junepopo

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

CHAPTER33: เมื่อต้องจากลา (NC 18++)

ชื่อตอน : CHAPTER33: เมื่อต้องจากลา (NC 18++)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.1k

ความคิดเห็น : 97

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มิ.ย. 2560 20:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER33: เมื่อต้องจากลา (NC 18++)
แบบอักษร

#

Chapter33:

แสงแดดยามบ่ายคล้อยลอดผ่านแมกไม้ใหญ่ ด้วยร่มเงาแห่งกิ่งก้านสาขาทำให้ไอร้อนไม่สามารถส่งผ่านมายัง สองร่างที่นอนแผ่หลาอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ได้ เสียงหัวเราะคิกคักสดใสดังกังวานเป็นของเด็กหญิงตัวเล็กที่ใช้ตักพี่สาวแทนหมอนหนุน พร้อมกับกางสมุดไดอารี่ของพี่สาวไปด้วย

“เฌอร์ นี่มันอะไรอะ ทำไมเอาดอกไม้เหี่ยวๆมาแปะในนี้เต็มไปหมด”เด็กหญิงถามพี่สาวพลางจ้องมองหน้ากระดาษที่มีดอกไม้ ใบไม้แห้งแปะอยู่ในแต่ละหน้าของไดอารี่ ณฉัตรไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเก็บเศษชิ้นส่วนดอกไม้ ใบไม้นี้ไว้บนหน้ากระดาษ ทั้งที่ดอกไม้จริงๆสวยสดงดงามกว่าเป็นไหนๆ

“พวกนี้เรียกว่าดอกไม้ทับแห้งไง”มือเรียวลูบผมดำขลับของน้องสาว ระบายรอยยิ้มอบอุ่นยามมองใบหน้าเล็กๆแสดงความสงสัย

“แล้วทำไมต้องเอามาแปะไว้อะ ไม่เห็นจะสวยเลย”นิ้วเล็กๆเขี่ยกลีบใบแห้งที่ติดแนบสนิทไปบนหน้ากระดาษ กลีบดอกไม้สีน้ำตาลซีดเซียวติดแน่นอยู่บนนั้น

“ก็เพราะบางอย่างเราไม่สามารถเก็บรักษามันไว้ ในรูปแบบเดิมได้ตลอดไปไง ฉัตรรู้ใช่มั้ยว่าใบไม้ดอกไม้พวกนี้มันเคยมีสีสันสดใสและสวยงามมากขนาดไหน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีระยะเวลาของมัน”เฌอร์มาลย์บอกกับน้องสาว เธอรู้ว่าด้วยวัยเท่านี้ ณฉัตรอาจเข้าใจอะไรได้ไม่มากนัก แต่ก็พยายามอธิบายเท่าที่ทำได้

“พอถึงเวลามันจะเหี่ยวแล้วก็เน่าเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยใช่มั้ย”

“ใช่จ้ะ”เฌอร์มาลย์ตอบน้องสาว ณฉัตรพลิกหน้าสมุดไปมา ดอกไม้แห้งบางชนิดเธอรู้จักดี บางชนิดแค่คุ้นหน้าตา แต่บางชนิดก็ไม่รู้จักเลย

“มีเดย์อายด้วย”ณฉัตรลูบไล้ ดอกไม้แห้งในหน้าหนึ่งบนกระดาษ ครั้งหนึ่งมันคือดอกไม้เล็กๆสีขาว คนทั่วไปอาจเรียกว่าดอกเดซี่ แต่สำหรับพี่สาวของเธอ เฌอร์มาลย์เรียกมันว่าเดย์อาย

“เอ้ะ เฌอร์ แล้วนี่ดอกอะไรอะ”ณฉัตรไปอีกหน้ากระดาษ รูปร่างดอกไม้ที่อยู่บนหน้านั้นช่างแปลกตามาก เด็กหญิงไม่เคยเห็นมาก่อน

“นั่นไม่ใช่ดอกไม้ มันเป็นใบไม้ เรียกว่า ใบโคลเวอร์”เฌอร์มาลย์บอก ณฉัตรนิ่วหน้าสงสัยทันที ใบไม้ที่มีกลีบสี่แฉกช่างดูแปลกตามิหนำซ้ำยังมีเพียงใบเดียว

“แล้วทำไมเฌอร์เอามาแปะน้อยจัง แค่ใบเดียวเอง”

“จริงๆแล้วใบโคลเวอร์มีเต็มไปหมด แต่ว่าส่วนมากจะมีแค่สามแฉก รู้รึเปล่าว่าใบโคลเวอร์ที่มีสี่แฉกมันหายากมากๆเลยนะ แต่ถ้าหาเจอ มันจะเป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ ฉัตรรู้มั้ยว่าใบโคลเวอรืสี่แฉก เอามาทำเป็นเครื่องรางนำโชคได้ด้วย”

“จริงเหรอเฌอร์”ณฉัตรถามเสียงตื่นเต้น ดีดตัวลุกขึ้นจากตักของคนเป็นพี่ แล้วจ้องมองใบไม้นั้นอย่างสนอกสนใจ

“พี่ได้มันมายังไงอะ เอามาจากไหน”

“แม่ให้พี่มา แม่บอกว่าเป็นเครื่องรางทำให้โชคดี แต่พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่ได้มาจากไหน”

ณฉัตรลูบไล้ใบไม้รูปทรงสี่แฉกนั้น รู้สึกดียามได้สัมผัส

“แต่ละแฉกของใบไม้ มันแฝงความหมายไว้ด้วยนะ”

จริงเหรอเฌอร์ แล้วมันมีความหมายว่าอะไร

มือเรียวลูบไล้จี้ที่ห้อยอยู่บนคออย่างแผ่วเบา คืนที่ผ่านมาอลันมอบสร้อยใบโคลเวอร์ให้กับเธอ นั่นทำให้ณฉัตรนึกย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน เฌอร์มาลย์บอกว่าใบโคลเวอร์สี่แฉกจะเป็นเครื่องรางปกป้องคุ้มครองและทำให้โชคดี อลันเองก็บอกกับเธอแบบนั้น ณฉัตรเข้าใจทันทีว่าพี่สาวคงเป็นคนบอกกับอลัน แต่เขาจะรู้ความหมายที่แฝงอยู่มากกว่านั้นหรือเปล่านั้นหรือเปล่า

“หนูฉัตร วันนี้แต่งตัวเสร็จเร็วจัง นี่เพิ่งจะเจ็ดโมงครึ่งเอง”เปาเข้ามาภายในห้อง เอาเสื้อผ้าณฉัตรเข้าตู้

“เนี่ย คุณท่านก็ตื่นเร็ว พี่เลยขึ้นมาบนตึกเร็ว พี่เพิ่งจะเอาอาหารเช้าไปเสิร์ฟให้ท่านที่ห้องหนังสือมา แล้วก็ขึ้นมาหาหนูฉัตร อีกประเดี๋ยวว่าจะลงไปในครัว”

“คุณท่านตื่นแล้วเหรอคะ”ณฉัตรถามขึ้นทันที

“ใช่จ้ะ”

“พี่เปาจะลงไปข้างล่าง ฉัตรขอลงไปด้วยนะคะ อยากลงไปเดินเล่น”

“ได้สิจ้ะ มาเถอะ เดี๋ยวพี่พาไป”เปาประคองณฉัตรออกจากห้องนอน ลงไปยังชั้นล่าง ก่อนจะหยุดอยู่ด้านหน้าห้องหนังสือ

“พี่เปามีไรก็ไปทำเถอะคะ ฉัตรไปเองได้”

“เอางั้นก็ได้จ้ะ นี่จ้ะไม้เท้านำทาง”สาวใช้ส่งไม้เท้านำทางให้กับณฉัตร หญิงสาวรับไว้ เมื่อเปาเดินจากไป ณฉัตรเปลี่ยนจุดหมายทันที หญิงสาวใช้ไม้เท้านำทางพาไปยังหน้าห้องหนังสือ ณฉัตรหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องนานเป็นนาที ตลอดค่ำคืนที่ผ่านมาเธอได้คิดใคร่ครวญทบทวนทุกอย่างเป็นร้อยเป็นพันรอบ แต่ก็ยังไม่สามารถจะได้สินใจเลือกหนทางใดหนทางหนึ่งได้อย่างเด็ดเดี่ยว ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ ก่อนที่หัวใจจะไม่ถูกพันธการไว้ด้วยความรู้สึกซับซ้อน เธอคงเดินจากปรีชาได้แต่โดยง่าย เพราะมันคุ้มค่าที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณ แต่ทว่าตอนนี้เธอหันหลังให้กับปรีชาไวยกิจได้ยากเหลือเกิน ด้วยเหตุผลที่หัวใจยากจะยอมรับ

ก้อกๆๆ

ยื่นมือออกไปสัมผัสบานประตู ก่อนจะตัดสินใจเคาะให้ดัง

“เชิญ ประตูไม่ได้ล็อก”เสียงทุ้มเอ่ยมาจากด้านใน ณฉัตรคลำหาลูกบิด ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป อานนท์เงยหน้าจากหนังสือเล่มหนา เขาวางมันลงเมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งเข้ามาภายในห้องคือณฉัตร

“หนูฉัตรนั่นเอง”

“ฉัตรเข้ามารบกวนคุณท่านรึเปล่าคะ”

“ไม่เลย ฉันตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า ไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยมานั่งในห้องหนังสือนี่ แล้วก็กินอาหารเช้าไปด้วย หนูมานั่งตรงนี้สิ”อานนท์บอกหญิงสาว ณฉัตรใช้ไม้เท้านำทางเดินไปยังโต้ะหนังสือตัวยาวที่วางอยู่กลางห้อง ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง

“เข้ามาหาฉันแบบนี้ ดูเหมือนว่าหนูคงมีเรื่องสำคัญจะพูดกับฉัน”อานนท์เพียงแค่เห็นสีหน้าท่าทางก็สามารถล่วงรู้ได้ทันที หญิงสาวดูท่าทางมีอะไรอยู่ภายในใจและคงพร้อมจะเปิดเผยกับเขา

“คุณท่านรู้รึเปล่าคะ ว่าตอนที่หนูฟื้นขึ้นมาจากอุบัติเหตุครั้งนั้น แล้วรู้ว่าเฌอร์ได้จากไปแล้ว หนูรู้ทันทีว่าหนูคงไม่สามารถมีชีวิตต่อไปได้”ณฉัตรย้อนนึกไปถึงหลายปีก่อน วินาทีที่อานนท์บอกว่าเฌอร์มาลย์ตายไปแล้ว เธอก็เหมือนตายตามไปด้วย แม้จะยังหายใจก็ตาม

“ไม่ใช่แค่เพราะหนูรู้สึกผิด ที่เป็นต้นเหตุทำให้เฌอร์ตาย แต่เพราะว่าหนูกลัวมากเหลือเกินคะ”มือที่ประสานอยู่บนตักรวบกำแน่น อานนท์เข้าใจความรู้สึกณฉัตรดีมากกว่าใคร การเสียชีวิตของรสา ภรรยาเก่าของเขา เขาเองก็มีส่วน ความรู้สึกผิดเกาะกินอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้

“หนูไม่ได้กลัวที่ตัวเองตาบอด ไม่กลัวที่จะเผชิญกับโลกที่มีเพียงความมืด แต่หนูกลัวจะต้องโดดเดี่ยว นั่นเพราะว่าชีวิตของหนูมีแค่เฌอร์มาลย์เท่านั้น”เมื่อนึกถึงตรงนี้ น้ำตาที่ปริ่มเอ่ออยู่ตรงขอบตา ร่วงเผาะลงมาอย่างอัตโนมัติ

“ตอนที่พ่อกับแม่จากไป หนูคิดถึงอ้อมกอดของแม่ อุ้งมือของพ่อ แต่เมื่อไม่มีพวกท่าน เฌอร์มาลย์มอบสิ่งเหล่านั้นให้กับหนู หนูไม่ได้รู้สึกสูญเสียทุกๆอย่างบนโลก เพราะเพียงแค่มีเฌอร์ ก็เพียงพอแล้ว”น้ำเสียงสั่นเครือ ยากที่จะข่มความเศร้าที่เกิดขึ้น อานนท์รู้สึกหัวใจตัวเองพลอยเจ็บปวดไปด้วย ยามที่ได้เห็นร่องรอยบาดแผลในหัวใจที่คนตรงหน้าได้รับ ณฉัตรต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า มันหนักหนาเกินไปสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึง

“แต่ว่า…เฌอร์ก็จากหนูไป หนูรู้สึกว่าโลกของหนูคงพังทลายลงในตอนนั้น หนูคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แน่ๆ หนูเฝ้าถามตัวเองในทุกๆวินาที ว่าทำไมหนูถึงยังมีชีวิตอยู่ ทำไมหนูถึงต้องถูกทิ้งไว้คนเดียว”

เสียงกรีดร้องปานจะขาดใจยังคงดังก้องอยู่ในหู อานนท์ได้เห็นผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งหัวใจแตกสลายไปตรงหน้า

