว่าแกกับคุณน้อยคบกันแบบพลาโตนิก เฟรนด์ชิพจริง ๆ หรือ”
       “คุณน้อยรู้ว่าฉันมีสุวลี เขาเองก็ยังคงรักคนรักเก่าไม่เสื่อมคลาย”
       สรรค์หลุดปากออกมาแต่มีแววขัดใจอยู่ในตาคู่นั้น บุญมาอ่านใจออก
       “ฉันว่านี่ต่างหากคือเหตุผลที่แกไม่กล้ารักเขา เพราะกลัวตัวเองจะผิดหวัง...ใช่ไหม ไม่ใช่เพราะคุณสุวลีหรอก”
       
       สรรค์อึ้ง ไม่ตอบบุญมา ขับรถไปเงียบๆ ด้วยสีหน้าเจื่อน

 
 
       วันใหม่ สุวลีแต่งกายงดงามก้าวเข้ามาในร้านสรรค์ศิลป์ ในส่วนแกลเลอรี่ซึ่งมีเพื่อนรุ่นน้องสรรค์ดูแลอยู่ ส่วนของช็อปก็มีลูกค้าพอประมาณ สมพงษ์วิ่งมาไหว้สุวลี
       
       “คุณสรรค์ล่ะจ๊ะ”
       “คุณสรรค์ไม่อยู่ครับ”
       สุวลีเปลี่ยนเสียงหวานเป็นเข้มทันที
       “ไปไหน”
       “ไปวาดรูปวนิดาที่บ้านครับ” สมพงษ์รายงาน
       “ยังไม่จบไม่สิ้นกันอีกหรือ นี่ไปมากี่วันแล้ว”
       
       สุวลีตาแข็งซักไซ้สมพงษ์ที่กำลังรายงาน บัวก้าวมาดูกลัวว่า สมพงษ์จะใส่ไข่เกิน สุวลีรับฟัง ด้วยสีหน้าเย็นชา
       
       ภายในบ้านเนาวรัตน์ เวลากลางคืน สุวลีบ่นระบายอารมณ์กับเสวกที่ตอนนี้มีบุคลิกเป็นคนทำงานอย่างเต็มตัว ไม่ใช่หนุ่มเจ้าสำราญเหมือนแต่ก่อน
       “น้องรู้เสียยิ่งกว่ารู้ว่า การวาดรูปมันเป็นแค่เรื่องบังหน้า เป็นแค่มารยาหญิงของแม่วนิดาที่หาเรื่องใกล้ชิดสรรค์ ...”
       สุวลีกระแทกตัวลงนั่งด้วยความเจ็บใจ
       “สรรค์ก็เหลือเกิน รู้ว่ามันเป็นกับดัก แต่กลับเดินลงไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าตาบอดหรือยังไง”
       เสวกเงยหน้าจากงานเอกสารตั้งใหญ่ที่ทำอยู่ ย้อนเสียงเรียบเพราะเริ่มอ่อนใจกับนิสัยของสุวลี
       “คุณน้องไม่ชอบเรื่องไทยๆ เลยอาจจะไม่เคยอ่านบทพระราชนิพนธ์ที่ว่า... ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน...” (๑)
       สุวลีหันขวับทันทีแล้วถาม
       “นี่คุณพี่คิดว่า สรรค์หลงรักแม่วนิดาจริงๆ หรือคะ”
       เสวกไม่ตอบ แต่ใบหน้าขรึมเหมือนเสียใจ สุวลีจิกเล็บกำมือแน่นด้วยความโกรธ
       