“แต่ถึงหนูจะเจ็บปวดหรือทรมานจากการตายของเฌอร์แค่ใหน หนูก็ไม่มีสิทธิ์โอดครวญอะไรทั้งนั้น เพราะว่าหนูเป็นคนเลว เป็นสาเหตุที่ทำให้พี่สาวตัวเองต้องตาย”ณฉัตรสะอื้นไห้จนตัวโยน ความรู้สึกเจ็บปวดทรมานที่สุมอยู่ในอกพรั่งพรูออกมาอย่างห้ามไม่ได้

“วันเผาศพเฌอร์มาล คนที่รักเธอทุกคนอยู่ที่นั่น แต่ว่า แต่ว่าหนูไปหาเธอไม่ได้ หนูไม่สามารถเอ่ยได้แม้แต่คำบอกลาครั้งสุดท้าย”

ความทรงจำอันแสนเจ็บปวด พาณฉัตรย้อนไปในวันนั้นอีกครั้ง

สายลมเอื่อยเฉื่อยพัดลอดผ่านหน้าต่างบานเลื่อนเข้ามาภายในห้องสี่เหลี่ยม ผ้าม่านสีขาวพริ้วไหวยกตัวขึ้นตามแรงลม สายลมที่พัดมาจากทิศทางใดทิศทางหนึ่งหอบเอากลิ่นละอองไอฝนจากที่ไกลๆมาถึงตรงนี้  ร่างเล็กบนเตียงผู้ป่วยนั่งกอดเข่าสะอื้นให้จนตัวสั่น น้ำตาที่ไหลเหือดแห้งหายไปนั่นเพราะไม่เหลืออะไรให้กลั่นกรองออกมาได้อีก ทว่าความรู้สึกแห่งการสูญเสียและความเจ็บปวดจากสิ่งเดียวกันนั้นกำลังทำหน้าที่ของมันต่อไปไม่หยุดหย่อน

“ฌะ เฌอร์ เฌออออ ฮือออออออออ”เสียแหบพร่าที่เอาแต่เรียกชื่อพี่สาว ดังก้องอยู่ภายในห้องซ้ำไปซ้ำมา ณฉัตรรู้ดีว่าหลังจากวันนี้ เธอกับเฌอร์มาลย์จะต้องจากกัน ตลอดกาล

เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น ยามที่ประตูเปิดออกทำให้สายลมลูบไหวพัดพาเข้ามาภายในห้อง ผ้าม่านสีขาวยกตัวลอยขึ้นพริ้วสไว ด้านนอกหน้าต่างสายลมพัดพาละอองสายฝนประทะกระจกบานใสจนจับเป็นฝ้าหมอก เสียงหยาดฝนหล่นกระทบดังแว่วแทรกเข้ามาพร้อมกับฝีเท้าที่ก้าวมาหยุดตรงปลายเตียง

“ข้างนอกฝนตกแล้ว”เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้น ก่อนที่ร่างนั้นจะเคลื่อนตัวเดินไปอีกฝั่งแล้วรูดเปิดผ้าม่าน พร้อมกับจ้องมองละอองฝนที่ตกกระทบกระจกบานใส

“ฮึก ฮือออออออออ”

“พี่สาวหนูเคยบอกว่ามีดอกอะไรน้า ที่เป็นเครื่องรางกันฝนได้ด้วย”อานนท์เอ่ยขึ้นเหมือนบทสนทนาปกติ ทั้งที่ใครๆก็พากันปิดเงียบไม่พูดถึงชื่อเฌอร์มาลยามอยู่ต่อหน้าณฉัตร คนที่สะอื้นให้ใส่เข่าตัวเองเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ได้รับความบาดเจ็บยังคงถูกครอบผิดไว้ แต่ถึงอย่างนั้นก็จำได้ว่าเป็นเสียงของอานนท์

“ดอกอะไรน้า หนูรู้จักรึเปล่า”

“ดะ เดซี่คะ แต่เฌอร์เรียกว่า ดะ เดอาย์”เสียงสะอื้นขาดห้วงแต่ก็ยังตอบคำถาม ณฉัตรคิดว่าทุกคนจะรวมตัวอยู่ในพิธีเผาศพของเฌอร์มาลเสียอีก

“อื้อ ใช่ ดอกนั่นแหละ ดอกไม้ดอกเล็กๆสีขาวที่พี่สาวหนูชอบมาก เพราะอย่างนั้นมันก็เลยบานเต็มเรือนกระจกไปหมด ฮึๆ”อานนท์หัวเราะเบาๆ ณฉัตรไม่รู้ว่าทำไมชายสูงวัยถึงได้เอ่ยถึงเฌอร์มาล ในขณะที่ใครๆพากันปิดปากเงียบ

“อ่า…ตอนนี้ดอกไม้นั่นก็คงกำลังบานสะพรั่งเลยสินะ”

“ฌะ เฌอร์ ไม่อยู่แล้วคะ หนูจะไม่ได้เจอเฌอร์อีกแล้ว ฮือออออออ”ณฉัตร

“หนูรู้มั้ย คนตายแล้วจะหายไปไหน”อานนท์ถามคำถามที่เด็กสาวไม่เข้าใจเลยสักนิด เพราะเธอไม่มีคำตอบให้กับคำถามนี้

“คำตอบคือ ไม่ได้หายไปไหน”เด็กสาวเงยหน้าขึ้น ช่างเป็นคำตอบที่แสนแปลกประหลาด คนที่ตายไป ไม่ได้หายไปไหน

“พี่สาวหนูก็แค่ย้ายไปอยู่ในที่ที่มีความหมายต่อหนู”

“ที่ที่มีความหมายต่อหนู...เหรอคะ”

“ถ้าหนูรักคนๆหนึ่ง  ไม่สำคัญว่าคนๆนั้นจะอยู่ตรงนี้หรือไม่ แต่เพียงแค่การนึกถึงคนๆนั้น มันก็จะทำให้ทุกๆอย่างรอบตัวหนูมีความหมาย”

“ลมหายใจของพี่สาวหนูจะอยู่ในดินทุกๆก้อนยามที่หนูฝังรากดอกไม้ที่เธอแสนรักลงบนดิน”

“หนูจะยิ้มทุกครั้งยามดอกไม้ของเฌอร์มาลผลิดอกและเบ่งบาน”

“เฌอร์มาลจะเป็นคนแรกที่หนูคิดถึงยามสัมผัสแดดอันอบอุ่นหรือแม้แต่ได้กลิ่นไอฝนจากที่ไกลๆ”

“เฌอร์มาลก็แค่ย้ายจากบางแห่ง มาอยู่ในบางที่ที่มีความหมายต่อหนู”

“ไม่มีใครจากเราไปจริงๆหรอกณฉัตร ตราบที่คนๆนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่มีความหมายต่อเรา”

ถ้อยคำที่อานนท์บอกในวันนั้น ณฉัตรยังจำได้ดี นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ตัวเธอตัดสินใจจะมีชีวิตอยู่ต่อไป แม้จะไม่มีเฌอร์มาล

“หนูแค่อยากจะขอบคุณที่ท่านตัดสินใจยื่นมือมาช่วยเด็กเลวๆคนนี้ ขอบคุณท่านที่เมตตากับหนูตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ขอบคุณที่ทำให้หนูเข้าใจความหมายแท้จริงของการมีชีวิตอยู่ต่อ”

อานนท์ไม่อยากรับฟังถ้อยคำต่อไปของณฉัตร เพราะเขารู้ดีว่าเธอกำลังจะเอ่ยถ้อยคำใด

“ตอนนี้ หนูเข้มแข็งและสามารถก้าวผ่านเรื่องทุกอย่างได้แล้วคะ ท่านจะกรุณาให้หนูเลือกทางเดินชีวิตของหนูเองได้มั้ยคะ”

“ทางเลือกที่หนูเลือกเองหรือหนูถุกบังคับให้ต้องเลือก”อานนท์ถามอย่างไม่อ้อมค้อม แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากคาดเดาว่าเหตุผลอันใดที่บีบบังคับให้ณฉัตรต้องร้องขอทางเดินแบบนี้

“หนูไปจากที่นี่ เพื่อตัวเองหรือเพื่อใคร”

ณฉัตรไม่รู้ว่าทำไมอานนท์ถึงถามแบบนั้น เป็นการถามที่เหมือนรู้เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด

“ณฉัตร ถ้าหนูต้องการออกไปจากที่นี่ เพื่อหนีความรู้สึกของตัวเอง หนูรู้ดีใช่มั้ย ว่าหนูจะไม่มีวันหนีมันพ้น”

ณฉัตรเบิกตาโพลงกับสิ่งที่ได้ยิน อานนท์กำลังหมายถึงเรื่องที่เธอกลัวว่าเขาจะล่วงรู้มากที่สุด นั่นก็คือความสัมพันธ์และความรู้สึกที่เธอมีต่ออลัน

“คุณท่านคะ..”

“หรือหนูจะไปเพราะหนูคิดว่าการอยู่ต่อไม่ได้มีความหมายต่อใครที่นี่”

“ไม่ได้มีความหมายต่อ...อลัน”

คนตัวเล็กแทบจะล้มพับลงไปกองกับพื้น ไม่มีสิ่งไหนที่สามารถหลบซ่อนหรือตบตาอานนท์ได้เลย

“หนูขอโทษคะคุณท่าน หนูขอโทษ”ณฉัตรร้องไห้เสียงสั่นพร่ำบอกขอโทษต่ออานนท์ เธอรู้สึกเหมือนคนเนรคุณและคงจะทำให้อานนท์ผิดหวังไม่น้อย

“หนูขอโทษที่รู้สึกกับคุณอลัน หนูรู้ว่าหนูไม่ควร ตะ แต่ว่า...”

“ไม่ต้องร้อง หนูไม่ผิดอะไรเลย การมอบความรู้สึกให้ใครไม่ใช่เรื่องที่ผิด”อานนท์บอกให้ณฉัตรวางใจ จริงอยู่ที่เขาไม่อยากให้อลันข้องเกี่ยวกับณฉัตร มันไม่ใช่เรื่องของความเหมาะสม แต่มันอยู่ที่ตัวน้องชายเขาต่างหาก อานนท์ไม่แน่ใจว่าอลันจะมีหัวใจเหลือให้ใครอีก

“แต่ว่าหนูรู้สึกกับคนที่ไม่ควรรู้สึก”

“นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้หนูต้องหนีเหรอ”ณฉัตรไม่ตอบเพราะถึงแม้การไปของเธอเป็นเพราะชานนท์บังคับให้เธอต้องเลือกทางนี้ แต่ลึกๆแล้วณฉัตรเองก็ไม่รู้ว่าจะทนอยู่ในสภาพเงาที่ไร้ตัวตนได้อีกนานเท่าไหร่ ไม่วันใดวันหนึ่งเธอก็คงต้องไปอยู่ดี

“หนูไม่นึกถึงความรู้สึกของอลันบ้างหรือ ถ้าหนูต้องการจะไป”

“คุณอลันไม่ได้รู้สึกอะไรกับหนูคะ”ณฉัตรตอบอย่างมั่นใจ อลันไม่มีวันมอบความรู้สึกใดๆให้กับเธอ

“แล้วถ้าอลันรักหนูละ หนูจะยังไปอยู่มั้ย รอให้ได้ยินคำตอบจากมันก่อนแล้วหนูค่อยเลือกทางเดินของหนูไม่ดีกว่าเหรอ”

ก้อกๆๆๆ เสียงเคาะประตูดังแทรกบทสนทนา ณฉัตรสะดุ้งรีบปาดน้ำตาตัวเอง

“พี่นนท์ ผมเอง”

เสียงอลันร้องเรียกจากด้านนอก ณฉัตรเบิกตากว้างทำอะไรไม่ถูก

“คุณท่านอย่าบอกคุณอลันนะคะว่าหนูอยู่ที่นี่”ณฉัตรอ้อนวอน อานนท์พยักหน้าเข้าใจดี

“หนูไปหลบตรงมุมหนังสือก่อน อลันคงแค่มาลาไปเมืองนอก”ณฉัตรพยักหน้ารัวเร็ว ก่อนจะลุกขึ้น ใช้ไม้เท้านำทางพาตัวเองไปหลบตรงมุมชั้นหนังสือที่อยู่ในสุด เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย อานนท์จึงบอกให้อลันเข้ามา เสียงฝีเท้าก้าวมาหยุดตรงโต้ะหนังสือ ณฉัตรกำไม้เท้าตัวเองแน่น หัวใจเต้นโครมคราม

“แกเตรียมตัวพร้อมแล้วเหรอ”

“ครับ ผมกำลังจะไปสนามบิน”

ณฉัตรได้ยินเสียงโต้ตอบกันของคนทั้งสอง เธอภาวนาให้อลันแค่เข้ามาลาอานนท์แล้วออกไปจากห้องโดยเร็ว

“ผมมีเรื่องจะขอร้องพี่”

เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เว้นวรรคเงียบไปชั่วครู่

“บอกมาสิ”

“ระหว่างที่ผมไม่อยู่ ผมฝากณฉัตรด้วย”