       เย็นวันใหม่ ภายในโถงบ้านเช่า สรรค์สวมกางเกงสีกากี ใส่เสื้อเชิร์ตขาว แต่บุญมาสวมเชิ้ต ผูกหูกระต่าย มีซัสเปนเซอร์โยงกางเกงห้อยกล้องตามเคย เตรียมเครื่องมือ กล้อง สรรค์รอวาดรูปที่วาดค้างไว้
       เสียงแก้วกระแอมกระไอ บุญมาหันไปดูแล้วตาเหลือก
       “เฮ้ย!”
       สรรค์หันมองตาม เห็นแก้วเดินออกมาในชุดสวมเสื้อและซิ่น แก้วยิ้มเขินๆ
       “นี่เธอแต่งแบบนี้เป็นด้วยเหรอ”
       “อย่าพูดมาก .. เอานี่ไป”
       แก้วส่งผ้าขาวม้าและเสื้อผ้าผู้ชาย 2 ชุดให้ บุญมารับมาอย่าง งงๆ
       “นี่มันเรื่องอะไรกัน คุณแก้ว” สรรค์ถาม
       “นิดอยากให้คุณสองคนใส่ชุดนี้ค่ะ” แก้วบอก
       สรรค์ขำ
       “ให้ผมใส่ชุดแบบนี้วาดรูปหรือครับ”
       
       นิดปล่อยผมยาว ไม่แต่งหน้าเดินออกมาในชุดเสื้อและผ้าซิ่นที่เคยใส่ในงานวัดตอนอยู่เกาะสีชัง
       “วันนี้ฉันของดวาดรูปหนึ่งวันค่ะ ฉันจะชวนคุณไปเที่ยว”
       “ไปเที่ยวไหนครับ” สรรค์ถาม
       “นี่คุณสรรค์ทำงานจนไม่รู้เดือนรู้ตะวันเลยหรือคะ”
       สรรค์ทำตาปริบๆ นิดพูดต่อ
       “วันนี้วันขึ้น 15 ค่ำเดือนสิบสองค่ะ”
       
       พลุลูกเล็ก ๆ ระเบิดแตกเป็นพลุไฟสีต่าง ๆ อยู่กลางฟ้า
       ภายในสวนสาธารณะ มีการออกร้านอย่างงานวัด มีผู้คนมาเดินเที่ยวกัน ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางและชั้นล่าง ทุกคนแต่งตัวสวย หน้าตาสดใสชื่นบาน บางคนมีกระทงในมือ
       สรรค์ นิด บุญมา และแก้ววางกระทงไว้ในรถก่อนจะเดินเข้างานในชุดชาวบ้าน แก้วและนิดรื่นเริง สรรค์เองก็รู้สึกสนุกที่ได้แต่งตัวแบบนี้ มีเพียงบุญมาที่เดินไปก็ขยับผ้าขาวม้าคาดเอวไปเพราะกลัวหลุด แม้ทั้ง ๔ คนจะไม่กลืนกับชาวบ้านนักแต่ก็พอกล้อมแกล้มไปได้
       “คุณน้อยแน่ใจหรือครับว่า แต่งตัวแบบนี้แล้วจะไม่มีใครจำคุณน้อยได้” สรรค์ถาม
       นิดอมยิ้มแล้วพูดกำกวม
       “เดี๋ยวก็รู้ค่ะว่าจะจำได้หรือไม่ได้”
       ชาวบ้านเดินผ่านไปผ่านมาไม่มีใครจำวนิดาได้ จึงไม่มีใครแตกตื่น นิดชวนสรรค์คุย
       “เป็นยังไงบ้างคะ”
       “แปลก ทำไมผมรู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้จัง”
       “คุณไม่เคยเที่ยวงานแบบนี้เลยหรือคะ”
       สรรค์ส่ายหน้าแล้วบอก
       “ตอนเด็กๆ ผมเคยจะแอบไปเที่ยวงานวัดข้างบ้าน แต่แม่ผินมาลากผมกลับ”
       “ตาย ผู้ดีตีนแดงขนานแท้” แก้วพูดเสียดสีแล้วถามบุญมา
       “แล้วคุณล่ะไม่เคยเหมือนกันละซี”
       “ใครว่าล่ะ นมพวงน่ะตัวดีเชียวลากฉันไปดูละครชาตรี งานวัดตั้งแต่ฉัน ๒-๓ ขวบเอง”
       แก้วเชิดใส่ ชาวบ้านผ่านมาอีกกลุ่ม บุญมามองๆ แล้วสะกิดแก้ว
       “นี่เธอบอกให้ฉันแต่งตัวให้กลมกลืนไม่ใช่หรือ”
       “ก็ใช่น่ะซี”
       “ฉันไม่เห็นใครคาดผ้าขะม้าสักคน มีแต่เจ้าสรรค์กับฉัน”
       แก้วทำไม่รู้ไม่ชี้ กางเกงบุญมาจะหลุดจนต้องขยับรัดผ้าขาวม้าอีก นิดกับสรรค์หัวเราะชอบใจ
       