ถ้อยคำฝากฝังของอลัน ทำให้คนตัวเล็กที่ยืนหลบอยู่แทบจะหยุดหายใจ

“แกพูดเหมือนกับว่าเด็กคนนั้นเป็นของแก ที่พอแกไม่อยู่ก็ต้องฝากฝังให้ฉันดูแล”ณฉัตรได้ยินเสียงอานนท์ถามกลับ

“เด็กคนนั้นเป็นของผม ตั้งแต่พี่ยกให้ผมเป็นผู้ปกครองของเธอ”

“แกฝากฝังฉันในฐานะผู้ปกครอง หรือในฐานะผู้ชายฝากผู้หญิงคนนึงกันแน่”

“มันสำคัญด้วยเหรอ ว่าผมจะให้สถานะอะไรกับเธอ”

“มันอาจไม่สำคัญสำหรับแก แต่มันอาจสำคัญสำหรับเด็กคนนั้น บอกฉันสิอลัน ว่าณฉัตร เป็นอะไรสำหรับแก”

บทสนทนาดำเนินมาถึงตรงนี้ ณฉัตรเอามือบีบหัวใจตัวเอง ไม่อยากได้ยินอะไรที่ทำให้ก้อนเนื้อข้างซ้ายต้องบิดเร่าเจ็บปวดอย่างทรมาน

“ผมไม่รู้”

เสียงตอบของอลันช่างแผ่วเบา แต่กลับกระชากรั้งหัวใจให้รวดร้าวอย่างที่สุด

“แกรักเด็กคนนั้นรึเปล่า”

แล้วอานนท์ก็ตั้งคำถามที่ทำให้ณฉัตรต้องยกมือขึ้นมาปิดหูตัวเอง ทั้งๆที่รู้ว่าคำตอบของเขาจะทำให้เธอตายลงตรงนี้ หัวใจของคนทรยศคงจะแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี ความรักกำลังทำทารุณกรรมเธออย่างโหดร้ายที่สุด

“ไม่มีใครแทนที่เฌอร์มาลได้”

ได้โปรดหยุด อย่าพูดอะไรต่ออีกเลย เพราะเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เธอเดินจากไป โดยที่ไม่ต้องรู้สึกติดค้างอะไรในใจอีก ทั้งๆที่รู้ดี รู้ดีกว่าใครที่สุด แต่ก็ยังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสยามที่อลันบอกว่าไม่มีใครอาจแทนที่เฌอร์มาลได้ ถ้อยบทสนทนาที่เหลือแทบจะกลืนหายไปในอากาศ ณฉัตรไม่ได้ยินอะไรนอกจากนั้นอีก เพราะมันไม่สำคัญกับเธออีกต่อไป เสียงประตูปิดลง ทั้งห้องปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน ก่อนที่อานนท์จะเอ่ยขึ้น

“หนูได้ยินทุกอย่างแล้วใช่ไหม”

“ถึงเวลาที่หนูต้องเลือกด้วยตัวเองแล้ว”

รถยนตร์ที่อลันนั่งอยู่แล่นออกจากคฤหาสถ์ สวนกับรถอีกคันที่แล่นเข้าไปยังด้านใน อลันมองผ่านกระจกรถด้วยความรู้สึกที่เป็นกังวลในหัวใจ ทั้งคำตอบที่เขาให้กับอานนท์เรื่องณฉัตรและบรรยากาศระหว่างกัน ทำไมคราวนี้เขาถึงไม่อยากทิ้งณฉัตรไว้ข้างหลัง สายตาหม่นเศร้ายามจ้องมองเขา ทำให้ไม่อยากปล่อยมือบอบบางนั้นแม้แต่วินาทีเดียว

“ไม่มีอะไรน่าแอล แกคิดมากไปเอง”อลันบอกกับตัวเองแบบนั้น หลังจากจัดการงานทุกอย่าง เขาจะกลับมาหาณฉัตรโดยเร็วที่สุด

ร่างสูงก้าวลงจากรถหรู ชานนท์หยุดยืนนิ่งครู่หนึ่ง เด็กรับใช้ออกมาต้อนรับพร้อมทั้งเชื้อเชิญแขกที่ไม่ได้นัดหมายเข้าไปยังด้านใน

“รอตรงนี้สักครู่นะคะ ดิฉันจะไปเรียนคุณท่าน”เด็กรับเชิญชานนท์มายังห้องรับแขก มันเป็นเวลาเช้าเกินไปสำหรับการพบปะพุดคุย แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ต้องการพูดคุยเรื่องสำคัญกับอานนท์ เด็กรับใช้หายไปไม่ถึงห้านาทีก็เดินกลับมา

“เชิญด้านนี้คะ คุณท่านอยู่ในห้องหนังสือ”เด้กรับใช้ผายมือนำทาง ชานนท์เดินตามไปยังห้องหนังสือ

ก้อกๆ

“แขกมารอด้านหน้าแล้วคะคุณท่าน”

“เชิญ”

ประตูห้องหนังสือถูกเปิดออกป็นครั้งที่สามของวันนี้ อานนท์นั่งอยู่หลังโต้ะไม้ตัวยาวด้วยท่าทีสงบ และไม่แปลกใจกับการปรากฏตัวของแขกไม่ได้รับเชิญ

“เชิญนั่งสิคุณชานนท์”อานนท์เชื้อเชิญ ชานนท์ยกมือไหว้ ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม

“ผมต้องขอโทษด้วยที่มาโดยที่ไม่ได้แจ้งท่านล่วงหน้า แล้วยังมาในเวลาไม่เหมาะสมอีก”ชานนท์ออกตัว

“จะช้าจะเร็ว เราก็ต้องเจอกันอยู่ดี”ชานนท์รู้สึกว่าอานนท์กำลังรอคอยการมาถึงของเขา

“เราไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่ตอนนั้น”อานนท์มองชายหนุ่มตรงหน้านิ่ง เขายังจำครั้งสุดท้ายได้ดี ดวงตาคู่สีเทาที่ฉายแววรวดร้าวใจสลายในวันนั้น กลับมีประกายแข็งกล้าขึ้นในวันนี้

“ท่านยังจำที่ผมบอกกับท่านในวันนั้นได้รึเปล่า”

อานนท์แทบไม่ต้องนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์นั้น เขาจำได้ดีทุกคำพูดที่มีต่อกัน

“ผมบอกว่าผมจะกลับมา เพื่อเอาสิ่งที่ควรจะเป็นของผมคืน”แววตาและน้ำเสียงหนักแน่น บ่งบอกว่าคงถึงเวลานั้นแล้ว อานนท์รู้มาตลอดว่าชานนท์ไม่เคยหายไปไหน เขาเฝ้าดูณฉัตรอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ที่ผ่านมาก็เพียงแค่อดทนรอเวลา ผู้ชายตรงหน้าคงจะหวังให้เวลาเยียวยาและสมานบาดแผลจิตใจของณฉัตร และคงหวังว่าเธอจะเปิดใจรับเขาอีกครั้ง

“ณฉัตรไม่ใช่สิ่งของที่คุณนึกอยากจะเอาแล้วเอาไปได้ง่ายๆ”อานนท์เอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ ชานนท์หรี่ดวงตาสีเทานั้นแทบจะในทันที เขาคิดไว้แล้วว่าอานนท์คงไม่ยอมง่ายๆ

“ผมไม่ได้มาขอ ผมบอกแล้วไงครับ ว่าเธอคือของๆผม”

“หึหึ ณฉัตรเป็นของคุณจริงๆหรือคุณชานนท์”อานนท์หัวเราะเบาๆในลำคอ แต่ชานนท์ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่นิด

“เธอจะเป็นคนเลือกเจ้าของให้กับตัวเอง ถามเธอสิครับ ว่าผมหรือ ใครที่เธออยากจะยืนเคียงข้างด้วยในตอนนี้”ชานนท์ตอกกลับด้วยความรู้สึกที่เหนือกว่า เขาไม่ใช่ผู้พ่ายแพ้ในเกมส์นี้

“ผมอยู่ในแวดวงธุรกิจ ผมรู้ว่านักบริหารแต่ละคนก็จะมีลูกเล่นตุกติกและวิธีการของตัวเองเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง ผมก็เคยใช้กลโกงเล็กๆเพื่อสร้างผลประโยชน์เหล่านั้น แต่ว่า…ผมไม่เคยใช้วิธีการโกงนั้นเพื่อบีบบังคับหัวใจใคร”เหมือนการเหวี่ยงหมัดหนักๆใส่หน้ากัน ชานนท์ประเมินคนตรงหน้าต่ำไปถนัด อานนท์จะรู้เบื้องหลังทุกเรื่องหรือเปล่านะ ชานนท์คิด

“ผมก็แค่ทำให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น ที่ผ่านมาผมยอมให้ณฉัตรอยู่ที่นี่ นั่นก็เพราะว่าน้องชายของท่านไม่ได้อยู่ แต่ตอนนี้เขากลับมาแล้ว และเขากำลังแก้แค้นเรื่องเฌอร์มาล ผมไม่อยากให้ณฉัตรต้องตกอยู่ในเงื้อมมือคนที่เคียดแค้นเธอ”ชานนท์ไม่กลัวที่จะเอ่ยถึงอลันในแง่เลวร้าย เพราะเขามั่นใจว่าอานนท์รู้จักน้องชายของตัวเองดี

“ช่วยเธอให้พ้นจากเงื้อมมืออลันโดยการตกไปอยู่ในมือคุณแทนนะเหรอ”อานนท์ถามต่อ

“ผมรักและหวังดีต่อณฉัตร ผมจะไม่มีวันทำร้ายเธอ”

“คุณจะบีบบังคับคนอื่นเพียงเพราะคุณรักและหวังดีต่อคนๆนั้น โดยที่ไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของเธอเลยเหรอคุณชานนท์ ต่อให้คุณรักเธอ แล้วณฉัตรละ เธอรักคุณรึเปล่า”คำถามง่ายๆแต่กลับทำให้ชายหนุ่มตรงหน้านิ่งชะงักงัน ชานนท์กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ

“ผมทำผิดต่อเธอ”ชานนท์เอ่ยเสียงเบา เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

“แต่ผมจะแก้ไข และทำทุกอย่างให้ดีขึ้น”

“ถ้าณฉัตรต้องการจะอยู่กับคุณ ถ้าเธอจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ผมจะไม่ขัดขวาง แต่ว่าสิ่งที่คุณทำให้เธอตอนนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการอีกแล้ว คิดให้ดีคุณชานนท์ว่าคุณทำทุกอย่างเพื่อณฉัตร หรือทำเพื่อตัวเอง”อานนท์มองลึกเข้าไปในดวงตาของชานนท์ แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดในแบบที่ยากจะเข้าใจ

“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อให้ท่านเปลี่ยนแปลงความคิดผม ผมมาเพื่อจะบอกให้รู้ว่าถึงเวลาที่ต้องคืนณฉัตรให้กับผม และผมหวังว่าท่านจะเคารพการตัดสินใจของเธอ”ชานนท์ลุกขึ้นเต็มความสูง สายตาเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นเฉยชา

“ผมคงต้องขอตัวก่อน ขอบคุณท่านที่สละเวลาให้ผม”ชานนท์โค้งให้คนตรงหน้าก่อนจะหันหลัง กำลังก้าวออกไปจากห้อง

“ณฉัตรเปลี่ยนแปลงไปแล้ว”อานนท์เอ่ยขึ้นกับแผ่นหลังกว้าง ที่หยุดชะงัก

“แต่คุณไม่ได้เปลี่ยนไปเลย”

ขายาวสาวเท้าออกจากคฤหาสถ์ด้วยความรู้สึกชาดิกในหัวใจ คำพูดสุดท้ายของอานนท์ยังดังก้องอยู่ในหู เขาต้องชักจูงให้สมองและหัวใจลืมความรู้สึกนี้เสียโดยเร็ว ไม่มีอะไรลบล้างความตั้งใจและสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้

“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าพอจะรู้รึเปล่าว่าณฉัตรอยู่ไหน”ชานนท์ถามเด้กรับใช้ที่เดินมาส่งถึงรถ

“หนูฉัตรอยู่เรือนกระจกคะ”

“เรือนกระจกอยู่ทางไหนครับ ผมมีธุระต้องการพูดคุยกับเธอ”

“เลยซุ้มชิงช้าตรงนั้นไปจะอยู่ด้านหลังคะ”เด็กรับใช้ชี้ให้ชานนท์เห็น ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินไปยังเรือนกระจก ทางเดินที่ปูด้วยหินแกรนิต อันนำไปสู่เรือนกระจกถูกประดับตกแต่งอย่างสวยงามด้วยพุ่มไม้เมืองร้อน เมื่อเข้าใกล้เรือนกระจก บรรยากาศร่มรื่นอุณหภูมิเย็นลงทันทีแม้จะเป็นช่วงสายของวันที่แสงแดดกำลังสาดส่องอย่างอบอุ่น ฝีเท้าหยุดกึกตรงหน้าเรือนกระจก ชานนท์ซัดทอดสายตาจ้องมองสถานที่ตรงหน้าอย่างนิ่งงัน ความรู้สึกเย็นยะเยือกเข้ามาเกาะกุมหัวใจอย่างน่าแปลกประหลาด เขาค่อยๆเดินเข้าไปภายในเรือนกระจก บรรยากาศเย็นชื้นเงียบสงบ ไม้ดอกไม้ประดับบานเต็มสะพรั่งอยู่ภายในนั้น ชานนท์ก้าวย่างไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ ตรงสุดทางเดิน ได้กลิ่นหอมบางเบาลอยมา พุ่มดอกกุหลาบแคระสีแดงโอบล้อมดอกไม้เล็กๆสีขาวไว้ และเบื้องหน้านั้นคือ แผ่นหลังหญิงสาวที่ทำให้หัวใจเขาบีบตัวด้วยความทรมาน

“คิดถึงเธอเหลือเกิน”

ชานนท์รวบกอดร่างนั้นจากทางด้านหลัง เป็นอ้อมกอดที่ทำให้หัวใจสั่นไหวเปี่ยมไปด้วยความโหยหา

“ปล่อยนะ”เสียงนั้นเรียกคืนสติเขา ร่างในอ้อมกอดดิ้นขลุกขลัก ชานนท์คลายอ้อมกอดโดยเร็ว

“ฉัตร”

“คุณเข้ามาที่นี่ได้ยังไง”ณฉัตรหันมาถาม เธอรู้ทันทีว่าเป็นชานนท์หลังจากได้ยินเสียงของเขา คนตรงหน้าปรับเปลี่ยนสีหน้าความรู้สึกทันที

“พี่มาพบคุณอานนท์”ชานนท์บอกแก่ณฉัตร หญิงสาวแสดงสีหน้าตกใจทันที

“ทำไมคุณต้องมาหาท่านด้วย”

“ฉัตรน่าจะรู้ดีนะว่าพี่มาหาคุณอานนท์ทำไม”

“คุณชานนท์คะ นี่มันเป็นเรื่องระหว่างเรา ได้โปรดอย่าทำให้ท่านต้องมาเป็นกังวลด้วยเรื่องพวกนี้เลยคะ”มีความโกรธอยู่ในน้ำเสียง ชานนท์รู้ดีว่าณฉัตรนับถืออานนท์ขนาดไหน

“ถ้าไม่อยากให้พี่ต้องมาเหยียบที่นี่อีก ฉัตรก็รีบตัดสินใจสิ พี่รอเธอได้ แต่มูลนิธิและเรื่องอื่นๆรอไม่ได้”ชานนท์เดินหน้ากดดันเต็มที่ เขาพยายามไม่นึกถึงสิ่งที่อานนท์พูด ใครจะว่าเขาบังคับจิตใจคนอื่นก็ช่าง ขอเพียงแต่ณฉัตรยอมอยู่เคียงข้างเขา แค่นั้นก็มากพอแล้ว ณฉัตรพยายามไม่ให้แสดงสีหน้าแห่งความอ่อนแอออกไป แม้รู้อยู่เต็มอกว่าตกอยู่ในกำมือของคนตรงหน้า และเธอไม่เหลือทางเลือกอื่นใดเลย เพราะฉะนั้นคงต้องถึงเวลาแห่งการตัดสินใจ ความเงียบปกคลุมไปทั่วเรือนกระจก ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่เจือจางบางเบาอยู่ในอากาศเท่านั้น

“ฉัน…”ลมพัดมาวูบหนึ่ง ทั้งชานนท์และณฉัตรต่างหันไปหาทิศทางลม เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่จะมีลมพัดผ่าน ในห้องที่ถูกล้อมรอบด้วยกระจกเช่นนี้

“ฉันตกลงทำตามข้อเสนอของคุณคะ”

ชานนท์เผยรอยยิ้มออกมา ในที่สุดณฉัตรก็ยอมทำตามข้อตกลงของเขา

“ฉันจะออกจากปรีชาไวยกิจและยอมไปอยู่กับคุณ”

“ฉัตรตัดสินใจถูกต้องแล้ว”

“แต่ว่า..”ณฉัตรเว้นช่วงจะเอ่ย ชานนท์รอคอยว่าเธอมีเงื่อนไขอื่นใดกับเขาอีก

“ฉันยังไม่พร้อมจะเป็นของคุณในตอนนี้”ณฉัตรเอ่ยด้วยน้ำเสียงอดสูทว่าหนักแน่น เธอรู้ดีว่าหากต้องยืนเคียงข้างชานนท์ จะต้องตกอยู่ในสถานะผู้หญิงของเขา และเขาจะทำอะไรกับความรู้สึกของเธอกับร่างกายเธอได้ตามแต่ใจชอบ แม้จะยอมรับและเข้าใจดีแต่ก็ยากจะทำใจได้ในตอนนี้

“พี่เข้าใจ พี่จะไม่บังคับเธอ พี่จะรอจนเธอพร้อมสำหรับทุกอย่าง”ชานนท์เอ่ยอย่างใจเย็น

“และฉันอยากไปอยู่ที่ไกลๆคะ”

“อยากจะหนีจากอลันหรือว่าไม่อยากให้เขารับรู้ว่าเธอเป็นของพี่เหรอฉัตร”ชานนท์เอ่ยขึ้นด้วยอารมณ์

“ฉันอยากจะหนีจากทุกคน แต่ฉันก็ทำไม่ได้สักที ต่อให้ฉันหนีจากคุณอลันสำเร็จ ฉันก็หนีคุณไม่พ้นอยู่ดี คนอย่างฉัน เลือกอะไรได้ด้วยเหรอคะ”ณฉัตรถามเสียงพร่าสั่น มันหนักหนาเกินไปสำหรับผู้หญิงพิการตัวเล็กๆ

“เอาเถอะ เราจะคุยเรื่องนี้กันทีหลัง พี่จะทำทุกอย่างเพื่อเธอ ยังมีอะไรอีกมั้ยที่เธอต้องการ”

“ฉันแค่ขอให้คุณทำตามสัญญาทุกอย่าง แค่นั้นแหละคะ”

“พี่จะทำตามสัญญาทันทีที่เธอก้าวออกจากปรีชาไวยกิจ”

“ฉันขอเวลาอีกอาทิตย์เดียวจะได้ไหมคะ”ณฉัตรเอ่ยขึ้นอย่างสิ้นหวัง ช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันมันจะเพียงพอสำหรับตักตวงทุกอย่างหรือเปล่า

ตกลง นับจากนี้หนึ่งอาทิตย์ พี่จะเป็นคนมารับเธอออกจากปรีชาไวยกิจเอง

ห้องประชุมใหญ่ โรงพยาบาลปรีชาเวชย์

ภายในห้องประชุมกำลังพิจารณาการเสนองบประมาณเพื่อการลงทุนในภาคส่วนต่างๆสำหรับไตรมาสต่อไป ใช้เวลาประชุมตั้งแต่ช่วงเช้าพักรับประทานอาหารเพียงหนึ่งชั่วโมงก่อนจะดำเนินการประชุมต่อจนเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเย็น แต่ถึงอย่างนั้นก็หาข้อสรุปได้เพียงแค่บางส่วน

“วันนี้ขอจบการประชุมเพียงเท่านี้ก่อน เจอกันพรุ่งนี้ครับ”ปวันบอกกับบอร์ดบริหาร ทุกคนละจากเก้าอี้ด้วยท่าทางอิดโรย ก่อนจะออกจากห้องไปจนหมด เหลือเพียงธีระและเลขาคนสนิทของเขา ที่รั้งท้ายทุกคน

“ปวัน วันนี้เหนื่อยมากแล้ว เราไปหาอะไรเย็นๆดื่มแล้วหารือเรื่องงานกันต่อดีมั้ย”ปวันรู้ทันทีว่านายแพทย์อวุโส ต้องการจะคุยกับเขานอกรอบ คงเป็นการโน้มน้าวเขาเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง

“คุณอามีอะไรจะหารือกับผม พูดได้เลยตอนนี้ครับ”

“แหม่ ตรงนี้มันดูทางการไม่รีแล็กซ์ ไปเถอะ อามีร้านประจำที่รับรองว่าปวันต้องชอบ”ธีระคะยั้นคะยอ ปวันเองก็อยากรู้ว่าคนตรงหน้าต้องการจะทำอะไรอีก จึงยอมตกลงไปแต่โดยง่าย

“ตกลงครับ เชิญคุณอา”

คลับเฮ้าวีไอพี

ธีระกับเลขาคนสนิทพาปวันมายังคลับเฮ้าสุดหรูที่พวกเขาเปิดเมมเบอร์ระดับวีไอพีไว้ ห้องเอนเตอร์เทนที่พรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องดื่มราคาแพงหูฉี่และผู้หญิงเกรดดีราคาสูงลิบลิ่ว เป็นสถานที่ที่ปวันไม่คุ้นชินนัก เขาไม่ชอบการสังสรรค์หรือผ่อนคลายในรูปแบบนี้

“ตามสบายเลยปวัน เด็กๆที่นี่เป็นงานบริการดี”ธีระพยักหน้าเป็นสัญญาณให้กับเลขาคนสนิทนามว่ากิตติก่อนที่ชายหนุ่มจะเรียกหญิงสาวหน้าตาดีรูปร่างสุดเย้ายวนเข้ามาภายในห้องพร้อมกันสี่คน ผู้หญิงเหล่านั้นแต่งตัวเชิญชวนและพากันเอาอกเอาใจถึงเนื้อถึงตัวของปวัน คงจะได้รับคำสั่งให้มาปรนเปรอเขา จะด้วยหวังผลประโยชน์อันใดก็แล้วแต่

“ดื่มไวน์นี่หน่อยนะคะท่าน”สาวสวยใบหน้าคมรินไวน์ราคาแพงใส่แก้วก่อนจะยกขึ้นป้อนถึงปาก ปวันปฎิเสธในทีแรก แต่หลังจากถูกคะยั้นคะยอ เขาจำใจต้องดื่ม เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมงนอกจากการปรนนิบัติเอาอกเอาใจ อาหารรสชาตดีและไวน์หรูที่ถูกป้อนถึงปาก ก็ไม่มีทีท่าว่าธีระจะเอ่ยอะไรกับเขา ปวันเริ่มรู้สึกมึนเมาและผู้หญิงที่ล้อมอยู่รอบตัวเขาก็เอาแต่นัวเนียไม่ยอมห่าง

“ผมว่านี่ก็ดึกแล้ว พรุ่งนี้มีประชุมเช้าอีก ผมขอตัวกลับก่อนดีกว่า”ปวันยกน้ำเย็นขึ้นจิบหวังจะได้เจือจางแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด พอทำท่าจะสลัดแขนออกจากการเกาะกุมของสาวๆ พวกเธอก็รั้งแถมยังเกาะแน่นเป็นปลิงไม่ยอมปล่อย

“จะรีบไปไหนกันปวัน บรรยากาศกำลังดีเลย ทำงานเหนื่อยๆ ผ่อนคลายซะบ้าง มีคนดูแลเอาใจล้อมหน้าล้อมหลังดีจะตายไป”ธีระหัวเราะร่วนพลางโอบสองสาวข้างกายแล้วหอมแก้มคนละฟอด ปวันรู้สึกอึดอัดกับการกระทำและบรรยากาศในนี้เต็มทน

“ผมง่วงนะครับ”ปวันตอบแบบขอไปที แต่สาวสวยข้างๆกลับตาลุกวาว

“ถ้าง่วง เดี๋ยวเชอรี่พาไปพักที่ห้องรับรองด้านบนมั้ยคะ แช่น้ำอุ่นๆแล้วเชอรี่จะดูแลเป็นอย่างดี”นิ้วเรียวกรีดกรายลูบไล้บนแผงอกปวัน ในขณะที่เรียวขาอ่อนเกยก่ายอยู่แถ้วหน้าขาของเขา ท่าทางเชิญชวนพร้อมพลีกายให้ตลอดเวลา

“สนใจมั้ยปวัน เด็กๆที่นี่บริการประทับใจน้า รับรองนายลืมเมียที่บ้านแน่”เมื่อเอ่ยถึง เมีย ที่บ้าน ปวันรู้สึกจุกขึ้นมาในทันที นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานเขาไม่ได้กลับคฤหาสถ์มาสามสี่วันและคริสาก็ไม่เคยจะโทรมาตามหรือถามไถ่เขา นายแพทย์หนุ่มเอื้อมมือไปหยิบแก้วไวน์ขึ้นมากระดกรวดเดียว ธีระยกยิ้มมุมปาก ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ในแบบคู่ชีวิตของปวัน คงไม่ราบรื่นสักเท่าไหร่

“ผมคงดื่มต่อได้อีกไม่มาก แต่จะนั่งเป็นเพื่อนคุณอาสักครู่”ปวันบอก ทำให้ธีระยิ้มอย่างพอใจ เขาคิดว่าคงถึงเวลาที่จะพูดคุยในเรื่องที่เตรียมการมาเป็นอย่างดี