       พระจันทร์เต็มดวงลอยอยู่กลางฟ้า มีพลุระเบิดจากเบื้องล่างสู่ฟากฟ้า
       
       ในเวลาต่อมา สรรค์กับนิดคุกเข่าอยู่ริมน้ำ กระทงในมืองดงามด้วยดอกไม้พื้น ๆ และดอกพวงชมพู ธูปควันฟุ้ง แสงเทียนสว่างมลังเมลือง สรรค์มองดูนิด แสงเทียนยิ่งทำให้นิดดูงดงาบริสุทธิ์ แหวนพลอยในมือทอแสง จู่ ๆ สรรค์ก็ถาม
       “คุณเคยลอยกระทงกับพี่เสียมของคุณไหมครับ”
       นิดยิ้มแล้วส่ายหน้า
       “เราได้เจอกันเพียงชั่วเวลาไม่กี่เดือนค่ะ ฉันไม่เคยลอยกระทงกับเขา แต่ดิฉันเคยแอบดูเขาลอยกระทงกับ...คู่หมั้นของเขา” สรรค์ฟังอย่างเห็นใจ
       สรรค์ขมวดคิ้วมีแววโกรธแทน
       “ผมโกรธพี่เสียมของคุณ แทนคุณจริง ๆ”
       “แต่ดิฉันไม่ได้โกรธเขาเลย ทุกอย่างเป็นเพราะโชคชะตาต่างหาก”
       นิดพูดยิ้ม ๆ กึ่งสุขกึ่งเศร้า สรรค์มีแววผิดหวัง
       “คุณไม่โกรธเพราะคุณยังคงรักเขาอยู่นั่นเอง”
       นิดยิ้มไม่ตอบมองสรรค์ แต่มองด้วยดวงตาผูกพัน
       “ค่ะ ฉันรักเขาตลอดมา และจะรักตลอดไป”
       สรรค์ได้ฟังแล้วหน้าก็หมองลง
       “เราอธิษฐานกันเถอะค่ะ”
       
       นิดบอก พลางยกกระทงขึ้น สรรค์ยกตาม ทั้งสองเอากระทงจรดหน้าผากอธิษฐาน 

 
 
       ห่างออกมานิดหน่อย บุญมาปักธูปปักเทียนลงกระทงให้แก้ว
       
       “เอาอีกเยอะ ๆ ชีวิตฉันจะได้สว่างไสว ชื่อเสียงจะได้ฟุ้งไปไกลเหมือนเทียนกับธูป”
       บุญมาประชดปักธูปเทียนที่เตรียมมาทั้งหมดลงไป จนแน่นเต็มกระทง
       “พอใจหรือยัง”
       
       สรรค์และนิดลดกระทงลงหลังอธิษฐาน สรรค์หันบอกนิด
       “ผมอธิษฐานอะไรรู้ไหมครับ”
       “คุณจะบอกดิฉันเหรอคะ”
       “ผมอธิษฐาน ขอให้คุณทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง และให้คุณพบกับคนใหม่ที่รักคุณอย่างจริงใจ ... คุณจะได้มีความสุขจริง ๆ เสียที”
       สรรค์พูดอ้อม ๆ นิดฟังแล้วก็รู้ว่า สรรค์ขอให้ลืมคนรักเก่า นิดทั้งตกใจทั้งขบขัน ตกใจเพราะเพิ่งรู้ว่าที่สรรค์ลังเลไม่รุกหน้าเพราะวนิดายังไม่ลืมคนรักเก่า และขบขันที่สรรค์ช่างไม่รู้อะไรเลย
       “คุณสรรค์”
       “ผมขอโทษด้วย ถ้าผมถือวิสาสะเกินไป”
       “ไม่หรอกค่ะ เพราะฉันรู้ว่าคุณปรารถนาดี”
       นิดอมยิ้มชวนสรรค์ลอยกระทง ทั้งคู่ปล่อยกระทงลงน้ำ กระทงลอยเคียงกันไป
       