“ไหนๆเราก้ได้มีโอกาสมาดื่มกันตามลำพังแล้ว อาเองก็มีเรื่องอยากจะปรึกษากับปวัน ว่าจะไม่เอาเรื่องงานมาคุยแล้วเชียว แต่ก็อดไม่ได้”ธีระทำทีเป็นยกเรื่องงานมาอ้าง ปวันรู้ดีว่าคนตรงหน้าคงเริ่มเข้าเรื่องเสียที หลังจากที่รอคอยมานาน

“คุณอามีอะไรจะปรึกษาผม ว่ามาได้เลยครับ ผมยินดี”

“งั้นอาก็จะไม่อ้อมค้อม พรุ่งนี้จะมีการเสนอประมูลงานจากบริษัทเครื่องมือแพทย์ ที่จะเข้ามาเป็นคอนเนคชั่นให้กับทางโรงพยาบาลในเครือเรา อามีความเห็นว่า มันควรถึงเวลาที่เราจะต้องเปลี่ยนบริษัทที่ดูแลเรื่องนี้”

นั่นประไร เขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ธีระเรียกเขาออกมาพูดคุยตามลำพังเพราะเรื่องนี้ หากบอร์ดบริหารลงมติเลือกทำสัญญากับบริษัทใด หมายความว่าบริษัทนั้นจะผูกขาดเวชภัณท์รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ของโรงพยาบาลในเครือทั้งหมด เม็ดเงินมูลค่ามหาศาลที่จะได้กินระยะยาว คงทำกำไรให้บริษัทอย่างถล่มถลาย

“บริษัทเดิมที่เป็นซัพพลายเออร์ ของปรีชาเวชย์ก็ดูแลเรื่องนี้มาตลอด ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงคงเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย”ปวันเอ่ยลองเชิงเพื่อดูท่าทีของธีระ

“ก็เพราะว่าดูแลมาตลอดไงถึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ถ้าบริษัทอื่นยื่นข้อเสนอที่ดี ที่เป็นประโยชน์ให้กับเรา เราก็ควรจะให้โอกาสได้ลองมาทำงานร่วมกับเราบ้าง ผู้บริหารรุ่นใหม่อย่างนายน่าจะลองเปิดใจดู”ธีระโน้มน้าว ปวันเบี่ยงตัวหลบหญิงสาวข้างกายที่เริ่มนัวเนียซุกไซร้อยู่แถวซอกคอเขาอย่างรำคาญ

“คุณอาพูดเหมือนกับว่ามีบริษัทอยู่ในใจ”

คราวนี้ธีระฉีกยิ้มกว้าง เขารีบปรับเปลี่ยนท่าทางเป็นกระตือรือร้น แล้วเริ่มร่ายยาวถึงบริษัทน้องใหม่ไฟแรงที่เพิ่งก่อตั้งใหม่และกำลังเข้าตลาดหุ้น ปวันตั้งใจฟังเป็นอย่างดี แต่ในภาวะที่สติสัมปชัญญะไม่สู้จะเต็มดีนักเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ก็ทำให้เผลอหลุดอยู่หลายครั้ง นานเกือบชั่วโมงจนกระทั่งธีระพูดจบ ปวันสรุปได้ว่าเขาต้องการให้ปวันสนับสนุนบริษัทน้องใหม่ที่เข้าร่วมประมูล และดูเหมือนว่าบริษัทนั้นลูกชายของเขาจะเป็นหุ้นส่วนใหญ่เสียด้วย

“ว่ายังไง ปวันว่าน่าสนใจมั้ย”ธีระถามเมื่อพูดจบ ปวันพยักหน้าช้าๆ

“ผมจะลองพิจารณาดู ยังไงซะจนกว่าจะหมดไตรมาสก็ยังไม่หมดสัญญากับบริษัทเดิม ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแปลง คงต้องให้หลายๆฝ่ายเห็นด้วย”ปวันตอบเป็นกลาง ธีระมีท่าทีขัดอกขัดใจเล็กน้อย แต่เขาก็มีความอดทนพอที่จะรอ ยังไงเสีย จนกว่าจะถึงเวลาพิจารณา

“เอาเถอะยังไงอาก็ฝากเรื่องนี้ด้วยแล้วกัน มันเป็นผลประโยชน์ของโรงพยาบาล ถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สร้างกำไรให้กับปรีชาเวชย์ได้ ก็คงจะดี”ธีระทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนที่เขาจะเรียกเลขาคนสนิทเข้ามา พูดคุยอะไรกันบางอย่างที่ปวันไม่ได้ยิน เพราะตอนนี้กำลังถุกสองสาวประกบแน่นและเริ่มล้วงควักเขาจนเหนื่อยจะปัดป้อง

“นี่ก็ดึกแล้ว อาว่าอากลับก่อนดีกว่า ปวันตามสบาย ถ้าไม่อยากกลับบ้านก็นอนซะที่นี่ คืนนี้รับรองไม่เหงา”ธีระลุกขึ้นตบบ่าคนหนุ่มกว่าเบาๆแล้วออกจากห้องไป ปวันรู้ตัวว่าเขาถูกทิ้งไว้ตามลำพังในห้องนี้เสียแล้ว

“ผมว่าผมกลับด้วยดีกว่า”ปวันพูดขึ้นหลังจากภายในห้องเหลือเพียงเขากับสาวสวยสองคนที่เริ่มปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนตัก

“จะรีบไปไหนค้า อยู่ด้วยกันก่อนนะคะ กำลังสนุกเลย”สาวสวยนามว่าเชอรี่พูดจาอออดอ้อน พร้อมกับยกแขนขึ้นคล้องคอเขาและเราซุกไซร้ซอกคอจนรู้สึกสยิว

“นั่นสิคะ อยู่กับพิ้งกับเชอรี่ก่อน คืนนี้เราสองคนจะดูแลท่านเอง”คำว่าดูแลคงหมายถึงการที่หญิงสาวลูบไล้ไปตามหน้าขาและเลยไปกอบกุมเป้ากางเกงเขาไว้ ปวันสะบัดความมึนงงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ออกจากหัว ตอนนี้เขาต้านทานทุกอย่างได้อย่างยากเย็นเหลือเกินเมื่อสติไม่สมบูรณ์

“อือ”เสียงทุ้มครางเบาๆ ยามที่ต้นคอถูกดูดดึงด้วยริมฝีปากสีแดงอวบอิ่ม และมือเรียวลูบไล้ตรงเป้าเบาๆเหมือนการปลุกปั่นมังกรร้ายจากภวังค์

“คืนนี้ให้เราสองคนรับใช้ท่านนะคะ”เสียงกระซิบหวานดังแผ่วอยู่ใกล้หู ปวันรู้สึกเหมือนตัวเองถูกชักจูงด้วยเวทย์มนที่มิอาจต้านทาน

ห้องนอนฝั่งตะวันออกชั้นสามของคฤหาสถ์ไฟยังเปิดสว่างจ้า คริสากำลังง่วนอยู่กับข้อมูลบางอย่างหน้าจอแลปทอปของตัวเอง นานมากแล้วที่ไม่เคยจริงจังกับอะไรอย่างนี้ ช่วงวันสองวันที่ผ่านมา เธอขอข้อมูลเกี่ยวกับบอร์ดบริหารและโครงสร้างของโรงพยาบาลมาศึกษาทั้งวันทั้งคืน ทั้งที่พ่อของเธอคือเจ้าของทุกอย่าง แต่คริสากลับรับรู้ข้อมูลกิจการงานในเครือน้อยมาก เท่าที่รู้จริงๆคือจำนวนทรัพย์สินตามที่จัดสถิตซึ่งอยู่ในอันดับสี่ของประเทศ แต่ไม่เคยรู้ขอบเขตว่าปรีชาเวชย์ขยายกว้างไกลไปยังธุรกิจใดบ้าง คนที่ไม่คุ้นชินกับตัวหนังสือและข้อมูลเป็นตับบีบขมับไปมา คริสาไม่รู้ว่าตัวเองควรเริ่มจากตรงไหน แต่อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าตอนนนี้ในบอร์ดบริหารมีใครบ้างที่จงรักภักดิ์ดีต่อพ่อของเธอและอลันและมีใครที่คิดจะต่อต้าน ทั้งแบบเปิดเผยและหลบซ่อน

“อื้อออออ”ร่างบางสะบัดหัวไล่ความง่วงมึน ก่อนจะกางแขนยืดบิดขี้เกียจสุดตัว มือคว่ช้าไปยังแก้วกาแฟ กำลังยกขึ้นจิบแต่ก็พบว่ามันหมดเกลี้ยง

“อีกแก้วแล้วกัน”พึมพำกับตัวเอง แล้วลุกขึ้นจากโต้ะออกจากห้องไป หลังจากไหว้วานให้แม่บ้านชงกาแฟให้แก้วนึง คริสาก็กลับขึ้นไปบนห้อง ระหว่างที่กำลังเปิดประตูเข้าไป สายตาก็พลันหันไปมองยังห้องนอนที่อยู่อีกฝั่ง ห้องนอนที่ร้างเจ้าของมาหลายค่ำคืน ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้คริสาถอยห่างจากประตูห้องนอนตัวเองแล้วเดินตรงไปยังห้องนอนของปวัน มือบางจับลูกบิดประตูเบาๆ

“ไม่ล็อกห้องเหรอ ไม่ได้คิดจะกลับมาสินะ”เอ่ยกับลูกบิดประตู แล้วเปิดเข้าไป ภายในห้องมืดสนิท คริสาคลำเปิดสวิตไฟ ห้องสว่างด้วยแสงไฟสีส้ม ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบๆห้องนอน ภายในห้องแทบจะโล่งว่างเปล่า ตกแต่งด้วยโทนสีขาวราบเรียบ คริสาจำไม่ได้ว่าเคยเข้ามาภายในห้องนอนของปวันหรือเปล่า อาจจะเมื่อนานมาแล้ว สภาพห้องของปวันก็ดูเหมือนห้องโล่งๆที่ไม่มีใครอยู่อาศัยมานานนับแรมปี นั่นอาจเป็นเพราะตั้งแต่แต่งงาน เขาย้ายสัมภาระข้าวของตัวเองไปไว้ห้องเธอ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เห็นจะมีอะไรมากมายนอกจากเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว ร่างบางเดินสำรวจไปทั่วห้อง ตรงชั้นวางมีแต่หนังสือเล่มหนาตำราแพทย์ที่คงจะขนเอามาจากห้องสือชั้นล่าง ไม่มีอะไรเป็นจุดสนใจมากนัก คนตัวเล็กค่อยๆนั่งลงบนเตียงที่มีขนาดครึ่งหนึ่งของเตียงเธอ ทั้งที่ตัวเขาออกจะโตกว่าเธอตั้งเยอะ แต่ทำไมเตียงถึงเล็กนัก มือบางลูบไปตามผ้านวมสีเทาที่ปูอยู่บนเตียง แม้เจ้าของห้องจะไม่อยู่ แต่สัมผัสได้สิ่งหนึ่ง คริสารู้สึกได้กลิ่นของปวันเจือจางอยู่ในอากาศภายในห้อง ยิ่งบนเตียงนอน ยิ่งได้กลิ่นเขาชัดเจน ร่างบางค่อยๆไถลตัวนอนลงไปบนเตียง ใบหน้าแนบไปกับผ้าปูที่ซึมซับกลิ่นของเขาไว้ ใช้ลมหายใจสูดดมกลิ่นนั้น จนเมื่อมันซึมซาบเข้าไปในความรู้สึก คิดถึงเธอเกิน คิดถึงเจ้าของกลิ่นนี้ คิดถึงเจ้าของห้องนี้

ร่างสูงยืนโงนเงนอยู่หน้าประตูห้องของตัวเอง ปวันต้องรวบรวมสติสัมปชัญญะทั้งหมดเพื่อพาตัวเองออกมาจากคลับเฮ้านั่น เขาต้องฝืนความรู้สึกเบื้องลึกตามธรรมชาติเรียกร้องยามร่างกายถูกปลุ่กปั่นด้วยสาวสวยผู้มีประสบการณ์ช่ำชอง ในขณะที่ร่างกายกำลังไหลตามการประเล้าประโลม แต่จิตสำนึกในส่วนลึกร้องบอกว่าเขาไม่ควรทำอย่างนั้น หากเขาเป็นผู้ชายที่แต่งงานแล้ว เขาจะไม่นอกใจภรรยาตนเอง ไม่ว่าจะเพียงชั่วคราวค้างคืนก็ตาม คิดได้ดังนั้นก็ต้องรีบสลัดสองสาวออกทันที และก็ชิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว เขากลับโรงพยาบาลไม่ได้เพราะอยู่ในสภาพเมามาย และคงไม่เหมาะที่จะไปค้างอ้างแรมตามโรงแรมในสภาพนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นปวันจึงตัดสินใจกลับคฤหาสถ์ในรอบหลายวัน คงไม่มีใครสังเกตเพราะเป็นช่วงเวลาเกือบเที่ยงคืน และเมื่อเช้าตรู่ เขาจะออกจากคฤหาสถ์ทันที คนเมาหรี่ตามองบานประตูแล้วก็แปลกใจ ทำไมไฟภายในห้องนอนเขาถึงเปิดสว่าง แต่ก็ไม่ได้เสียเวลาสงสัยมากนัก ปวันเปิดประตูห้องเข้าไปด้านใน เท้าที่ก้าวเข้ามาภายในห้องหยุดชะงักทันที เมื่อบนเตียงนอนมีร่างหนึ่งขดตัวอยู่บนนั้น นายแพทย์หนุ่มไม่มั่นจมากนักว่าภาพที่เขาเห็นจะเป็นเพราะฤทธิ์จากแอลกอฮอล์หรือเปล่า จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีใครมานอนอยู่บนตียงของเขา ร่างสูงก้าวย่างอย่างเชื่องช้าไปหาเตียงนอนของตัวเอง คนที่หลับไหลอยู่บนนั้นไม่ได้รู้ตัวสักนิดว่าเจ้าของห้องกำลังยืนจดจ้องด้วยความฉงน ปวันนั่งลงบนเตียงอย่างเงียบเชียบ เขาคิดว่าตัวเองจะเมาหนักจนเห็นภาพมโนเป็นคริสา แต่ว่าตอนนี้ภาพของเธอกลับแจ่มชัดและไม่ได้จางหายไป ปวันยื่นมือออกไปสัมผัสกับเส้นผมของคนบนเตียงอย่างแผ่วเบา ไม่ตั้งใจจะทำให้คริสาตื่น แต่ทว่าคนที่เผลอหลับไปก็รู้สึกตัวขึ้นมาจนได้

“อ๊ะ!”