       เทียนธูปในกระทงบุญมาทอแสงเรืองรอง แต่กระทงของแก้วเทียนทั้งหมดเริงโรจน์โชตนา ควันธูปโขมงราวปล่องภูเขาไฟ ไฟจากเทียนลุกสูง แก้วปล่อยกระทงลงไปอย่างภูมิใจ บุญมาลอยกระทงด้วย กระทงลอยจ่อกันไป
       “แน่ะ มาลอยกระทงคู่ฉันทำไม”
       “ฉันไม่มากระทงอธิษฐานกับเธอหรอก อ้าว เฮ้ย”
       เพียงพริบตาเดียวเทียนและธูปทั้งหลายก็ลุกพรึ่บ กระทงแก้วกลายเป็นไฟพะเนียง
       “ว้าย ตายแล้ว”
       อีกอึดใจหนึ่ง ไฟก็ลามไหม้กระทงบุญมา บุญมาร้องอุทาน
       “เฮ้ย ไฟไหม้กระทงฉัน”
       แก้วเปลี่ยนจากตกใจเป็นหัวเราะชอบใจ สรรค์กับนิดวิ่งมาดูแล้วหัวเราะกัน ผู้คนที่มาเที่ยวงานต่างชี้ชวนดูกันอย่างสนุกสนาน
       
       เช้าสายของวันใหม่ สรรค์นั่งกินอาหารเช้าอยู่คนเดียวด้วยสีหน้าสดใส พระชาญชลาศัยเดินมา โดยมีมารศรีเดินตาม คุณพระทำท่าเย็นชาใส่ทั้งกับลูกและมารศรี แม่ผินสะใจ พระชาญชลาศัยลงนั่งแล้วกระแทกเสียงใส่สรรค์
       “เมื่อคืนแกไปไหนมา กลับกี่โมงกี่ยาม ถึงได้ตื่นสายตะวันโด่งขนาดนี้”
       สรรค์ยิ้มกินขนมปังยังไม่ทันตอบ มารศรีตอบแทนเสียงใส
       “เมื่อคืนวันลอยกระทง คุณสรรค์ก็คงไปลอยกระทงน่ะซีคะ”
       พระชาญชลาศัยปรายตามองทำนองว่า ฉันไม่ได้พูดกับเธอ
       “แล้วแกไปลอยกระทงกับใคร อย่าบอกนะว่าหนูสุ เพราะเมื่อวานหนูสุแวะมาหาฉันบอกว่าติดต่อแกไม่ได้ ไม่รู้ไปซุกอยู่ที่ไหน”
       สรรค์รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อยแล้วยืนยัน
       “ผมไม่ได้นัดสุเอาไว้นี่ครับ แล้วบ้านเราก็มีโทรศัพท์ ที่ร้านก็มีโทรศัพท์ ถ้าสุอยากพบผม ทำไมไม่โทร.ไป”
       “ฉันจะไปรู้หรือ .. เขาอาจจะไม่ได้โทร เพราะเห็นว่าแกมัวแต่วาดรูปแม่วนิดาอยู่กระมัง.. .เมื่อไหร่มันจะเสร็จเสียที จะวาดกันไป สบตากันไปให้ไฟรักมันกรุ่นจนลุกท่วมตัวหรือ”
       สรรค์ชะงักเพราะมีอะไรแบบนั้นจริง แต่ทำหน้าขรึมใส่พ่อ
       “วนิดาเขาไม่มารักมาใคร่อะไรผมหรอกครับ เขารักแต่คนรักเก่าของเขาเท่านั้น”
       พระชาญชลาศัยแปลกใจ มารศรีอ้าปากค้าง ความสดใสของสรรค์จางลงเป็นความเศร้านิด ๆ
       