คริสาเบิกตาโตอยากตกใจ เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับเจ้าของห้องที่เธอถือวิสาสะบุกรุกเข้ามา มิหนำซ้ำยังมาหลับบนเตียงของเขาอีก ร่างเล็กดีดตัวขึ้นจากเตียงอย่างอัตโนมัติ ผุดลุกพรวดพราดเหมือนจะกระโดดหนีด้วยความตกใจ แต่ทว่าคนมือยาวสัญชาตญาณว่องไว กลับคว้าแขนเธอไว้ได้ ก่อนจะดึงลงให้ล้มลงบนเตียงอีกครั้ง

“ว้าย!”คริสาร้องอย่างตกใจ เมื่อถูกดึงให้ล้มลงบนเตียงนอน

“จะไปไหน”ปวันเอ่ยถาม เขาจับแขนเล็กแน่น

“จะกลับห้อง”คริสายื้อดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุม แต่ปวันจับแน่นไม่ยอมปล่อย

“เข้ามาทำอะไรในห้องนี้”ไม่รู้ตัวว่าเผลอทำเสียงห้วนใส่ คริสาอยากหายตัวได้เสียจริง จะได้ไม่ต้องมาตอบคำถามของเขา

“กะ ก็ไม่ได้เข้ามาทำอะไร”ตอบเสียงกระท่อนกระแท่น หลบเลี่ยงสายตา จะให้รู้ได้ยังไงว่าที่เข้ามาในห้องเพราะคิดถึงเจ้าของห้อง คิดถึงขนาดล้มตัวนอนลงบนเตียงเขาเพื่อจะได้ซึมซับร่องรอยของเขา

“หรือว่าเข้ามารอ”

“ไม่ได้รอ”คริสาตอบกลับทันควัน ใช้แรงทั้งหมดดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมสลัดจนหลุด รีบลุกขึ้นจากเตียงเตรียมโกยอ้าวออกนอกห้อง ทว่าปวันลุกพรวดตามอย่างรวดเร็ว ร่างสูงยืนขวางไม่ให้คริสาออกไปจากห้องได้

“หลีกไปนะ จะกลับห้อง”

(เนื้อหาช่วงนี้มีบทอิโรติค ไม่เหมาะสมจะลงในช่วงนี้ ขอตัดออกและเพิ่มเติมให้ในการอัพครังต่อไป ขออภัยมา ณ.ที่นี้)

ปวันตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เขาไม่แปลกใจเลยที่พบว่าข้างกายมีเพียงความว่างเปล่า คริสาคงกลับห้องตัวเองไปแล้ว เมื่อคืนเขาทำเรื่องไม่เข้าท่า มิหนำซ้ำยังเมามายจนขาดสติ ถึงขนาดบังคับข่มเหงน้ำใจคริสาอีกจนได้ ถึงแม้ขณะนั้นจะตักตวงเสพสุขจากร่างกายของเธอ แต่ถ้าต้องแลกกับน้ำตาของผู้หญิงที่เขารัก สู้ยอมไม่แตะต้องตัวเธอ แล้วสร้างระยะห่างอย่างที่ควรจะทำมาตลอดน่าจะเป็นการดีที่สุด นายแพทย์หนุ่มลุกขึ้นจัดการกับตัวเอง และเก็บเสื้อผ้าบางส่วนใส่กระเป๋า  ดูเหมือนว่าเขาต้องอาศัยนอนที่โรงพยาบาลอีกหลายคืน ถึงแม้คราวนี้จะไม่มีข้ออ้างว่าต้องอยู่โยงเข้าเคสผ่าตัด เพราะตั้งแต่รับตำแหน่งประธานปรีชาเวชย์ ก็รับผิดชอบเพียงแต่งานบริหารเท่านั้น เป็นเวลาสายของวันเมื่อปวันมาถึงที่ทำงาน เขาพบว่าเลขาคนสนิทยืนรออยู่ด้านหน้าห้องด้วยท่าทางสงบแต่สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล

“คุณนลิน มีอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมมายืนอยู่หน้าห้อง”ปวันเอ่ยถามทันที

“ท่านคะ ลินว่าท่านเข้าไปข้างในดีกว่าคะ ให้ลินอธิบายเองคงไม่เหมาะ”เลขาตอบเสียงเบา ปวันไม่รู้ว่าใครหรืออะไรอยู่ในห้องทำงานของเขา ประธานหนุ่มพยักหน้ารับรู้ช้าๆก่อนจะเปิดประตูห้องเข้าไป

“มาแล้วเหรอ”

ทันทีที่เปิดประตูห้องเข้าไป เขาพบกับคริสาที่นั่งรออยู่ตรงโซฟารับรอง วันนี้ท่าทางและการแต่งกายของคริสาดูแตกต่างไปจากเดิมมาก เธอสวมใส่ชุดสีเรียบแต่หรูอยู่ในที รวมทั้งแต่งหน้าเบาบาง

“ออกมาตั้งแต่ตอนไหน”

“ฉันมีเรื่องจะคุยกับนาย”

“ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวไว้ไปคุยกันที่บ้าน”

“ถ้าจะคุยที่บ้าน ฉันจะมาอยู่ในห้องนี้ทำไม”

บทสนทนาโต้อตอบกันเต็มไปด้วยความเฉยชา บรรยากาศภายในห้องเหมือนการอยู่ในที่แคบที่กำแพงสองข้างพร้อมบีบอัดอยู่ตลอดเวลา

“นั้นก็ว่ามา”ปวันเปิดโอกาสให้คริสาบอกสิ่งที่เธอต้องการ

“ฉันจะเข้ามาทำงานที่นี่ ในตำแหน่งเลขาประธานบริษัท”สิ่งที่คริสาบอก ทำให้สมอง ปวันหยุดทำงานไปชั่วขณะ เขาคิดว่าตัวเองฟังหรือเข้าใจผิดไป

“นี่ไม่ใช่ที่ที่เธอจะมาป่วนหรือล้อเล่นได้นะคริสา”ปวันเอ่ยอย่างเย็นชา สีหน้าตึงเครียด คนตรงหน้ายกยิ้มมุมปาก ก่อนจะยื่นเอกสารแผ่นหนึ่งไปตรงหน้าปวัน

“นี่คือเอกสารการแต่งตั้งฉันในตำแหน่ง เลขาประธาน”

ปวันดึงเอกสารในมือคริสามาดู เอกสารนั้นยังไม่ลงชื่อผู้อนุมัติ ซึ่งก็คือเขาซึ่งดำรงตำแหน่งประธานในขณะนี้

“นี่ยังไม่ได้เซ็นต์”

“เซ็นต์ซะ”คริสาบอกเสียงราบเรียบ ทำราวกับว่าเป็นเรื่องง่ายดาย

“เธอไม่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่เข้าข่ายการพิจารณาในตำแหน่งนี้และตอนนี้คุณนลินก็ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบแล้ว”

“ฉันไม่สนเรื่องนั้น แต่นายต้องเซ็นต์ซะ”คริสายืนกรานหนักแน่น

“ออกไปซะ”

“ประธานปรีชาเวชย์เป็นตำแหน่งสูงสุดในการบริหาร แต่ว่า พ่อ ฉันคือเจ้าของทุกๆอย่างในปรีชาเวชย์”

สายตาที่จ้องมองมายังเขาไม่เคยแปรเปลี่ยนไปเลยสักนิด ความเกลียดชังที่ถูกส่งผ่านทางสายตายังคงเดิม ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เขาควรจะเลิกเจ็บปวดกับความจริงนี้เสียที

“ถ้าฉันบอกพ่อว่าฉันต้องการเข้ามาทำงานเพื่อช่วยเหลือองค์กรณ์ พ่อคงยอมทันที นายเองก็น่าจะดีใจนะ ที่มีฉันช่วยแบ่งเบาภาระ”คริสาเอ่ยอย่างเป็นต่อ ทั้งที่จุดประสงค์ที่แท้จริงห่างไกลจากสิ่งที่บอกนัก และปวันรู้ดีว่าคริสาต้องการเข้ามาจับผิดเขามากกว่าจะมาช่วยงาน

“งานเลขาไม่ใช่การแต่งตัวสวยๆเดินไปเดินมาไปวันๆ มันเป็นงานที่ต้องใช้สมอง”

งั้นก็ดีเลยเพราะว่าปกติฉันสวยมากอยู่แล้ว แล้วตอนนี้ก็ชักอยากมีสมองขึ้นมาบ้าง เห็นทีต้องเอาสมองออกมาใช้ในงานนี้

ปวันนั่งจ้องเอกสารอนุมัติตำแหน่งเลขาธิการประธาน ที่มีลายเซ็นต์ตัวเองกำกับอยู่ สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องยอมให้คริสาเข้ามาทำงานในตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการ โดยมีนลินสอนงานให้เป็นระยะเวลาหนึ่ง จนกว่าคริสาจะรู้วิธีการทำงาน และเธอจะเริ่มงานตั้งแต่พรุ่งนี้ ประธานหนุ่มเอนหลังพิงไปกับพนักเก้าอี้อย่างอ่อนแรง แค่คิดว่าต้องรับมือกับงานบริหารในช่วงสุ่มเสี่ยงและมีคริสาเพิ่มเข้ามา ก็รู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที

ก้อกๆๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ปวันอนุญาติให้เปิดเข้ามาได้

“มีอะไรครับคุณนลิน”

“คุณณฉัตรมาขอพบคะ”

สวนหย่อมของโรงพยาบาล แม้จะเป็นช่วงเวลาใกล้เที่ยง แต่ก็ยังร่มรื่นด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ปวันพาณฉัตรออกมานั่งเล่นตรงสวนหย่อม เพราะอากาศดีไม่อุดอู้และเขาต้องการพื้นที่โล่งแจ้งเพื่อให้โอกาสสมองได้ผ่อนคลายสักหน่อย ณฉัตรหอบเอาตระกร้าที่บรรจุอาหารเครื่องดื่มมาให้เขา ทั้งสองคนเลือกนั่งตรงม้ายาวใต้ต้นไม้ใหญ่ ปวันหยิบกระติกชาคาโมมายรินใส่ฝา สูดดมกลิ่นหอมละมุมของชา ก่อนจะยกขึ้นจิบ

“อืม ชาอร่อยจัง”ปวันยกดื่มซ้ำ ณฉัตรรู้ใจ เพราะปกติเขาจะไม่ดื่มกาแฟ ยกเว้นเวลาต้อ

เข้าเคสผ่าตัดนานๆ

“ฉัตรลองให้พี่เปากับคนอื่นๆลองทำตามสูตรใหม่ดูคะ กลิ่นมันจะหอมมากกว่าในท้องตลาด แต่รสชาตไม่เปลี่ยน”ณฉัตรบอกกับปวัน

“ขอบใจนะที่เอาชากับของกินพวกนี้มาให้พี่”ปวันยื่นมือไปลูบหัวหญิงสาวเบาๆด้วยความเอ็นดู

“ช่วงนี้พี่ปันไม่ค่อยกลับคฤหาสถ์นะคะ งานยุ่งมากเหรอคะ”ณฉัตรเอ่ยถาม ตั้งแต่กลับมาจากทะเลสาบก็ไม่ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับปวันตามลำพังเลยสักครั้ง ณฉัตรกลัวว่าหากผ่านพ้นอาทิตย์นี้ไปเธออาจไม่ได้เจอปวันอีก

“พี่ขอโทษ ที่ช่วงนี้ไม่ได้ดูแลฉัตรเลย”ปวันรู้สึกผิดขึ้นมาถนัด เพราะเขามีปัญหารอบด้านให้ต้องจัดการแก้ไข จนบางครั้งหลงลืมคนใกล้ตัว

“ไม่เป็นไรเลยคะ ฉัตรสบายดี”ณฉัตรระบายยิ้มสดใส ซึ่งตรงข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริงภายในจิตใจอย่างสิ้นเชิง

“แล้วฉัตรมาหาพี่ แค่เอาชามาให้หรือมีอะไรอยากคุยกับพี่รึเปล่า”ปวันถามออกไป นั่นก็เพราะเขาเป็นกังวลเรื่องชานนท์ไม่น้อย หากแต่ณฉัตรก็ไม่เคยปริปากปรึกษาเรื่องนี้กับเขาสักครั้ง และมันคงเป็นการดีที่จะไม่เอ่ยถามถึงหากณฉัตรเองไม่เป็นฝ่ายเอ่ยถึงก่อน

“เปล่าคะ แค่คิดถึงพี่ชายเฉยๆ”

ปวันรู้สึกว่ารอยยิ้มและคำพูดของคนตรงหน้าชวนให้รู้สึกเศร้าอย่างน่าแปลกประหลาด ถึงแม้เธอจะยิ้มแต่ตาของเธอกำลังเศร้า

“พี่ปันคะ”

“ครับ ว่าไง”

“สำหรังเฌอร์มาล ฉัตรอาจเป็นน้องสาวที่ไม่ดีมากนัก แต่ว่า…ฉัตรอยากเป็นน้องสาวที่ดีของพี่ปันนะคะ”

“เด็กโง่ เธอเป็นน้องสาว ที่น่ารักและเป็นสิ่งดีๆไม่กี่อย่างในชีวิตพี่ ขอบคุณนะที่ ให้พี่เป็นพี่ชายของเธอ”ปวันยื่นมือไปลูบหัวหญิงสาวอีกครั้ง เขารู้สึกเหมือนณฉัตรเป็นน้องสาวแท้ๆของตัวเอง เขาปราถนาจะให้คนตัวเล็กตรงหน้าหลุดพ้นจากความเศร้าโศกและเลิกทุกข์ทรมานกับความผิดพลาดในอดีตเสียที มันคงจะดีมาก ถ้าณฉัตรกลับมายิ้มอย่างมีความสุขอีกครั้ง

“ขอบคุณนะคะที่ดูแลฉัตรมาตลอด ขอบคุณมากจริงๆ”ณฉัตรดึงมือปวันมากอบกุมไว้ ปวันรู้สึกถึงบางอย่าง มีบางสิ่งก่อกวนจิตใจเขา

“พี่ปันไม่ต้องเป็นห่วงฉัตรนะคะ ไม่ว่าฉัตรจะทำอะไรอยู่ที่ไหน ฉัตรเข้มแข็งพอจะดูแลตัวเองได้ เพราะฉะนั้นอย่าเป็นกังวลเพราะเรื่องฉัตร”

“ทำไมฉัตรพูดเหมือนกับว่าจะจากไปไหนอย่างนั้นแหละ”

ณฉัตรส่ายหน้ารัวเร็ว เธอจะให้ปวันรู้เรื่องข้อตกลงกับชานนท์ไม่ได้ เพราะเขาคงไม่ยอมและยื่นมือเข้ามาช่วยเธอ จนทำให้ทุกอย่างยากยิ่งกว่าเดิม และปวันต้องเดือดร้อนเพิ่มขึ้นอีกคนแน่

“เปล่าคะ ฉัตรแค่บอกว่าตอนนี้ฉันดูแลตัวเองได้ พี่ปันไม่ต้องกังวลนะคะ แต่กลับคฤหาสถ์บ่อยๆก็ดี”ณฉัตรปรับเปลี่ยนน้ำเสียงและท่าทาง หญิงสาวแสร้งหัวเราะร่าเริงสดใสเพื่อกลบเกลื่อนความจริง

“พี่สัญญาว่าจะกลับบ่อยๆ”

“ดีมากคะ เอ้…ชิมชาแล้วก็ชิมแซนวิสบ้างดีกว่า”ณฉัตรเปลี่ยนเรื่อง ปวันพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหยิบแซนวิสขึ้นมาลองชิม สองคนใช้เวลาด้วยกันเป็นชั่วโมง สำหรับณฉัตรแม้จะเป็นช่วงเวลาแสนสั้นแต่กลับมีความหมายต่อเธอมากมายนัก

เหลือเวลาอีกสองวันก่อนถึงกำหนด ณฉัตรเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในเรือนกระจกเป็นวันๆ เธอเรียกคนสวนและเปามาสั่งงานรวมถึงบอกวิธีการดูแลต้นไม้ทุกต้น ก้อนดินทุกก้อนให้พวกเขาจดจำและทำตาม

“ทำไมหนูฉัตรต้องบอกให้พวกเราดูแลต้นไม้ในเรือนกระจกพวกนี้ด้วย สั่งงานฝากฝังเหมือนกับว่าจะไปไหนอย่างนั้นแหละ”เปาถามอย่างสงสัย ขณะจดทุกอย่างลงในสมุดตามคำสั่งของณฉัตร

“ฉัตรจะไม่อยู่สักพักนะคะ”ณฉัตรเอ่ยขึ้น

“หนูฉัตรจะไปไหน แล้วไปนานมั้ย”พี่เลี้ยงคนสนิทถามอย่างตกใจ เธอไม่รู้มาก่อนว่าณฉัตรมีแผนกำหนดการจะไปไหน แล้วคำว่าสักพักจะนานเท่าไหร่กัน

“ฉัตร ฉัตรต้องไปหาหมอเรื่องรักษาดวงตาคะ ต้องไปรักษาที่อื่นสักพัก”ณฉัตรโกหกคำโต นอกจากอานนท์ เธอก็ไม่อยากให้ใครล่วงรู้ว่าเธอต้องออกจากปรีชาไวยกิจในอีกสองวัน

“จริงเหรอจ้ะ หนูฉัตรยอมรักษาดวงตาแล้ว พี่เปาดีใจจังเลย”พี่เลี้ยงคนสนิท กุมมือณฉัตรอย่างดีใจ เธอ

“พี่เปาอยากไปกับหนูฉัตรด้วย ไปดูแลหนูฉัตรได้มั้ยจ้ะ”

ณฉัตรบีบมือเปาแน่น พยายามฝืนกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล เธอผูกพันกับเปามากเหลือเกิน นับตั้งแต่มาพึ่งใบบุญอานนท์ ประมุขของบ้านก็มอบหมายให้สาวใช้บ้านนอกใสซื่ออย่างเปามาช่วยดูแลคนพิการอย่างเธอ และหากต้องจากกันด้วยเหตุผลใดก็ตาม การที่เธอไม่มีแม้แต่โอกาสในการเอ่ยคำร่ำลาก็นำความเจ็บปวดมาสู่หัวใจไม่น้อย

“พี่เปาขา ช่วงที่ฉัตรไม่อยู่ พี่เปาต้องดูแลต้นไม้ในเรือนกระจกนี้แทนฉัตรนะคะ แล้วก็ดูแลป้านุ่นด้วย ป้าแก่มากแล้ว ปวดหลังกับปวดมือบ่อยๆ อย่าให้ยกของหนักหรือทำงานหนักๆ แล้วพี่เปาเองก็ดูแลตัวเองดีๆนะคะ”ณฉัตรเอ่ยเสียงสั่น พร้อมกับโผเข้ากอดเปา สาวใช้ลูบหลังเบาๆ รู้สึกโหวงๆในหัวใจ ณฉัตรทำเหมือนกับจะไม่กลับมาอีกแล้ว

“หนูฉัตรไปแป้บเดียวไม่ใช่เหรอจ้ะ ถ้าพี่เปาไปด้วยไม่ได้ พี่เปาจะรอหนูอยู่ที่นี่นะ”

ทั้งสองคนกอดกันแน่น ต่างรู้สึกเหมือนคนในครอบครัว

กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

บรรยากาศยามค่ำคืนในเลาจ์โรงแรมหรู ย่านกลางเมืองของกรุงมะนิลา เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของเหล่านักท่องราตรี ตรงบริเวณโซนวีไอพีถูกจับจองด้วยกลุ่มนักธุรกิจที่ย้ายวงสนทนาจากห้องประชุมของโรงพยาบาลมายังสถานที่ตื่นตาตื่นใจมากกว่า หลังจากใช้เวลาประชุมร่วมกันถึงโครงการจัดตั้งศูนย์สุขภาพที่มีการร่วมทุนของโรงพยาบาลเอกชนในสามประเทศ ปรีชาเวชย์คือหนึ่งในหุ้นส่วนนั้น อลันมาพำนักเจรจาถึงโครงการเข้าสู่วันที่ห้า  การพูดคุยวางแผนงานเป็นไปอย่างราบรื่น แม้ในทีแรกจะมีคลางแคลงในตัวอลันบ้าง เพราะเขาเพิ่งมีส่วนพัวพันกับการทุจริตเงินกองทุนในมูลนิธิ หากแต่วิสัยทัศน์ บุคลิกและความเก่งกาจของเขาก็ทำให้ผู้ร่วมลงทุนทึ่งอยู่ไม่น้อย ทุกอย่างดูจะเป็นไปตามทิศทางที่ได้วางแผนไว้ หากแต่ ติดปัญหาสำคัญอยู่เรื่องเดียว นั่นคือพื้นที่ที่จะใช้ก่อสร้างศูนย์สุขภาพ เจ้าของที่ซึ่งเป็นชายชราวัย78ปียังไม่ยินยอมเซ็นต์ขาย ตามที่ทายาทได้ตกลงไว้ข้างต้น หากการเจรจาต่อรองเพื่อโน้มน้าวจิตใจยังยืดเยื้อ เห็นทีเขาจะกลับเมืองไทยตามกำหนดเวลาได้ยาก อลันร่วมพูดคุยสังสรรค์กับหุ้นส่วน ดื่มกันพอหอมปากหอมคอ ก่อนจะขอตัวกลับห้องพักตัวเองซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรมเดียวกัน เขาให้เหตุผลว่าตัวเองรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวและหากฝืนดื่มต่อจะไม่สบาย ทุกคนยินยอมให้เขาไปพักผ่อน ก่อนจะลงความเห็นว่าอลันอาจเป็นโรคโฮมซิค เพราะเขาเอาแต่สอบถามเที่ยวบินกลับไทยกับผู้ดูแลอยู่เรื่อย ร่างสูงพาร่างกายที่อ่อนล้าของตัวเองขึ้นมายังห้องพัก เขาทิ้งตัวลงบนโซฟา แล้วเหม่อมองออกไปยังนอกกระจกบานใส ท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงมะนิลา ไร้ดวงดาว หรือแม้แต่แสงจากพระจันท์ น่าแปลกที่เขารู้สึกคิดถึงประเทศในยามนี้เหลือเกิน ทั้งที่ตอนใช้ชีวิตอยู่ฟลอริดาร์นานหลายปี ก็ไม่เคยมีความรู้สึกนี้สักครั้ง เมื่อพยายามค้นใจตัวเอง เขาก็ต้องยอมรับว่า แท้จริงแล้วเขาคิดถึงคนมากกว่า คนๆนึงที่คงจะเข้านอนหลับฝันดีไปแล้วในช่วงเวลานี้ อลันพลิกดูนาฬิกาที่เขาสวมใส่อยู่ มันบ่งบอกว่าเป็นเวลาดึกมากแล้ว แม้เวลาที่ไทยกับฟิลิปปินส์จะต่างกันเพียงชั่วโมงเดียวก็ตาม

Rrrrrrrr เสียงโทรศัพท์ภายใน ดังขึ้น อลันสงสัยว่าใครกันโทรเข้าห้องพักเขาในตอนดึกดื่นป่านนี้ หรือว่าพวกที่สังสรรค์อยู่ที่เลาจ์ จะเรียกเขาลงไปร่วมดื่มด้วยอีก ไม่ก็หาสาวๆมาประเคนให้ถึงห้อง อย่างที่ทำในคืนแรกๆที่เขามาถึง หากแต่เขาไม่ได้รู้สึกอยากจะหลับนอนกับผู้หญิงคนไหนอีกแล้ว

“Hello, Alan is speaking”

พนักงานต้อนรับของโรงแรมกำลังโอนสายจากทางไทยมายังอลัน เขารู้สึกแปลกใจเป็นอันมาก จะเป็นใครกันที่โทรหาเขาในยามนี้

“ฮัลโหลครับ ผมอลันพูด”อลันเอ่ยทักทาย กับคนที่อยู่ปลายสาย ไม่มีเสียงตอบรับใดๆกลับมา

“ได้ยินรึเปล่าครับ ผมอลันกำลังพูดอยู่”อลันถามย้ำ ความเงียบยังคงเป็นสิ่งเดียวที่ถูกส่งผ่านมา อลันเริ่มรู้สึกหงุดหงิด ใครกันที่อุตส่าโทรข้ามประเทศมายามวิกาล เพื่อจะได้ใช้ความเงียบสื่อสารกับเขา

“ถ้าไม่พูด ผมขอวางนะ”

“คุณอลันคะ”