       ภายในห้องโถงบ้านเช่า นิดกำลังคุยโทรศัพท์อยู่
       “คุณสรรค์พูดอย่างนั้นจริงๆ หรือคะ”
       มารศรีคุยโทรศัพท์อยู่คนเดียวที่ห้องโถงบ้านโพธิ์ธารา
       “ก็จริงน่ะซี นี่แม่คุณรีบแก้ไขเสียนะจ๊ะ รูปก็จะเสร็จอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
       “แล้วจะทำยังไงดีล่ะคะคุณ”
       “ฉันไม่สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำหรอก เรียนผูกก็เรียนแก้เองแล้วกันแค่นี้นะจ๊ะ”
       มารศรีวางหูไป แต่นิดยิ้มขำ
       
       นิดกรายนิ้วดูแหวนพลอย ดวงตาสดใสนั่งอยู่บนโซฟา แก้วนั่งอยู่ด้วยตาเบิกโพลง
       “หา นายสรรค์หึงนายเสียม เจ้าประคุณเอ๋ย จะมีอะไรบ้ากว่านี้อีกไหมนี่”
       “นิดก็เพิ่งรู้ว่าที่พี่เสียมยังลังเลอยู่ เพราะคิดว่านิดรักแต่คนรักเก่า”
       “เขาอาจจะลังเลเพราะยายคู่หมั้นผู้ดีแปดสาแหรกนั่นก็ได้ .. แกอย่าลืมนะ ยังไงๆ เขาก็หมั้นหมายกันไปแล้ว”
       “ก็แค่หมั้น แต่ฉันแต่งงานกับพี่เสียมแล้วนะแก้ว แกก็รู้” นิดพูดด้วยความมุ่งมั่น
       “แล้วทำไมแกไม่บอกเค้าไปตรงๆ เลยล่ะ ว่าแกคือนิด แกเป็นคนช่วยชีวิตเขาเอาไว้ที่สีชัง แล้วเขาก็เป็นคนรักของแก”
       นิดนิ่งไป ครุ่นคิด
       “มันถึงเวลาแล้วใช่ไหม แก้ว ที่พี่เสียมต้องรู้ความจริงเสียที”
       
       แก้วพยักหน้า นิดครุ่นคิดอย่างชั่งใจ
       

       ..............................................................
       
       หมายเหตุ - ผู้เรียบเรียง 
       
       ๑. จากเรื่อง “มัทนะพาธา” (ตำนานแห่งดอกกุหลาบ) พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เป็นบทละครพูดคำฉันท์ ๕ องก์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของมัทนาชี้ให้เห็นถึงทุกข์ของความรักหรือโทษของความรัก ความเต็มว่า
       ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน 
        ไม่ยินและไม่ยล อุปสรรคใดใด 
        ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิขังไว้ 
        ก็โลดออกจากคอกไป บ ยอมอยู่ ณ ที่ขัง 
        ถึงหากจะผูกไว้ ก็ดึงไปด้วยกำลัง 
        ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง บ หวนคิดถึงเจ็บกาย

       
       จบตอนที่ ๒๖

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จาก  ละครออนไลน์


ความคิดเห็น

Guest
ชื่อ :
  • Guest
    ความคิดเห็นที่ 2  โดย
    ลิลลี้
    พูดว่า :

    ติดตามตลอดอ่ะค่ะ แต่เว็บคุณลงช้าเกิ้นนนนนนน ปรับปรุงด่วนคร้าาา:014:


    08 ต.ค. 2555 18:40น.| ip115.31.162.194

  • Guest
    ความคิดเห็นที่ 1  โดย
    12345
    พูดว่า :

    ช้าเวอร์ เลิกอัฟซะนะคะ

    08 ต.ค. 2555 18:38น.| ip115.31.162.194