เสียงเอ่ยชื่อเขาที่ถูกส่งผ่านมาตามสาย ทำให้อลันแทบหยุดหายใจ กลับกันหัวใจของเขาค่อยๆเต้นอย่างรัวกระหน่ำ เขาจำเสียงนั้นได้ทันที

“ฉัตรเหรอ นั่นฉัตรใช่มั้ย”อลันไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เขาเลยถามซ้ำอีกครั้ง หลายวันที่ผ่านมาต้องอดใจไม่โทรกลับไปยังคฤหาสถ์ เขาต้องคิดถึงเธอจนจะเป็นบ้าแน่ถ้าได้ยินแม้เพียงเสียงลมหายใจของเธอ แต่ทว่าตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายโทรมาหาเขาก่อน

“ฉัตรเองคะ ขอโทษนะคะที่โทรมาโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน”คนปลายสายเอ่ยเสียงเบา เหมือนกลัวว่าจะถูกดุ อลันเผยรอยยิ้มกว้าง อย่างที่ไม่เคยได้ยิ้มในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

“คุณอลันไม่โกรธนะคะ ที่ฉัตรโทรมารบกวนตอนดึกดื่นอย่างนี้”

“โกรธสิ โกรธมากด้วย”คนตัวโตบอกว่าโกรธมาก แต่ใบหน้ากลับยิ้มอย่างมีความสุข หากสีหน้าสลดลงของคนปลายสายของไม่กลั่นแกล้งอย่างนี้แน่

“งั้น ฉัตรไม่รบกวนนะคะ”

“ห้ามวาง!”อลันเอ่ยสั่งเสียงดัง ด้วยกลัวว่าคนทางนู้นจะวางสายจริง

“ก็คุณอลัน โกรธที่ฉัตรที่ไปหานี่คะ”น้ำเสียงเศร้าๆนั่นทำให้จิตใจอลันอ่อนยวบยาบ เชาไม่น่ากลั่นแกล้งเธอเลย

“โกรธสิ ก็เธอเป็นตัวปัญหา”

“คะ?”

“เธอจะทำให้ฉันเป็นบ้าอยู่แล้ว”เสียงทุ้มเอ่ยอย่างแผ่วเบา เขารู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้คำว่า บ้า เต็มที

“ขนาดไม่เจอกัน ฉัตรยังทำให้คุณอลันไม่สบายใจอีกเหรอคะ”

“เพราะไม่เจอ นั่นแหละ ถึงได้บอกว่าฉันกำลังจะเป็นบ้า”

ต่างฝ่ายต่างเงียบไปถนัด ความรู้สึกกำลังทำหน้าที่ส่งผ่านบางอย่างแทนถ้อยคำนับหมื่นล้านที่อยู่ภายในใจ ดวงตาสีเทาจ้องมองออกไปยังท้องฟ้า ห่างไกลเหลือเกิน แม้จะได้ยินเสียงอยู่ข้างหู แต่ไกลเกินจะเอื้อมคว้ามากอดไว้แนบอก

“ที่ฟิลิปปินส์เป็นไงบ้างคะ”คนปลายสายทำลายความเงียบที่ชวนหัวใจหวิว

“ถามถึงฟิลิปปินส์ ทำไม ถามถึงฉันสิ”

“แล้ว คุณอลันเป็นไงบ้างคะ”

อลันยิ้มออกมา เขารู้สึกว่าความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นในหลายวันนี้ ทุเลาเบาบางลงทันทีเพียงได้ยินเสียงณฉัตร

“ตอนแรกก็ว่าจะเป็นบ้าอยู่หรอก แต่ตอนนี้คิดว่าไม่แล้ว”เขาหัวเราะออกมาเบาๆ นั่นทำให้ณฉัตรยิ้มตามทันที

“คุณอลันอยู่ทางนั้นดูแลตัวเองดีๆนะคะ ถึงเวลาทานข้าวก็ต้องทานข้าว ถึงเวลานอนก็ต้องนอน ถ้ารู้สึกเครียดให้ดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆแทนการดูดบุหรี่นะคะ”ณฉัตรบอกอย่างเป็นห่วง นั่นทำให้อลันฉีกยิ้มกว้างมากกว่าเดิมหลายเท่า

“ฉันจะทำตามคำสั่งเธอทุกอย่าง พอใจมั้ย”

“พอใจคะ พอใจมาก”

“เธอละ เป็นไงบ้าง”เขาถามกลับ

“เหมือนเดิมคะ เหมือนทุกๆวัน”

“แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่ ดึกแล้วทำไมไม่นอน”

“ฉัตรอยู่ที่เรือนกระจกคะ”

“ทำไมถึงกลับไปนอนที่นั่นอีก”อลันถามอย่างแปลกใจ

“ฉัตรชอบที่นี่มากกว่าคะ”

“ดื้อสินะ”อลันแกล้งว่า แต่เขาก็รู้ดีว่าณฉัตรรักเรือนกระจกนั่นมากขนาดไหน

“คุณอลันคะ”

“หืม มีอะไร”

“ฉัตร มีเรื่องจะขอร้องคุณอลันคะ คุณอลันจะรับปากฉัตรได้มั้ย”

“ถ้าเธอขออะไรที่ฉันทำให้ไม่ได้ละ”อลันรู้ดีว่าหากเขารับปากในสิ่งที่ทำให้ไม่ได้ ท้ายที่สุดสิ่งนั้นคงย้อนมาสร้างความเจ็บปวดให้ณฉัตรอยู่ดี

“นั้นแค่รับฟังก็พอคะ”

คนปลายสายเงียบไปอีกแล้ว ทั้งที่เป็นฝ่ายบอกเองว่ามีเรื่องจะขอร้องเขา

“บอกมาสิ”

“ในเรือนกระจกของเฌอร์ มีแต่ดอกไม้ที่เป็นของเฌอร์ ทั้งคามิเลียสีแดง กลอกนีเซียสีชมพู ไฮเดรเยียสีม่วง”

อลันไม่รู้ว่าณฉัตรต้องการจะเอ่ยขอสิ่งใด แต่หากมันเกี่ยวข้องกับเฌอร์มาล แค่เพียงเท่านั้นคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

“มีดอกกุหลาบหลายพันธุ์ หลายๆสี ยกเว้น..”

“ยกเว้นไวท์คริสมาสต์”

อลันเอ่ยชื่อกุหลาบสีขาวสายพันธุ์หนึ่ง แม้ภายในเรือนกระจกจะเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ แต่ภายในเรือนกระจกแห่งนั้นไม่เคยมีดอกกุหลาบสีขาวเลย เขารู้มาว่าดอกกุหลาบสีขาวจะทำให้เฌอร์มาลนึกถึงการสูญเสียแม่

“แต่ว่า ฉัตรรักดอกไม้นั่นคะ”ณฉัตรบอกในสิ่งที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้ อลันรู้สึกหัวใจตัวเองบีบตัวช้าลง น่าแปลกยิ่งนัก ดอกไม้ที่เฌอร์มาลเกลียดกลับเป็นดอกเดียวกับที่ณฉัตรรัก

“ฉัตร อยากจะขอคุณอลัน ปลูกดอกกุหลาบนั่น ไว้ในเรือนกระจกจะได้มั้ยคะ”

ไม่มีเสียงตอบออกมาจากอลัน ณฉัตรรู้ดีว่ามันคงเป็นคำขอร้องที่เขาให้ไม่ได้

“ฉัตรรู้ดีคะว่าฉัตรไม่มีสิทธิ์ เรือนกระจกนั่นเป็นที่ของเฌอร์ เธอเป็นเจ้าของดินทุกก้อน ดอกไม้ทุกต้น แต่ฉันก็ยังเห็นแก่ตัวอยากจะปลูกดอกไม้ของตัวเอง”

“ฉันเองก็ไม่มีสิทธิ์ในเรือนกระจกนั่นหรอก เพราะเจ้าของที่แท้จริงไม่อยู่แล้ว แต่ว่า…”

“แต่ว่าถ้าเธอรักดอกไม้นั่น ถ้าพี่สาวเธอรู้ว่าเธออยากปลูกมัน เฌอร์ก็คงยอมให้เธอปลูกแน่ๆ”อลันตอบออกไปอย่างที่ใจคิด ณฉัตรยกมือขึ้นมาปิดกั้นเสียงสะอื้นให้ของตัวเอง นั่นคงเป็นคำอนุญาติจ่ากเขา

“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากจริงๆ”ณฉัตรเอ่ยด้วยเสียงพร่าสั่น แม้พยายามจะสะกัดกั้นเสียงสะอื้น แต่อลันก็รับรู้ได้ว่าคนตัวเล็กกำลังร้องไห้

“ยัยเด็กขี้แย แล้วเธอร้องไห้ทำไมกัน หยุดร้องเดี๋ยวนี้เลยนะ ได้โปรดเถอะณฉัตร ได้โปรดอย่าร้องไห้ตอนที่ฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้น”อลันเอ่ยถ้อยคำอ้อนวอน แค่เพียงรู้ว่าณฉัตรต้องร้องไห้ หัวใจเขาก็บีบตัวอย่างทรมานไปด้วย

“เธอจะปลูกดอกกุหลาบสีขาวซักกี่ร้อยกี่พันต้นก็ได้ แต่ห้ามร้องไห้ นิ่งซะ”เขาปลอบประโลม คนปลายสายหยุดสะอื้น และนิ่งเงียบไป ความเงียบมาเยือนอีกครั้ง ต่างคนต่างส่งผ่านความรู้สึกบางอย่างให้แก่กัน

“คุณอลันคะ”

ณฉัตรเอ่ยทำลายความเงียบ ยกมือขึ้นมากอบกุมก้อนเนื้อข้างซ้ายเอาไว้ในอุ้งมือที่กำลังบีบตัวเร่าอย่างทรมาน ยามต้องเอ่ยคำกล่าวลา ที่ไม่สามารถส่งผ่านออกไปได้ หากผ่านพ้นวันนี้ไป เธอต้องออกไปจากปรีชาไวยกิจ กล่าวลาทุกความทรงจำทั้งดีและร้าย และต้องไปจากเขา

ฉันรู้ว่าการจากลา คือส่วนหนึ่งในชีวิต เพียงแต่จะช้าหรือเร็ว

การจากเป็นหรือจากตาย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในรูปแบบไหน หรือด้วยเหตุผลใดก็ไม่แตกต่างกันนัก เพราะท้ายที่สุดแล้ว คืออาจไม่ได้พบเจอกันอีก

แต่การบอกลาหัวใจตัวเอง มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนจะตายในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า และฉันคงขาดใจตายลงตรงนี้ หากต้องเอ่ยคำลานั้น ต่อหน้าเขา

ฉันจะไม่ได้สัมผัสอ้อมกอดอันอบอุ่นจากเขา

ฉันจะไม่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอยามซุกกายในอ้อมอกเขา

ฉันจะไม่ได้สัมผัสริมฝีปากที่เคลือบด้วยลมหายใจบางเบายามเขาบรรจงจูบ

ฉันจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว

แต่ว่า*….*

เมื่อใดก็ตามที่เขาเฝ้ามองเดย์อายเบ่งบานแล้วคิดถึงเฌอร์มาล ดอกไม้ของฉันจะอยู่ตรงนั้น ไวท์คริสมาสจะหยั่งรากลึกลงไปในพื้นดินของผู้หญิงที่เขารัก

เขาอาจไม่ได้รักฉัน แต่ฉันจะเป็นเพียงแต่ดอกไม้ดอกเดียว ที่เบ่งบานเพื่อเขา

เผื่อว่าสักวัน ยามเมื่อแสงแดดจับต้องกลีบดอกเดย์อาย มันจะสาดส่องไปถึงดอกกุหลาบสีขาว แม้จะต้องหลบซ่อนอยู่ภายใต้เงา แต่ถ้ามีดอกไม้ที่ทำให้เขานึกถึงฉัน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

ฉันคิดถึงคุณอลันคะ

**Writer talk:**ชี้แจงของดเนื้อหาอิโรติกในตอนนี้ไปก่อน จะใส่เพิ่มเติมในการอัพครั้งต่อไป เพื่อความเหมาะสม ช่วงหลายวันที่ผ่านมาพวกเราต่างพบเจอการจากลาที่นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างหาที่เปรียบมิได้ แต่ทุกสิ่งล้วนต้องสูญสลายไปตามกฏธรรมชาติ หากแต่ บางสิ่งที่มีความหมายแท้จริงต่อจิตใจเราจะไม่มีวันสลายหายไปไหน มันจะคงอยู่ตลอดไปนิจนิรันดร์

ถ้าเธอรักต้นไม้ ต้นหนึ่ง

ซึ่งมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวในโลก

ยามรากล้ม กิ่งใบพาปลิวโบก

ปลิดร่วงโรย ตามกาละเวลา

หากเธอรักดอกไม้ ดอกหนึ่ง

โปรดคำนึงถึงวังวนวัฏสงสาร

เกิดจากดิน คืนสู่ดิน ไร้พบพาน

แต่ ความงาม คงตราตรึงมิลบเลือน

Junepopo29

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น